เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 น่าหลันเฟิง

            ยามพลบค่ำมีเม็ดฝนสาดเทลงมาบนพื้นดินไม่ขาดสายราวกับกำลังชำระล้างอากาศในเมืองหยางโจว

            ผู้คนบนท้องถนนต่างวิ่งหลบฝนกันจ้าละหวั่น

            ตอนนี้เองก็มีเงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งควบม้าพันลี้ท่ามกลางสายฝนเขาสวมเสื้อกันฝนสีดำและกำลังมุ่งหน้าไปที่ภัตตาคารทิงเฟิง

            “ดูแลม้าของข้าด้วย” ชายหนุ่มหันมากำชับเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนต้อนรับแล้วก้าวเข้าไปในภัตตาคารทิงเฟิงทันที

            อาจเป็นเพราะว่าฝนตก ทำให้วันนี้ภัตตาคารทิงเฟิงดูคึกคักเป็นพิเศษ ทำให้ห้องโถงชั้นหนึ่งที่กว้างขวางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากเสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นไม่หยุด

            “เจ้าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานหรือยัง? หลินไห่ผู้นำของตระกูลหลิน และไอ้ขยะหลินเฟิงถูกไล่ออกจากตระกูลหลินแล้ว”

            “ฮ่าๆ ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหยางโจวแล้ว ไม่จำเป็นต้องบอกข้าก็ได้ตอนนี้หลินป้าต้าวแข็งแกร่งขึ้นมาก เขาสามารถเอาชนะหลินไห่ในหมัดเดียวอีกทั้งบุตรชายและบุตรสาวของเขาก็บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณทั้งคู่นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่น ไอ้ขยะนั่นไม่สามารถเทียบได้หรอก ประกอบกับหลินไห่ได้สังหารผู้อาวุโสของตระกูลตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมทำให้สองพ่อลูกนั่นถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลินตอนนี้ตระกูลหลินได้กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง”

            บทสนทนาส่วนใหญ่ล้วนเป็นข่าวเกี่ยวกับหลินเฟิงทั้งสิ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ทำให้หลินเฟิงที่กำลังจะเดินขึ้นไปยังชั้นสองต้องหยุดชะงักเท้าในทันทีก่อนจะตัดสินใจเดินลงมาชั้นหนึ่งแทน หลินเฟิงเลือกที่นั่งตรงมุมห้องและนั่งลงฟังข่าวลือต่างๆอย่างเงียบๆ

            “ข่าวลือไร้ยางอายแบบนี้ จะต้องเป็นตระกูลหลินที่ปล่อยออกมาอย่างแน่นอน หึๆโยนความชั่วร้ายเหลือจะทนให้กับข้าและบิดา จากนั้นก็ส่งเสริมให้หลินป้าต้าวรวมทั้งลูกของมันกลายเป็นครอบครัวอัจฉริยะช่างดีงามจริงๆ” หลินเฟิงหัวเราะเบาๆ อย่างเย็นชาสำหรับคนหน้าด้านอย่างหลินป้าต้าว การที่จะใช้แผนชั่วช้าเช่นนี้นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

            “นายท่านต้องการสั่งอะไรไหมขอรับ?” เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยกับหลินเฟิง

            “เอาเหล้ามาขวดหนึ่ง กับกับแกล้มอะไรก็ได้สักสองสามอย่าง” หลินเฟิงสั่ง ไม่นานนักเหล้าและกับแกล้มก็มาวางตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

            “ข้าได้ยินมาว่าภัตตาคารทิงเฟิงเป็นแหล่งที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายที่สุดไม่รู้ว่าข้าจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับงานชุมนุมประจำปีของเมืองหยางโจวหรือไม่?”หลินเฟิงรินเหล้าใส่จอกให้ตัวเองแล้วยกขึ้นดื่มทันทีที่เหล้าไหลเข้ามาในร่าง หลินเฟิงก็รู้สึกร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาเหมือนมีเปลวไฟอยู่ในร่างก็ไม่ปาน เหล้านี่ช่างยอดเยี่ยมนักมันแตกต่างจากเหล้าทั้งหมดที่หลินเฟิงเคยดื่มในโลกก่อน

            ตอนนั้นเองมีเงาของคนสามคนกำลังเดินเข้ามาในภัตตาคารทิงเฟิง เป็นชายหนึ่งหญิงสองทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามาก็สามารถดึงดูดสายตาของฝูงชนได้ทั้งหมด

            ชายหนุ่มคนนั้นถือพัดขนนกเดินเข้ามาในภัตตาคารเงียบๆท่าทางของเขาดูสง่างามและสุภาพ ส่วนหญิงสาวที่เดินอยู่อีกด้านนางสวมชุดสีเขียวสดใส ไม่เพียงดูน่าเกรงขาม แต่ยังสวยงามอีกด้วย นอกจากนี้ใบหน้าของนางยังงดงามและมีรูปร่างที่ทรงเสน่ห์

            แต่ทว่าสายตาของฝูงชนไม่ได้หยุดอยู่ที่สองคนนั้นแต่เป็นหญิงสาวที่อยู่ตรงกลางของทั้งสองคนต่างหาก

            ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนัก แต่ร่างกายของหญิงสาวผู้นี้กลับไม่เปียกฝนสักนิดนางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้า ดูสงบนิ่งเหมือนคลื่นทะเลที่กำลังสงบผิวของนางขาวผ่องดุจหยกน้ำงาม ทุกตารางนิ้วบนร่างกายล้วนมีเสน่ห์ โดยเฉพาะนัยน์ตาที่ใสสะอาดเหมือนน้ำรูปลักษณ์คล้ายกับจะเกี่ยวหัวใจและวิญญาณของชายหนุ่มหลายคนไปความสวยของนางทำให้หญิงงามที่อยู่ข้างๆ ดูด้อยไปอย่างเห็นได้ชัด        

            “น่าหลันไห่ เจ้าขึ้นไปก่อนเถอะข้าอยากจะนั่งอยู่ด้านล่างนี่สักครู่” หญิงสาวที่สวมชุดสีฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงหวานใส

            “ก็ได้” น่าหลันไห่พยักหน้าก่อนจะถือพัดขนนกเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ส่วนหญิงสาวที่สวมชุดสีเขียวก็กวาดสายตามองหาที่นั่งที่เหมาะสมอยู่

            “คุณหนูเจ้าค่ะ ดูเหมือนว่าจะไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว” หญิงสาวในชุดสีเขียวกวาดสายตามองรอบๆห้องโถง ก็พบว่าที่นั่งล้วนเต็มหมดแล้ว

            “คุณหนู รอข้าสักครู่” เมื่อหญิงสาวที่สวมชุดสีเขียวเห็นหลินเฟิงนั่งอยู่คนเดียวตรงมุมห้องก็เกิดความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา ก่อนจะเดินไปหาหลินเฟิงทันที

            หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น เห็นหญิงสาวในชุดสีเขียวกำลังจ้องมองเขาอยู่ก็ถามขึ้นมาว่า “มีอะไรหรือ?”

            “มี” หญิงสาวคนนั้นโยนเหรียญไปบนโต๊ะของหลินเฟิงแล้วพูดว่า“ข้าให้เจ้าหนึ่งเหรียญเงิน เพื่อแลกกับการที่เจ้าเปลี่ยนที่ข้าต้องการที่นั่งตรงนี้”

            หลินเฟิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มมุมปากจางๆ จากนั้นก็ควักเหรียญเงินหนึ่งเหรียญออกมาแล้วโยนลงบนโต๊ะเหมือนที่นางทำ

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หญิงสาวในชุดสีเขียวถามพลางขมวดคิ้ว

            หลินเฟิงเงยหน้าสบตากับหญิงสาวคนนั้น แล้วกล่าวว่า “ข้าเห็นเจ้าแล้วรู้สึกรกหูรกตาพิกลดังนั้นเจ้าหยิบเงินนี่แล้วไปซะ”

            “เจ้า...” หญิงสาวชุดเขียวตัวแข็งทื่อเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าหมายความว่ายังไง? เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”

            หลินเฟิงส่ายหัวด้วยท่าทางเฉยชา ขณะที่รินเหล้าใส่จอกของตัวเองต่อ  

            “เจ้าจะเป็นใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า” หลินเฟิงเงยหน้าตอบกลับอย่างเย็นชาไม่แพ้กัน

            เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่สุภาพของหลินเฟิงหญิงสาวในชุดเขียวก็ปลดปล่อยลมปราณออกมาทันที ทำให้หลินเฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะหญิงสาวนางนี้เหมือนจะอายุน้อยกว่าเขาแต่ทว่านางกลับอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 พรสวรรค์ไม่ธรรมดาเลยจริงๆไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงได้หยิ่งยโสเช่นนี้

            “ทำไม ? เจ้ากลัวหรือ?” หญิงสาวมองหลินเฟิงอย่างยโสขณะที่หัวเราะเยาะออกมา

            หลินเฟิงตะลึงจนพูดไม่ออก

            “ลู่เอ๋อร์ อย่าหยาบคายสิ” น้ำเสียงนุ่มนวลพลันดังขึ้นก่อนที่หญิงสาวที่สวมชุดสีฟ้าจะเดินเข้ามาหา นางปรายตามองสาวในชุดเขียวเล็กน้อยก่อนจะหันมาพูดกับหลินเฟิงว่า

            “ลู่เอ๋อร์ก็เป็นแบบนี้เสมอ เจ้าอย่าไปตำหนินางเลยนะ” หญิงสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าส่งยิ้มอบอุ่นไปให้หลินเฟิงทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ผลิหญิงสาวคนนั้นเดินตรงมาที่โต๊ะของหลินเฟิงแล้วนั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ

            หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ยินคำขอโทษจากปากของนางเลยสักนิดมิหนำซ้ำนางยังนั่งลงโดยไม่ขออนุญาตเขาผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโต๊ะอีกด้วย

            “ตัวเป็นเหมือนนาย แต่ใจเป็นเหมือนบ่าว” หลินเฟิงกล่าวแดกดันอย่างไม่ไว้หน้า

            ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีฟ้าแข็งทื่อและฉายแววเย็นชาขึ้นมาชั่วขณะไม่ว่านางจะไปที่ไหน ฝูงชนล้วนรอต้อนรับ หากนางนั่งโต๊ะเดียวกับผู้ใดโต๊ะนั้นถือว่ามีเกียรติกว่าผู้อื่น ผู้ชายคนไหนล้วนอยากจะมาประจบสอพลอนางทั้งนั้นแต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาพบหลินเฟิงพูดจาเสียดสีนางเช่นนี้

            “คุณหนู คนประเภทนี้ต้องโดนสั่งสอน” หญิงสาวชุดสีเขียวกล่าวด้วยความโกรธ

            “ช่างเถอะ ลู่เอ๋อร์” หญิงสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าส่ายหน้าเล็กน้อยจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อคนอื่นไม่ต้องการต้อนรับพวกเรางั้นก็ย้ายที่เถอะ”

            “ก็แค่คนที่ไม่รู้จักโลกกว้าง หลังจากนี้เราควรระวังให้มาก” กล่าวจบ หญิงสาวชุดกระโปรงฟ้าก็หันหลังเดินจากไป

            “คุณหนูน่าหลัน ชายคนนั้นไม่รู้จักดีชั่ว ท่านเป็นถึงอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่อย่าไปลดตัวทะเลาะกับพวกด้อยปัญญาเลย ข้าผู้นี้เลื่อมใสคุณหนูน่าหลันมานานแล้วหากท่านไม่รังเกียจ สามารถมานั่งร่วมโต๊ะกับข้าได้” ทันใดนั้นก็มีคนลุกขึ้นยืนเพื่อเชื้อเชิญหญิงสาวในชุดสีฟ้าให้นั่งร่วมโต๊ะด้วยนางยกกระโปรงสีฟ้าของตัวเองขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทางที่สง่างาม

            เมื่อเห็นว่ามีคนมาเชื้อเชิญ หญิงสาวกระโปรงฟ้าก็พยักหน้าทำให้ผู้ที่ส่งคำเชิญรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก

            “ชายคนนั้นช่างโชคดีเสียจริง ทำไมข้าถึงไม่ส่งคำเชิญก่อนนะ” บางคนที่ได้เห็นฉากนี้ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา

            “ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร ช่างไม่รู้จักดีชั่วจริงๆการที่คุณหนูน่าหลันต้องการนั่งกับเขา ถือว่าเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้แต่เขากลับปฏิเสธ ช่างโง่เง่าเสียจริง”

            หลินเฟิงได้ยินทุกคำพูดของคนรอบข้างลอยเข้าหูไม่ขาดสายหลินเฟิงถึงกับส่ายหัวอยู่ในใจ สันดานขี้ประจบนี่ ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหนล้วนมีหมดผู้ที่มีอำนาจมักจะมีคนประจบประแจงสอพลออยู่เสมอ          

            หลินเฟิงถือคติว่า เมื่อคนให้เกียรติเขา เขาก็จะให้เกียรติผู้นั้นและตั้งแต่ต้นจนจบหญิงสาวชุดสีเขียวและหญิงสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าก็ไม่ได้ให้เกียรติเขาเลยสักนิดหรือว่าข้าผู้นี้จะต้องประจบสอพลอคนแบบนั้นด้วย

            จากเสียงพูดคุยของคนรอบๆ ทำให้หลินเฟิงได้รู้สถานะของหญิงสาวกระโปรงฟ้าที่แท้นางก็เป็นลูกสาวคนเดียวของท่านเจ้าเมือง ชื่อน่าหลันเฟิงว่ากันว่าน่าหลันเฟิงทั้งงดงามและเต็มไปด้วยพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศ

            “น่าหลันเฟิงและหลินเชียนมีบางอย่างที่เหมือนกัน นั่นก็คือความอวดดีและหยิ่งยโสไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาและสนใจแค่ตัวเองเท่านั้น” หลินเฟิงคิดในใจเขาค่อนข้างผิดหวังในตัวน่าหลันเฟิงเป็นอย่างมาก ไม่สมกับคำร่ำลือยิ่งได้ฟังข่าวลือที่เกี่ยวกับนางนั้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวจริงช่างห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์แบบ        

            “คุณหนูน่าหลันในเมื่อมาถึงแล้วทำไมไม่ขึ้นมาหาพวกเราล่ะ ท่านเชิญพวกเรามาแล้วไม่ใส่ใจแบบนี้เหรอ?” น้ำเสียงที่เย็นชาลอยมาจากชั้นบน ทำให้ทุกคนพากันตกตะลึงไปชั่วขณะใครกันที่กล้าพูดแบบนี้ออกมา ทั้งยังใช้น้ำเสียงห้วนๆ เช่นนี้อีกด้วย  

            “หึๆ ทำให้คุณหนูหลินต้องรอนานเสียแล้ว น่าหลันผู้นี้จะขึ้นไปหาทันที” น่าหลันเฟิงหัวเราะเบาๆ และเดินขึ้นไปชั้นบนทันที

            “คุณหนูหลิน? หรือว่าเป็นหลินเชียนแห่งตระกูลหลินไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงกล้าพูดแบบนี้กับน่าหลันเฟิง ได้ยินมาว่าหลินเชียนตอนนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมและมีชื่อเสียงในนิกายเฮ่าเยว่ ”

            “ใช่! ต้องเป็นหลินเชียนแน่ๆ เฮ้อ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าในเมืองหยางโจวจะมีหญิงสาวที่โดดเด่นและล้ำค่าถึงสองนาง”

            เจ้าของเสียงที่ดังเมื่อครู่ เป็นหลินเชียนอย่างไม่ต้องสงสัย น้ำเสียงที่หยิ่งผยองแบบนี้หลินเฟิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี

            หลังจากที่ได้ฟังบทสนทนาของฝูงชน ทำให้หลินเฟิงได้รับรู้ข้อมูลเป็นจำนวนมากที่แท้น่าหลันเฟิงก็เชิญรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองหยางโจวมาชุมนุมในวันนี้ไม่เพียงหลินเชียนที่มา รุ่นเยาว์ที่เป็นอัจฉริยะจากตระกูลกู่ ตระกูลเหวินและอัจฉริยะที่ไร้สังกัดอย่างชิวหลันต่างก็อยู่ชั้นบนทั้งหมด

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน