Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 32 - หาอาวุธ

    ตอนที่ 32 – หาอาวุธ

     

                ปราชญาเดินอ้อมเข้าไปทางหน้าบ้านของบ้านของชานนท์และณปภา ก่อนที่เขาจะเจอโรงเก็บรถ มันมีบานเลื่อนสีเทาปิดเอาไว้ เขาลองเลื่อนบานเลื่อนขึ้นดูก็ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อกแต่อย่างใด พอเลื่อนจนขึ้นเสร็จ เขาก็มองเห็นรถกระบะสีเขียวคันหนึ่งจอดอยู่ภายในนั้น ท่ามกลางอุปกรณ์การซ่อมแซมรถที่วางอยู่บนชั้นเต็มไปหมด

                “รถคันนี้แหละ” ปราชญาหันมาพูดกับวาสุกรี วาสุกรีขยับแว่นสายตานิดหน่อย ก่อนจะมองเลขทะเบียนของรถกระบะ ปราชญาใช้กุญแจรถเปิดประตูรถเข้าไปทันที แล้วก็ไปนั่งในที่นั่งคนขับ พร้อมกับไขกระจกรถลง เขาขอให้ภัทรกับชัชชัยดูหลังเขาให้ด้วย ว่าถอยออกไปจะไม่ชนอะไร

                แล้วรถกระบะก็ติดเครื่องพร้อมใช้งาน ปราชญาทำหน้าที่คนขับ ส่วนวาสุกรี ชัชชัยก็กระโดดขึ้นบนกระบะหลัง ส่วนภัทรจะคอยดูว่ารถกระบะจะถอยไปชนอะไรหรือเปล่า? ในตอนนั้นเอง สุคนธาก็วิ่งมาหาพวกเขาพร้อมกับร้อง “พวกพี่จะไปไหน? หนูไปด้วยสิ”

                “ไม่ได้” ชัชชัยตอบออกมาคำเดียว เขาอยู่บนหลังกระบะ “การออกไปนอกอาณาเขตมันอันตรายเกินไป น้องจะไปไม่ได้”

                “พวกพี่ๆ จะออกไปนอกอาณาเขตเหรอ?” สุคนธาถามอย่างเป็นห่วง “มันอันตรายนะ”

                แล้วภัทรก็อธิบายว่ากระสุนของพวกเขาใกล้จะหมดแล้ว ต้องออกไปตามหากระสุนจากภายนอกอาณาเขต เมื่อสุคนธาได้ยินดังนั้น เธอก็ถามออกมาเหมือนที่ชานนท์ถามไม่มีผิด

                “แล้วพวกพี่รู้เหรอว่าร้านขายปืนขายกระสุนอยู่ที่ไหน?” สุคนธาถามออกมา วาสุกรีก็ส่ายหน้าอย่างไม่รู้เหมือนกัน

                “บอกตรงๆ พี่ก็ไม่รู้ จริงๆ ไม่มีใครรู้หรอก” วาสุกรีบอกกับสุคนธา แล้วก็ชักชวนเธอ “ถ้าน้องอยากจะไปกับพวกพี่ก็ไปได้นะ”

                สุคนธาเกือบจะยิ้มออกมาแล้ว ถ้าไม่โดนชัชชัยขัดขึ้นเสียก่อน “จะบ้าเหรอ? พี่วา น้องเค้าแค่ม.ต้นเอง จะออกไปเสี่ยงไม่ได้! ให้น้องอยู่ในอาณาเขตน่ะดีแล้ว”

                “แหม พี่ก็เป็นห่วงหนูเหมือนกันเหรอคะ?” สุคนธาแกล้งถามขึ้นมาเล่นๆ ทำเอาชัชชัยหน้าแดงอีกแล้ว ภัทรที่สังเกตเห็นดังนั้นก็แซวเพื่อนสนิท

                “หน้าแกแดงใหญ่แล้วนะ” ภัทรหัวเราะออกมา ชัชชัยหันไปมองทางภัทรอย่างกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะบอกแก่สุคนธาว่าให้หลบในอาณาเขตนี่แหละ พวกเขาจะออกไปสักพัก ไม่นานก็กลับ สุคนธาดูจะเป็นห่วงพวกชัชชัยมาก เธอได้แต่ยืนมองพวกเขานิ่งๆ ขณะที่ปราชญาเข้าเกียร์ถอยหลังรถ

                แล้วรถกระบะคันสีเขียวก็ถอยหลังแล่นออกจากโรงรถ โดยมีภัทรคอยดูด้วยว่าจะชนอะไรหรือเปล่า? พอออกมาได้สำเร็จราบรื่น ปราชญาก็เลี้ยวรถออกไปทางประตูอาณาเขต ภัทรเป็นคนเดินไปเปิดบานเลื่อนที่เป็นทางเข้าออกของอาณาเขต แต่ปรากฏว่ามันล็อก เขาเลยขอร้องให้คนที่อยู่บนคอหอยมาปลดล็อกประตูให้หน่อย

                “พวกน้องๆ จะไปไหนกัน?” คนที่คอยสังเกตการณ์ศัตรูตะโกนถามลงมา ภัทรก็ตะโกนกลับไปว่า พวกเขาจะต้องออกไปเอากระสุนปืนจากภายนอกอาณาเขต เพราะพวกเขาเหลือกระสุนน้อยแล้ว คนที่อยู่บนหอคอยถึงปีนบันไดลงมา แล้วก็เปิดล็อกกลอนประตูให้ ก่อนจะเลื่อนบานเลื่อนให้เปิดออก

                “แน่ใจนะว่าจะออกไปนอกอาณาเขตจริงๆ?” ชายคนที่เฝ้าดูศัตรูอยู่ถามขึ้นมา ปราชญาที่ไขกระจกรถลงแล้ว บอกกับอีกฝ่ายว่า

                “แน่ใจสิครับ” ปราชญาบอก “ถ้าเราไม่มีกระสุนเหลือเพียงพอ จะอันตรายยิ่งกว่านี้อีก เดี๋ยวพวกเราก็กลับมากันแล้ว ไปไม่นานหรอกครับ”

                “อืม” อีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมกับอวยพรให้พวกเขา “ขอให้เดินทางราบรื่นล่ะ อย่าได้เจอพวกนั้นเลย”

                “ขอบคุณมากครับ” ปราชญายกมือไหว้ อีกฝ่ายก็รีบรับไหว้ทันที แล้วปราชญาก็แล่นรถออกไปจากอาณาเขต เขาได้แผนที่แถวนี้มาแล้วจากชานนท์ เพราะฉะนั้น เขาไม่มีทางหลงทาง กลับอาณาเขตถูกแน่นอน ฝ่ายพวกวาสุกรีก็พกอาวุธติดตัวมาด้วยพร้อมกับระเบิดมือที่ยังไม่ได้ใช้

                รถแล่นไปตามถนนที่เละเทะสกปรกไปด้วยขยะ วาสุกรี ภัทรและชัชชัยถืออาวุธของตนเตรียมตัวเอาไว้ด้วย เผื่อจะเกิดอะไรขึ้นมา ชัชชัยมองไปรอบๆ ซากปรักหักพังที่รายล้อมอยู่รอบข้าง แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมา

                “ไอ้พวกระยำเอไอ เป็นเพราะพวกมันแท้ๆ โลกเราถึงเป็นแบบนี้” ชัชชัยบอกออกมาอย่างเคืองแค้น ตอนนั้นเอง ปราชญาก็สั่งให้ทั้งสามคนที่นั่งบนหลังกระบะคอยดูด้วยว่าร้านไหนที่ขายปืนกับกระสุน? เขาก็จะมองดูด้วย ทั้งสามคนก็ทำตามที่ปราชญาบอก คอยมองสอดส่องว่ามีร้านขายปืนอยู่แถวนี้ไหม?

                “เฮ้ย นายขับช้าๆ หน่อยดิ ดูไม่ทัน” ชัชชัยหันไปว่าใส่ปราชญาที่กำลังขับรถอยู่ เขาได้ยินก็เลยขับให้ช้าลง พวกชัชชัยพยายามมองหาร้านขายปืน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะพบเลย

                “พยายามต่อไป มันต้องมีสักที่แหละน่า” ปราชญาพูดผ่านที่นั่งคนขับออกมา ทั้งวาสุกรี ชัชชัยและภัทรต่างก็พยักหน้า พวกเขายังไม่ยอมแพ้ แต่พอผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็ไม่มีร้านไหนที่ขายปืนและกระสุนเลย

                “นี่” ชัชชัยถามปราชญาที่กำลังขับรถอยู่ “นายไม่หลงแน่นะ กลับอาณาเขตได้ใช่ไหม?”

                “ได้สิ” ปราชญาตอบกลับมา เขาไขกระจกรถลงแล้วถึงได้ยินคำที่ชัชชัยพูดออกมา พร้อมกับมองแผนที่ “เรายังอยู่ในเขตแผนที่อยู่ รับรองกลับได้แน่นอน”

                “เราต้องหากระสุนให้เจอให้ได้” วาสุกรีบอกออกมา “ขืนกลับไปมือเปล่าจะเสียเที่ยวเปล่าๆ แล้วเราก็ออกมาเสี่ยงข้างนอกบ่อยๆ ไม่ได้ด้วย”

                ภัทรกับชัชชัยพยักหน้าให้วาสุกรี ขณะที่รถขับเลี้ยวไปทางซ้าย แล้วภัทรก็สังเกตเห็นป้ายร้านร้านหนึ่ง อ่านว่า ‘ปืนสมิตร’ เขาเลยรีบบอกให้ปราชญาจอดรถ เพราะเขาคิดว่าเขาเจอร้านขายปืนแล้ว ฝ่ายปราชญาได้ยินอย่างนั้นก็หยุดรถ และเทียบจอดตรงริมทางเท้า

                ภัทร ชัชชัยและวาสุกรีกระโดดลงมาจากกระบะหลัง แล้วรีบวิ่งเข้าไปในร้านนั้นทันที พบว่ามันเป็นร้านขายปืนจริงๆ ด้วย แต่น่าเสียดาย ไม่มีอาวุธใดๆ อยู่ในตู้ขายเลย กระสุนก็ไม่มี ภัทรถอนหายใจออกมา เขาคิดว่าจะค้นพบสมบัติแล้วเสียอีก          

                “หาต่อไป มันต้องมีที่ไหนสักแห่งแหละ” วาสุกรีสั่งทั้งสองคนและก็กลับไปที่รถกระบะ พร้อมกับรายงานกับปราชญาว่าเจอร้านขายปืนจริง แต่ปืนกับกระสุนน่าจะถูกนำไปใช้จนหมดแล้ว ชัชชัยได้ยินดังนั้น เขาก็บ่นออกมา

                “แล้วแบบนี้ ถึงเราจะเจอร้านขายปืนก็เสียเวลาเปล่า” ชัชชัยบ่นออกมา “เรากลับอาณาเขตกันเถอะ”

                “ไม่ได้ เราตัดสินใจออกมาแล้ว แล้วก็ออกมาบ่อยๆ ไม่ได้ด้วย น้องชัย” วาสกุรีปรามชัชชัย “มันต้องมีสักร้านหนึ่งแหละที่น่าจะมีอาวุธกับกระสุนเหลืออยู่”

                ชัชชัยถอนหายใจออกมา เขาไม่คิดว่ามันจะมีหรอก เพราะตอนที่พวกเอไอบุกโลก ปืนกับกระสุนต้องถูกใช้ไปหมดแน่ๆ เขาคิดแบบนั้นก็ปลงตก ถอดใจไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง

                แล้วรถกระบะสีเขียวก็แล่นไปทั่วบริเวณถนน พวกชัชชัยก็มองไปรอบๆ เพื่อจะหาร้านขายปืน แต่มันไม่ได้หาเอาง่ายๆ เสียเลย พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าร้านมันอยู่ตรงไหน แผนที่ไม่ได้บอกเอาไว้ แค่บอกเส้นทางและชื่อถนนเท่านั้น รถกระบะเลี้ยวซ้ายอีกรอบ คราวนี้ ภัทรก็มองเห็นร้านขายปืนอีกแล้ว เขาสั่งให้ปราชญาหยุดรถ

                “เจออีกแล้วเหรอ?” ปราชญาถามขึ้นมา ภัทรก็บอกว่าใช่ แล้วทั้งสามคนก็กระโดดลงจากหลังรถกระบะไป พลางเข้าไปในร้านนั้น ตอนแรก ชัชชัยคิดว่าคงจะเหมือนเดิม ไม่มีอาวุธกระสุนให้เก็บ แต่ผิดคาด ที่ร้านนี้ยังมีปืนอีกหลายกระบอก พร้อมกับกระสุนด้วย

                “เฮ้ย! เราเจอขุมทรัพย์แล้วเว้ย” ภัทรบอกออกมาอย่างยินดี ก่อนจะกวาดเอาทั้งอาวุธปืนและกระสุนใส่ในกระเป๋ายังชีพของเขา สรุป เขาได้ปืนพกมาสามกระบอกพร้อมกับกระสุนปืนพกอีกห้ากล่อง วาสุกรีมองดู แล้วก็บอกว่าแค่นี้ไม่น่าพอ ให้ออกตามหาอีก

                “ยังไม่พออีกเหรอพี่วา?” ชัชชัยบ่นขึ้นมาอย่างเหนื่อยใจ วาสุกรีก็พยักหน้า แล้วก็บอก

                “แน่สิน้อง เราได้แต่กระสุนปืนพก ไม่ได้กระสุนปืนลูกซองเลย แล้วก็กระสุนปืนสไนเปอร์ด้วย” วาสุกรีเดินมาขึ้นหลังรถกระบะพร้อมกับภัทรและชัชชัย ก่อนที่รถกระบะจะแล่นออกไปจากร้านขายปืนนั้น อีกทางด้านหนึ่ง ทางด้านอาณาเขต พันธกรก็เดินไปเดินมาภายในห้องนอนของพวกหนุ่มๆ เขารู้สึกเป็นห่วงพวกที่ออกไปหากระสุนจริงๆ ว่าจะเจออะไรหรือเปล่า?

                “นี่ ไอ้พัน หยุดเดินเถอะ มันน่ารำคาญ” ปฏิคมบอกเพื่อนออกมาตรงๆ เลย พันธกรเลยหยุดเดินแล้วไปนั่งบนเตียง พร้อมกับถืออาวุธปืนพกของเขาเอาไว้ด้วย

                “ฉันเป็นห่วงพวกพี่ปราช” พันธกรบอกออกมา “จะเจอพวกเอไอหรือเปล่าก็ไม่รู้ กระสุนก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว แล้วถ้าเจอพวกเอไอเป็นฝูงแบบที่มาบุกอาณาเขตนี้ พวกเขาจะทำยังไง?”

                “ไม่ต้องห่วงหรอก น้องพัน” ทรัพย์สินที่เดินเข้ามาพอดีได้ยินเสียงพันธกรพูดก็กล่าวขึ้น “น้องปราชก็ใช่ว่าจะฝีมือไม่เก่ง น้องภัทรกับน้องชัยด้วย”

                พันธกรถอนหายใจออกมา เขาเป็นห่วงพวกนั้นจริงๆ ขณะเดียวกัน วรรณสาก็เข้ามาในห้องพวกหนุ่มๆ พร้อมกับถาดใส่คุกกี้และกาแฟร้อนๆ จำนวนสามถ้วย เธอเดินเข้ามาและวางถาดคุกกี้ชุดใหญ่พร้อมกับกาแฟลง

                “ของว่างค่ะ” วรรณสาบอก “สาทำเองนะ แต่กาแฟ คุณภาเป็นคนชง ไม่รู้ว่าขมไปหรือเปล่า?”

                “โห ขอบคุณมากนะ น้องสา” ทรัพย์สินรีบใช้มือที่ไม่ได้เป็นแผลหยิบคุกกี้ขึ้นมากินทันที แล้วเขาก็ชมวรรณสา “หืม หอมเนย หวานกำลังดี ไม่หวานมากเกินไป”

                “จริงเหรอครับ?” พันธกรเลยเดินเข้ามาหยิบไปกินบ้าง วรรณสาเห็นดังนั้นก็ยินดี และพันธกรก็บอกออกมาด้วยว่า วรรณสาทำอาหารและขนมเก่งจริงๆ ทำเอาเธอเขินอายเหลือเกิน ปฏิคมที่สังเกตอาการของวรรณสา เขาก็นึกเสียใจเล็กน้อยที่วรรณสาสนใจแต่พันธกร

                “ว่าแต่...” วรรณสาถามออกมา “พวกพี่ปราชออกไปหากระสุนนอกอาณาเขตหรือคะ? แล้วพวกเขาออกไปได้ไง? มีรถเหรอคะ?”

                แล้วทรัพย์สินก็อธิบายว่าชานนท์ให้ยืมรถกระบะของเขาไป เขาให้อนุญาตพวกปราชญาให้ออกไปหากระสุนได้นอกอาณาเขต ตอนแรก ชานนท์ก็ไม่อยากจะให้พวกปราชญาออกไปหรอก แต่ปราชญาบอกว่าพวกผู้ใหญ่ต้องทำหน้าที่ดูแลอาณาเขตนี้ พวกเขาเลยยอมปล่อยให้พวกปราชญาออกไปได้

                “อันตรายนะคะ” วรรณสาวิจารณ์ออกมา “คุณนนท์ปล่อยให้พวกพี่ปราชไปได้ยังไง? มันเสี่ยงและอันตรายมากเลยนะคะ แล้วนี่พวกเขาออกไปนานหรือยังคะ?”

                “ชั่วโมงหนึ่งแล้ว ยังไม่กลับมาเลย” พันธกรตอบวรรณสาพลางมองดูนาฬิกาข้อมือ “จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้?”

                พันธกรถอนหายใจออกมา วรรณสาไม่อยากให้พันธกรเป็นทุกข์มากเกินไป เธอเลยชักชวนให้เขากินคุกกี้อีก พันธกรก็พอรู้ว่าวรรณสาไม่อยากให้เขากังวล เขาก็ขอบใจขึ้นมา

                “ขอบใจนะสา ที่ช่วยให้พันไม่กังวล” เขาบอกออกมาตามที่เธอคิดไว้จริงๆ ด้วย วรรณสาออกจะตกใจที่พันธกรอ่านความคิดเธอได้ แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรออกมา

                “กินกันไปนะคะ เดี๋ยวสาล้างจานให้เอง” วรรณสาว่าเสร็จก็เดินออกจากห้องพวกหนุ่มๆ ไป ปฏิคมไล่มองตามเธอ ก่อนจะหันมาหาพันธกร

                “สาคงไม่อยากให้แกเป็นทุกข์มากเกินไป” ปฏิคมบอกแก่พันธกร “แล้วแกรู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง?”

                พันธกรหันมามองเพื่อนสนิท ก่อนจะถาม “หมายความว่ายังไงงั้นเหรอ? ก็สาไม่อยากให้ฉันคิดมากไง” เขาบอกออกมาอย่างซื่อๆ ทำเอาปฏิคมส่ายหน้า ฝ่ายทรัพย์สินที่พอจะรู้ว่าวรรณสาน่าจะชอบพันธกร เขาก็ปิดปากเงียบ และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดอะไรออกมาเด็ดขาด

                ทางด้านพวกปราชญา พวกเขาก็แล่นรถไปตามถนนเรื่อยๆ เพื่อจะหาร้านขายปืน แต่ในขณะนั้นเอง ขณะที่ปราชญากำลังขับรถอยู่ เขาก็สังเกตเห็นใครสักคนยืนอยู่บนถนน ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นพวกเอไอ แต่พอขับเข้าไปจนเห็นเด่นชัด ก็เห็นว่านั่นคือมนุษย์

                “เฮ้ย!” ปราชญาถึงกับจอดรถทันที ฝ่ายคนที่ยืนบนทางเท้าสวมเครื่องแบบทหารสีเขียว ในมือมีอาวุธอยู่ เมื่อคนคนนั้นเห็นรถกระบะที่แล่นเข้ามาจอด ก็ร้องขอความช่วยเหลือทันที

                “ช่วย....” คนคนนั้นพูดออกมาคำเดียวแล้วก็ทรุดตัวลงไปกับพื้นทันที ทำเอาปราชญาตกใจ เขารีบเปิดประตูออกจากรถกระบะแล้วเข้าไปช่วยเหลือคนคนนั้นทันที พอเขาเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่านั่นคือทวินนานั่นเอง เธอยังมีชีวิตรอดอยู่ เธอยังไม่ตาย

                “พี่นา!!” ปราชญาร้องเสียงหลง ทำเอาวาสุกรี ภัทรและชัชชัยกระโดดลงจากรถกระบะเข้ามาดูด้วย ทวินนาอยู่ในชุดเครื่องแบบเหมือนเดิม ตามตัวมีแผลเต็มไปหมด ใบหน้าเธอเลอะไปด้วยคราบสกปรก ปราชญาบอกให้เธอทำใจดีๆ แล้วก็อุ้มเธอเข้าไปใส่หลังรถกระบะ

                “พี่นา นึกว่าพี่จะเป็นอะไรไปซะแล้ว” ภัทรบอกออกมา ทวินนาลืมตาขึ้นมาขณะนอนอยู่บนหลังรถกระบะ เธอร้องขอน้ำออกมา แต่พวกภัทรไม่มี ภัทรเลยตัดสินใจว่าให้ปราชญารีบกลับอาณาเขตดีกว่า เพื่อจะให้ทวินนาปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

                “เอางั้นเหรอ?” ปราชญาหันมาถามภัทร “เออ ก็ได้ เราเองก็ได้กระสุนปืนกับปืนมามากพอสมควรแล้ว กลับก็ได้”

                นั่นมันขัดใจวาสุกรีมาก พวกเขาพบปืนแค่สามกระบอกกับกล่องกระสุนอีกห้ากล่องเท่านั้น เยอะที่ไหนกัน? แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไป สภาพของทวินนาดูแย่มาก ปราชญาจึงรีบเลี้ยวรถกลับไปทางอาณาเขตทันที เขาเองจำเป็นต้องดูแผนที่เพื่อไม่ให้หลงทาง ขณะที่ขับรถกลับอาณาเขต

                แต่ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏพวกเอไอกว่าหลายสิบตนขวางทางอยู่ด้านหน้า ปราชญาเห็นแล้วก็ตกใจแต่ก็รีบตั้งสติ เขาตะโกนบอกพวกชัชชัยที่อยู่หลังรถกระบะ “พี่จะชนพวกมันไปเลยนะ! น้องๆ หาที่จับให้ดี พี่จะขับฝ่ามันเข้าไป!!”

                แล้วปราชญาก็เร่งเครื่องเต็มที่ รถกระบะพุ่งเข้าใส่พวกเอไอจนชนพวกมันสองตนจนกระเด็นไปไกล เอไอตนหนึ่งหยิบอาวุธขึ้นมาและเล็งไปทางรถกระบะพร้อมกับยิงแสงเลเซอร์ออกไป แสงเลเซอร์เฉียดรถกระบะไปเพียงนิดเดียวก่อนจะถูกกับอาคารด้านข้างจนระเบิด ปราชญามองกระจกหลังแล้วพยายามหลบเลี่ยงแสงเลเซอร์ที่พวกเอไอยิงเข้ามาอีก

                “ทุกคน! ผมจะปล่อยระเบิดมือละนะ!!” ชัชชัยตะโกนเสียงดังก้องพร้อมกับถือระเบิดมือขวดสีเขียวของเขาขึ้นมา ทุกคนก็รับรู้แล้ว เขาถอดสลักออกแล้วรีบปาระเบิดออกไปทันที ระเบิดกลิ้งอยู่บนพื้นที่พวกเอไอเหยียบย่ำประมาณสามวินาทีก็เกิดระเบิดครั้งใหญ่ ฉีกกระชากร่างของพวกเอไอจนแหลกสลายกลายเป็นของเหลวสีดำ ภัทรหันไปเร่งให้ปราชญาขับรถเร็วๆ กว่านี้หน่อย

                “นี่พี่ก็ขับเร็วสุดตัวแล้ว!!” ปราชญาร้องออกมา “น้องนั่งเฉยๆ เถอะ” ปราชญาพูดออกมาน้ำเสียงเครียด ขณะขับรถหลบรถคันหนึ่งที่จอดอยู่กลางถนนออกไป กระสุนเลเซอร์ถูกยิงเข้ามาถูกรถคันนั้นจนระเบิดลุกเป็นไฟ ฝ่ายชัชชัยที่เห็นพวกเอไอกำลังวิ่งเข้ามาตามรถของพวกเขามา เขาก็ขอยืมระเบิดมือจากภัทร

                “ไม่ได้! เราต้องเก็บระเบิดเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน” ภัทรบอกห้าม ชัชชัยเลยขัดขึ้นทันที

                “แล้วนี่ไม่ใช่ยามฉุกเฉินเหรอ?” ชัชชัยกล่าวว่าภัทร พร้อมกับคว้าระเบิดมือสีเขียวของภัทรออกมาเลย ภัทรจะร้องห้ามอยู่แล้ว แต่ชัชชัยจัดการถอดสลักออก แล้วก็รีบปาไปใส่พวกเอไอที่ถาโถมกันเข้ามา เกิดระเบิดกระจายเป็นวงกว้าง จนทำเอาพวกเอไอกระเด็นเอาร่างไปชนกำแพงอาคาร อำนาจของระเบิดมือสังหารพวกมันไปได้หลายตนเหมือนกัน

                “เราปล่อยให้พวกมันเข้าไปในอาณาเขตไม่ได้นะ!!” วาสุกรีร้องเสียงหลง เรื่องนั้นปราชญารู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาต้องสลัดพวกมันออกไปก่อนที่จะเข้าประตูอาณาเขต มิเช่นนั้น อาณาเขตได้ถูกโจมตีแน่ ปราชญาตัดสินใจเลี้ยวรถไปทางอื่น เพื่อจะล่อให้พวกเอไอตามเขามาในทางที่ไม่ใช่ทางกลับอาณาเขต ชัชชัยจะถือปืนยิงกระสุนออกไปแต่ถูกวาสุกรีห้ามไว้

                “อย่า! อย่ายิง ประหยัดกระสุนเอาไว้” วาสุกรีห้ามชัชชัยขึ้นมา ชัชชัยพอรู้ตัวเขาก็เอาปืนลง พวกเอไอยังคงวิ่งไล่ตามพวกเขาอยู่ ไม่ยอมปล่อยเลย ปราชญาเร่งคันเร่งเต็มที่ แล้วก็เลี้ยวซ้ายที่มุมถนน แล้วเขาก็มองเห็นปั๊มน้ำมันที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ เขาเลยรีบขับเข้าไปทันที

                “เฮ้ย พี่ปราชจะเข้ามาในปั๊มทำไม?” ภัทรถามอย่างสงสัย แต่ปราชญารีบบอกให้เขาเงียบ แล้วพวกเอไอก็วิ่งผ่านปั๊มน้ำมันไป พวกมันไม่ทันสังเกตว่าปราชญาขับรถเข้ามาในนี้ พอปราชญาเห็นว่าพวกเอไอไปกันหมดแล้ว เขาก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะถอยรถออกจากปั๊ม แล้วก็กลับไปทางเดิม ทางที่จะกลับเข้าอาณาเขต

                สภาพของทวินนาดูแย่มาก ดูเหมือนเธอจะไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ภัทรค้นในกระเป๋ายังชีพของเธอ ก็พบกระสุนจำนวนหนึ่งอยู่ แต่อาหารและน้ำหมดไปแล้ว ส่วนระเบิดมือสามชนิดก็ยังคงอยู่ ภัทรรีบบอกให้ปราชญากลับอาณาเขตโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

                แล้วปราชญาก็แล่นรถมาถึงประตูอาณาเขตจนได้ คนบนหอคอยรีบปีนบันไดลงมาและปลดล็อกกลอนประตูให้พวกเขาก่อนจะเปิดบานเลื่อนไปทางขวา รถกระบะของปราชญาแล่นเข้ามาในอาณาเขตทันที ฝ่ายพันธกรที่ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา เขาก็รีบวิ่งลงไปด้านล่างทันที ก็พบว่าปราชญากลับมาแล้ว พวกเขาปลอดภัยดี

                “พี่ปราช!” พันธกรร้องออกมาพลางวิ่งเข้าไปหา “นึกว่าจะเป็นอะไรไปซะแล้ว แล้วนี่หากระสุนปืนกับปืนเจอหรือเปล่าครับ?”

                ปราชญาก็บอกว่าเจอ แต่เจอไม่มากเท่าไหร่ แล้วเขาก็บอกด้วยว่าเจอทวินนา พันธกรได้ยินอย่างนั้น เขาก็รีบวิ่งไปที่หลังรถกระบะ ภัทรกับชัชชัยต้องช่วยกันแบกร่างของทวินนาให้ลงมาจากรถกระบะ

                “เอาน้ำดื่มให้เธอเดี๋ยวนี้เลย!” ภัทรบอกแก่พันธกร พันธกรจึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน แล้วก็เปิดตู้เย็น เอาน้ำเย็นรินใส่แก้วน้ำแล้วรีบวิ่งออกมา ก่อนจะส่งแก้วให้ภัทร ภัทรรีบให้ทวินนาดื่มน้ำทันที พอทวินนาดื่มน้ำเข้าไป เธอก็ลืมตาขึ้น

                “น้องพัน?” ทวินนาเอ่ยเสียงแหบแห้งเมื่อเห็นเขา แต่พันธกรไม่รอแล้ว เขารีบพยุงทวินนาให้เข้าไปในบ้านของณปภากับชานนท์ทันที เขาจัดการแบกร่างของเธอขึ้นไปบนห้องของพวกผู้หญิง เมื่อวรรณสาและกมลเห็นพันธกรแบกร่างของทวินนาเข้ามา วรรณสากับกมลก็ร้องอย่างตกใจ

                “พี่นา!” วรรณสาร้องอย่างตกใจแล้วก็หันไปหากระเป๋าปฐมพยาบาลทันที พันธกรจัดการวางร่างของทวินนาบนเตียง และรีบบอกให้วรรณสารักษาแผลตามตัวของเธอ กมลเองก็ประหลาดใจและดีใจที่ทวินนายังไม่ตาย หลังจากทำแผลเสร็จแล้ว ทวินนาก็เริ่มมีแรงขึ้นมานิดหน่อย เธอร้องขออาหารจากกมลและวรรณสา

                “สักครู่นะคะ” วรรณสาวิ่งเข้าไปในห้องของพวกผู้ชายและถามว่าคุกกี้ยังเหลืออยู่ไหม? ปฏิคมก็บอกว่ายังมีเหลือ วรรณสาเลยคว้าถาดใส่คุกกี้ทันทีและวิ่งออกไป ทำเอาปฏิคมงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น? เขาเลยหันไปถามพันธกร

                “เราเจอพี่นาแล้ว” พันธกรบอกแก่ปฏิคม “เธอยังไม่ตาย เธอยังมีชีวิตรอด ไม่น่าเชื่อเลยที่พวกพี่ปราชขับรถไปเจอเธอจนได้”

                “จริงเหรอ?” ปฏิคมถามออกมาอย่างประหลาดใจมาก เขานึกว่าทวินนาจะไม่รอดเสียแล้วเสียอีก ขณะนั้น วรรณสาก็เอาคุกกี้ที่เธอทำเองขึ้นมาให้ทวินนากิน ทวินนากินเข้าไปเยอะเหมือนกันถึงเริ่มจะมีเสียงขึ้นมา

                “พี่นา เกิดอะไรขึ้น?” กมลถามขึ้นมา ในตอนนั้นเอง อัมพรก็เดินลงมาจากชั้นสามด้วยเพราะได้ยินเสียงคนวิ่งกันวุ่นวาย พอเธอเห็นทวินนา เธอก็ร้องออกมาอย่างตกใจเหมือนกัน

                “พี่นา! พี่ยังไม่ตาย” อัมพรรีบวิ่งเข้ามาในห้องที่ทวินนานอนอยู่บนเตียง สภาพของเธอดูสกปรกมาก กมลหันไปหาอัมพรพร้อมกับกล่าวประชด

                “แหม เธอก็เป็นห่วงคนอื่นเป็นเหมือนกันเหรอ?” กมลประชดอัมพรออกมา ทำเอาอัมพรยืนเท้าเอว วรรณสาเกือบจะหมดความอดทนแล้ว เธอกล่าวออกมา

                “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกันนะคะ” วรรณสาบอกพร้อมกับหันไปหาทวินนา “พี่โอเคยัง? พอจะลุกไหวไหม? อยากได้อะไรอีกหรือเปล่า?”

                “พี่...พอไหวแล้ว” แล้วทวินนาก็ลุกขึ้นมานั่งบนเตียง อัมพรถามว่าเกิดอะไรขึ้นภายนอกอาณาเขตนั่น? ทวินนาเลยเล่าให้อัมพรฟัง

                “พี่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากไอ้พวกเอไอ จนน้ำกับอาหารหมด” ทวินนาบอกออกมา “โชคดีที่เจอพวกน้องปราช ไม่งั้นพี่คงไม่รอดแล้ว เป็นโชคดีของพี่จริงๆ”

                “เหมือนหนูเลยค่ะ หนูก็ผจญภัยมาเหมือนกัน” อัมพรบอกออกมาแล้วก็ยิ้ม “แต่ดีใจจังที่พี่นายังไม่ตาย”

                กมลหันขวับไปมองอัมพร แต่อัมพรไม่ได้จ้องหน้าเธอ กมลออกจะสงสัยว่าอัมพรพูดจริงหรือเปล่า? ที่บอกว่าดีใจที่ทวินาไม่ตาย แต่เธอก็ตัดสินใจไม่สนใจอะไรแล้ว ขณะที่วรรณสาบอกขึ้นมา

                “พี่ไปอาบน้ำเถอะ แล้วเปลี่ยนชุดซะ” เธอบอก “พี่คงอยากอาบน้ำแหละ ห้องน้ำอยู่ตรงโน้น พี่ไปอาบน้ำซะเถอะ”

                ทวินนาได้ยินอย่างนั้น เธอก็ค่อยๆ ลุกออกจากเตียง วรรณสาต้องประคองเธอไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดตัวให้ ทวินนาเข้าไปในห้องน้ำที่มีฝักบัวอยู่ ก่อนที่เธอจะแก้ผ้าเครื่องแบบออก แล้วก็ปล่อยให้สายน้ำชำระล้างร่างกายตัวเอง เมื่อร่างของเธอสัมผัสโดนน้ำ เธอก็สดชื่นขึ้นมาทันที ขณะที่วรรณสาเอาเครื่องแบบทหารของเธอไปให้ณปภาทำการซักให้สะอาด