ชั่วขณะที่คลื่นน้ำก่อตัวนั้นไม่รู้ว่าเฟิ่งเจาเกอเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาเอื้อมมือไปคว้าตัวไป๋เซียงจู๋พอนางรู้ตัวอีกที นางก็ตกลงไปในถังไม้พร้อมกับเขาแล้ว
น้ำใสแจ๋วกระจัดกระจายพวกเขาเปียกปอนในทันที
สองกายอิงแอบแนบชิดและนางก็กำลังนั่งทับเขาอยู่ พวงแก้มเนียนปกคลุมด้วยหยดน้ำเมื่อนางรู้สึกว่าสิ่งแปลกปลอมใต้ก้นเปลี่ยนไปจากเดิม ใบหน้าพลันบึ้งตึงเงื้อมือขึ้นฟาดใส่เขา
ทว่ามือของนางกลับถูกเฟิ่งเจาเกอจับไว้มั่นเนตรดอกท้อหวานหยาดเยิ้มกะพริบปริบๆ ขนตายาวงอนชุ่มน้ำรัดเกล้าหยกขาวบนศีรษะหลุดออก เส้นผมดำขลับปล่อยคลาย แผ่สยายอยู่บนผิวน้ำกลีบดอกกุหลาบแทรกอยู่ในเส้นผมเหล่านั้น งดงามจนผิดมนุษย์มนา “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ...ทำไมเจ้าต้องตบข้าด้วย งามก็งามหรอก ดันมีหนามเสียได้”
ลมหายใจร้อนคลอเคลียข้างหูนางร้อนแผดเผาประหนึ่งไฟ ก็เหมือนกับเขาคนนี้ น่าหลงใหลและร้อนแรงดุจดอกพลับพลึงแดงงามสะกดลมหายใจ ทว่าพบเห็นได้ระหว่างทางสู่ปรโลก [1] เท่านั้น
คนแบบนี้มีเสน่ห์เหลือร้ายเกินต้านทานในขณะเดียวกันก็อยากอยู่ให้ห่างเหมือนหลีกเลี่ยงบรรดาอสรพิษ
นางลั่นวาจาแล้วในชาตินี้ นอกจากแก้แค้นก็คือปกป้องคนที่รักทุกอย่างนอกเหนือจากนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง!
จะความใกล้ชิดแบบนี้ก็ดีหรืออิริยาบถที่ล่อแหลมแบบนี้ก็ดี ไม่อาจทำให้หัวใจด้านชาของนางรู้สึกอะไรได้สีหน้ายังคงเยือกเย็น ไป๋เซียงจู๋ขมวดคิ้วกล่าวโต้เสียงขรึม “ข้ามีหนามจริงๆ นั่นแล ฉะนั้นก็อย่ายุ่งกับข้า! มิเช่นนั้นเจ้าอย่าหาว่าข้าหยาบคายแล้วกัน!”
เฟิ่งเจาเกอกลับกะพริบตาลูบไล้ข้อมือนางอย่างเพลิดเพลิน สัมผัสความนุ่มนวลจากมือนางที่เขากุมอยู่ขณะจะเอ่ยบางอย่าง ทันใดนั้นสาวใช้สี่เชวี่ยกับปี้ซีก็มาเคาะประตูด้วยความตื่นตระหนก “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ”
ทั้งสองมองหน้ากัน คิดๆดูแล้วเมื่อครู่เสียงน้ำดังสนั่น ทําให้พวกนางตกใจ!
ทั้งที่ด้านนอกมีคนพร้อมจะเข้ามาตลอดเวลาทว่าเฟิ่งเจาเกอกลับเลิกคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น มองไปที่ไป๋เซียงจู๋อย่างยั่วเย้าเขาไม่กลัวจริงๆ ราวกับแน่ใจว่าไป๋เซียงจู๋จะรับมือสถานการณ์นี้ได้
ใช่ไป๋เซียงจู๋ต้องหยุดยั้งสองสาวใช้ที่อยู่ด้านนอกไว้ หากพวกนางเข้ามาเห็นเหตุการณ์ในห้องนี้แม้นางบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ถ้าเรื่องราวรั่วไหลออกไปเพียงนิดเดียวมันจะกลายเป็นจุดอ่อนให้อวี๋ซื่อใช้เล่นงานนางมิหนำซ้ำตอนนี้เสื้อผ้าของพวกเขายังเปียกโชกจนแนบเนื้ออีกทั้งอยู่ในสภาพนัวเนียกันพัลวัน ไอน้ำลอยฟุ้งโอบล้อม ช่างเป็นภาพที่ชวนเคลิบเคลิ้มยิ่งนักหวังจะให้คนเชื่อว่าระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรทั้งนั้น ต้องบอกว่าฝันไปเถิด!
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มสัพยอกจากดวงตาคู่นี้ของเฟิ่งเจาเกอกอปรกับหน้าตายียวนปนเจ้าเล่ห์ ความโกรธของนางก็พลุ่งพล่าน
หลังจากข่มอารมณ์เคืองขุ่นในใจได้ไป๋เซียงจู๋กัดฟันตอบกลับไปด้วยใบหน้าขึงขัง “ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้าเฝ้าข้างนอกต่อไปเถอะ”
สาวใช้ทั้งสองรับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน “เจ้าค่ะ”
และไม่นานพวกนางก็จากไป
เสียงฝีเท้าค่อยๆไกลออกไป ไป๋เซียงจู๋ขึงตา ยกเท้าขึ้นจะถีบเป้าของคนชีกอบางคน เฟิ่งเจาเกอถอยหลบหัวซุกหัวซุนเลือดจากท้ายทอยไหลนองเป็นทาง
ผู้หญิงคนนี้ใจคอโหดเหี้ยมเหลือเกินนี่ตั้งใจจะเปลี่ยนให้เขา ‘พิการ’ หรือ
พอจะคิดบัญชีสักหน่อยเขากลับขมวดคิ้วเมื่อเห็นรอยเลือดบนผ้าพันแผลที่ข้อมือของนางไม่รู้ทําไมเหมือนหัวใจถูกทิ่มแทง ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงสุขุม “ยาที่ข้าให้เจ้าล่ะ”
ไป๋เซียงจู๋หยิบเข็มเงินออกมาฝังบริเวณข้อมือเพื่อห้ามเลือดที่ไหลซึม ดูดิบเถื่อนมาก ทำเอาเฟิ่งเจาเกอที่มองอยู่ข้างๆขมวดคิ้วหนักยิ่งกว่าเดิม
ไป๋เซียงจู๋พูดอย่างไม่ยี่หระนางคอยสีหน้าท่าทางที่ทุรนทุรายของเขาอยู่ “ทิ้งไปแล้ว”
นาง!เฟิ่งเจาเกออยู่ในฐานะองค์รัชทายาท เขาช่วยฮ่องเต้เหยียนตี้ตรวจสอบฎีกามานานเชื่อว่าตนแตกฉานในทักษะจักรพรรดิอย่างสมบูรณ์แบบแต่ในวันนี้กลับล้มเหลวต่อหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นั่นมันยาจากแพทย์ชั้นเซียนเชียวนะทั้งหายากทั้งราคาแพง ดันมีค่าน้อยนิดกว่าต้นหญ้าในสายตานาง ทิ้งไปง่ายๆแบบนี้เสียได้!
เขาโกรธจริงๆ แล้วนะ!
“แล้วของเหยียนอี้เลี่ยกับเหยียนอี้เฉินเล่า”
ที่แท้เขาก็รู้ว่าใครส่งของมาบ้างในจวนไป๋นี้มีสายของเขาจริงด้วย แม้คาดการณ์ไว้นานแล้วทว่าไป๋เซียงจู๋รู้สึกไม่พอใจสักเท่าไรอยู่ดี บัดนี้พอเห็นสีหน้าร้อนรนของเขารอยยิ้มบางก็เผยออกมา “ไม่ได้ทิ้ง”
สุ้มเสียงเรียบเฉยส่งกลิ่นอายของความเยือกเย็น เหมือนกับใบหน้าสงบนิ่งของนางในตอนนี้
เป็นไปตามคาดสีหน้าเฟิ่งเจาเกอมืดหม่นลงในบัดดล เนตรดอกท้อคล้ายมีเปลวไฟร้อนระอุกําลังลุกโชนสตรีใดใต้หล้าจะได้รับของที่คนอย่างเขาประทานให้ด้วยตนเอง? ไป๋เซียงจู๋ไม่เพียงแต่ไม่ซาบซึ้งในน้ำใจนางยังตอบแค่ ‘ทิ้งไปแล้ว’! แต่กลับเก็บของที่คนอื่นให้!
ไม่รู้เพราะเหตุใดเพลิงโทสะโหมไหม้อยู่ในอก ไฟลูกนี้ถูกจุดประกายด้วยคำพูดไม่กี่คำของไป๋เซียงจู๋มันไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เฟิ่งเจาเกอจึงไม่ได้คาดคิดทำให้เขาไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าความโกรธนี้หมายถึงอะไร แปลกเหลือเกินเขาหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความขุ่นเคือง คว้าเอวนางอุ้มขึ้นจากน้ำโดยพลัน
เขาพานางมายังข้างเตียงนุ่มเคล้ากลิ่นหอมฟุ้งเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มผืนบางมารอง จับข้อมือของนางไว้แน่นถอดผ้าพันแผลที่ชุ่มน้ำออก พอเห็นบาดแผลบนข้อมือของไป๋เซียงจู๋หว่างคิ้วเขาย่นแล้วยู่อีก จากนั้นก็หยิบขวดกระเบื้องอีกขวดหนึ่งในเสื้อออกมาทายาให้นาง
การกระทํานี้เป็นไปอย่างรวดเร็วไป๋เซียงจู๋ตอบสนองโดยพยายามขัดขืนชักมือของตนกลับ ทว่าบังเอิญไปโดนบาดแผลแทนนางเจ็บจนนิ่วหน้า ต่อว่าเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ต้องมายุ่งกับข้า! ไปให้พ้น!”
สมาชิกราชวงศ์ไม่มีดีสักคนแม้ชาตินี้นางถูกลิขิตให้วนเวียนอยู่รอบข้างคนพวกนี้แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะสนิทสนมกับพวกเขาคนไหนทั้งนั้น
อย่าแม้แต่จะคิด
“อย่าขยับ!เจ็บขนาดนี้แล้วยังดื้ออีก!” เฟิ่งเจาเกอรวบเอวของนางเข้าหาตัวใช้กําลังบังคับพันธนาการนางไว้ในอ้อมอก ทําให้นางขยับเขยื้อนไม่ได้ความโกรธในใจกำลังเดือดพล่านได้ที่ นางนะนาง อยากจะตัดสัมพันธ์กับเขาหรือเขาไม่ยอมให้นางสมหวังหรอก!
นางดื้อดื้อแล้วอย่างไรเล่า
ใครขอให้เขาสนใจ! ใครให้สิทธิ์เขาจุ้นจ้านกงการของนาง!
ความโกรธเกรี้ยวของไป๋เซียงจู๋ที่อัดอั้นอยู่กำลังคำรามมันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆนางยกเท้าขึ้นเพื่อจะเหยียบลงไปที่เท้าขวาของเฟิ่งเจาเกอเมื่อสบโอกาส
ทว่าขณะยกขาความนุ่มนวลที่เย็นสบายปะทะข้อเท้านาง หลังจากนั้นเท้าของนางก็อยู่ในกำมือเขา!
“สตรีไม่ควรเผยเท้านะนอกเสียจากต่อหน้าชายที่รัก” เฟิ่งเจาเกอคลี่ยิ้มบางดวงตาดอกท้อรวยเสน่ห์เปล่งประกาย เต็มเปี่ยมด้วยความเย้ายวนที่ไร้จุดสิ้นสุด
“เจ้าวางใจเถิดข้าจะรับผิดชอบเจ้า” เฟิ่งเจาเกอยิ้มแหยๆนัยน์ตาสีดำสุกสว่างจนน่าตกใจ
ภายใต้แสงเทียนริบหรี่เส้นผมเกี่ยวพันรุงรัง ร่างกายของทั้งสองเข้าใกล้กันโดยไม่ได้ตั้งใจกระโปรงเปียกชุ่มแนบเนื้อ เส้นโค้งเว้าสวยได้รูปใต้ผ้าปรากฏจางๆรู้สึกถึงกระทั่งความร้อนที่ส่งผ่านชั้นผ้าบางเบาให้ซึ่งกันและกัน
“ใครจะให้เจ้ารับผิดชอบไปให้พ้น!” ไป๋เซียงจู๋ทั้งโกรธและกระดากจนกลายเป็นความกราดเกรี้ยวเจ้าคนทุเรศนี่บังอาจลวนลามนาง!
ตั้งแต่ตนกลับชาติมาเกิดใหม่นางยังไม่เคยถูกเอาเปรียบเช่นนี้มาก่อนแต่วันนี้กลับสิ้นท่าเสียทีให้เจ้าบ้าเฟิ่งเจาเกอ!
นางเกลียดความรู้สึกแบบนี้เกลียดเป็นที่สุด! มุมปากยกขึ้นแสยะยิ้มเย็นใครจะรู้ว่านางไม่สนข้อมือที่บาดเจ็บนั่นอีกต่อไป ฟาดใส่เขาอย่างเต็มแรง
เชิงอรรถ
[1]มีความเชื่อว่าดอกพลับพลึงแดงคือดอกไม้ชนิดเดียวที่ขึ้นริมทางไปสู่ปรโลกบานสะพรั่งจนดูเหมือนพรมสีเลือด นำทางวิญญาณไปสู่ดินแดนหลังความตายดอกพลับพลึงแดงจึงเป็นสัญลักษณ์ของความตายด้วยเช่นกัน