จักรพรรดิเซียน

    ตอนที่ 44 ผนึกสุสานโบราณ

    ตอนที่ 44 ผนึกสุสานโบราณ

     

    ณ มหาทวีป ณ แดนราชัน

     

    ภายในห้องโถงขนาดใหญ่โต เต็มไปด้วยเครื่องประดับหรูหราโออ่า พรมสีแดงราดจากหน้าประตูจนถึงบันไดร้อยขั้นสู่บัลลังก์ทอง ในพื้นที่ห้องนี้สามารถจุคนนับหมื่นได้อย่างสบายๆ วันนี้สมควรเป็นวันที่องค์มหาจักรพรรดิหนานหมิงจัดการประชุมใหญ่ของบรรดาขุนนางและทหารใต้อาณัติ มียอดฝีมือในห้องโถงกว่าร้อยชีวิต ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็อยู่ในระดับปรมาจารย์ซึ่งเป็นเพียงแค่ข้ารับใช้เท่านั้น…

     

    ข้ารับใช้ชนชั้นปรมจารย์…

     

    มหาจักรพรรดิหนานหมิง ผู้ปกครองสูงสุดหนึ่งเดียวในมหาทวีป… ราชวงศ์หนาน! ราชวงศ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาทวีป… มหาจักรพรรดิหนานหมิงเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา ท่าทางของเขานิ่งขรึมราวกับจอมวางแผน ชายผู้นี้แผ่บรรยากาศของผู้สูงส่งไร้ต้านออกมา ชายผู้กำลังนั่งบนบัลลังก์ทองคำทอดมองข้าราชบริพารด้วยแววตาเย็นชา

     

    “พวกท่านคิดเห็นยังไงกับสายเลือดของมังกร…”

     

    มหาจักรพรรดิหนานหมิงกล่าวเปิดประเด็นที่สามารถทำให้ทุกผู้คนในที่นี้เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ พวกเขาต่างยืนอยู่บนจุดสูงสุดในมหาทวีป ทว่า ใบหน้ากลับมิอาจเก็บซ่อนความตกตะลึงนี้ได้…

     

    “ฝ่าบาท ท่านจะบอกว่าเด็กสาวที่เข้าร่วมกับราชวงศ์มังกรนั้นเป็นภัยคุกคามต่อเรางั้นหรือ… นางเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักโลกหล้า กระหม่อมไม่คิดว่ามันจะทำให้ฝ่าบาทเป็นกังวลพระทัยได้” ชายร่างสูงใหญ่บึกบึนกล่าวเสียงดังฉะฉาน มีคนเพียงแปดคนเท่านั้นที่ได้นั่งบนเก้าอี้ขณะเข้าเฝ้ามหาจักรพรรดิ หนึ่งในนั้นก็คือชายผู้นี้ แม่ทัพใหญ่แห่งแดนราชัน เกอกุ้ย…ชนชั้นจักรพรรดิขั้นหก

     

    “เกอกุ้ย เจ้าเป็นนักรบชาญสมร หาได้ใช่กุนซือไม่ ฝ่าบาทคาดการณ์ล่วงหน้าไว้สองถึงสามก้าวเสมอ” คราวนี้เป็นชายชราที่เอ่ยขึ้น เขามีอายุมากกว่าร้อยปีเศษ แต่ผิวพรรณกลับเปลั่งปลั่งประดุจไข่มุก มันทำให้เขาดูเป็นคนชราที่น่าเชื่อถือไม่น้อย มหาปราชญ์แห่งแดนราชัน จงจื้อ..ชนชั้นจักรพรรดิขั้นสี่

     

    “ราชวงศ์มังกร แม้อ่อนแอกว่าแดนราชันหลายสิบขุม แต่บรรพบุรุษของมันคือผู้สืบเชื้อสายจากมังกร หน่วยข่าวกรองสืบสาวได้ว่า เด็กสาวผู้หนึ่งกลับปลุกพลังที่เทียบชั้นกับบรรพบุรุษของราชวงศ์มังกรได้… ในภายภาคหน้า นางจะเป็นภัยคุกคามต่อเราอย่างแท้จริง ต่อให้นางไม่ได้มีสายเลือดของมังกรโดยกำเนิดเหมือนพวกราชวงศ์มังกร แต่ไม่ช้าก็เร็ว นางคงเข้าถึงขั้นสูงสุดของวรยุทธมังกรที่หายสาบสูญไปพร้อมกับบรรพบุรุษของพวกมันนานมากกว่าพันปี…” มหาจักรพรรดิหนานหมิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    “ฝ่าบาทโปรดบัญชาให้กระหม่อมไปสังหารนางเถิด ฝ่าบาทจะได้วางพระทัย” ฟู่เฟินลุกยืนขึ้นจากที่นั่ง เขาเป็นมือสังหารอันดับหนึ่ง ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามของฟู่เฟินแห่งสมาพันธ์พันเงา

     

    “ไม่ได้ เฒ่าหลงเจียงทะยานสู่ราชันจักรพรรดิแล้ว มันจะทำให้เกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์จนเกินไป ข้ายังมิอาจคาดเดาได้ว่าราชวงศ์มังกรถือไพ่ตายอันใดไว้อีก”

     

    “ฝ่าบาท ถ้าหากปล่อยให้นางเติบโตขึ้น ราชวงศ์มังกรอาจมาถึงจุดที่สามารถโค่นล้มแดนราชันก็เป็นได้…” ชายคนหนึ่งเอ่ยพูดขึ้น เป็นความเห็นที่ทุกผู้คนต่างเห็นพร้อมต้องกัน

     

    มหาจักรพรรดิหนานหมิงทำท่าทีครุ่นคิด ชายวัยกลางคนหนักใจไม่น้อย “ในการประลองรุ่นเยาว์ระดับทวีปของพวกทวีปมังกร เราจะใช้โอกาสนั้นปลิดชีวิตนาง…สาวน้อยเยว่ชิง”

     

    ทันใดนั้น บานประตูขนาดใหญ่ที่ปิดสนิทแน่นกลับเปิดอ้าออกในฉับพลัน ทุกคู่สายตานับร้อยชีวิตพลันหันขวับไปมองเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกันนั้นเสียงตะโกนก็ดังขึ้นจังหวะหนึ่ง “ใครบังอาจรุกล้ำเข้ามา!!” ยามเฝ้าประตูกว่าสิบคนวิ่งไปทางบานประตู ในชั่วพริบตาเดียว ยามเฝ้าประตูในชุดเกราะหนักกลับหลอมละลาย…

     

    ปราศจากเสียงกรีดร้องโหยหวน ยามเฝ้าประตูกว่าสิบคนกลับกลายเป็นก้อนเนื้อและเหล็กเหลวในเสี้ยวอึดใจ ภาพเบื้องหน้าสร้างความตกตะลึงแก่ทุกผู้คนหนักหน่วง กระทั่ง มหาจักรพรรดิหนานหมิงผู้สงบเสงี่ยมยังปรากฏแววตกตะลึงลาน คนผู้หนึ่งก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ฝ่าเท้าสัมผัสเข้ากับพรมสีแดงที่ปูยาวไปจนสุดบันได มันยากจะอธิบายว่านั่นคือมนุษย์…

     

    มันสวมเกราะหนักสีขาวบริสุทธิ์ไร้มลทินราวกับนักรบ แต่ทว่า ใบหน้าของมันกลับแผ่รัศมีเจิดจรัสราวกับแสงอาทิตย์ แสงนั้นสว่างจ้าจนผู้คนพากันปิดตาลงโดยสัญชาตญาณ มหาจักรพรรดิหนานหมิงตระหนักรู้ได้ในทันที ชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ลังเลที่จะก้มศีรษะจนแนบชิดกับพื้นพรม มหาจักรพรรดิผู้ปกครองหนึ่งเดียวในมหาทวีปกำลังก้มหัวให้คนผู้หนึ่ง…

     

    “ก้มหัวลงซะ!”

     

    เสียงสายหนึ่งดังกึกก้องในโสตประสาทของยอดนักรบและบรรดาขุนนางชั้นสูงร่วมกว่าร้อยชีวิต พวกเขาจดจำสุ้มเสียงนี้ได้ดี…มหาจักรพรรดิหนานหมิง แทบจะในทันทีที่พวกเขาทั้งหมดกว่าร้อยชีวิตพากันก้มศีรษะแนบชิดพื้น ต่อให้จะไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันใดได้ แต่ด้วยสัตย์คำสั่งนี้ พวกเขาย่อมกระทำโดยไร้ซึ่งความลังเล

     

    “สว่างจนลืมตาไม่ได้เลย…” เกอกุ้ยกล่าวขึ้น ขนาดชนชั้นจักรพรรดิขั้นหกผู้นี้ยังมิอาจลืมตาขึ้นได้ ผู้คนอื่นคงมิต้องกล่าวถึง

     

     ภายใต้ความฉงน มหาจักรพรรดิหนานหมิงพลันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพสุดแสน “ข้าน้อยหนานหมิง ผู้ปกครองสูงสุดหนึ่งเดียวในมหาทวีป เผ่าพันธุ์มนุษย์ ข้าน้อยเป็นตัวแทนของเผ่ามนุษย์ทั่วทั้งมหาทวีป ขอน้อมกราบบังคมทูลถวายความเคารพแด่องค์เทพสูงสุด น้อมกราบบังคมทูลผู้มาเยือน…ท่านหนึ่งในเจ็ดอัครทูตสวรรค์”

     

    เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกผู้คนล้วนกลืนน้ำลายคำโต เส้นขนลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่าง อัครทูตสวรรค์… ชื่อนี้มีปรากฏอยู่ในตำนานเท่านั้น มหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ระหว่างปีศาจและทวยเทพ ตำนานเล่าขานในอดีตกาลกว่าพันปีก่อน… ตัวตนสูงส่งที่ระดับมหาจักรพรรดิหนานหมิงยังต้องก้มหัวกราบกราน

     

    เกอกุ้ยตัวสั่นเทิ้ม แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรกำลังหวาดผวาอย่างแท้จริง เขาคิดในใจด้วยความวิตกรุนแรง “มันมีตัวตนจริงๆรึเนี่ย… เผ่าเทพ… เป็นไปไม่ได้… นี่มันเป็นไปไม่ได้…” เรื่องราวตำนานในสมัยเด็กที่เคยได้ยินกันทั่วบ้านทั่วเมืองผุดขึ้นในสมองของเขา หยาดเหงื่อหลั่งไหลท่วมท้นด้วยความหวาดกลัว

     

    “ดินแดนเบื้องล่างนี้เป็นดินแดนอันต่ำต้อยโสมม ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใดถึงทำให้ระดับอัครทูตสวรรค์ลงมาเยือนด้วยตัวของท่านเอง” มหาจักรพรรดิหนานหมิงกล่าวขึ้นอย่างสัตย์จริง ต่อให้เป็นเทพชั้นต่ำที่อ่อนแอที่สุด มันยังไม่อยากจะมาเหยียบโลกเบื้องล่างแสนโสโครก ประหนึ่งเหยียบมูลสัตว์อย่างไรอย่างนั้น แต่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้คือหนึ่งในเจ็ดอัครทูตสวรรค์ ซึ่งเป็นเทพระดับสูง…

     

    ไม่ใช่ว่าหนึ่งในเจ็ดอัครทูตสวรรค์ผู้นี้ไม่มีใบหน้า ทว่า ความสว่างของผิวพรรณนั้นเจิดจรัสจนมนุษย์ธรรมดามิอาจสบตาตรงๆได้ มันเปิดปากกล่าวขึ้น “เทพสงครามออกมาจากการปิดด่านฝึกตนแล้ว เขาจะต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับองค์เทพสูงสุด ท่านผู้สืบทอดรอเวลานี้มานานนัก จะมีการร่วมมือกับยอดฝีมือมนุษย์จากทวีปศักดิ์สิทธิ์เพื่อปลดผนึกสุสานโบราณของท่านผู้นั้น…”

     

    มหาจักรพรรดิหนานหมิงใช่เป็นคนโง่ไม่ ชายผู้นี้ทั้งปราดเปรื่องทั้งหลักแหลม แต่มันกลับไม่สามารถทำความเข้าใจในถ้อยคำของอัครทูตสวรรค์ได้แม้เพียงเสี้ยว… เทพสงคราม? ผู้สืบทอด? ท่านผู้นั้น? อย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่เขารับรู้คือสุสานโบราณ มันเคยเป็นข่าวโด่งดังทั่วมหาทวีปเมื่อกาลก่อน …การค้นพบสุสานโบราณของเทพเซียนกระบี่

     

    “ทะ…ท่านผู้นั้น ใช่เทพเซียนกระบี่หรือไม่ขอรับ” มหาจักรพรรดิหนานหมิงไต่ถามออกไป

     

    แววตาเย็นชาของหนึ่งในเจ็ดอัครทูตสวรรค์เปรยมองมหาจักรพรรดิหนานหมิง เป็นสายตาธรรมดาที่มองสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าประหนึ่งหนอนแมลง… มหาจักรพรรดิหนานหมิงไม่ได้อยู่ในสายตาของมันแม้แต่น้อย การมาเยือนในครั้งนี้ เพียงเพื่อมารับตัวของเทพสงครามและท่านผู้สืบทอดกลับสู่ทวีปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพวกเขาทั้งคู่อยู่ที่นี่แล้ว..

     

    อัครทูตสวรรค์เมินเฉยต่อคำพูดคำจาของหนานหมิง มันเคลื่อนสายตาไปทางข้างบัลลังก์ “ข้ากำลังรอพวกท่านอยู่เลย” น้ำเสียงนี้ถูกกล่าวขึ้นอย่างสุภาพนอบน้อมอย่างถึงที่สุด แทบไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน น้ำเสียงที่มันพูดกับมหาจักรพรรดิหนานหมิงกับในขณะนี้แตกต่างกันดุจฟ้าจรดเหวลึก

     

    “ถึงเวลาอันสมควรแล้ว… ท่านอาจารย์จะได้นอนตายตาหลับ” สุ้มเสียงของชายชราดังกึกก้องในโสตประสาทของทุกผู้คน ทันใดนั้น มันปรากฏเรือนร่างหนึ่งก้าวขาออกมาจากมิติว่าง เป็นชายชราในสภาพเครื่องแต่งกายธรรมดาราวกับชาวบ้าน ทุกผู้คนล้วนสัมผัสได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันขึ้นอย่างไร้สาเหตุ… ผู้คนแทบทั้งหมดในห้องโถงมิอาจรู้ได้ว่ารูปลักษณ์ของเจ้าของเสียงอันชราภาพนี้เป็นเช่นไร…

     

    พร้อมกันนั้น ชายชราสวมอาภรณ์หรูหราก็ก้าวขาออกมาจากมิติว่าง…

     

    อัครทูตสวรรค์มองเห็นผู้ชราสองคนชัดเจน มันตระหนักได้ในทันทีถึงความโอหังที่ตนนั้นแสดงออกไป… ในสมองฉุกคิดขึ้นเพื่อแสดงการไถ่โทษ หนึ่งในเจ็ดอัครทูตสวรรค์ผู้สูงส่งคุกเข่าต่อหน้าพวกเขา… เทพสงครามและผู้สืบทอดของเทพเซียนกระบี่

     

    “ขออภัยในความโอหังของข้า”

     

    เจ้าสำนักก้าวขาออกมาก้าวหนึ่ง นัยน์ตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นเผยดวงเนตรสีทองคำคมกล้าประดุจเพชร “อย่าได้รอช้า…”

     

    อัครทูตสวรรค์เผยรอยยิ้มบาง มันผายมือออกไปทางด้านขวาพลันปรากฏห้วงมิติหนึ่งขึ้นราวกับบานประตู “องค์เทพสูงสุดเฝ้าคอยท่านทั้งสองอยู่หลังมิตินี้แล้ว”

     

    เจ้าสำนักและเทพสงครามเดินตรงไปทางบานมิติ ระหว่างการเดินนั้นเจ้าสำนักไต่ถามขึ้น “เจ้าไม่เป็นห่วงหลานเจ้ารึ?”

     

    เจียวหั่วกล่าวตอบด้วยใบหน้าเปี่ยมยินดีว่า “ข้าฝากนางไว้กับเด็กแซ่เฟย”

     

    สิ้นการสนทนาอันแสนสั้น ชายชราทั้งคู่ก็เข้าสู่บานประตูมิติไป อัครทูตสวรรค์ไม่รอช้าที่จะเดินเข้าสู่บานมิติเช่นกัน ทันใดนั้น แสงอันเจิดจรัสพลันอันตรธานหายไป ทั่วทั้งห้องโถงหวนคืนสู่สภาพปกติดังเดิม ทุกผู้คนนับร้อยชีวิตล้วนเปียกชุ่มด้วยเหงื่อเย็นเยียบ เหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็วประดุจสายลม

     

    …………………………………………………..

     

    ณ สำนักกระบี่ดาราสวรรค์ เวลาได้ผ่านพ้นมามากว่าสามวันเศษ ซึ่งในขณะนี้เอง เฟยอวี่กำลังยืนอยู่ริมหน้าผาดังเช่นในทุกวัน ชายหนุ่มล้วงเข้าไปหยิบหน้ากากปนอักขระทองคำขึ้นมา เขาได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำลายมัน การโจมตีด้วยกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของเฟยอวี่ที่สามารถต่อกรกับปรมาจารย์ขั้นหนึ่งได้นั้นล้วนมิสามารถสร้างรอยขีดข่วนอันใดให้กับหน้ากากใบนี้… แม้ใช้วิธีการโยนหน้ากากลงจากหน้าผา แต่ทว่า ตอนที่ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากการหลับใหลยามราตรี หน้ากากใบนี้จะหวนคืนมาสู่เขาอย่างปริศนา… มันเป็นเช่นนี้ทุกวัน…

     

    “ทำใจเสีย เจ้าต้องคำสาปของนามแห่งจักรพรรดิแล้ว” สุ้มเสียงอ่อนนุ่มละมุนของเด็กสาวดังขึ้นในโสตประสาท หนิงเซียนโน้มน้าวเฟยอวี่อยู่ตลอดทุกชั่ววัน มันยังคงเป็นความจริงที่ยอมรับได้ยากอยู่ดี…

     

    เฟยอวี่หรี่ตาทอดมองทัศนียภาพเบื้องล่างจากภูเขาสูงซึ่งปรากฏแต่เพียงก้อนเมฆสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ชายหนุ่มเปิดปากขึ้น “สามวันเต็ม ทุกครั้งที่ข้าโยนมันลงจากหน้าผา มันก็จะกลับมาหาข้า…” น้ำเสียงนี้เต็มไปด้วยความปลดปลง เฟยอวี่หาได้ใช่เทพเซียนไม่ หรือต่อให้เป็นเทพเซียน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าโครงกระดูกนั่นล้วนไม่นับว่าสูงส่งอันใดประหนึ่งหนอนแมลง..

     

    “มันบอกว่าจะมารับของคืน เจ้าก็แค่คืนมันเสีย ไม่มีทางที่ข้ารับใช้ของนามแห่งจักรพรรดิจะโป้ปด นามแห่งจักรพรรดิทั้งสิบหกพระองค์นั้นถือศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใด”

     

    เฟยอวี่ที่ถูกหนิงเซียนปลอบประโลมพลันตัดสินใจขั้นเด็ดขาด “ได้… ถ้าพวกมันมาเอาของคืน ข้าก็จะให้คืน”

     

    “เรากลับกันได้หรือยัง” เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวดังขึ้น นางบิดขี้เกียจเล็กน้อยส่งผลให้เกิดเสียงของโซ่ตรวนเบาบาง เจ้าของเสียงอันไพเราะนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจียวอ้าว หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นขณะจับจ้องไปที่เฟยอวี่ เป็นระยะเวลาถึงสามวันแล้วที่เขาจะมาที่หน้าผาเพื่อโยนอะไรสักอย่าง ซึ่งเจียวอ้าวไม่ได้คิดว่ามันสำคัญแต่อย่างใด นางจึงไม่ได้สนใจมากนัก

     

    เฟยอวี่หันกายกลับมา ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบาง “แม่นางเจียว ในเมื่อท่านปู่ของท่านเปิดประตูเรือนต้อนรับข้า นี่คงเหลือเพียงความเห็นของท่านเท่านั้น ไม่ทราบว่าแม่นางคิดเห็นเช่นไร?”

     

    สีหน้าของเจียวอ้าวแสดงออกซึ่งความกราดเกรี้ยวไม่ปิดบัง แต่ด้วยความงดงามของนาง มันกลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว “มีวันใดบ้างที่เจ้าจะไม่เกี้ยวพาราสีข้า” เจียวอ้าวถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางเคยชินกับคำพูดของเฟยอวี่ไปแล้ว “ท่านเจ้าสำนักเรียกรวมศิษย์ทุกคนที่หน้าตำหนักหลัก”

     

    ……………………………………………………………………………..

     

    บริเวณหน้าตำหนักหลักแห่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์กำลังชุลมุนวุ่นวาย มันเต็มไปด้วยศิษย์จากสองสำนักที่แบ่งแยกเครื่องแบบชัดเจน เจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ยืนตระหง่านราวกับขุนเขาไท่ซานแผ่รัศมีโออ่าสูงส่ง ข้างกายของนางคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ สานุศิษย์ได้มารวมตัวกันมากกว่าหนึ่งพันคน

     

    ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักกระบี่คู่สวรรค์เก่งกาจกว่าเจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์หลายเท่าตัว ไม่มีศิษย์ใดหลุดรอดจากการตรวจจับของผู้ชราไปได้ เมื่อเขาพบว่าศิษย์มารวมตัวกันครบจึงป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “พวกเจ้าต้องตั้งใจฟังให้ดี ท่านเจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ได้ออกไปทำภารกิจ นี่เป็นผลกระทบใหญ่หลวงต่อพวกเราสองสำนัก ทั้งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ทั้งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์…”

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเซียน ที่คุณอ่าน