ณ บนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มียอดนักรบกำลังเข้าต่อสู้กับจ้าวแห่งเวหาผู้เกรียงไกรอยู่สองคน
ขนาดอันใหญ่โตของมันได้บดบังแสงแห่งอรุณ จนเกิดเป็นเงาที่ทอดกายเหนือดินแดนขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างล่าง
“หน่อย! หนังเหนี่ยวจริงนะ! ”
“ระวังหลังค่ะนายท่านไพไรต์! ”
“รู้แล้ว! ”
ไพไรต์กับโนอาร์ ทั้งสองคนถูกหุ้มด้วยแสงสีแดง และใช้มันโบยบินขึ้นมาอยู่บนท้องฟ้า
หางขนาดยักษ์ที่มีความหนารวมกว้างกว่าสามเมตร ถูกเหวี่ยงโจมตีใส่จากทางด้านหลัง
มันพุ่งแหวกหมอกสีชมพูที่อยู่รายรอบจนแตกเป็นสองฝั่ง
เหวี่ยงมาอย่างรุนแรงประดุจลูกอุกกาบาต จนเกิดเป็นเส้นอากาศสีขาวจำนวนมาก ถูกเขียนลากยาวทิ้งเอาไว้อยู่เบื้องหลัง
“ฮึบ! ”
ไพไรต์รีบใช้คลื่นสมองสั่งการควบคุม แล้วบินหลบออกมาจากแนวโจมตีด้วยการทิ้งตัวลงดิ่ง
สู่ทะเลหมอกสีชมพูเบื้องล่าง
ชุดสูทสีขาวที่โนอาร์ให้ไพไรต์สวมใส่นั้น นอกจากจะใช้เพื่อให้ตอบสนองต่อสนามพลังแม่เหล็กของโนอาร์ ในการควบคุมการลอยตัวแล้ว มันยังช่วยลดแรงเสียดทานอากาศให้กับเขาอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถเคลื่อนไหวได้ราบรื่น ดั่งนกที่โบยบินอย่างอิสระบนฟากฟ้า
ร่างของบุรุษสิงโตพุ่งทะยานออกไป แล้วบุกโจมตีจากมุมอับของจ้าวแห่งเวหาที่ลอยเหนือขึ้นไป
“เสร็จผมละ! ”
เขากางกรงเล็บของตัวเองออกกว้าง แล้วขวนลงไปบนผิวหนังตรงหน้าท้องที่แลดูบอบบางที่สุดของมัน
แต่ถึงจะเล็งโจมตีไปในส่วนที่บอบบางที่สุด เขาก็ยังไม่อาจสร้างบาดแผลให้กับมันได้
“อั๊ก! ”
แถมยังเป็นฝ่ายเขา ที่ถูกหักเล็บออกจากปลายนิ้วทั้งห้าจนเลือดสีน้ำเงินสาดกระจายไปทั่วท้องฟ้าแทน
“นายท่านค่ะ! ”
แมวสีเงินตัวน้อยรีบบินทะยานเข้ามาใกล้เจ้านายของเธอด้วยความเป็นห่วง
เธอกำหมัด สร้างพายุขึ้นรอบแขนขวา แล้วซัดเข้าไปที่ท้องน้อยของจ้าวเวหาเต็มแรง
*กรร? *
แต่ทว่าหมัดพายุที่เป่าได้แม้แต่รถถัง กลับทำได้เพียงแค่ทำให้มันรู้สึกสะดุ้งเท่านั้น
*กรรรร! *
ซึ่งสิ่งนี้ทำให้มันรู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก
มันกระพือปีกอย่างรุนแรง บินทะยานขึ้นท้องฟ้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แล้วพุ่งตรงลงมาใส่พวกเขาดั่งขีปนาวุธ
ปากขนาดสิบเมตรของมันถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับโชว์คมเขี้ยวขนาดใหญ่ที่มีลักษณ์คล้ายเครื่องบดเนื้อขนาดยักษ์
ถ้าพวกเขาถูกมันกินเข้าไป คงไม่เหลือแม้แต่กระดูกภายในเสี้ยววินาทีเป็นแน่แท้
ไพไรต์พยายามที่จะบินหนีออกไปจากตรงนั้น
แต่เพราะตอบสนองช้าไป เลยทำให้เคลื่อนไหวช้าไปราวหนึ่งวินาที
และนั่น มันหมายถึงชีวิตของเขาเอง
“ระวังค่ะนายท่าน! ”
ดังนั้นโนอาร์จึงบินกระแทกใส่เขา แล้วพาหนีออกมาพร้อมกัน
*อึ๊ก! *
ผลลัพธ์จากการช่วยเหลือเจ้านายอันเป็นที่รัก คือการที่เรียวขาสีขาวอันอ่อนนุ่มทั้งสองข้างของตนเอง ถูกฉีกขาดออกจากร่างกายไป
“โนอาร์! ”
“ไม่เป็นไรค่ะ อย่าลืมสิว่าฉันคือหุ่นยนต์นะคะ นายท่าน”
โนอาร์นั้นไม่รู้สึกเจ็บ
ถึงจะถูกสร้างให้มีระบบประสาทและความเจ็บปวด แต่เธอสามารถยกเลิกระบบอันไร้สาระที่ว่านั้นได้ด้วยตัวเอง
อีกอย่าง เธอนั้นมองว่าของแค่นี้ มันสามารถหาซ่อมติดเข้าไปใหม่ได้ทุกเวลาอยู่แล้ว
“ไม่มีทางเอาชนะเจ้านี่ได้เลย…”
ไพไรต์บ่นพึมพำกับตัวเอง
จ้าวแห่งเวหานั้นมีขนาดตัวที่ยาวถึงห้าสิบเมตร อีกทั้งยังมีหนังหนา สามารถปล่อยแก๊สพิษให้ตกอยู่ในกามรม และยังมีความว่องไวผิดกับรูปร่างที่ดูเทอะทะนั้น
“ให้ตายสิ ซวยชะมัด ดันเจอเจ้าป่าของที่นี่เข้ามาจุ้นจ้านเสียได้”
เป็นเพราะการปรากฏตัวของเจ้าป่าผู้ร้ายกาจ จึงทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในความเลวร้ายมากกว่าเดิม
ผู้นำของกองกำลังนักรบขาวถูกมันซัดปลิวหายไปในหมอก
พรรคพวกของเขากลายเป็นบ้า
แฟตที่พวกเขาพยายามช่วยเองก็จมหายไปในหมอกแห่งกามรม
สุดท้ายจึงเหลือเพียงแค่เขากับโนอาร์ที่บินหนีออกมาทัน
แถมไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร แต่คนที่ควรจะเป็นพวกเดียวกับเขาอย่างลัซกับเยลโล่ ก็ดันไปเข้าพวกกับสัตว์ร้าย แล้วเริ่มโปรยหมอกพิษสีชมพูออกมามากยิ่งกว่าเดิม
“... โนอาร์ แน่ใจนะว่าโทแพซจะปลอดภัยนะ? ”
“ยานไข่มุขถูกสร้างมาแข็งแรงมาก รับรองว่าปลอดภัยค่ะ”
เพราะต้องต่อสู้กับสัตว์ร้าย ไพไรต์จึงสั่งให้โนอาร์พาตัวโทแพซหนีออกไปก่อน
แน่นอนว่าคนอย่างโนอาร์ไม่มีวันยอมรับคำสั่งแบบนั้น
เธอจึงเสนอทางเลือกอื่น ให้ใช้ก้อนไข่มุขที่หล่นกระจายไปทั่วบริเวณ ในการซ่อนตัวของโทแพซให้ปลอดภัย
เพราะแต่เดิมทีนั้น พวกโลหะไข่มุขยักษ์ มันก็คือยานอวกาศขนาดเล็กมาตั้งแต่แรกแล้ว
“งั้นลุย--- เดียว… นั่นมันลิลลี่ไม่ใช่หรือ? ”
ในตอนนั้นเองที่ไพไรต์เห็นการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นตรงพื้นข้างล่าง
แสงสว่างที่เรืองรองอย่างงดงามนั้น คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากภูติน้อยหัวเขียวลิลลี่ผู้น่ารักคนนั้น
“ไม่ใช่ว่าเธอต้องไปหยุดกองทัพอยู่หรือยังไง? ”
ไพไรต์เริ่มรู้สึกสับสน
ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?
ทำไมถึงไม่อยู่ควบคุมฝูงจิ้งเหลนดำเพื่อหยุดกองทัพ?
หรือว่าแผนการจะล้มเหลว?
“... เอาเถอะ อย่างน้อยก็กำลังอยากได้คนช่วยอยู่พอดี”
ถึงจะไม่รู้เหตุผล แต่อย่างน้อยลิลลี่ก็มาพร้อมกับพรรคพวก เลยทำให้ไพไรต์สามารถหมดกังวลเรื่องตัวประกันไปได้
“งั้นมาเริ่มต่อยกสองกันโนอาร์! ”
“ค่ะ! ”
ความกังวลได้สิ้นจางหายไปจากหัวใจของไพไรต์
ไม่ต้องคอยพะวงหลัง แล้วทุ่มสมาธิทั้งมวลไปที่การต่อสู้ตรงหน้า
เขาเริ่มบินทะยานตัดผืนฟ้าอีกครั้ง
เคลื่อนไหวในอากาศได้อย่างอิสระกว่าเดิมเพราะจิตใจหายฟุ้งซ่าน ดั่งปลาที่แหวกว่ายในมหาสมุทรได้อย่างเสรี
ท่ามกลางสายลมที่ปะทะใบหน้า ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตุถึงบางอย่าง
ต่อหน้าศัตรูที่มีหนังหนาราวกับหุ้มเกราะเหล็กทั่วทั้งตัวนั้น ยังมีอีกจุดหนึ่งที่เปราะบางกว่าส่วนอื่นอยู่มิใช่หรือ?
นั่นคือรูทวารทั้งห้าของมันนั่นเอง
"โนอาร์ เล็งไปที่ตาเลย! "
"ค่ะ! "
ยอดนักรบมือเปล่าทั้งสองคน บินทะยานตรงไปที่ส่วนศรีษะของอสูรร้ายขนาดยักษ์
ฝั่งสัตว์ร้ายเองก็ตระหนักได้ถึงอันตราย แล้วเริ่มบินควงสว่านอย่างรวดเร็ว
แรงหมุนของมัน ทำให้กระแสลมรอบตัวปั่นป่วนสับสน
แถมศัตรูของพวกเขาไม่ใช่มีแค่เฉพาะความร้ายกาจของเจ้าป่า
"ต่อให้เป็นนายท่าน แต่ฉันไม่ยอมให้ทำร้ายเจ้าหนูของเราหรอกค่ะ"
"ใช่ ๆ! พลังแห่งกามรมคือพลังสู่สันติภาพ! ไม่ยอมให้มาขัดขวางหรอกนะปิว! "
มันยังมีสองสหายแห่งกามราคะ คอยยิงกระสุนโจมตีสนับสนุนมาจากบนหลังอีกด้วย
ท่อจำนวนมากที่ยื่นออกจากแผ่นหลังของลัซ เริ่มแผ่กระจายหมอกสีชมพูออกกว้าง
หมอกสีชมพูนั้น ถูกรวมอัดแน่นเป็นกลุ่มก้อนด้วยพลังภูติของเยลโล่ แล้วยิงมันออกมาเป็นกระสุนพิษแห่งกามรม
" หน่อย! "
ไพไรต์กับโนอาร์หลบห่าฝนกระสุนอย่างสุดความสามารถ
หนึ่งในกระสุนที่พลาดเป้านั้น ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง ถูกหนึ่งในผู้โชคร้ายที่กำลังถูกพวกลิลลี่ช่วยเอาไว้
ซึ่งชายคนนั้น คือวานาติไนด์ บุรุษเผ่าหมีที่พึ่งถูกพวกลิลลี่ช่วยออกมาจากหมอกแห่งกามรม
พริบตาที่ถูกกระสุน เขาก็เกิดอาการคุ้มคลั่ง แล้วพุ่งเข้าปลุกปล้ำสตรีที่ยืนอยู่ใกล้เขา
สตรีผู้โชคร้ายคนนั้นคือพรุน
"กรี๊ดดด! คนลามก! "
ด้วยความตกใจ พรุนจึงยัดหมัดสังหารสุดแรงเกิด โดยไม่สนใจความเจ็บปวดของบาดแผลตัวเอง
เกิดเสียงกระดูกหักดังลั่น แล้วตามมาด้วยร่างของชายผู้น่าสงสารถูกส่งลอยขึ้นท้องฟ้ากว้าง ก่อนจะปลิวหายลับขอบฟ้าไป…
"น่ากลัวชิบ"
ที่ไพไรต์พูดถึง มิใช่ความน่ากลัวของพรุน
แต่เป็นฤทธิ์เดชของกระสุนสีชมพูที่ยิงมาต่างหาก
เพียงแค่นัดเดียว ก็สามารถทำให้คนคุ้มคลั่งได้แล้ว
"ระวังด้วยนะโนอาร์"
"ค่ะ"
อีกเพียงสิบเมตร พวกเขาก็จะถึงจุดที่มือทั้งสองเอื้อมไปถึงดวงตาของมัน
ไพไรต์ที่ตาขวา โนอาร์ที่ตาซ้าย
พวกเขาทั้งสองคนต่างบินแยกออกจากกัน แล้วหมุนตีลังกา บินหักศอกอย่างไร้ทิศทาง
ทิ้งดิ่งพสุธา หลบหยาดกนะสุนแห่งกามราคะ แล้วบินเลียบผิวเมฆ ก่อนจะบินทะยานสู่ดวงตาของมัน
มือซ้ายถูกกางออก แล้วแผ่กรงเล็งราชสีห์ออกกว้าง
ส่วนมือขวานั้น กำหมัดแน่นพร้อมกับกัดฟันทนเจ็บจากบาดแผลที่ถูกหักกรงเล็บออกไป
เล็งจังหวะที่มันบิดตัว แล้วพุ่งตรงไปที่ดวงตาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง
"เสร็จผมละ! "
ณ เสี้ยววินาทีที่ปลายกรงเล็บจะสัมผัสกับนัยตาของจระเข้
วินาทีนั้นเองที่มันปิดเปลือกตาลง
แถมยังจับจังหวะได้อย่างเหมาะเจาะ หนีบกรงเล็บของไพไรต์ด้วยเปลือกตาหนาของมัน จนไม่อาจขยับตัวหนีออกไปจากตรงนี้ได้
ทางฝังโนอาร์ก็ไม่ต่างกัน
เธอถูกหนีบแขนด้วยเปลือกตาของมันจนแน่น และไม่สามารถที่จะดึงแขนหนีออกมาได้
เจ้าแห่งเวหาจับทั้งสองคนด้วยเปลือกตาอย่างแม่นยำ ราวกับว่ากำลังรอคอยโอกาสนี้มาตั้งแต่แรก
แล้วพริบตานั้น ปีกของเจ้าแห่งเวหาก็เริ่มกระพืออย่างรุนแรง
สิ่งที่มันจะทำ คือการบินตีลังกา แล้วเหวี่ยงทั้งสองคน ทุ่มลงใส่พื้นดินให้บี้แบนแหลกเหลว
*กีสสสส! *
"ฮืม? "
แต่ทว่าจ้าวเวหากลับบิดร่างดกาย้วยความเจ็บปวดเสียก่อน
เปลือกตาของมันเปิดกว้าง และปล่อยให้ไพไรต์เป็นอิสระจากพันธนาการของมัน
ถึงจะสงสัย แต่ไพไรต์ไม่รอช้าพลาดโอกาสงามตรงหน้า
"ย๊าก! "
เขากันโนอาร์ทุ่มกำลังโจมตีไปที่ดวงตาของมัน
กรงเล็บของไพไรต์ กับหมัดพายุของโนอาร์ กำลังจมลึกเข้าไปในเป้าตาของมัน
เขาสัมผัสได้ถึงเนื้อที่แหลกละเอียด กับไออุ่นจากเลือดที่กำลังไหลทะลักออกมา
"แฮก...แฮก… มันร่วงลงไปแล้ว"
อาจจะด้วยความเจ็บปวด จ้าวแห่งเวหาจึงร่วงลงไปที่พื้นข้างล่าง
ด้วยร่างกายขนาดห้าสิบเมตร อีกทั้งยังดิ้นพล่านอย่างรุนแรง เลยทำให้เกิดแรงลมปัดเป่าหมอกแห่งกามรมปลิวหายไปจนสิ้น
ในตอนนั้นเองที่ไพไรต์สังเกตุเห็นบางสิ่ง
นอกจากแผลที่ดวงตาแล้ว มันยังมีส่วนรูทวารที่เปิดเป็นบาดแผลกว้างมากกว่าสามเมตรปรากฏขึ้นมาให้เห็นด้วย
แผลตรงนั้นเป็นฝีมือของใครกัน?
ไพไรต์คิดอย่างสงสัยเช่นนั้น
"... นายท่าน บนท้องฟ้าค่ะ"
"หืม? "
ผมเงยขึ้นไปมองในจุดที่โนอาร์ชี้
ท่ามกลางหมู่เมฆ มีชายคนหนึ่งกำลังกางปีกสีขาวบินอยู่บนท้องฟ้า
เขาสวมชุดคลุมสีเทาทับเสื้อยืดสีขาว ถือกระบี่สองเล่มเปื้อนเลือดสีน้ำเงินในมือ และมีเผ่าอสูรปีกคนหนึ่งกำลังจิกกรงเล็บฝั่งลงไปที่แผ่นหลังเพื่อพาบินอยู่บนท้องฟ้า
"โฮปกับไฮเจนหรือ…"
นักรบที่โจมตีรูทวารคือโฮปกับไฮเจนนั่นเอง
เขาใช้โอกาสที่ศัตรูเพ่งความสนใจไปที่ไพไรต์ บุกเข้าโจมตีใส่รูทวารในช่วงเวลานั้น
ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่ค่อยพอใจเป็นอย่างมาก
ไม่ใช่ว่าโกรธที่มาหลอกใช้เขา แต่โกรธที่บังอาจมาใช้ประโยชน์จากโนอาร์ คนรักของเขาด้วย
"... นี่เอ็งใช้พวกผมเป็นตัวล่อเรอะ!? "
"ทีเอ็งยังใช้ลิลลี่ไปเผชิญหน้าทั้งกองทัพคนเดียวเลยไม่ใช่หรือยังไง? "
"อ๊ะ!? "
พอถูกโฮปสวนกลับ เขาเลยพึ่งจะรู้สึกตัว
"เออวะ…"
ว่าตัวเองก็ไม่ได้คิดถึงความปลอดภัยของลิลลี่เลยแม้แต่น้อย
ในตอนที่วางแผน เขาคิดแค่ว่าลิลลี่เก่งกาจพอรับมือคนเดียวได้
แต่คนเดียวต่อหน้าสัตว์ร้ายทั้งฝูงกับทหารทั้งกองทัพ มันก็เหมือนกับสั่งให้ลิลลี่ไปตายนั่นละ
"... ขอโทษ"
"หึ"
โฮปพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความโกรธ
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงหงุดหงิด แต่เขาโกรธมากที่ไพไรต์สั่งให้ลิลลี่ไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวเช่นนั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมยกโทษให้ไพไรต์ง่าย ๆ
*กีสสสส! *
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวทะเลาะกันเอง
ถึงจะถูกทะลวงทวารหนัก ถูกแทงเข้าลูกตาทั้งสองข้างจนมืดบอด เจ้าจระเข้ยักษ์ก็ยังไม่ยอมให้ถูกจบชีวิต
มันกรีดเสียงดัง แล้วใช้หางที่ใหญ่โตรัดเหล่านักรบขาวที่อยู่รายรอบจนใส่ทะลักตายคาที่ ก่อนจะถูกจับเหวี่ยงใส่พวกเขาที่อยู่บนท้องฟ้าดั่งกระสุนปืนใหญ่
"มันโจมตีมาแล้ว! "
นักรบทั้งสี่คนทิ้งตัวเองลงสู่พื้น
พวกเขาบินเลียบผิวดินที่ชื้นแฉะ พร้อมกับหลบห่าฝนเศษเนื้อที่ถูกเจ้าสัตว์ร้ายโปรยปรายลงมา
เมื่อเห็นว่ากระสุนเนื้อไม่อาจพอรับมือ มันจึงเริ่มใช้หางรวบรวมหิน เศษซากไม้ สิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่า มาใช้โจมตีแทน
"ยังกับฝนอุกกาบาตเลยแฮะ"
โฮปบ่นอุบ แล้วปล่อยให้การบินหลบหลีกเป็นหน้าที่ของไฮเจน
เขาเชื่อใจไฮเจนอย่างสุดหัวใจ
ต่อให้ถูกโจมตี เขาก็ไม่คิดจะถือโทษไฮเจนแม้แต่น้อย
"วางใจฉันได้เลย! "
เพราะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ไว้วางใจนั้น ไฮเจนจึงยิ่งอยากตอบรับโฮป ด้วยการทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุด
ไฮเจนออกแรงจิกลงไปในแผ่นหลังของโฮปให้แน่นกว่าเดิม เพื่อเตรียมใช้ความเร็วสูงสุดที่เธอจะทำได้
พวกเขาทั้งคู่รวมร่างเป็นหนึ่งเดียว แล้วกลายเป็นเส้นแสงสีขาว ที่มีกระบี่สองเล่มส่องประกายสีแดงยื่นยาวแทงออกไปตรงหน้า
พวกเขาพุ่งตรงออกไปอย่างรุนแรงดั่งลูกปืนใหญ่ รวดเร็วดั่งสายฟ้า ทะลุทะลวงทุกสิ่งที่ขวางทางด้วยกระบี่ทั้งสองเล่มในมือ
"สุดยอด! "
แม้แต่ไพไรต์ยังถึงกับทึ่งให้กับพลังที่มากล้น จนต้องยอมถอยออกมาก่อน
*กรรร! *
ส่วนทางฝั่งเจ้าเวหา มันกำลังอ้าปากกว้างเตรียมรอรับการโจมตีของโฮป
ใช้ความรู้สึกจับตำแหน่ง แล้วเตรียมใช้ปากกับคมเขี้ยวที่คล้ายเครื่องบดเนื้อในการขยี้ศัตรู
ต่างฝ่ายต่างไม่คิดที่จะหันหน้าหนี
"โอ๊วววว! "
*กีสสส! *
พวกเขาขอแลกชีวิตและจบการต่อสู้ ณ ที่นี่ เดียวนี้!
โฮปกับไฮเจนพุ่งตรงเข้าไปในปากอันกว้างใหญ่โดยไร้ซึ่งความลังเล
ใช่แล้ว ถ้าภายนอกมันหนังหนามากนัก งั้นก็ทำลายจากภายในดีกว่า
นั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังคิด
ทันทีที่พวกเขามุดเข้าไปในปาก พวกเขาก็ถูกล้อมกรอบด้วยฟันกับเขี้ยวที่แหลมคมนับร้อย
บน ล่าง ซ้าย และขวา
ประหนึ่งดั่งถูกคมหอกนับร้อยพุ่งเข้ารุมโจมตีจากทุกทิศทาง
คมเขี้ยวนับร้อยเริ่มกรีดแทงลงบนผิวกายของพวกเขา
แต่พวกเขายอมทนเจ็บปวด เพื่อพิชิตเอาชัยกับศัตรูที่มีเกราะหนาทั่วทั้งร่าง
"ว๊ากกกกก! "
โฮปกับไฮเจนกรีดเสียงคำรามพร้อมกันเพื่อกลบความเจ็บปวด
ใช้สองมือจับกระบี่จนแน่น ปลดปล่อยพลังงานรังสีจนถึงขีดสุด แล้วร่ายรำตัดเขี้ยวที่อยู่รายรอบจนขาดสะบั้นออก
กวัดแกว่งกระบี่ไม่หยุดมือ เสียงโลหะกระทบดังระรัว ประกายไฟสาดส่องมิหยุดยั้ง
หยาดเลือดไหลรินท่วมกาย ความมืดแผ่ขยายรอบตัว ราวกับจะจมสู่ห้วงนิทรานิรันดร
แต่พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดที่จะร่ายรำกระบี่
เพราะหากว่าหยุดมือ นั่นคงหมายถึงชีวิตของพวกเขาเอง
"โอ๊วววว! "
และแล้ว แสงสว่างแห่งความหวังก็บังเกิดขึ้น ณ ปลายเส้นทางของพวกเขา
เขากวัดแกว่งไม่ยอมหยุดเพื่อมาให้ถึงจุดนี้
ถึงจุดที่เข้าใกล้หัวใจของศัตรู
เสียงหัวใจเต้นอย่างรุนแรงกำลังดังขึ้นอยู่ตรงหน้า
สิ่งที่ขว้างกัน มีเพียงแค่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ผนังกระดูก กับคมเขี้ยวจำนวนมากที่ติดอยู่บนผิวตรงหน้าเท่านั้น
"ทะลวงไปเลย! "
โฮปใช้ขาของตัวเอง ถีบลงไปบนคมเขี้ยว
เขายอมให้ขาบาดเจ็บจมกองเลือดจากการเหยียบลงไปบนเขี้ยวอันคมกริบ เพื่อใช้เป็นฐานในการพุ่งตัวจู่โจม
"โอ๊ววววววว! "
เป็นอีกครั้งที่พวกเขาพุ่งทะยานออกไป
ทั่วทั้งร่างของสองคนถูกหุ้มไปด้วยรังสีความร้อนสูงที่แผ่ออกมาจากกระบี่
สิ่งนั้นแผดเผา ทะลุทะลวงคอหอย ตรงดิ่งทะลวงหัวใจ พุ่งผ่านใจกลางลำตัว จนโผล่พ้นออกมาที่ฝั่งปลายทวารอีกด้าน
เจ้าแห่งเวหาของดินแดนทะเลสาบไข่มุข ได้ถูกปราบลงแล้ว
***จ่าฝูงแห่งเวหา [เทล]
อั๊ก อู๊ยยย ซีดดดด
อร๊างงงง~
ฟินจังเลยค่ะ~
การถูกทะลวงทวารหนัก มันฟินแบบนี้นี่เองหรือค่ะเนี่ย?
อ๊า… อยากโดนอีกสักดอกจังค่ะ
แต่ทว่าฉันกำลังจะตาย…
ดังนั้นฉันจึงไม่อาจสัมผัสความรู้สึกที่แสนฟินนี้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง
น่าเสียดายจังค่ะ…
เอาเถอะ
ความตายแบบนี้มันก็ไม่เลว
ได้เห็นคนที่สามารถสร้างกลิ่นฮอร์โมนแสนเย้ายวนใจยิ่งกว่าของตัวเอง
ได้สัมผัสกับประสบการณ์ทะลวงทวารหนักแสนฟินสุดหรรษา
มันก็ถือว่าไม่เลวนักหรอกค่ะ
ใช่ค่ะ…
เป็นความตาย… ที่ไม่เลว...นัก...