Pioneer Era

    ตอนที่ 116 ปะทะจ้าวเวหา

    ณ บนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มียอดนักรบกำลังเข้าต่อสู้กับจ้าวแห่งเวหาผู้เกรียงไกรอยู่สองคน

    ขนาดอันใหญ่โตของมันได้บดบังแสงแห่งอรุณ จนเกิดเป็นเงาที่ทอดกายเหนือดินแดนขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างล่าง

    “หน่อย! หนังเหนี่ยวจริงนะ! ”

    “ระวังหลังค่ะนายท่านไพไรต์! ”

    “รู้แล้ว! ”

    ไพไรต์กับโนอาร์ ทั้งสองคนถูกหุ้มด้วยแสงสีแดง และใช้มันโบยบินขึ้นมาอยู่บนท้องฟ้า

    หางขนาดยักษ์ที่มีความหนารวมกว้างกว่าสามเมตร ถูกเหวี่ยงโจมตีใส่จากทางด้านหลัง

    มันพุ่งแหวกหมอกสีชมพูที่อยู่รายรอบจนแตกเป็นสองฝั่ง

    เหวี่ยงมาอย่างรุนแรงประดุจลูกอุกกาบาต จนเกิดเป็นเส้นอากาศสีขาวจำนวนมาก ถูกเขียนลากยาวทิ้งเอาไว้อยู่เบื้องหลัง



    “ฮึบ! ”

    ไพไรต์รีบใช้คลื่นสมองสั่งการควบคุม แล้วบินหลบออกมาจากแนวโจมตีด้วยการทิ้งตัวลงดิ่ง

    สู่ทะเลหมอกสีชมพูเบื้องล่าง

    ชุดสูทสีขาวที่โนอาร์ให้ไพไรต์สวมใส่นั้น นอกจากจะใช้เพื่อให้ตอบสนองต่อสนามพลังแม่เหล็กของโนอาร์ ในการควบคุมการลอยตัวแล้ว มันยังช่วยลดแรงเสียดทานอากาศให้กับเขาอีกด้วย

    ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถเคลื่อนไหวได้ราบรื่น ดั่งนกที่โบยบินอย่างอิสระบนฟากฟ้า

    ร่างของบุรุษสิงโตพุ่งทะยานออกไป แล้วบุกโจมตีจากมุมอับของจ้าวแห่งเวหาที่ลอยเหนือขึ้นไป



    “เสร็จผมละ! ”

    เขากางกรงเล็บของตัวเองออกกว้าง แล้วขวนลงไปบนผิวหนังตรงหน้าท้องที่แลดูบอบบางที่สุดของมัน

    แต่ถึงจะเล็งโจมตีไปในส่วนที่บอบบางที่สุด เขาก็ยังไม่อาจสร้างบาดแผลให้กับมันได้

    “อั๊ก! ”

    แถมยังเป็นฝ่ายเขา ที่ถูกหักเล็บออกจากปลายนิ้วทั้งห้าจนเลือดสีน้ำเงินสาดกระจายไปทั่วท้องฟ้าแทน

    “นายท่านค่ะ! ”

    แมวสีเงินตัวน้อยรีบบินทะยานเข้ามาใกล้เจ้านายของเธอด้วยความเป็นห่วง

    เธอกำหมัด สร้างพายุขึ้นรอบแขนขวา แล้วซัดเข้าไปที่ท้องน้อยของจ้าวเวหาเต็มแรง



    *กรร? *

    แต่ทว่าหมัดพายุที่เป่าได้แม้แต่รถถัง กลับทำได้เพียงแค่ทำให้มันรู้สึกสะดุ้งเท่านั้น

    *กรรรร! *

    ซึ่งสิ่งนี้ทำให้มันรู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก

    มันกระพือปีกอย่างรุนแรง บินทะยานขึ้นท้องฟ้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แล้วพุ่งตรงลงมาใส่พวกเขาดั่งขีปนาวุธ

    ปากขนาดสิบเมตรของมันถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับโชว์คมเขี้ยวขนาดใหญ่ที่มีลักษณ์คล้ายเครื่องบดเนื้อขนาดยักษ์

    ถ้าพวกเขาถูกมันกินเข้าไป คงไม่เหลือแม้แต่กระดูกภายในเสี้ยววินาทีเป็นแน่แท้



    ไพไรต์พยายามที่จะบินหนีออกไปจากตรงนั้น

    แต่เพราะตอบสนองช้าไป เลยทำให้เคลื่อนไหวช้าไปราวหนึ่งวินาที

    และนั่น มันหมายถึงชีวิตของเขาเอง

    “ระวังค่ะนายท่าน! ”

    ดังนั้นโนอาร์จึงบินกระแทกใส่เขา แล้วพาหนีออกมาพร้อมกัน

    *อึ๊ก! *

    ผลลัพธ์จากการช่วยเหลือเจ้านายอันเป็นที่รัก คือการที่เรียวขาสีขาวอันอ่อนนุ่มทั้งสองข้างของตนเอง ถูกฉีกขาดออกจากร่างกายไป



    “โนอาร์! ”

    “ไม่เป็นไรค่ะ อย่าลืมสิว่าฉันคือหุ่นยนต์นะคะ นายท่าน”

    โนอาร์นั้นไม่รู้สึกเจ็บ

    ถึงจะถูกสร้างให้มีระบบประสาทและความเจ็บปวด แต่เธอสามารถยกเลิกระบบอันไร้สาระที่ว่านั้นได้ด้วยตัวเอง

    อีกอย่าง เธอนั้นมองว่าของแค่นี้ มันสามารถหาซ่อมติดเข้าไปใหม่ได้ทุกเวลาอยู่แล้ว



    “ไม่มีทางเอาชนะเจ้านี่ได้เลย…”

    ไพไรต์บ่นพึมพำกับตัวเอง

    จ้าวแห่งเวหานั้นมีขนาดตัวที่ยาวถึงห้าสิบเมตร อีกทั้งยังมีหนังหนา สามารถปล่อยแก๊สพิษให้ตกอยู่ในกามรม และยังมีความว่องไวผิดกับรูปร่างที่ดูเทอะทะนั้น

    “ให้ตายสิ ซวยชะมัด ดันเจอเจ้าป่าของที่นี่เข้ามาจุ้นจ้านเสียได้”

    เป็นเพราะการปรากฏตัวของเจ้าป่าผู้ร้ายกาจ จึงทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในความเลวร้ายมากกว่าเดิม

    ผู้นำของกองกำลังนักรบขาวถูกมันซัดปลิวหายไปในหมอก

    พรรคพวกของเขากลายเป็นบ้า

    แฟตที่พวกเขาพยายามช่วยเองก็จมหายไปในหมอกแห่งกามรม

    สุดท้ายจึงเหลือเพียงแค่เขากับโนอาร์ที่บินหนีออกมาทัน

    แถมไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร แต่คนที่ควรจะเป็นพวกเดียวกับเขาอย่างลัซกับเยลโล่ ก็ดันไปเข้าพวกกับสัตว์ร้าย แล้วเริ่มโปรยหมอกพิษสีชมพูออกมามากยิ่งกว่าเดิม



    “... โนอาร์ แน่ใจนะว่าโทแพซจะปลอดภัยนะ? ”

    “ยานไข่มุขถูกสร้างมาแข็งแรงมาก รับรองว่าปลอดภัยค่ะ”

    เพราะต้องต่อสู้กับสัตว์ร้าย ไพไรต์จึงสั่งให้โนอาร์พาตัวโทแพซหนีออกไปก่อน

    แน่นอนว่าคนอย่างโนอาร์ไม่มีวันยอมรับคำสั่งแบบนั้น

    เธอจึงเสนอทางเลือกอื่น ให้ใช้ก้อนไข่มุขที่หล่นกระจายไปทั่วบริเวณ ในการซ่อนตัวของโทแพซให้ปลอดภัย

    เพราะแต่เดิมทีนั้น พวกโลหะไข่มุขยักษ์ มันก็คือยานอวกาศขนาดเล็กมาตั้งแต่แรกแล้ว



    “งั้นลุย--- เดียว… นั่นมันลิลลี่ไม่ใช่หรือ? ”

    ในตอนนั้นเองที่ไพไรต์เห็นการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นตรงพื้นข้างล่าง

    แสงสว่างที่เรืองรองอย่างงดงามนั้น คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากภูติน้อยหัวเขียวลิลลี่ผู้น่ารักคนนั้น

    “ไม่ใช่ว่าเธอต้องไปหยุดกองทัพอยู่หรือยังไง? ”

    ไพไรต์เริ่มรู้สึกสับสน

    ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?

    ทำไมถึงไม่อยู่ควบคุมฝูงจิ้งเหลนดำเพื่อหยุดกองทัพ?

    หรือว่าแผนการจะล้มเหลว?

    “... เอาเถอะ อย่างน้อยก็กำลังอยากได้คนช่วยอยู่พอดี”

    ถึงจะไม่รู้เหตุผล แต่อย่างน้อยลิลลี่ก็มาพร้อมกับพรรคพวก เลยทำให้ไพไรต์สามารถหมดกังวลเรื่องตัวประกันไปได้



    “งั้นมาเริ่มต่อยกสองกันโนอาร์! ”

    “ค่ะ! ”

    ความกังวลได้สิ้นจางหายไปจากหัวใจของไพไรต์

    ไม่ต้องคอยพะวงหลัง แล้วทุ่มสมาธิทั้งมวลไปที่การต่อสู้ตรงหน้า

    เขาเริ่มบินทะยานตัดผืนฟ้าอีกครั้ง

    เคลื่อนไหวในอากาศได้อย่างอิสระกว่าเดิมเพราะจิตใจหายฟุ้งซ่าน ดั่งปลาที่แหวกว่ายในมหาสมุทรได้อย่างเสรี

    ท่ามกลางสายลมที่ปะทะใบหน้า ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตุถึงบางอย่าง

    ต่อหน้าศัตรูที่มีหนังหนาราวกับหุ้มเกราะเหล็กทั่วทั้งตัวนั้น ยังมีอีกจุดหนึ่งที่เปราะบางกว่าส่วนอื่นอยู่มิใช่หรือ?

    นั่นคือรูทวารทั้งห้าของมันนั่นเอง



    "โนอาร์ เล็งไปที่ตาเลย! "

    "ค่ะ! "

    ยอดนักรบมือเปล่าทั้งสองคน บินทะยานตรงไปที่ส่วนศรีษะของอสูรร้ายขนาดยักษ์

    ฝั่งสัตว์ร้ายเองก็ตระหนักได้ถึงอันตราย แล้วเริ่มบินควงสว่านอย่างรวดเร็ว

    แรงหมุนของมัน ทำให้กระแสลมรอบตัวปั่นป่วนสับสน

    แถมศัตรูของพวกเขาไม่ใช่มีแค่เฉพาะความร้ายกาจของเจ้าป่า

    "ต่อให้เป็นนายท่าน แต่ฉันไม่ยอมให้ทำร้ายเจ้าหนูของเราหรอกค่ะ"

    "ใช่ ๆ! พลังแห่งกามรมคือพลังสู่สันติภาพ! ไม่ยอมให้มาขัดขวางหรอกนะปิว! "

    มันยังมีสองสหายแห่งกามราคะ คอยยิงกระสุนโจมตีสนับสนุนมาจากบนหลังอีกด้วย



    ท่อจำนวนมากที่ยื่นออกจากแผ่นหลังของลัซ เริ่มแผ่กระจายหมอกสีชมพูออกกว้าง

    หมอกสีชมพูนั้น ถูกรวมอัดแน่นเป็นกลุ่มก้อนด้วยพลังภูติของเยลโล่ แล้วยิงมันออกมาเป็นกระสุนพิษแห่งกามรม

    " หน่อย! "

    ไพไรต์กับโนอาร์หลบห่าฝนกระสุนอย่างสุดความสามารถ

    หนึ่งในกระสุนที่พลาดเป้านั้น ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง ถูกหนึ่งในผู้โชคร้ายที่กำลังถูกพวกลิลลี่ช่วยเอาไว้

    ซึ่งชายคนนั้น คือวานาติไนด์ บุรุษเผ่าหมีที่พึ่งถูกพวกลิลลี่ช่วยออกมาจากหมอกแห่งกามรม

    พริบตาที่ถูกกระสุน เขาก็เกิดอาการคุ้มคลั่ง แล้วพุ่งเข้าปลุกปล้ำสตรีที่ยืนอยู่ใกล้เขา



    สตรีผู้โชคร้ายคนนั้นคือพรุน

    "กรี๊ดดด! คนลามก! "

    ด้วยความตกใจ พรุนจึงยัดหมัดสังหารสุดแรงเกิด โดยไม่สนใจความเจ็บปวดของบาดแผลตัวเอง

    เกิดเสียงกระดูกหักดังลั่น แล้วตามมาด้วยร่างของชายผู้น่าสงสารถูกส่งลอยขึ้นท้องฟ้ากว้าง ก่อนจะปลิวหายลับขอบฟ้าไป…

    "น่ากลัวชิบ"

    ที่ไพไรต์พูดถึง มิใช่ความน่ากลัวของพรุน

    แต่เป็นฤทธิ์เดชของกระสุนสีชมพูที่ยิงมาต่างหาก

    เพียงแค่นัดเดียว ก็สามารถทำให้คนคุ้มคลั่งได้แล้ว



    "ระวังด้วยนะโนอาร์"

    "ค่ะ"

    อีกเพียงสิบเมตร พวกเขาก็จะถึงจุดที่มือทั้งสองเอื้อมไปถึงดวงตาของมัน

    ไพไรต์ที่ตาขวา โนอาร์ที่ตาซ้าย

    พวกเขาทั้งสองคนต่างบินแยกออกจากกัน แล้วหมุนตีลังกา บินหักศอกอย่างไร้ทิศทาง

    ทิ้งดิ่งพสุธา หลบหยาดกนะสุนแห่งกามราคะ แล้วบินเลียบผิวเมฆ ก่อนจะบินทะยานสู่ดวงตาของมัน

    มือซ้ายถูกกางออก แล้วแผ่กรงเล็งราชสีห์ออกกว้าง

    ส่วนมือขวานั้น กำหมัดแน่นพร้อมกับกัดฟันทนเจ็บจากบาดแผลที่ถูกหักกรงเล็บออกไป

    เล็งจังหวะที่มันบิดตัว แล้วพุ่งตรงไปที่ดวงตาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง



    "เสร็จผมละ! "

    ณ เสี้ยววินาทีที่ปลายกรงเล็บจะสัมผัสกับนัยตาของจระเข้

    วินาทีนั้นเองที่มันปิดเปลือกตาลง

    แถมยังจับจังหวะได้อย่างเหมาะเจาะ หนีบกรงเล็บของไพไรต์ด้วยเปลือกตาหนาของมัน จนไม่อาจขยับตัวหนีออกไปจากตรงนี้ได้

    ทางฝังโนอาร์ก็ไม่ต่างกัน

    เธอถูกหนีบแขนด้วยเปลือกตาของมันจนแน่น และไม่สามารถที่จะดึงแขนหนีออกมาได้

    เจ้าแห่งเวหาจับทั้งสองคนด้วยเปลือกตาอย่างแม่นยำ ราวกับว่ากำลังรอคอยโอกาสนี้มาตั้งแต่แรก

    แล้วพริบตานั้น ปีกของเจ้าแห่งเวหาก็เริ่มกระพืออย่างรุนแรง

    สิ่งที่มันจะทำ คือการบินตีลังกา แล้วเหวี่ยงทั้งสองคน ทุ่มลงใส่พื้นดินให้บี้แบนแหลกเหลว



    *กีสสสส! *

    "ฮืม? "

    แต่ทว่าจ้าวเวหากลับบิดร่างดกาย้วยความเจ็บปวดเสียก่อน

    เปลือกตาของมันเปิดกว้าง และปล่อยให้ไพไรต์เป็นอิสระจากพันธนาการของมัน

    ถึงจะสงสัย แต่ไพไรต์ไม่รอช้าพลาดโอกาสงามตรงหน้า

    "ย๊าก! "

    เขากันโนอาร์ทุ่มกำลังโจมตีไปที่ดวงตาของมัน

    กรงเล็บของไพไรต์ กับหมัดพายุของโนอาร์ กำลังจมลึกเข้าไปในเป้าตาของมัน

    เขาสัมผัสได้ถึงเนื้อที่แหลกละเอียด กับไออุ่นจากเลือดที่กำลังไหลทะลักออกมา



    "แฮก...แฮก… มันร่วงลงไปแล้ว"

    อาจจะด้วยความเจ็บปวด จ้าวแห่งเวหาจึงร่วงลงไปที่พื้นข้างล่าง

    ด้วยร่างกายขนาดห้าสิบเมตร อีกทั้งยังดิ้นพล่านอย่างรุนแรง เลยทำให้เกิดแรงลมปัดเป่าหมอกแห่งกามรมปลิวหายไปจนสิ้น

    ในตอนนั้นเองที่ไพไรต์สังเกตุเห็นบางสิ่ง

    นอกจากแผลที่ดวงตาแล้ว มันยังมีส่วนรูทวารที่เปิดเป็นบาดแผลกว้างมากกว่าสามเมตรปรากฏขึ้นมาให้เห็นด้วย

    แผลตรงนั้นเป็นฝีมือของใครกัน?

    ไพไรต์คิดอย่างสงสัยเช่นนั้น



    "... นายท่าน บนท้องฟ้าค่ะ"

    "หืม? "

    ผมเงยขึ้นไปมองในจุดที่โนอาร์ชี้

    ท่ามกลางหมู่เมฆ มีชายคนหนึ่งกำลังกางปีกสีขาวบินอยู่บนท้องฟ้า

    เขาสวมชุดคลุมสีเทาทับเสื้อยืดสีขาว ถือกระบี่สองเล่มเปื้อนเลือดสีน้ำเงินในมือ และมีเผ่าอสูรปีกคนหนึ่งกำลังจิกกรงเล็บฝั่งลงไปที่แผ่นหลังเพื่อพาบินอยู่บนท้องฟ้า



    "โฮปกับไฮเจนหรือ…"

    นักรบที่โจมตีรูทวารคือโฮปกับไฮเจนนั่นเอง

    เขาใช้โอกาสที่ศัตรูเพ่งความสนใจไปที่ไพไรต์ บุกเข้าโจมตีใส่รูทวารในช่วงเวลานั้น

    ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่ค่อยพอใจเป็นอย่างมาก

    ไม่ใช่ว่าโกรธที่มาหลอกใช้เขา แต่โกรธที่บังอาจมาใช้ประโยชน์จากโนอาร์ คนรักของเขาด้วย

    "... นี่เอ็งใช้พวกผมเป็นตัวล่อเรอะ!? "

    "ทีเอ็งยังใช้ลิลลี่ไปเผชิญหน้าทั้งกองทัพคนเดียวเลยไม่ใช่หรือยังไง? "

    "อ๊ะ!? "

    พอถูกโฮปสวนกลับ เขาเลยพึ่งจะรู้สึกตัว

    "เออวะ…"

    ว่าตัวเองก็ไม่ได้คิดถึงความปลอดภัยของลิลลี่เลยแม้แต่น้อย

    ในตอนที่วางแผน เขาคิดแค่ว่าลิลลี่เก่งกาจพอรับมือคนเดียวได้

    แต่คนเดียวต่อหน้าสัตว์ร้ายทั้งฝูงกับทหารทั้งกองทัพ มันก็เหมือนกับสั่งให้ลิลลี่ไปตายนั่นละ



    "... ขอโทษ"

    "หึ"

    โฮปพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความโกรธ

    ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงหงุดหงิด แต่เขาโกรธมากที่ไพไรต์สั่งให้ลิลลี่ไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวเช่นนั้น

    ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมยกโทษให้ไพไรต์ง่าย ๆ

    *กีสสสส! *

    แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวทะเลาะกันเอง

    ถึงจะถูกทะลวงทวารหนัก ถูกแทงเข้าลูกตาทั้งสองข้างจนมืดบอด เจ้าจระเข้ยักษ์ก็ยังไม่ยอมให้ถูกจบชีวิต

    มันกรีดเสียงดัง แล้วใช้หางที่ใหญ่โตรัดเหล่านักรบขาวที่อยู่รายรอบจนใส่ทะลักตายคาที่ ก่อนจะถูกจับเหวี่ยงใส่พวกเขาที่อยู่บนท้องฟ้าดั่งกระสุนปืนใหญ่



    "มันโจมตีมาแล้ว! "

    นักรบทั้งสี่คนทิ้งตัวเองลงสู่พื้น

    พวกเขาบินเลียบผิวดินที่ชื้นแฉะ พร้อมกับหลบห่าฝนเศษเนื้อที่ถูกเจ้าสัตว์ร้ายโปรยปรายลงมา

    เมื่อเห็นว่ากระสุนเนื้อไม่อาจพอรับมือ มันจึงเริ่มใช้หางรวบรวมหิน เศษซากไม้ สิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่า มาใช้โจมตีแทน

    "ยังกับฝนอุกกาบาตเลยแฮะ"

    โฮปบ่นอุบ แล้วปล่อยให้การบินหลบหลีกเป็นหน้าที่ของไฮเจน

    เขาเชื่อใจไฮเจนอย่างสุดหัวใจ

    ต่อให้ถูกโจมตี เขาก็ไม่คิดจะถือโทษไฮเจนแม้แต่น้อย



    "วางใจฉันได้เลย! "

    เพราะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ไว้วางใจนั้น ไฮเจนจึงยิ่งอยากตอบรับโฮป ด้วยการทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุด

    ไฮเจนออกแรงจิกลงไปในแผ่นหลังของโฮปให้แน่นกว่าเดิม เพื่อเตรียมใช้ความเร็วสูงสุดที่เธอจะทำได้

    พวกเขาทั้งคู่รวมร่างเป็นหนึ่งเดียว แล้วกลายเป็นเส้นแสงสีขาว ที่มีกระบี่สองเล่มส่องประกายสีแดงยื่นยาวแทงออกไปตรงหน้า

    พวกเขาพุ่งตรงออกไปอย่างรุนแรงดั่งลูกปืนใหญ่ รวดเร็วดั่งสายฟ้า ทะลุทะลวงทุกสิ่งที่ขวางทางด้วยกระบี่ทั้งสองเล่มในมือ



    "สุดยอด! "

    แม้แต่ไพไรต์ยังถึงกับทึ่งให้กับพลังที่มากล้น จนต้องยอมถอยออกมาก่อน

    *กรรร! *

    ส่วนทางฝั่งเจ้าเวหา มันกำลังอ้าปากกว้างเตรียมรอรับการโจมตีของโฮป

    ใช้ความรู้สึกจับตำแหน่ง แล้วเตรียมใช้ปากกับคมเขี้ยวที่คล้ายเครื่องบดเนื้อในการขยี้ศัตรู



    ต่างฝ่ายต่างไม่คิดที่จะหันหน้าหนี

    "โอ๊วววว! "

    *กีสสส! *

    พวกเขาขอแลกชีวิตและจบการต่อสู้ ณ ที่นี่ เดียวนี้!

    โฮปกับไฮเจนพุ่งตรงเข้าไปในปากอันกว้างใหญ่โดยไร้ซึ่งความลังเล

    ใช่แล้ว ถ้าภายนอกมันหนังหนามากนัก งั้นก็ทำลายจากภายในดีกว่า

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังคิด

    ทันทีที่พวกเขามุดเข้าไปในปาก พวกเขาก็ถูกล้อมกรอบด้วยฟันกับเขี้ยวที่แหลมคมนับร้อย

    บน ล่าง ซ้าย และขวา

    ประหนึ่งดั่งถูกคมหอกนับร้อยพุ่งเข้ารุมโจมตีจากทุกทิศทาง



    คมเขี้ยวนับร้อยเริ่มกรีดแทงลงบนผิวกายของพวกเขา

    แต่พวกเขายอมทนเจ็บปวด เพื่อพิชิตเอาชัยกับศัตรูที่มีเกราะหนาทั่วทั้งร่าง

    "ว๊ากกกกก! "

    โฮปกับไฮเจนกรีดเสียงคำรามพร้อมกันเพื่อกลบความเจ็บปวด

    ใช้สองมือจับกระบี่จนแน่น ปลดปล่อยพลังงานรังสีจนถึงขีดสุด แล้วร่ายรำตัดเขี้ยวที่อยู่รายรอบจนขาดสะบั้นออก

    กวัดแกว่งกระบี่ไม่หยุดมือ เสียงโลหะกระทบดังระรัว ประกายไฟสาดส่องมิหยุดยั้ง

    หยาดเลือดไหลรินท่วมกาย ความมืดแผ่ขยายรอบตัว ราวกับจะจมสู่ห้วงนิทรานิรันดร

    แต่พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดที่จะร่ายรำกระบี่

    เพราะหากว่าหยุดมือ นั่นคงหมายถึงชีวิตของพวกเขาเอง



    "โอ๊วววว! "

    และแล้ว แสงสว่างแห่งความหวังก็บังเกิดขึ้น ณ ปลายเส้นทางของพวกเขา

    เขากวัดแกว่งไม่ยอมหยุดเพื่อมาให้ถึงจุดนี้

    ถึงจุดที่เข้าใกล้หัวใจของศัตรู

    เสียงหัวใจเต้นอย่างรุนแรงกำลังดังขึ้นอยู่ตรงหน้า

    สิ่งที่ขว้างกัน มีเพียงแค่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ผนังกระดูก กับคมเขี้ยวจำนวนมากที่ติดอยู่บนผิวตรงหน้าเท่านั้น



    "ทะลวงไปเลย! "

    โฮปใช้ขาของตัวเอง ถีบลงไปบนคมเขี้ยว

    เขายอมให้ขาบาดเจ็บจมกองเลือดจากการเหยียบลงไปบนเขี้ยวอันคมกริบ เพื่อใช้เป็นฐานในการพุ่งตัวจู่โจม

    "โอ๊ววววววว! "

    เป็นอีกครั้งที่พวกเขาพุ่งทะยานออกไป

    ทั่วทั้งร่างของสองคนถูกหุ้มไปด้วยรังสีความร้อนสูงที่แผ่ออกมาจากกระบี่

    สิ่งนั้นแผดเผา ทะลุทะลวงคอหอย ตรงดิ่งทะลวงหัวใจ พุ่งผ่านใจกลางลำตัว จนโผล่พ้นออกมาที่ฝั่งปลายทวารอีกด้าน

    เจ้าแห่งเวหาของดินแดนทะเลสาบไข่มุข ได้ถูกปราบลงแล้ว



    ***จ่าฝูงแห่งเวหา [เทล]

    อั๊ก อู๊ยยย ซีดดดด

    อร๊างงงง~

    ฟินจังเลยค่ะ~

    การถูกทะลวงทวารหนัก มันฟินแบบนี้นี่เองหรือค่ะเนี่ย?

    อ๊า… อยากโดนอีกสักดอกจังค่ะ

    แต่ทว่าฉันกำลังจะตาย…

    ดังนั้นฉันจึงไม่อาจสัมผัสความรู้สึกที่แสนฟินนี้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง

    น่าเสียดายจังค่ะ…

    เอาเถอะ

    ความตายแบบนี้มันก็ไม่เลว

    ได้เห็นคนที่สามารถสร้างกลิ่นฮอร์โมนแสนเย้ายวนใจยิ่งกว่าของตัวเอง

    ได้สัมผัสกับประสบการณ์ทะลวงทวารหนักแสนฟินสุดหรรษา

    มันก็ถือว่าไม่เลวนักหรอกค่ะ

    ใช่ค่ะ…

    เป็นความตาย… ที่ไม่เลว...นัก...