หลังจากที่สงบสติอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว ร่างอวบอ้วนก็สังเกตเห็นว่ามีอีกหนึ่งชีวิตที่เอาแต่นั่งก้มหน้า แต่แล้วก็ต้องปวดใจเมื่อจู่ๆหยดน้ำใสๆก็หล่นลงมากระทบกับมือน้อยๆคู่นั้น หัวใจของเธอหล่นวูบเมื่อได้เห็นความหวาดกลัวของเด็กน้อยที่แสดงออกมา
“ร้องไห้ทำไม?” หวังเหยินหยวนขมวดคิ้ว จำได้ว่าตัวเองยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับเื่น่าเหลือเชื่อนี้
“ฮึก ขอโทษครับแม่” เด็กน้อยร้องไห้ตัวสั่น แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยขอโทษซ้ำๆ ด้วยกลัวว่าจะถูกทำโทษ
“โอเค หยุดร้องก่อนมาคุยกันดีๆ” หวังเหยินหยวนยกมือขึ้นสองข้าง แสดงความจำนน ปรับเสียงให้นุ่มขึ้นอีกหลายระดับ ต้องเข้าว่าเธอเองก็เป็สาวโสด ยังไม่เคยแต่งงานมีครอบครัว อาจจะเคยมีคนรักบ้างตามประสาหนุ่มสาวทั่วๆไป แต่ยังไม่เคยมีลูกทำให้ไม่รู้วิธีเจรจากับวัยรุ่นฟันน้ำนม
“โอเค?” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาทั้งที่น้ำตายังไหลอาบแก้ม นึกสงสัยคำพูดที่ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นมาเมื่อครู่ หรือจะเป็วิธีที่จะเอามาลงโทษแบบใหม่?
“มานี่มา ฉัน..เอ่อแม่ไม่ทำอะไรหรอก หยุดร้องไห้แล้วมาคุยกันดีๆ” หวังเหยินหยวนเก้กังๆกับสถานะใหม่ที่ตนเองไม่เต็มใจ แต่ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ต้องอยู่กับมันให้ได้
“จริงนะครับ” เด็กน้อย้าคำยืนยัน เพื่อให้ตัวเองมั่นใจว่าจะไม่ถูกทำโทษ ่ที่ผ่านมาแม่ของเขาอารมณ์ฉุนเฉียวบ่อยมาก อาจจะเพราะหิวเลยทำให้โมโหบ่อยๆ
“ถ้าขืนยังพูดมากก็ไม่รับปาก” หวังเหยินหยวนพูดเสียงติดรำคาญนิดๆ เธอเป็คนไม่ชอบพูดอะไรซ้ำๆหลายรอบ อีกอย่างในตอนนี้ท้องเ้ากรรมก็ร้องไม่หยุด ไม่รู้จะหิวอะไรนักหนา ทั้งๆที่ร่างกายนี้อวบอ้วนจนแทบจะะเิออกมา
เด็กน้อยรีบยกมือขึ้นมาปิดปาก จากนั้นก็รีบขยับตัวเข้ามาใกล้ผู้เป็แม่ แต่ไม่ลืมที่จะเว้นระยะห่างเอาไว้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากว่าแม่เขากลับคำ เด็กน้อยจะได้มีทางหนีเอาตัวรอดได้ทัน
หวังเหยินหยวนจัดท่านั่งของตัวเองให้อยู่ในท่าที่สบายมากที่สุด จากนั้นก็เริ่มสำรวจใบหน้าของลูกชายหมาดๆ เด็กน้อยรูปร่างผอมโซ ผิวขาว ดวงตาเ้าเล่ห์ คิ้วเข้มรับกับจมูกที่โด่งขึ้นสัน โครงหน้าแค่มองครู่เดียวก็รู้แล้วว่าโตมาจะต้องหล่อเหลาเป็ที่สุด
“ร้องไห้ทำไม?” หวังเหยินหยวนถามคำถามเดิมเพื่อเริ่มสนทนาใหม่อีกรอบ
“ผมหิวครับ แม่นอนนานมากั้แ่เมื่อวานตอนเย็น ั้แ่เย็นยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย” เด็กน้อยก้มหน้าตอบคำถาม กลัวว่าแม่จะคิดว่าตนเองเห็นแก่กิน แต่เพราะเกือบจะครบวันแล้วที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากน้ำเปล่าก้นโอ่ง
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว” หวังเหยินหยวนพยักหน้าเข้าใจ
“จะ 17.00 น.แล้วครับ” ทันทีที่ได้ยินคำตอบก็ตาโตขึ้นมาทันที ไม่แปลกใจเลยทำไมเด็กน้อยคนนี้ถึงร้องไห้ฟูมฟายกลัวว่าร่างนี้จะตาย แต่เป็เื่เศร้าที่ความจริงแล้วเ้าของร่างนี้สิ้นใจไปแล้วจริงๆ และเศร้าอีกต่อก็คือตนเองก็น่าจะตายไปแล้วเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นรอก่อน จะไปทำมื้อเย็นมาให้” หวังเหยินหยวนพยายามลุกขึ้นแม้ว่าจะเป็เื่ยากมากก็ตาม เธอลองใช้มือกดที่เท้าบวมๆคู่นี้พบว่ามันบุ๋มลงไป อาการที่เ้าของร่างนี้เป็อยู่ไม่น่าจะใช่แค่อ้วนธรรมดาๆ หากแต่เป็อาหารบวมจากการแพ้อะไรสักอย่างมากกว่า ส่วนเื่ที่ว่าแพ้อะไรนั้นก็ไม่สามารถทราบได้
หวังเหยินหยวนเข้าไปในห้องครัว พบว่าข้าวของถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ แต่ความสะอาดติดลบ มองไปเห็นถังข้าวสารที่มีเม็ดข้าวเหลืออยู่ติดเพียงก้นถังเท่านั้น มีเกลือเหลืออยู่ค่อนกระปุก ส่วนเครื่องปรุงอื่นๆไม่ต้องมองหา เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีเหลือ
เทรนเนอร์สาวเริ่มก่อไฟสำหรับต้มข้าว ปกติแล้วเธอจะไม่กินหลัง 18.00 น. แต่ร่างเ้ากรรมกลับท้องร้องไม่หยุด ยิ่งได้กลิ่นหอมของข้าวต้มก็ยิ่งส่งเสียงร้องจนน่ารำคาญ เดินไปที่หลังบ้านพบผักสวนครัวอยู่นิดหน่อย ใส่มะเขือเทศเพื่อเพิ่มรสชาติหน่อยก็แล้วกัน ผ่านไปไม่นานข้าวต้มหน้าตาแปลกประหลาดก็เสร็จถูกยกออกไปเสริฟ
“อ่ะ กินซะ” แม้ว่าจะห่างไกลคำว่าอร่อย แต่เพราะเธอเองก็ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดที่มีในครัว ซึ่งมีเพียงเกลืออย่างเดียว จะไปเอาความอร่อยมาจากที่ไหนกัน
“อร่อยมากเลยครับ” เด็กน้อยยกซดถ้วยข้าวด้วยมืออันสั่นเทา ไม่ได้กลัวความร้อนของถ้วยข้าวนั้นเลยสักนิด ความหิวมันน่ากลัวจริงๆนั่นแหละ หวังเหยินหยวนได้แต่อ้าปากค้างกับความหิวของลูกชาย ยังเด็กอยู่แท้ๆ ไม่น่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้เลย ได้มาเห็นสภาพความเป็อยู่ของที่นี่ ตนลืมปมด้อยที่เป็เด็กกำพร้าถูกเลี้ยงดูในมูลนิธิไปเลยโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยๆที่อยู่อาศัยก็ดีกว่าบ้านหลังนี้ล่ะนะ
“อร่อยก็กินเยอะๆ ค่อยๆกินไม่มีคนแย่งกินหรอก” หวังเหยินหยวนยิ้มบางๆ พร้อมทั้งปรามให้กินช้าๆ ด้วยกลัวว่าอาหารจะติดคอเขาตายไปเสียก่อน
“แม่ก็กินด้วยสิครับ กินข้าวบ้างไม่ไม่สบายอยู่นะครับ” เด็กน้อยลืมตัวไปชั่วขณะ เพราะความหิวครอบงำเลยทำให้ลืมไปว่าแม่ของเขาก็ป่วย
“อ้วนขนาดนี้ อดบ้างคงไม่เป็ไรหรอก” หวังเหยินหยวนว่าตัวเอง ตัวเองที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ช่างเถอะยิ่งพูดก็ยิ่งสับสน
“จะดีหรือครับ แม่ไม่ได้กินอะไรมานานมากแล้วนะครับ” เด็กน้อยถามด้วยสีหน้าเป็กังวล
"จะเป็ไปได้อย่างไรล่ะ ไม่กินอะไรจะอ้วนขนาดนี้ได้ไงกัน?" หวังเหยินหยวนส่ายหน้าไม่เชื่อคำพูดลูกชาย แต่ก็อดรู้สึกดีไม่ได้ที่เขาแสดงความเป็ห่วงออกมาอย่างจริงใจ คนสมัยนี้นับถือความกตัญญูเป็สำคัญ คงไม่แปลกหากว่าลูกชายจะเป็ห่วงตนมากเป็พิเศษ
“เพราะแม่ป่วยก็เลยเป็แบบนี้ต่างหาก” เด็กชายเถียงเสียงเบา เขาเคยพูดเื่นี้กับผู้เป็แม่อยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะถูกตวาดกลับมา ทำให้เขาไม่กล้าที่จะพูดอะไรมาก แต่ครั้งนี้แม่เขานอนหลับไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ ทำให้เขารู้สึกว่าความตายไม่ใช่เื่ไกลตัวเลยสักนิด
หวังเหยินหยวนไม่ได้อยู่สนทนากับลูกชายต่อ เธอปล่อยให้เขากินข้าวไป ส่วนตัวเองนั้นถือโอกาสสำรวจบ้านหลังนี้ พบว่ามันค่อนข้างที่จะอยู่ห่างไกลจากบ้านหลังอื่นพอสมควร ความทรงจำบอกกับเธอว่า ที่ดินผืนนี้เป็ของพ่อแม่ของเธอ ที่พวกเขาแบ่งและสร้างบ้านให้ อาจจะเพราะร่างนี้ท้องไม่มีพ่อ ทำให้พวกท่านรู้สึกอับอาย ยังดีที่อย่างน้อยก็สร้างบ้านไว้ให้ หากเป็ลูกหลานบ้านอื่นคงมองไม่ออกว่าจะเป็อย่างไรต่อไป อาจจะถูกทุบตีที่ทำให้วงษ์ตระกูลต้องอับอาย
บ้านหลังนี้เป็บ้านชั้นเดียว หลังคามุงด้วยเศษกระเบื้อง เพราะมีจุดรั่วอยู่หลายรู ไม่ต่างอะไรจากบ้านร้างที่ถูกปล่อยทิ้งมาแล้วหลายปี ทั้งตัวพบเงินอยู่ 10 หยวน กับเสื้อผ้าอีกคนละ 2 ชุด เห็นแล้วก็ได้แต่ถอดถอนหายใจ คิดไม่ออกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ตนหลงเข้ามาในยุคที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่หางตาเหลือบไปเห็นปฏิทิน ปีนี้เป็ปี ค.ศ. 1975 อย่างนั้นหรือ? ยุคที่ข้าวยากหมากแพง ใช้คูปองแลกซื้อของ ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าอยากจะกรีดร้องออกมาอีกแล้ว
“แม่ครับ” เด็กน้อยล้างถ้วยข้าวต้มของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเดินเข้ามาหาผู้เป็แม่ที่ห้องนอน
“ปีนี้ลูกอายุเท่าไหร่?” แม้จะรู้ว่าเป็คำถามที่ไม่น่าจะออกจากปากของผู้เป็แม่ แต่ช่วยไม่ได้เพราะเธอไม่รู้จริงๆนี่นา
“5 ขวบครับ” เด็กน้อยมองหน้าผู้เป็แม่ตาแป๋ว ขมวดคิ้วสงสัยว่าแม่เขาพูดอะไรออกมา แต่อาจจะเพราะพิษไข้ยังไม่หมด อาจจะทำให้แม่ของเขาเพ้อ
“ว่าอย่างไรนะ?” หวังเหยินหยวนทวนซ้ำ หากมองด้วยสายตาเด็กคนนี้น่าจะอายุ 2-3 ขวบเท่านั้น แต่เพราะเขาพูดชัดกว่าเด็กในวัยนั้น แต่รูปร่างแล้วก็ส่วนสูงมองอย่างไรก็คือเด็ก 3 ขวบ
“…..”
“ช่างเถอะ อาบน้ำเองได้หรือเปล่า” หวังเหยินหยวนเปลี่ยนเื่คุย รื้อฟื้นไปก็เท่านั้น ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก
“ได้ครับ”
“แล้วชะ” ยังไม่ทันที่จะถามจบ เด็กน้อยก็โผล่ตอบออกมาก่อน
“ผมชื่อซื่อปิน เป็ลูกแม่เหยินหยวนครับ” เด็กน้อยแนะนำตัวเอง แม่เขาไม่ชอบให้พูดแซ่ เพราะเขาใช้แซ่ของแม่ ั้แ่เกิดมายังไม่เคยเห็นหน้าพ่อแท้ๆเลยด้วยซ้ำ รู้เพียงอยู่กันตามลำพังกับแม่เพียงสองคน
“ดี ปินปิน ถ้าอย่างนั้นก็ไปอาบน้ำเถอะ” หวังเหยินหยวนพยักหน้าเข้าใจ ความทรงจำเกี่ยวกับลูกชายก็เริ่มพลั่งพลูเข้ามา ที่แท้เด็กคนนี้ใช้แซ่ของผู้เป็แม่สินะ หวังซื่อปิน เป็ชื่อเรียบง่ายที่คนสมัยนี้ใช้ตั้งกัน ไม่มีพ่อแล้วอย่างไร ขนาดเธอที่ไม่เคยเห็นทั้งหน้าตาของพ่อแม่ก็ยังเป็ผู้เป็คน มีฐานะมั่นคงดีกว่าใครหลายๆคนเสียอีก เด็กคนนี้ก็เช่นกัน ในเมื่อมาเป็ลูกชายของหวังเหยินหยวนแล้ว แน่นอนว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น
หญิงสาวสังเกตเห็นปานที่นิ้วนางข้างซ้าย แต่เมื่อลูบดูกลับพบว่ามีสิ่งของมากมายอยู่ในนั้น หากจำไม่ผิดมันคือของที่เธอและเพื่อนไปซื้อมาสำหรับจะเอาไปบริจาคนี่นา หวังเหยินหยวนลองเอื้อมมือไปหยิบไข่ออกมา 2 ฟอง พบว่ามันสามารถเอาออกมาได้
เธอตัวแข็งทื่อกับความอัศจรรย์นี้ สายตายังคงจับจ้องไข่ไก่ 2 ฟองที่วางอยู่บนโต๊ะ รอดูว่ามันจะสลายหายไปเมื่อไหร่ จนกระทั่งลูกชายกลับมาจากอาบน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม เห็นลูกชายอาบน้ำแต่ยังใส่ชุดเดิมก็รู้สึกปวดใจ ในมิตินี้มีเสื้อผ้าของเด็กอยู่ แต่จะให้เอาออกมาใช้คงจะไม่ได้ คงต้องหาจังหวะนำของต่างๆออกมาเติมที่บ้านหลังนี้เสียแล้ว
จากที่เคยสิ้นหวังกับชีวิต เพราะทั้งเนื้อตัวมีเงินเพียงแค่ 10 หยวน ต่อให้มีลูกอีก 10 คนเธอก็มั่นใจว่าเลี้ยงได้ เพราะของในมิติสามารถต่อชีวิตให้อยู่ได้อีกหลายเดือน ทั้งบ้านมีกันแค่สองคนเท่านั้น แต่ตอนนี้หน้าที่สำคัญเลยคือต้องลดบวมให้กับร่างกายนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นทำงานลำบากแน่
หากจำไม่ผิดยุคนี้ยังคงต้องทำงานแลกแต้มค่าแรงอยู่ ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องลงไปทำงานแลกแต้มค่าแรงที่ทุ่งนาสินะ เกิดมาไม่เคยทำนาเลยสักครั้งจะรอดหรือเปล่านะ หวังเหยินหยวนเริ่มวางแผนในการใช้ชีวิต สำคัญสุดคงจะหนีไม่พ้นความสะอาด หมู่บ้านแถบนี้ยังไม่มีน้ำประปาใช้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องใช้น้ำจากบ่อไหนสักแห่ง ต่อไปคงได้ต้มน้ำสำหรับดื่มกิน
“แม่ครับ ผมจะทำงานที่ทุ่งนากับแม่ด้วย” เด็กชายพูดอย่างหนักแน่น เขาพูดครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ แล้วก็ถูกปฏิเสธไปครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เช่นกัน
“ไม่ได้ ยังเด็กเกินไป เื่งานปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันเอง” หวังเหยินหยวนปฏิเสธในทันที
“แต่ว่า”
“ไม่มีคำว่าแต่ ถึงฉันจะล้มเหลวในการใช้ชีวิต แต่ขอให้เชื่อกันใจกันสักครั้งว่าต่อจากนี้ไปเราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น” หวังเหยินหยวนพูด แต่คนที่ฟังกลับรู้สึกว่าเป็เหมือนประโยคขอร้องขอโอกาสมากกว่า
“ก็ได้ครับ” เด็กชายตอบรับเสียงอ่อย ไม่เคยเห็นแม่ของเขาเป็แบบนี้มากก่อน ทำเอาเด็กน้อยทำตัวไม่ถูก
“แต่ตอนนี้เรามาช่วยกันทำความสะอาดบ้านก่อน” หวังเหยินหยวนเพิ่งตื่น แต่ก็จะถึงเวลาที่จะต้องเข้านอนอีกครั้งแล้ว แต่ทว่าจะให้ตนนอนทั้งที่ฝุ่นหนาเตอะแบบนี้ก็ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ จึงได้แต่ชวนลูกชายที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆมาคลุกฝุ่นด้วยกันอีกครั้ง
“ตกลงครับ” เด็กน้อยยิ้มกว้าง
สองแม่ลูกช่วยกันทำความสะอาดอย่างขยันขันแข็ง แม้ว่าร่างนี้จะเหนื่อยง่าย แต่เพราะหวังเหยินหยวนเป็คนแข็งแรง และรู้การใช้หนักหนักทุกส่วนของร่างกาย จึงเป็เหมือนการออกกำลังกายอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน กว่าจะได้เข้านอนทำเอาสองแม่ลูกเนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่น
หวังซื่อปินเข้าไปอาบน้ำอีกรอบ แต่สิ่งที่หวังเหวินหยวนต้องรู้อีกอย่างก็คือ น้ำ ที่นี่มีอย่างจำกัด เพราะแต่ละบ้านจะได้รับอนุญาตให้ไปตักน้ำได้ 2 วันต่อครั้ง และตอนนี้สองแม่ลูกใช้น้ำจนเหลือเพียงก้นถังเท่านั้น นั่นหมายความหว่าพวกเขาจะต้องอยู่ให้ได้ จนกว่าจะถึงรอบไปตักน้ำ
นึกตำหนิร่างนี้ที่เพิ่มความทรงจำให้ทีละเล็กน้อย และที่สำคัญความทรงจำนั้นจะกลับมาก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นๆแล้ว อย่างเื่น้ำก็เช่นเดียวกัน ใช้น้ำจนจะหมดแล้วความทรงจำเื่ถึงผลุดขึ้นมา น่าเจ็บใจยิ่งนัก เห็นทีว่าพรุ่งนี้สองแม่ลูกคงได้เช็ดตัวแทนการอาบน้ำ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเขาไม่มีน้ำใช้อีกเป็แน่