ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 159 วาจาเยาะหยันอันบ้าคลั่ง

            "เจียงจืออวี๋แห่งสุ่ยมู่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจงั้นเหรอ?"

            ตอนที่ได้ยินข่าวนี้ครั้งแรกอธิการบดีมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

            "ปักกิ่งกับนครปีศาจอยู่ห่างกันตั้งไกล เธอจะมาทำอะไรที่นี่?"

            อธิการบดีมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเป็นชายวัยกลางคนที่ผมเริ่มบางกลางศีรษะสวมแว่นตากรอบทองทรงสี่เหลี่ยมและมีพุงพลุ้ย ดูไม่เหมือนผู้ฝึกยุทธ์เลยสักนิดกลับดูเหมือนผู้จัดการบริษัทเล็ก ๆ ที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามวัยเสียมากกว่า

            ทว่าหากใครพอจะรู้จักเขาอยู่บ้างย่อมไม่มีทางเอาเขาไปเปรียบกับผู้จัดการบริษัทที่ไหนแน่

            ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ที่ก้าวออกมาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจมีอยู่เพียงไม่กี่คนและจูโหย่วเหวย อธิการบดีคนปัจจุบัน ก็คือหนึ่งในนั้น

            เมื่อเผชิญกับคำถามของอธิการบดีอาจารย์ผู้มาแจ้งข่าวกลับมีท่าทีอึกอัก

            "เอ่อ... เธอบอกว่า เธอได้รับคำเชิญจากคณบดีหวังก็เลยตั้งใจมาที่นี่น่ะครับ"

            "หวังเหมิ่งงั้นเหรอ? หมอนั่นคิดจะทำอะไรอยู่?"

            เมื่อได้ยินคำตอบนี้คิ้วของจูโหย่วเหวยก็ขมวดมุ่นทันที

            "ไปติดต่อหวังเหมิ่ง ถามให้รู้เรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

            "แล้วก็จัดอาจารย์ไปควบคุมสถานการณ์ในที่เกิดเหตุด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็รีบส่งตัวเจียงจืออวี๋ออกไปจากมหาวิทยาลัยซะ"

            อาจารย์คนนั้นพยักหน้ารับคำสั่งและกำลังจะขอตัวออกไปแต่แล้วอธิการบดีก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

            "จริงด้วยสิ ใครมากับเธอบ้าง? คณบดีคนไหนของสุ่ยมู่?"

            คณบดีของสุ่ยมู่งั้นเหรอ?

            อาจารย์คนนั้นนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า"มีแค่เธอคนเดียวครับ แล้วก็สัตว์อสูรของเธออีกหนึ่งตัว"

            มาตัวคนเดียว?

            จูโหย่วเหวยอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่งแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงโบกมือเป็นสัญญาณให้อาจารย์คนนั้นออกไป

            เมื่อประตูห้องทำงานปิดลงจูโหย่วเหวยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็ขมวดคิ้วแน่น

            เขาย่อมรู้จักเจียงจืออวี๋อยู่แล้วในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งก่อน เจียงจืออวี๋เป็นตัวแทนของสุ่ยมู่และเป็นตัวแทนของอาณาจักรเทียนเฉา คว้าอันดับหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งมาครองได้มีหรือที่เขาจะไม่รู้จัก?

            พูดได้ไม่เกินจริงเลยว่าหลังจากศึกนั้นมหาวิทยาลัยทุกแห่งในอาณาจักรเทียนเฉาต่างก็อิจฉาสุ่ยมู่ที่มีเจียงจืออวี๋กันทั้งนั้น

            ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือตาแก่สามคนนั้นของสุ่ยมู่ กล้าปล่อยให้เธอมาที่นี่คนเดียวจริง ๆ งั้นหรือ?ไม่กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางบ้างเลยหรือไง?

            ถ้าเป็นเขาไม่ว่าเจียงจืออวี๋จะทำอะไร เขาจะต้องตามไปคุ้มกันอยู่ในเงามืดตลอดเวลาแน่

            และเขาไม่เชื่อหรอกว่าตาแก่สามคนนั้นจะไม่รู้ว่าเจียงจืออวี๋มานครปีศาจเพื่อทำอะไรแต่กลับไม่มีใครห้ามปรามเธอเลยสักคน

            คนทั้งสามเสียสติไปพร้อมกันงั้นเหรอ?มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นสิ

            เขาส่ายหน้าในเมื่อคิดไม่ตกก็เลิกคิดเสีย

            เจียงจืออวี๋น่าจะพุ่งเป้ามาที่หวังเหมิ่งงั้นก็ปล่อยให้หวังเหมิ่งจัดการไปก็แล้วกัน เขาไม่มีความจำเป็นต้องออกหน้าเองหากทุกเรื่องต้องถึงมือเขาไปเสียหมด วัน ๆ เขาคงไม่ต้องไปทำอย่างอื่นกันพอดี

            เรื่องที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจรับรู้แล้วแต่ไม่คิดจะสอดมือเข้ามายุ่งนั้นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงย่อมไม่รู้

            แต่จะรู้หรือไม่ก็ไม่สำคัญขอแค่ให้หวังเหมิ่งรับรู้ก็พอแล้ว

            การแอบอ้างว่าได้รับคำเชิญจากเขาเพื่อมาที่นี่แล้วหาเรื่องล่วงเกินนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจไปทั่วแบบนี้ถึงต่อหน้าจะไม่มีใครกล้าพูดอะไรแต่ลับหลังย่อมต้องมีความไม่พอใจต่อหวังเหมิ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

            และถ้าหวังเหมิ่งรู้เรื่องนี้เข้าในใจเขาจะต้องโกรธแค้นเจียงจืออวี๋มากขึ้นไปอีก

            สำหรับนักศึกษาทั่วไปการยั่วโมโหโหวแห่งยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมานานนั้น ไม่ต่างอะไรจากการรนหาที่ตาย

            ทว่าจุดประสงค์ที่เจียงจืออวี๋มาในครั้งนี้ก็คือการยั่วให้หวังเหมิ่งโกรธจัด

            ยิ่งไปกว่านั้นในแผนการของเธอ หลังจากจบการเยือนมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแล้วเธอจะไปที่เขตทุ่งร้างอีกด้วย!

            "หวังเหมิ่ง แกต้องมาหาฉันที่เขตทุ่งร้างให้ได้นะ!"

            ใบหน้าของเจียงจืออวี๋ยังคงเย็นชาเรียบเฉยแต่ความคิดในใจกลับไม่ได้เป็นเช่นที่แสดงออก

            เพราะการกลับชาติมาเกิดของเธอเรื่องราวระหว่างหวังเหมิ่งกับสองปู่หลานคู่นั้นจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เปลี่ยนไปเสียทีเดียว

            เดิมทีเจียงจืออวี๋ตั้งใจจะรอไปก่อนรอจนกว่าเธอจะมีความแข็งแกร่งมากพอและมีสิทธิ์มีเสียงมากพอแล้วค่อยดูว่าเรื่องนี้ยังมีทางแก้ไขได้หรือไม่

            แต่น่าเสียดายที่หวังเหมิ่งไม่ได้ให้โอกาสนั้นแก่เธอเลย

            เขาไม่เพียงแต่ฆ่าปู่ของจ้าวมู่เสวี่ยแต่ยังส่งพัสดุชิ้นนั้นมาถึงมือเธอด้วย

            เมื่อเป็นเช่นนี้หากเจียงจืออวี๋ไม่ตอบโต้กลับให้สาสม เกรงว่าหลังจากนี้ไปอีกนานเธอคงจะถูกหวังเหมิ่งจับตาดูไม่เลิกแน่

            ถ้าอย่างนั้นสู้จัดการให้จบสิ้นไปในคราวเดียวเลยจะดีกว่า

            เธอลดสายตาลงมองถุงกักวิญญาณที่เหน็บอยู่ข้างเอวก่อนจะหันไปมองไป๋ฉางเซิง

            ไป๋ฉางเซิงกับเจียงจืออวี๋สื่อใจถึงกันได้ย่อมรู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงกระแอมไอออกมาหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

            "เดิมทีฉันได้ยินคณบดีหวังเหมิ่งบอกว่ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเต็มไปด้วยยอดคนเก่งกาจ ก็เลยตั้งใจมาที่นี่น่ะ"

            "แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า ที่บอกว่ายอดคนเก่งกาจน่ะมันไม่ใช่เลยระดับฝีมือแค่นี้เนี่ยนะ ล้อกันเล่นหรือเปล่า?"

            "อุตส่าห์ได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอยากจะเทียบชั้นกับสุ่ยมู่มาตลอดและพยายามจะทิ้งห่างมหาวิทยาลัยอื่น แต่ฝีมือมีแค่นี้เองเหรอ?"

            "ระดับแค่นี้ ยังกล้าคิดจะมาเทียบชั้นกับสุ่ยมู่อีกเหรอ?"

            "ทั้งคณะวิถียุทธ์พลังเลือด รวมกันยังสู้เด็กปีหนึ่งของสุ่ยมู่ไม่ได้เลยไม่ทราบว่า เอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าพูดแบบนั้นออกมา?"

            ไป๋ฉางเซิงพล่ามยาวอยู่บนเวทีทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยการเยาะหยัน

            ท่าทางเช่นนี้ช่างแตกต่างจากตอนงานประลองราวกับเป็นคนละคน

            ทว่าไป๋ฉางเซิงไม่ได้รู้สึกละอายใจเลยสักนิดเพราะยังไงเขาก็เป็นแค่สัตว์อสูรตัวหนึ่งแถมสิ่งที่พูดออกไปก็เป็นความจริงทั้งนั้น

            ส่วนคนข้างล่างจะรับได้หรือไม่นั้นมันก็ไม่ใช่กงการอะไรของเขา

            และผลลัพธ์จากคำพูดเหล่านี้ก็ชัดเจนยิ่งนักหลังจากโดนเยาะหยันไปชุดใหญ่ ก็มีคนทนไม่ไหวขึ้นมาทันที

            "พวกแกสองคน ดูถูกมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจขนาดนี้คิดว่าที่นี่สิ้นคนแล้วหรือไง?"

            มีคนเหลืออดจนกระโดดพรวดขึ้นมาบนลานประลองยุทธ์ชี้หน้าไป๋ฉางเซิงพลางตะคอกด้วยความโกรธแค้น

            "ตอนแรกเห็นว่าแกออกไปแข่งเพื่อชาติ ฉันยังพอมีความรู้สึกดี ๆ ให้บ้างแต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว... สัตว์เดรัจฉานก็ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่วันยันค่ำ!"

            "แล้วก็เธอด้วย!"

            เขาสะบัดหน้าหันไปชี้เจียงจืออวี๋ต่อ

            "เห็นสัตว์อสูรของตัวเองปากดีขนาดนี้ แต่กลับไม่คิดจะห้ามปรามแถมยังปล่อยเลยตามเลย สุ่ยมู่สั่งสอนคนให้มาทำตัวแบบนี้งั้นเหรอ?"

            คำพูดนี้เรียกเสียงสนับสนุนจากนักศึกษาคนอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้ทันควัน เสียงด่าทอเริ่มดังเซ็งแซ่ขึ้นเรื่อยๆ

            ทว่าเจียงจืออวี๋กลับไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยเธอเพียงตอบกลับไปสั้น ๆ ว่า "เสี่ยวไป๋แค่พูดความจริงทำไมฉันต้องห้ามด้วยล่ะ?"

            "เธอ!"

            ชายคนนั้นถึงกับชะงักอึ้งพูดไม่ออกไปชั่วขณะ และกำลังจะอ้าปากเถียงต่อแต่กลับถูกไป๋ฉางเซิงแย่งพูดขึ้นมาเสียก่อน

            "เธออะไรของแก?"

            "พอสู้ไม่ได้ก็เริ่มชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้าง"

            "ด่าว่าฉันเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ขนาดสัตว์เดรัจฉานอย่างฉันแกยังสู้ไม่ได้เลย แบบนี้แกไม่แย่ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานอีกหรือไง?"

            "จะสู้ไหม? ถ้าไม่สู้ก็ไสหัวลงไปซะอย่ามาเห่าหอนอยู่ตรงนี้"

            เมื่อโดนด่าตอกกลับไปชุดใหญ่ชายคนนั้นก็หน้าแดงก่ำ ดูท่าจะโกรธจนสติหลุดเพราะคำพูดของไป๋ฉางเซิงเข้าจริง ๆ

            เขากำลังจะตะโกนรับคำท้าแต่กลับมีเสียงจากข้างล่างลานประลองยุทธ์ขัดขึ้นเสียก่อน

            "ฉันก็นึกว่าหลี่ฉางหมิงจะเป็นคนมาเองเสียอีก ถึงได้กล้าปากดีขนาดนี้ที่ไหนได้... ก็แค่เด็กปีหนึ่ง"

            "ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เด็กปีหนึ่งของสุ่ยมู่กล้ามากำเริบเสิบสานถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของเรา?"

            "แล้วพวกนายก็เหมือนกัน มีกันตั้งกี่คนแต่กลับสู้เด็กผู้หญิงแค่คนเดียวไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกที่จะโดนเธอชี้หน้าด่าเอาแบบนี้"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน