หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 น่าสนใจ

            เล่มที่ 2 บทที่ 46 น่าสนใจ

             

            “เซี่ยวอวี๋!”

            ภายในถ้ำต้นไม้ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลเจียงอวิ๋นมองเห็นลู่เซี่ยวอวี๋ที่นอนหมดสติอยู่ตรงนั้นจริงๆ จึงรีบพุ่งทะยานออกไปหาเซี่ยวอวี๋ดุจลูกเกาทัณฑ์ในทันที

            หลังจากตรวจสอบครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา ลู่เซี่ยวอวี๋ไม่เป็นอะไรมาก ไม่ได้รับบาดแผลใดๆเลยด้วยซ้ำ เพียงอ่อนเพลียเกินไปเท่านั้นคิดว่าคงเป็นผลจากการซ่อนตัวที่นี่ตลอดเวลาจนไม่ได้กินดื่มนานหลายวัน

            เกิดเสียงดัง“ตุบ” เจียงอวิ๋นที่เหนื่อยทั้งกายทั้งใจพลันทรุดนั่งก้นจ้ำเบ้าลงข้างๆลู่เซี่ยวอวี๋ เขาเพิ่งจะโล่งใจได้อย่างเต็มที่ก็ตอนนี้ ความอ่อนล้าย่อมต้องถาโถมตามมาอย่างหนักหน่วงเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสี่วันสี่คืนเต็มๆ แล้วยิ่งรวมกับที่เขาต้องต่อสู้กับสัตว์ร้ายหลายต่อหลายครั้งทำให้ตัวเขาในตอนนี้ไม่เหลือแม้กระทั่งเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน

            ตอนนี้ด้านหลังของเขามีเสียงของเหล่าเฮย์ดังขึ้นมา“ไอ้หนู เจ้ากายเนื้อแข็งแกร่ง ส่วนน้องสาวเจ้าก็มีคุณสมบัติวิญญาณโดดเด่นยิ่งจึจึ พวกเจ้าสองพี่น้องช่างไม่เลวจริงๆ ไม่เลว!”

            เจียงอวิ๋นถึงนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้เขายังไม่ได้ขอบคุณเหล่าเฮย์เลยจึงรีบหันกลับไปยกมือขึ้นคำนับอีกครั้ง “ต้องขอบคุณพี่ใหญ่เหล่าเฮย์มากแล้ว!”

            เหล่าเฮย์ยกมือปัด“มิต้องเกรงใจหรอก ที่ข้าทำก็เพื่อซื้อน้ำใจจากศิษย์พี่ใหญ่เจ้าเท่านั้น เอาละเจ้ารีบกลับไปเถอะ ที่นี่ไม่ปลอดภัย!”

            “ได้!”

            ในเมื่อหาตัวลู่เซี่ยวอวี๋เจอแล้วเจียงอวิ๋นย่อมไม่คิดจะอยู่ในป่ากักสิงสานานไปมากกว่านี้เช่นกันจึงนำขวดหยกที่ซาจิ่งซานมอบให้ออกมาจากอกเสื้อจากนั้นก็เทโอสถฟื้นฟูพลังปราณเม็ดหนึ่งออกมาใส่ปากลู่เซี่ยวอวี๋จากนั้นเขาถึงได้นำอีกเม็ดหนึ่งออกมาใส่เข้าปากตัวเอง

            เจียงอวิ๋นไม่ทันสังเกตว่าตอนที่เขานำโอสถออกมา สายตาของเหล่าเฮย์จ้องเขม็งมาที่ขวดโอสถอย่างไม่ละสายตาทั้งยังออกแรงกลืนน้ำลายไปหลายคำอย่างอดไม่ได้

            หลังจากฟื้นฟูพลังปราณครู่หนึ่งแล้วเจียงอวิ๋นก็ยืนขึ้นกล่าวกับเหล่าเฮย์ “พี่ใหญ่เหล่าเฮย์ ท่านไม่ไปหรือ?”

            เหล่าเฮย์ส่ายหน้า“ข้าไม่ไป!”

            “เช่นนั้นพวกเราสองพี่น้องขอตัวลาก่อนพี่ใหญ่เหล่าเฮย์ วันหน้าหากท่านต้องการให้ข้าช่วยเหลืออันใดสามารถมาพบข้าบนยอดเขาซ่อนนิกายแสวงมรรคได้”

            คำพูดของเจียงอวิ๋นทำให้ใบหน้าของเหล่าเฮย์กระตุกเป็นครั้งที่สามทว่าเขาก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงโบกมือปัด จากนั้นก็ออกแรงกระทืบเท้าเงาร่างพลันหายวับไปกับตา

            เมื่อเห็นรอยแตกร้าวขนาดมหึมาหลายรอยบนพื้นที่เหล่าเฮย์กระทืบใส่คราวนี้ก็ถึงคราวเจียงอวิ๋นต้องกลืนน้ำลายจากนั้นก็รีบอุ้มลู่เซี่ยวอวี๋ขึ้นมาแล้วรีบก้าวอาดๆ ไปทางนิกายแสวงมรรคทันที

            หลังจากที่เขาจากไปเงาร่างของเหล่าเฮย์ได้ปราฏขึ้นอีกครั้ง จับตาดูแผ่นหลังของเจียงอวิ๋นจากนั้นก็จับคางตัวเองแล้วกล่าวพึมพำคนเดียว “เจ้าหมอนั่นช่างฉลาดเสียจริงไม่เพียงแต่ศิษย์มนุษย์สองคนมาเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเท่านั้นทั้งยังส่งให้ทั้งสองเข้าร่วมนิกายแสวงมรรคอีก ด้วยคุณสมบัติของสองพี่น้องแล้วย่อมต้องได้กลายเป็นศิษย์สายในของนิกายแสวงมรรคแน่นอน ทั้งยังมีโอกาสได้เป็นศิษย์สืบทอดอีกด้วย!”

            “ทันทีที่ได้เป็นศิษย์สืบทอดความลับทั้งหมดของนิกายแสวงมรรคจักเปิดออกสู่เรา เมื่อนั้นข้าย่อมต้องได้ประโยชน์ด้วยไม่น้อยเป็นแน่ อย่างน้อย ก็ต้องออกจากที่นี่ได้แน่นอน!”

            “หึหึดูอย่างนี้แล้ว การซื้อน้ำใจครั้งนี้ก็ช่างคุ้มค่ามากจริงๆ!”

            “แต่เจ้าหนูนั่นดูใสซื่อมากจริงๆเหมือนว่าจะไม่รู้ถึงฐานะที่แท้จริงของข้าเลยแม้แต่น้อย... น่าสนใจ น่าสนใจ!”

            “ตูม!”

            หลังสิ้นเสียงเงาร่างของเหล่าเฮย์ก็ระเบิดออกอีกครั้ง กลายเป็นหมอกดำก้อนหนึ่งทว่าในหมอกดำครั้งนี้ ยังมีเงาร่างขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากันถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยอีกนับไม่ถ้วนค่อยๆ ล่องลอยไปยังส่วนลึกของป่ากักสิงสาอย่างเชื่องช้า

            ......

            สำหรับเจียงอวิ๋นที่ติดอยู่ในป่ากักสิงสาเวลาสี่วันเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว แต่ในนิกายแสวงมรรคนั้นในเวลาสี่วันกลับเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นหลายเรื่อง

            เรื่องแรกยามที่การทดสอบซ้ำจบลงไม่เพียงแต่ประมุขยอดเขาทั้งห้าและผู้อาวุโสทั้งหมดจะปรากฏตัวขึ้นเท่านั้น กระทั่งประมุขนิกายที่แทบจะเร้นกายจากโลกหล้าแล้วก็ยังส่งเสียงออกมาให้กำลังใจเหล่าลูกศิษย์หลายประโยค

            เรื่องต่อมาก็คือตำแหน่งของลูกศิษย์ใหม่หลายคนได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นด้วยเล็กน้อยเช่นกันอย่างเช่นอู๋ซาง ได้ถูกประมุขยอดเขาเบญจธาตุรับเป็นศิษย์ทันที

            แม้ก่อนหน้านี้เขาเป็นศิษย์สายในอยู่แล้วทว่าการถูกประมุขยอดเขารับเป็นศิษย์ ความหมายกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงศิษย์ของประมุขยอดเขาในอนาคตจะมีโอกาสสูงสุดที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขยอดเขาคนต่อไป

            กับสิ่งที่อู๋ซางได้รับแม้ผู้คนทั้งหลายจะอิจฉา แต่ก็ยอมรับว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาควรได้เขามีพรสวรรค์และความสำเร็จในวิชาอาคมเบญจธาตุที่สูงจนน่าสะพรึงเป็นที่ประจักษ์ดีอยู่แล้ว

            นอกจากเรื่องของอู๋ซางแล้วถังอี้ที่มีฐานะเป็นศิษย์สายนอกเองก็เป็นที่ต้องตาของผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านการบำเพ็ญกายเหมือนกันแม้จะยังไม่ได้รับเป็นศิษย์ทันที แต่ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าขอเพียงถังอี้ยกระดับการบำเพ็ญขึ้นได้อีกสักนิดการกลายเป็นศิษย์สายในก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

            สุดท้ายทางนิกายได้มอบรางวัลให้ลูกศิษย์หน้าใหม่ในงานประลองเล็กครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อนหลายเท่าซึ่งก็มีหลายอย่างในนั้นที่กระทั่งศิษย์สายในอย่างเซียวอี้ซูก็ยังต้องอิจฉาตาร้อน

            ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจียงอวิ๋น

            เหล่าประมุขยอดเขาทั้งหลายนั้นไม่แม้แต่จะกล่าวถึงเขาเลยแม้แต่คำเดียวไม่ว่าจะเรื่องพละกำลังของกายเนื้ออันแข็งแกร่งของเขาหรือจะเป็นแผ่นยันต์ที่เขาใช้ในช่วงเวลาสุดท้าย

            ราวกับว่าการต่อสู้ระหว่างเจียงอวิ๋นกับสองพี่น้องตระกูลฟางไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            กับเหตุการณ์เช่นนี้นอกจากลูกศิษย์ส่วนน้อยที่รู้สึกไม่เป็นธรรมแทนหลงอวี้แล้ว คนส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก

            โดยเฉพาะเมื่อได้รู้เรื่องที่เจียงอวิ๋นมีคุณสมบัติธรรมดาทั่วไปทั้งยังมีเส้นลมปราณเล็กบางจากปากของผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งแล้วฝูงชนก็ยิ่งเข้าใจมากกว่าเดิมทั้งยังมีผู้คนไม่น้อยที่ครั่นคร้ามหวาดกลัวต่อเจียงอวิ๋นน้อยลง

            ไม่ว่าความแข็งแกร่งที่เจียงอวิ๋นแสดงออกมาให้เห็นตอนนี้จะร้ายกาจเพียงใดทว่าเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคของเขา จักยากลำบากขึ้นเรื่อยๆเพราะคุณสมบัติที่ธรรมดามากเกินไปของเขา ทำให้เขาค่อยๆ ถูกฝูงชั้นก้าวข้ามไปไกลขึ้นเรื่อยๆเช่นนั้นเขาย่อมไม่ได้รับความสำคัญจากนิกายอีกต่อไป

            ในวลาสั้นๆเพียงสี่วัน เจียงอวิ๋นก็เริ่มเลือนหายไปจากความสนใจของฝูงชน กระทั่งถึงช่วงพลบค่ำของวันนี้เมื่อเจียงอวิ๋นที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทั่วทั้งร่างกายอุ้มลู่เซี่ยวอวี๋ที่หมดสติเอาไว้ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณนิกายแสวงมรรค ความฮือฮาจึงบังเกิดขึ้นอีกครั้ง

            แม้ฝูงชนต่างก็รู้ว่าเจียงอวิ๋นเข้าไปในป่ากักสิงสาแต่ผู้คนไม่น้อยต่างก็คิดว่าเขาไม่มีทางได้กลับมาอีกอย่างแน่นอน ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเจียงอวิ๋นไม่เพียงแต่จะกลับมาได้เท่านั้นทั้งยังสามารถพาตัวลู่เซี่ยวอวี๋กลับมาได้จริงๆ ด้วย

            ในนิกายแสวงมรรคย่อมต้องเกิดการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเจียงอวิ๋นขึ้นอีกครั้งแต่สุดท้ายผู้คนทั้งหลายต่างก็ได้ข้อสรุปว่าเจียงอวิ๋นเพียงดวงดีเท่านั้น

            เหมือนว่าเจ้าคนป่าเถื่อนที่เดิมทีควรจะตกรอบไปตั้งแต่ตอนเข้านิกายผู้นี้นอกจากจะดวงดีแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดโดดเด่นอีกเลย

            เรื่องเหล่านี้เจียงอวิ๋นไม่คิดจะสนใจแม้แต่น้อย หลังจากกลับมายังนิกายแสวงมรรคแล้วเขาก็ไม่แม้แต่จะแวะไปที่ยอดเขาร้อยสิงสาเลยด้วย ตรงกลับไปยังยอดเขาซ่อนก่อนทันที

            ช่วยไม่ได้เขาอ่อนล้ามากเกินไปแล้วจริงๆ

            เมื่อวางลู่เซี่ยวอวี๋ลงบนเตียงของตนแล้วเขาก็ล้มลงบนพื้นแล้วนอนกรนครอกๆ ทันที

            ครั้งนี้เขาหลับยาวถึงสองวันตอนที่เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาเขากลับเป็นใบหน้าที่ร้องไห้จนตาบวมแดงของลู่เซี่ยวอวี๋ทำเอาเขาตื่นตกใจทันที รีบยันตัวลุกขึ้นยืน “เป็นอะไรไป เซี่ยวอวี๋มีผู้ใดรังแกเจ้าอีกแล้วหรือ?”

            “ไม่มี!” เซี่ยวอวี๋ออกแรงส่ายหน้าพยายามกลั้นน้ำตาสุดชีวิต ทว่าน้ำตาเจ้ากรรมกลับยังคงไหลไม่ยอมหยุดจนสุดท้ายนางก็เลิกสนใจแล้วโผเข้ากอดเจียงอวิ๋นไว้พร้อมกับส่งเสียงร้องไห้โฮทันที

            ครั้งนี้เจียงอวิ๋นนิ่งค้างไปอย่างสมบูรณ์แม้ในอดีตเจียงเยว่โหยวเองก็เคยร้องไห้ในอ้อมอกเขามาก่อนเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยร้องไห้อย่างเศร้าโศกเสียใจถึงเพียงนี้มาก่อนเลยดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี

            ยังดีที่หลังผ่านไปครึ่งค่อนวันเสียงร่ำไห้ของลู่เซี่ยวอวี๋ถึงค่อยๆ เบาลงในที่สุดนางเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้า กล่าวด้วยความเคอะเขินเล็กน้อย “พี่อวิ๋น ข้าได้ยินเรื่องทั้งหมดมาจากอาจารย์แล้ว”

            “อาจารย์?”