เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่48 ในมิติป่าเร้นลับ 1

    ตอน  48   ในมิติป่าเร้นลับ1



          ณ  ลานชุมนุมหน้าเนินเขาบรรพตที่  50  อันกว้างขวาง  ซึ่งอยู่ห่างจากประตูทางเข้าสู่มิติป่าเร้นลับราวๆห้าสิบลี้  บรรดาศิษย์ใหม่กว่าสามพันคนต่างทยอยกันมาลงทะเบียนกันอย่างคึกคัก  โดยศิษย์ตรงและสายนอกให้ลงทะเบียนรวมกันที่ส่วนกลาง  เพื่อจะได้ทำการจัดแบ่งกลุ่มให้เสร็จสิ้นก่อน  แต่ศิษย์สายในให้ลงทะเบียนแยกตามตึก  แต่ก็อยู่ในบริเวณเดียวกัน 


        ดังนั้นบรรยากาศการลงทะเบียนจึงคึกคักเป็นพิเศษ 


    “พวกเจ้าดูนอกจากจะได้เห็นบรรดาศิษย์สายในตึกต่างๆที่พบเห็นได้ยากแล้ว  วันนี้กระทั่งศิษย์สายตรงที่ลึกลับดุจพญามังกร  ที่พบยากอย่างยิ่ง  ยังจะมาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันด้วย”  เสียงของลี้เพ้ง  บอกกับอึ้หยูและกู่เจียว  ที่กำลังออกมาเดินตามหาเล้งปวย


      “มีเสียงฮือฮาอย่างตื่นเต้นของคนทั้งหลายดังขึ้นมาอยู่หลายช่วง  ที่ทางผู้อาวุโสหัวหน้าแต่ละตึกนำศิษย์สายตรงเดินทางมาถึง   


        คนทั้งหลายต่างเปิดเป็นช่องทางเดินขึ้นมาแล้วเฝ้าแห่ตามชมอย่างตื่นเต้น  พวกเขาล้วนคาดไม่ถึงว่าเพียงผ่านไปยังไม่เต็มปีดีนัก  ศิษย์สายตรงแต่คนจะเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดนี้


        ทั้งรูปร่างหน้าตาที่ดูหล่อเหลา  สวยงามขึ้นผิวพรรณที่ผัดเปลี่ยนเป็นนุ่มเนียนขึ้นด้วยพลังปราณยุทธที่สูงส่งทำให้บุคลิกท่าทางมีกลิ่นอายแห่งยอดคนแผ่จางๆออกมา  คล้ายดั่งเทพจุติก็มิปาน 

        โดยเฉพาะที่ฮือฮาเป็นที่สุดย่อมเป็นตี้อู๋หมิง  ที่มีพลังยุทธไปถึงระดับ  6 ของขั้นนภาจุติร่างกายอันสง่างามสูงใหญ่เป็นพิเศษ  ยิ่งดูราวกับเทพสงครามที่ยิ่งใหญ่ก็ปานนั้น


        แต่ที่สร้างความรู้สึกประหลาดอย่างยิ่งหลายหลากอารมณ์อย่างยิ่งให้กับผู้คนทุกระดับเลยก็ว่าได้คือคนคู่สุดท้ายที่กำลังเดินช้าๆเข้ามาในขณะนี้  มันสร้างความแตกตื่นฮือฮาเป็นที่สุด

        เล้งปวยที่มีพลังยุทธให้พวกเขาเห็นถึงระดับ4 ขั้นนภาจุติณเดี๋ยวนี้พลันมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณบุคลิกต่างๆที่ไม่เป็นรองใครเลยโดยเฉพาะนัยตาอันคมวาวน่าสะพรึงกลัวดุจมังกรคู่นั้นอยากที่ใครจะกล้าสบตากับเขา

         เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว  ยังจะมีใครที่กล้าดูถูกเหยียดหยามชิงชังมันลงได้    แต่ทว่าหากจะให้ชื่นชอบยกย่องนับถือ  มันขึ้นมาใยมิใช่เท่ากับตบหน้าตัวเอง  ด้วยฝ่าเท้าของตัวเอง

          ดังนั้นจึงเป็นการชมดูเขาด้วยความรู้สึกที่แปลกแยกที่สุดก็ว่าได้


      ในวงสนทนาของเหล่าผู้อาวุโสหัวหน้าตึกก็คึกคักไม่แพ้กลุ่มของศิษย์ที่ต่างชื่นชมยกย่องถากถางเย้ยหยัน  ยกตนข่มท่านสารพัด  เพราะปีนี้ไม่มีใครยอมใครแน่นอน  แม้แต่หัวหน้าตึกหมื่นเทพเองแม้ไม่พูดออกมา  แต่ทว่าในใจก็คล้ายไม่ยอมใคร


       แต่คนที่ดูจะมีความมั่นใจมากที่สุดยังคงเป็นต้วนยี่เหอนั่นอย่ดี 


    “เราย่อมรู้ว่าปีนี้ในใจพวกท่านต่างคิดว่าจะมีปฏิหาริย์เกิดขึ้น  แม้ว่าปีนี้พวกเจ้าจะดีขึ้นบ้างแต่เชื่อเถอะยังไงซะแข็งแกร่งก็ต้องกลืนอ่อนแออยู่วันยันค่ำ  ฮ่าๆๆ”   


        มันย่อมพอใจคำพูดตัวเองอย่างยิ่ง  โดยปกติมันไม่เคยสนใจและมองดูใครเลยนอกจากศิษย์ของตน  แต่บังเอิญที่ตอนนั้นสายตามันเห็นเล้งปวยเข้าโดยไม่เจตนา 

     

     “เฮ้ย!  นั่นมันเจ้า  ขะ  หย  า…  อา  ไฮ้  มันมานั่งที่นี่ได้ยังไง  หรือเจ้าให้มันเป็นศิษย์สายตรงจริงๆ  แต่เอะ  ไม่เลวนี่    แต่…  ถึงจะมีปฏิหาริย์  ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ4 นภาจุติ  ได้ก็อย่าคิดจองหองมาเทียบกับอู๋เมิ่งหละ”   แม้มันจะพูดเช่นแต่สายตาที่มันมองมาทางเล้งปวยพลันเปลี่ยนเป็นกังวลสับสนอยู่ไม่ใช่น้อยเลย    จนเล้งปวยที่มีสัมผัสมังกรต้องคำนึงขึ้นมา


        “ตาเฒ่าพอเลิกจากการดูถูกเย้ยหยันเจ้าถึงกับอิจฉาจนมีแววอำมหิตขึ้นมา” เล้งปวยบอกให้ตังเองระวัง


        จากนั้นการจับหมายเลขแบ่งทีมก็ได้เริ่มขึ้นมา  ตี้อู๋หมิง  ได้หมายเลขทีมเดียวกับอูเซียวเมิ่ง

    เย่ยี่จูทีมเดียวกับเซี่ยลี้อวี้    เล้งปวยได้หมายเลขว่างจะเลือกเข้าทีมใดก็ได้  หรือไม่เข้าทีมก็ได้เช่นกัน  เขาจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียว 

         “เย่ยี่จู  ข้านั้นอาจไม่คุ้นที่จะอยู่เป็นทีมแต่หากจำเป็นข้าอาจเข้าทีมเป็นครั้งคราว”

    “ได้  เช่นนั้นก็ได้” นางก็พอใจเช่นกัน


    เมื่อการแบ่งกลุ่มเสร็จสิ้นท่านเจ้าสำนักเย่เทียนซิง  พลันล่องลอยลงมาจากฟ้า  สู่พื้นเวทีราวกับเทพเจ้าพลันลงมาจุติ  ท่ามกลางเสียงฮือฮาและปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้อง


    ท่านได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์กฎเกณฑ์คร่าวๆ  แล้วให้กำลังใจแก่ศิษย์ทุกคนพอจบลงท่านจึได้เข้าไปพูดคุยกับทางหัวหน้าตึกต่างๆ  แล้วท่านผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งได้ขึ้นไปอธิบายรายละเอียดทั้งหมดอีกรอบหนึ่ง

     

       หลังจากนั้นผู้ควบคุมจึงได้พาทั้งหมดไปส่งที่ประตูทางเข้ามิติป่าเร้นลับ  ศิษย์สายนอกถูกปล่อยเขาไปก่อน  ตามด้วยศิษย์สายใน  และให้สายตรงรอเข้าท้ายสุด


        “เย่ยี่จู  เชี่ยลี้อวี้  เจ้าทั้งสองเคยชินกับป่าอสูรมาก่อนหรือไม่”  ถามคล้ายเป็นห่วงอีกฝ่าย


    “เล้งปวย  เจ้าเรียกข้าว่ายี่จูก็พอ  ข้าเคยแต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ“  เซี่ยลี้อวี้ก็บอกเขาทำนองเดียวกัน

      “เช่นนี้ข้าจะร่วมไปกับพวกเจ้าสักสองสามวันก่อนก็ได้นะยี่จู”


    “เหอะ  ขยะอย่างเจ้ามีดีอะไร  อย่างมากคงได้แต่ช่วยถือของให้เท่านั้น”  ตี้อู๋หมิง  มองอีกฝ่ายด้วยท่าทีหมั้นใส้ที่ได้อยู่ข้างกายสาวงามทั้งสองนาง  เล้งปวยที่เห็นมันเย่อหยิ่งจองหองตลอดเวลาจนนึกหมั่นใส้ไม่น้อย  จึงด่าออกไปบ้าง


    “แต่ก็ยังดีกว่าสุนัขที่ไม่เคยช่วยอะไรคอยแต่จะเห่าหอนและกัดคนไม่เลือกหน้าหละข้าว่า”


    “เจ้าบัดซบ  เจ้ากล้าดียังไงมาด่าข้าว่าเป็นสุนัข  เฮอะๆเห็นทีวันนี้บิดาต้องตีสุนัขอย่างเจ้าให้ขาหักให้ได้” แววอำมหิตพลันปรากฏขึ้นมาในดวงตาของมัน


    “ข้ายังไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้านี่ไฉนจึงรีบรับเอาไปเองไวขนาดนั้นเล่า”  มันพูดอย่างไม่ได้กังวลอันใด


    “พวกเจ้าพอเถอะนี่ยังไม่ทันไรเลยจะมาทะเลาะกันเสียแล้ว” ตากลมโตอันสวยงามน่ารักของเซี่ยลี้อวี้  พลันมองสลับไปมาที่มันทั้งสอง  จึงทำให้เงียบลงได้


    “เฮอะนี่เห็นแก่ลี้อวี้หรอกข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”  ปากมันพูดกับเล้งปวยแต่ตามันพูดกับลี้อวี้


    “เฮอะ  ๆ  เจ้ากลับทำเป็นพูดเอาใจสาวๆไปได้”  เล้งปวยคิดในใจ 


          จากนั้นกลุ่มศิษย์สายตรง  ก็ได้เข้าไปยังด้นในมิติเป็นที่เรียบร้อยในทันทีที่พวกเขาเข้าไปได้หมดนั้น  พลันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอากาศบริเวณประตูมันพลันค่อยๆเกิดเป็นภาพเลือนๆแล้วประตูก็พลันหายวับไป  เสมือนไม่เคยมีประตูมาก่อน  มองไปทางใดล้วนแล้วแต่ผืนป่าทั้นนั้น


     “ประตูค่ายกล”  เล้งปวยเอ่ยเบาๆ   


       จากนั้นเล้งปวยก็พาทั้งคู่เดินแยกออกไปทางด้านขวาออกเดินหา  สมุนไพรและสัตว์อสูร  ผ่านไปหลายหลายชั่วยามเพียงพบเจอกับสมุนไพรระดับต่ำไม่น่าสนใจนักจึงเดินมาเรื่อยๆมาได้อีกสักครู่ใหญ่  หญิงสาวทั้งสองพลันร้องแตกตื่นขึ้นมาเล้งปวยมองไปพลันพบว่าที่นั่นมีซากศพที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์และเริ่มเน่าเปลื่อยอยู่หลายซาก  แน่นอนว่าตามปกติผู้ฝึกยุทธ์จะไม่กลัวคนตาย  แต่การตายที่สยดสยองภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ย่อมทำให้สองหญิงสาวนั้นอดตึงเครียดขึ้นมาไม่ได้


        ดูแล้วสาเหตุน่าจะตายก่อนแล้วค่อยถูกสัตว์อสูรกัดแทะในภายหลัง 


    “ดูจากชุดไม่ใช่ศิษย์สำนักเรา  แสดงว่าในที่นี้มีคนอื่นเข้ามาได้ด้วย  “   เล้งปวยพึมพัม


    “อย่างนี้ก็มีอันตรายเพิ่มขึ้นอีกแล้ว”เย่ยี่จูเสริมขึ้นมาเบาๆเช่นกัน


    “”โอ… แถวนี้มีสมุนไพรหญ้านางเซียนอยู่จำนวนไม่น้อยนะแต่มันเป็นเพียงระดับต่ำใช้แลกคะแนนได้น้อย” เสียงเชี่ยลี้อวี้พูดขึ้นมาหลังจากนางมองไปมาอยู่ครู่หนึ่ง  พวกเขาเก็มาคนละไม่มากก็เดินต่อไป 


         จนกระทั่งอีกครึ่งค่อนวันผ่านไป  ทั้งสามจึงได้ตกมาถึงป่าส่วนที่ต้นไม้ไม่ถึงกับหนาทึบ  ดินเป็นดินไป่งซึ่งสัตว์อสูรมักจะพากันมากินดินโป่งกันที่ละมากๆ  เล้งปวยรู้ดีว่าไม่ค่อยมีใครอยู่ในที่เช่นนี้นานนัก  ด้วยไม่อยากพบเจอกับสัตว์อสูรคราวละมากๆ


         พลันมีเสียงครืนครันดังขึ้นมาและแผ่นดินสะเทือนเล็กน้อย  มองไปทางต้นเสียงพลันเห็นฝูงสัตว์อสูรน้อยใหญ่จำนวนมากมายคล้ายตื่นตะหนกอันใด  พากันหนีตายมาทางนี้เผลอแพล้บเดียวพวกมันก็มาถึงบริเวณที่พวกของเล้งปวยอยู่แล้ว 

          ทั้งสามคนในตอนนี้ต้องระงับความคิดที่จะล่าพวกมันกลายมาเป็นหนีตายเอาไว้ก่อน  เพราะถึงแม้ส่วนใหญ่พวกมันจะเป็นอสูรระดับ3 ก็เถอะหากจำนวนขนาดนี้ก็ย่อมไม่กล้าเสี่ยงจากการถูกพวกมันเหยียบตายเอาไว้ก่อน  เล้งปวยรีบบอกให้หญิงสาวทั้งสองนางรีบกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่สองต้นเสร็จแล้ว  ส่วนตนนั้นยังไม่ทันจะหาอีกสักต้นพวกมันก็ได้ถึงแล้ว


           เห็นจวนเจียนเช่นนั้นเล้งปวยพลันรีบกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ขนาดค่อนข้างเล็กที่อยู่ใกล้ๆเอาไว้ก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง


    …





    / เรียกว่ามาให้ล่ากันเป็นโขยงเลย

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน