กู้เหยียนเดิมทีมีท่าทีลังเลเล็กน้อยต่อการคาดการณ์ของเป่ยมู่หาน แต่หลังจากที่ได้เห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์ต่อสู้กับชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนด้วยตัวคนเดียวเมื่อครู่ เขากลับรู้สึกมั่นใจอย่างประหลาดว่าคำพูดของเป่ยมู่หานนั้นถูกต้อง
ส่วนซูย่างที่ก่อนหน้านี้ยังเถียงอย่างมั่นอกมั่นใจ ตอนนี้กลับก้มหน้าก้มตาอย่างรู้สึกผิด ความคิดในหัวดูยุ่งเหยิงเหมือนโจ๊กที่ถูกคนจนเละ
เซียวจิ่วเอ๋อร์หันมามองกู้เหยียนด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“คุณชายกู้ เราเพิ่งพบหน้ากันเป็ครั้งที่สอง ก่อนหน้านี้เราก็ไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกัน ท่านจะทำให้ข้าโกรธเคืองได้อย่างไร”
“เช่นนั้นแล้ว เ้าเล่นงานข้าทำไม”
“ไม่ใช่ข้า ข้าไม่ได้ทำ อย่ากล่าวหาข้าแบบนี้สิ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ตอบปฏิเสธอย่างหนักแน่นพร้อมกับเหลือบมองเป่ยมู่หานแวบหนึ่ง จากนั้นก็เหมือนจะหวาดกลัวเขา จึงรีบเบือนสายตากลับไปที่กู้เหยียนพลางพูดเป็นัยว่า “คุณชายกู้ ท่านพักอยู่ในจวนของผู้ใดก็ควรไปขอความช่วยเหลือจากเ้าของจวนสิ! ดูจากอาการของท่านแล้ว มันไม่เหมือนโรคปกติธรรมดาสักเท่าไหร่ หรือว่า…ท่านราชครูพาท่านไปหาความสุขสำราญจนเคราะห์ร้ายติดโรคมา”
นางคาดเดาแบบไม่กลัวฟ้าดินจนกู้เหยียนหดคอด้วยความใ ไม่กล้าพูดโต้ตอบ
เป่ยมู่หานที่เห็นนางพยายามโยนความผิดมาที่เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดข้าถึงไม่เป็อะไร มีเพียงเขาที่ถูกพิษ”
“เ้าแน่ใจหรือว่าไม่เป็อะไร”
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองสำรวจลำคอของเขาที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมา สีหน้าเผยความผิดหวังอย่างชัดเจน
“เ้าหวังให้ข้าเป็อะไรหรือ”
“อย่ากล่าวหาคนบริสุทธิ์เช่นข้าเลย ข้าหาได้พูดเช่นนั้น! หากเ้าคิดจะสงสัยข้า อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่กล่าวลอยๆ นำหลักฐานมาให้ได้สิ!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยืดหลังตรง แสดงท่าทีแน่วแน่ไร้ความตื่นตระหนก ท่าทีทั้งหมดดูไม่ต่างจากคนที่มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างที่สุด
ความมั่นใจนี้ทำให้กู้เหยียนและซูย่างที่เพิ่งจะเริ่มคล้อยตามว่านางอาจเป็คนวางยากลับลังเลอีกครั้ง ทั้งสองหันไปมองเป่ยมู่หานก่อนพูดขึ้นพร้อมกันว่า “ใช่แล้ว เราไม่มีหลักฐาน”
เป่ยมู่หานปรายตามองสหายที่ไร้ประโยชน์ทั้งสอง ก่อนจะนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้มเย้ยหยันราวกับกำลังดูิ่ความโง่เขลา
“เพื่อดึงดูดความสนใจจากข้า เ้าช่างพยายามอย่างถึงที่สุด”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ “...?”
“หากข้าเดาไม่ผิด ตอนที่เ้าปล่อยชายเสื้อสะบัดหน้าเดินออกไปจากจวนข้าเมื่อคืน เ้าก็ได้วางยาลงในห้องแล้ว เป้าหมายของเ้าไม่ใช่กู้เหยียน แต่เป็ข้า น่าเสียดายที่ข้ามีภูมิคุ้มกันพิษทั้งปวง เ้าคงต้องผิดหวัง”
เซียวจิ่วเอ๋อร์กำมือภายใต้แขนเสื้อแน่น นางกัดฟันขบกรามพลางฟังเป่ยมู่หานพูดต่อ
“ข้าขอยอมรับว่าเ้าแข็งแกร่งกว่าคนอื่นที่พวกเขาส่งมามาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หากเ้าฉลาดก็ไม่ควรเล่นเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ เช่นนี้ต่อหน้าข้า”
“เดี๋ยวก่อน” เซียวจิ่วเอ๋อร์ยกมือขึ้นขัดจังหวะเขา “เ้ากำลังจะบอกว่า...ข้าลงมือวางยาพวกเ้าเพื่อดึงดูดความสนใจจากเ้า หวังให้เ้าชอบข้า?”
เป่ยมู่หานยังคงสีหน้าเรียบเฉย แต่ท่าทางของเขากลับเหมือนยอมรับคำพูดของนาง
เซียวจิ่วเอ๋อร์กลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดขำออกมาเสียงดัง “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหน้าตาถึงดูดีนัก เ้าคงเอาสมองไปแลกมาหมดเลยใช่ไหมเนี่ย!”
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าราชครูผู้เปี่ยมด้วยพลังเช่นนี้ แท้จริงแล้วกลับกลายเป็คนโง่เง่าโดยแท้
คำพูดตรงไปตรงมาของเซียวจิ่วเอ๋อร์เต็มไปด้วยความขบขัน ั์ตาของนางระยิบระยับด้วยรอยยิ้มจนเป่ยมู่หานหน้าเข้มขึ้นทันทีด้วยความไม่พอใจ
เซียวจิ่วเอ๋อร์รับรู้ถึงแรงอาฆาตของเขา จึงพยายามสงบอารมณ์และปรับลมหายใจ ก่อนจะหันไปมองกู้เหยียนอีกครั้ง
พิษเป็ฝีมือของนาง นางย่อมรู้ดีว่าผู้ที่ถูกพิษจะมีจุดจบเช่นไร
ที่จริงพิษนี้ต่อให้ไม่แก้ก็ไม่เป็ไร เพียงแค่ทนเ็ปไปสักสิบวันถึงครึ่งเดือนจนสภาพปางตาย แต่สุดท้ายอาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ทั้งที่นางตั้งใจวางยาสามคน แต่สุดท้ายกลับมีเพียงกู้เหยียนที่โดนเต็มๆ
กู้เหยียนที่โชคร้ายจนถึงที่สุดทนทรมานจากพิษมาทั้งวัน จากใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ บัดนี้ดูซูบตอบลงไปมาก
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
ช่างเถิด แค้นก็มีเ้าของ หนี้ก็มีผู้ชดใช้ เป้าหมายของนางคือเป่ยมู่หาน
แม้กู้เหยียนจะเป็สหายของเป่ยมู่หาน คนพาลย่อมคบแต่คนพาล ดูแล้วเขาก็คงไม่ใช่คนดีอะไร แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้ทำอะไรให้นางโกรธแค้น อีกทั้งอาหารมื้อเมื่อคืนยังอร่อยมาก จนถึงตอนนี้ซิงซิงยังถามนางตลอดว่าจะลอบไปขโมยเนื้อที่จวนราชครูอีกได้หรือไม่
เมื่อนึกถึงเื่นี้ เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็เอื้อมมือไปคว้าข้อมือของกู้เหยียน
กู้เหยียนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกำลังจะยืนให้มั่นคง จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่จุดเสวียนจี[1]จนต้องร้อง “โอ๊ย” ออกมา
เมื่อก้มมองก็เห็นเข็มเงินสะท้อนแสงวาววับอันหนึ่งปักอยู่กลางหน้าอกของเขา
“เ้า...”
กู้เหยียนประหลาดใจ หญิงสาวคนนี้ลงมือเร็วเกินไปแล้ว
ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยอะไรเพิ่มเติม เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็ปักเข็มครบทุกจุดแล้ว
จุดเทียนติ่ง หยุนเหมิน หลัวเชวี่ย และอวี้เจิ่น[2]รวมถึงจุดสำคัญอื่นๆ ถูกเข็มเงินปักไว้ทั้งหมด นางมองกู้เหยียนก่อนกล่าวกำชับว่า “หนึ่งชั่วยามจากนี้ค่อยถอดเข็มออก แล้วกลับมาหาข้าใหม่ในอีกสามวัน”
“ได้” กู้เหยียนพยักหน้าตามความเคยชิน ก่อนจะรู้สึกตัว แล้วถามว่า “เป็เ้าที่วางยาพิษจริงๆ หรือเนี่ย”
“จะเป็ไปได้อย่างไร” เซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “ข้าเพียงแค่รู้วิธีถอนพิษโดยบังเอิญ เพราะพอรู้วิชาแพทย์เฉยๆ”
“หมอหลวงในวังโดนฆ่าเพราะพิษนี้ แต่เ้ากลับทำเหมือนง่ายดาย ยังมาพูดว่าแค่พอรู้...”
กู้เหยียนหัวเราะขื่นพลางบ่นพึมพำ เซียวจิ่วเอ๋อร์ได้ยินแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าแค่พอรู้จริงๆ วิชาแพทย์ของข้ายังไม่ชำนาญพอจะรักษาคนบ้าได้”
หลังพูดจบ นางปรายตามองใบหน้าของเป่ยมู่หานราวกับมีอะไรบางอย่างแอบแฝง ก่อนจะหัวเราะเย้ยและหมุนตัวเดินจากไป
กู้เหยียนมองตามแผ่นหลังนางที่ลับหายไป คำพูดเมื่อครู่ของนางทำให้เขาอดลอบมองเป่ยมู่หานไม่ได้ จากนั้นก็รีบกลั้นหายใจแล้วลากซูย่างหนีไปให้ห่าง
น่าแปลก หลังจากเข็มของเซียวจิ่วเอ๋อร์ปักลงไปเพียงไม่นาน อาการเ็ปของกู้เหยียนก็บรรเทาลงกว่าครึ่ง
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ฉายาขยะไร้ค่าของคุณหนูสี่แห่งตระกูลเซียวแพร่สะพัดออกไปได้อย่างไร
เมื่อเซียวจิ่วเอ๋อร์กลับถึงโรงเตี๊ยม ล้างคราบเืออกจากมือ ทิ้งชุดที่เปื้อนเปรอะ แล้วขึ้นเตียงพักผ่อน
พอฟ้าสาง นางพาซิงซิงออกเดินทางไปยังประตูเมือง
เมื่อถึงยามเฉิน [3]บริเวณประตูเมืองยังมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่มากนัก
เซียวจิ่วเอ๋อร์ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อสองสามลูก แล้วพาซิงซิงหาที่เงียบๆ นั่งพัก พร้อมกินไปพลางรอไปพลาง
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นเงาของเซียวหรันตามที่คาดไว้ กลับพบซูย่างและกู้เหยียนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ร้านน้ำชาเล็กๆ ริมถนน
ทั้งสองจิบชาไปพลาง สนทนาเบาๆ เกี่ยวกับกลุ่มนักฆ่าที่ถูกเซียวจิ่วเอ๋อร์สังหารเมื่อคืน ว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่ส่งพวกนั้นมา
ขณะนั้นในกลุ่มผู้คน มีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ
ภายในรถม้าเซียวหรันนั่งอยู่ด้วยความร้อนใจ นางเร่งคนขับเสียงเข้ม “เร็วเข้า! ข้าให้เ้าขับรถม้า มิใช่ให้แบกมัน ทำไมถึงได้ชักช้าเช่นนี้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น บ่าวรับใช้ก็ตวัดแส้ม้าเร่งความเร็วทันที เซียวหรันโผล่ศีรษะออกไปมองนอกหน้าต่าง สายตาของนางจับจ้องไปยังประตูเมืองโดยตรง
แต่ประตูเมืองยังคงว่างเปล่าเช่นทุกวัน ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ถนนหนทางสงบเงียบ ไม่หลงเหลือร่องรอยของการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย
เซียวหรันชะงักไปเล็กน้อย เมื่อรถม้าหยุด นางก็กระโจนลงมาอย่างรวดเร็ว
นางกัดฟันแน่น จ้องมองไปยังประตูเมืองด้วยความเดือดดาล กำหมัดแน่น ความตื่นเต้นและดีใจตอนออกจากจวนก่อนหน้านี้พลันสลายไปจนหมดสิ้น
นักฆ่าจากซานเกิงเก๋อพวกนั้นทำงานกันยังไง
ไม่ใช่ว่าบอกว่าจะสับเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็ชิ้นๆ และไอ้นั่นนางด้วยหรือไร! แต่ทำไมตอนนี้ถึงไม่มีแม้แต่ซากศพให้เห็นเลย!
[1] จุดเสวียนจี คือจุดฝังเข็มสำคัญในแพทย์แผนจีน อยู่บริเวณหน้าอก มีผลต่อการไหลเวียนพลังงานและเืลม
[2] เทียนติ่ง คือจุดฝังเข็มบริเวณคอ หยุนเหมินคือจุดฝังเข็มบริเวณหน้าอก หลัวเชวี่ยคือจุดฝังเข็มบริเวณแขน อวี้เจิ่นคือจุดฝังเข็มบริเวณท้ายทอย
[3] ยามเฉิน คือ่เวลาระหว่าง 7.00 น. – 9.00 น.