บทที่ 11
ที่มาของหมอกมายา
“ไม่เจอกันเสียนาน เ้าช่างดูงดงามขึ้นมากนัก”
“รอยยิ้มก็แปลก สายตาก็แปลก ยิ่งคำกล่าวยิ่งแปลกประหลาด นี้ท่าน ..”
ิหลันกล่าวยังไม่จบ หยางเกาก็ก้มลงมาประทับจูบที่ริมฝีปากนั้นแล้ว มันเป็จูบดูดดื่มที่เขารอคอยมานานแสนนาน
บุรุษหนุ่มตักตวงรสหวานจากปากสตรีที่ตนรักจนลืมศีลธรรมที่เคยยึดถือไปจนสิ้น แม้ว่านางจะดิ้นหนีไม่ได้ยินยอมต่อการกระทำของตน เขาก็ไม่อาจหยุดความปรารถนาอันร้อนแรงนี้ไปได้ง่ายๆ
“ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือ” เสียงตวาดดังขึ้น เยว่ฉีเดินตรงไปยังหยางเกาก่อนที่จะกระชากเขาออกมาจากิหลันด้วยแรงกำลังทั้งหมดที่ตนมี
สายตาเรียวคมของหยางเกายังคงจ้องมองิหลันตลอดเวลาที่เยว่ฉีฉุดรั้งแขนเขาไว้ “ข้ารักเ้า ิเอ๋อร์” เขาเอ่ยปากบอกรักนางท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่น
ิหลันยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าศิษย์พี่ทั้งสองด้วยสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดร่างนี้ถึงสั่นเทาไม่สามารถควบคุมมันให้หยุดสั่นลงได้ เป็เพราะความใ ความหวาดกลัว หรือความโกรธกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่นางเข้าใจคือระหว่างพวกเขาทั้งสี่ คงไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้แล้ว
“ิเอ๋อร์ ......” หยางเอ่ยเรียกอีกครั้งหลังจากที่เห็นสตรีที่ตนรักยืนแน่นิ่งไม่พูดจา
ิหลันแค่นยิ้มส่งให้เขาก่อนเอ่ย “อากาศที่นี้น้อยนัก ข้าขึ้นไปสูดอากาศข้างบนหน่อยดีกว่า” นางกล่าวจบก็ย้ายร่างออกไปทันทีโดยไม่รอฟังคำกล่าวของศิษย์พี่ทั้งสอง
หยางเกาก้าวเท้าหวังจะตามนางขึ้นไปก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเยว่ฉีได้กุมมือของเขาไว้แน่น
“ท่านคงทำนางใ” เสียงเอื่อยของนางดังขึ้น
“ข้าไม่อยากผิดพลาดอีกแล้วศิษย์น้องรอง”
สายตาที่แน่วแน่ของเขากลับทำให้นางรู้สึกเ็ปอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ั้แ่เมื่อไรกันที่การกระทำของเขามีอิทธิพลกับนางมากมายเพียงนี้ “ขึ้นไปข้างบนเถิด ข้าเฝ้าท่านอยู่ที่นี้มานับหมื่นปีแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายถ้ำใต้น้ำแห่งนี้ยิ่งนัก” เยว่ฉีพูดแดกดันหยางเกาซึ่งหน้า แต่สายตานางกลับแฝงไปด้วยความน้อยใจ ‘ที่ผ่านมาข้าฟังคำพูดท่านเสมอ มิเคยขัดมีแต่ส่งเสริม แต่ศิษย์พี่หมื่นปีผ่านไปผู้คนล้วนเปลี่ยน เหตุใดข้าเองต้องเหมือนเดิมด้วยเล่า’
“ดีเหมือนกัน” หยางเกาตอบรับเสียงเรียบ เขามองไม่เห็นแม้แต่ความหมายหรือสายตาที่นาง้าจะสื่อเลยสักนิด ทั้งสองขึ้นมาจากถ้ำใต้น้ำวนก็ไม่พบิหลันแล้ว หยางเกาที่้าจะขอโทษเกี่ยวกับเื่ที่ตนล่วงเกินนางไปเมื่อครู่จึงออกเร่งตามหา แต่เยว่ฉีกลับห้ามเขาไว้
“ท่านต้องให้เวลานางบ้าง” นางเอ่ยเสียงเรียบ พร้อมเดินนำไปยังห้องรับรองที่นางเตรียมไว้ให้เขาั้แ่หมื่นปีก่อน ตลอดระหว่างทางไร้คำเอ่ยใดออกจากปากของคนทั้งสอง มีเพียงเสียงคลื่นที่ดังมาเป็ระลอกกลบความเงียบงันภายในตำหนักเท่านั้น จวบจนถึงห้องรับรองทั้งสองจึงนั่งลงพูดคุยถึงเื่ราวที่ยังติดค้าง
“ที่ผ่านมาเป็เช่นไรบ้าง” หยางเกาเปิดปากเอ่ยถามเื่ราวของเยว่ฉี
“เ็ป..... ข้าเ็ปศิษย์พี่ใหญ่” เสียงสั่นเครือออกจากปากเรียวงาม นางตอบโดยไม่ได้มองหน้าผู้ถามเลยสักนิด ความกระดากใจเกาะกุมนางจนมิอาจทำตัวให้เป็ปกติได้ นางรินน้ำชาส่งให้เขาตัวมือสั่นเทา
หยางเกาเริ่มเห็นความผิดปกติของนาง จึงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “เ็ปเื่อันใด บอกข้าได้หรือไม่”
เสียงที่เรียบเฉยของหยางเกาสำหรับนางแล้วมันเป็เสียงที่อบอุ่น ดวงตาเรียวงามเริ่มหันกลับไปมองบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง “เื่ที่ข้าเป็คนพาจิ้นสิงเข้าสำนัก เื่ที่ข้าเป็คนเดียวที่รอดจากหายนะ เื่ท่านอาจารย์ และหลายเื่ที่ข้ามิอาจบอกท่านได้” พูดจบนางก็จิบน้ำชาที่อยู่ในมือ
“เ้าคงเ็ปมาก แต่ตอนนี้เ้าดูเข้มแข็งกว่าเมื่อก่อนนัก” เขาเอ่ยตอบนางพร้อมรอยยิ้ม แม้ตอนนี้เขาจะััถึงความเปลี่ยนแปลงได้ว่านางไม่ได้อ่อนโยนเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกยินดีอย่างน้อยจิตใจนางก็เข้มแข็งขึ้น เพราะที่ผ่านมาท่านอาจารย์เป็ห่วงศิษย์น้องรองที่สุด พอนึกตรงนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงท่านอาจารย์จึงเอ่ยถามนางต่อ
“แล้วท่านอาจารย์อยู่ที่ใด”
เยว่ฉีวางจอกน้ำชาลง พร้อมหันไปกล่าวกันเขาอย่างจริงจัง
“ท่านอาจารย์ หล่อหลอมร่างเป็อากาศธาตุสถิตรวมกับเขาเหลียงซาน ท่านสร้างหมอกมายาปกคลุมทั่วผืนเขา หมื่นปีให้หลังนี้จึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปได้ อีกทั้งรอบหุบเขายังเต็มไปด้วยน้ำทะเลลืมเลือน ตอนนี้ผู้คนเรียกขานที่นั้นว่า เกาะไร้นาม”
หยางเกาเมื่อได้รู้ความจริงจากนางก็เก็บงำอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เอ่ยบอกศิษย์น้องรองด้วยความร้อนรน “ข้าอยากไปดูเสียหน่อย”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ มิน่าเล่ายามที่ััหมอกนั้น ข้ากลับรับรู้ถึงไอเซียนท่านอาจารย์” เสียงเศร้าเอ่ยแทรกออกมาจากประตูห้อง ั้แ่ที่ขึ้นมาจากถ้ำใต้น้ำวนิหลันก็เดินหลงอยู่ในตำหนักกลางน้ำแห่งนี้ไปมาจนตะวันลาลับท้องนภาเริ่มมืดมิด นางพบแสงสว่างลอดออกมาจากห้องนี้จึงเดินตามมาจนได้ยินเื่ราวทั้งหมด
“ที่แท้ท่านอาจารย์ก็ไม่อยู่แล้ว” ิหลันเอ่ยต่อด้วยท่าทีเฉื่อยชา นางเดินมานั่งข้างกายเยว่ฉีสายตาก็จ้องมองขนมเยว่ปิ่งไม่วาง เพียงครู่ก็หยิบมันขึ้นมากิน สองมือบางเอื้อมหยิบขนมเยว่ปิ่งยัดเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า หยาดน้ำตาเริ่มหลั่งรินแต่กลับไร้เสียงสะอื้นเล็ดรอดออกมา
“ไม่น่าเล่า หมอกนั้นถึงเต็มไปด้วยความทรงจำของท่านอาจารย์” ิหลันเอ่ยอีกครั้งทั้งที่ในปากเต็มไปด้วยขนมเยว่ปิ่ง ่ที่นางออกจากเขตอาคม หมอกมายาก็ได้ลอยปะทะร่างนางจึงััเื่ราวบางอย่างได้มากมาย
“ท่านอาจารย์ ไม่อยู่แล้ว” ิหลันพร่ำเพ้อไม่หยุด สองมือก็ยัดขนมเยว่ปิ่งเข้าปากอย่างต่อเนื่อง
“แค่กๆ ท่านอาจารย์เคยบอกข้าว่า การดับสูญมิใช่จุดจบ เพียงแต่เป็การเริ่มต้น เพียงแต่เริ่มต้นใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเท่านั้นเอง แค่กๆ....ไม่ควรเสียใจ ข้าไม่ควรเสียใจ” ถึงแม้นางจะสำลักขนมที่ยัดเข้าไปแต่ก็พยายามพูดไปให้จบ ยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งหลาก
หยางเกาเห็นิหลันทุกข์ทมกับการจากไปของท่านอาจารย์ก็อดเป็ห่วงไม่ได้ เขารินน้ำชาแล้วยื่นให้นาง เอ่ยเสียงนุ่นชักชวนนางให้ดื่มมัน “เยว่ปิ่งกินคู่กับน้ำชาจะอร่อยขึ้น”
ิหลันมองจอกน้ำชาในมือของหยางเกาครู่หนึ่ง จึงยื่นมือรับเอามาดื่มจนหมดภายในอึกเดียว
“แค่กๆ กินคู่กันแล้วอร่อยจริงๆด้วย” ิหลันสำลักน้ำชาแต่ก็กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม มือบางยกเช็คหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อครู่จนหมดสิ้น เื่สละร่างของท่านอาจารย์ทำให้นางลืมสิ่งที่หยางเกาทำลงไปเสียสนิท
“่เวลาสุดท้ายท่านอาจารย์มีรอยยิ้มหรือเปล่า ท่านเทพ” ิหลันดึงตัวเองกลับมาจากความโศกเศร้า ถึงแม้จะสายไปเสียหน่อยแต่นางก็อยากรู้เื่ราวทั้งหมดของท่านอาจารย์ เลยหันกลับมาถามไถ่หาความจริงจากเยว่ฉีอีกครั้ง
“แน่นอน ท่านจากไปพร้อมรอยยิ้ม” เยว่ฉีเอ่ยตอยเสียงเรียบ สายตาที่จ้องมองิหลันเต็มไปด้วยความสับสน
“ดียิ่งนัก ทุกสิ่งล้วนแตกดับ การจากไปพร้อมความสุขช่างดีจริง” ิหลันเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม แม้ภายในใจนางเ็ปต่อการจากไปของท่านอาจารย์เหลือเกิน แต่ด้วยคำสอนของท่านอาจารย์ว่านางไม่ควรเ็ป ไม่มีสิ่งใดเป็นิรันดร์ ถึงจะรู้แต่การบังคับจิตใจตอนนี้ช่างยากยิ่งนัก คำพูดกับความรู้สึกล้วนตรงข้าม
“นอกจากไอปราณของท่านอาจารย์แล้ว ข้ายังได้กลิ่นคาวเื” ิหลันเอ่ยบอกเื่ที่ตนเองรู้ให้ศิษย์พี่ทั้งสองฟัง
“เหตุใดข้าถึงไม่ได้กลิ่น” เยว่ฉีแย้งขึ้น
“ไม่ผิดแน่ ข้าได้กลิ่นชัดเจน”
“งั้นพรุ่งนี้ค่อยไปตรวจดูเถิด”
“ไม่เป็ไรท่านเทพ ข้าจะไปครู่เดียว”
ิหลันกำลังจะออกไป ก็ได้ยินเสียงเยว่ฉีขัดขึ้นมา “ถ้าไปเจอจิ้นสิงอีกเล่า จะทำเช่นไร”
“เจออีกหรือ หมายความว่าเช่นไร” หยางเกาพูดแทรกขึ้นด้วยความสงสัย
“ไม่หรอกยังพอมีเวลา ท่านเทพอย่าห่วงเื่นี้เลย” ิหลันหันไปกล่าวกับเยว่ฉี โดยไม่ได้สนใจคำถามของหยางเกาเลยสักนิด
“ตกลงพวกเ้าจะไม่บอกข้า ใช่หรือไม่” เสียงตะหวาดอันทรงพลังดังขึ้น โทสะหยางเกาเริ่มปะทุ
สตรีทั้งสองหันกลับไปมองบุรุษอาภรณ์ขาวด้วยความตื่นตระหนก ิหลันรีบเอ่ยตอบศิษย์พี่ใหญ่ทันทีที่นางเผลอไปสบตาเขา “เื่ยาวเกินไป ไม่สะดวกเล่าตอนนี้หวังว่าศิษย์พี่ใหญ่จะเข้าใจ”
“งั้นข้าจะไปกับเ้าิเอ๋อร์”
“อย่าเลยกำลังท่านยังไม่ฟื้นดี” ิหลันเอ่ยปฏิเสธหยางเกาทันที
เยว่ฉีที่เห็นทั้งสองบอกปัดกันไปมาจึงเอ่ยแทรก “ไปด้วยกันทั้งหมดนี้แหละ”
“งั้นข้าขอไปด้วย ท่านอาจารย์” เสี่ยวสิงที่โผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เสนอตัวติดตามเยว่ฉีไปที่เกราะไร้นามด้วย เขาเดินตรงเข้ามาหาหยางเกาพร้อมกล่าวคำนับ “คำนับท่านอาจารย์ลุง ข้ามีนามว่า เสี่ยวสิง” คราวนี้เสี่ยวสิงไม่ได้กล่าวหยอกเย้าแชกเช่นเมื่อครั้งพบปะกับิหลัน คำพูดเขาดูเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
“อยู่ที่นี้เถิด ข้าไปเพียงครู่ก็กลับ” เยว่ฉีปฎิเสธศิษย์เอกของตน
“เกาะไร้นาม ข้าอยากไปสักครั้ง น่ะๆท่านอาจารย์ พาข้าไปเถิด” จิ้งจอกน้อยเสี่ยวสิงอ้อนวอนเต็มกำลัง พลันส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังิหลัน
“ถ้าเ้าหุบปากได้ ข้าก็ไม่ติดอะไร” ิหลันเอ่ยช่วยเขาสักครั้ง เด็กอยากรู้อยากเห็นนี้ ห้ามมากเดี๋ยวจะอกแตกตายเสียเปล่าๆ นางเลยช่วยส่งเสริมเขาเสียหน่อย ฝ่ายเยว่ฉีที่เห็นิหลันยินยอมให้ศิษย์ตนไปด้วยเลยไม่ต่อความตอบตกลงให้เขาติดตาม ทั้งสี่เร่งเดินทางไปยังเขาเหลียงซานที่ปัจจุบันทุกรู้จักกันในนาม เกาะไร้นาม
พวกเขาทั้งสี่คนข้ามทะเลลืมเลือนอย่างปลอดภัยแล้วจึงพากันเดินขึ้นเกาะ ตลอดทางเดินได้ยินเพียงเสียงเสี่ยวสิงชี้ให้ดูนู้นดูนั้นเต็มไปหมด ถึงแม้จะไม่มีใครสนใจเขาก็พูดคุยคนเดียวสนุกปากไม่หยุด
ิหลันหันมองเขาที่พูดจาไม่หยุด ก็พลันส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย “คำตกลงก่อนหน้าช่างไร้ค่าเสียจริง” เมื่อก่อนท่านอาจารย์ และพวกศิษย์พี่คงรู้สึกเช่นนี้สิน่ะ นางสร้างเื่แค่ไหนก็โกรธไม่ลง นางเคยสงสัยว่าทำไมท่านเทพถึงทนเ้านี้ได้ แต่พอคิดดูแล้วหากทนนางได้ การรับมือกับเสี่ยวสิงก็เป็เื่ง่ายยิ่งนัก
“ข้าเป็ผู้ใหญ่ขึ้นแล้วสิน่ะ” เสียงใสเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบ เป็อีกครั้งที่นางเอ่ยสิ่งที่ตนนึกออกมาเสียงดัง ร่างน้อยที่ถูกสายตาของทั้งสามคนจับจ้องพูดแก้เขินอีกว่า “ก็เวลาข้ามองเ้าเด็กนี้ รู้สึกเหมือนตนเติบใหญ่ขึ้นเยอะ. แฮ่ๆๆ อย่าใส่ใจๆ”
“จำเป็ต้องเดินไปกลางเขาหรือไม่” เยว่ฉีเอ่ยถามตัดบท
“ไม่จำเป็ท่านเทพ สั่นระฆังเพียงนิด ให้พอปกป้องกายจากหมอกได้ก็พอ” ิหลันเอ่ยตอบพร้อมเตรียมระฆังของตนออกมากำไว้ที่มือ
เยว่ฉีได้ฟังเช่นนั้นก็ทำตามที่ิหลันบอกทันที นางสั่นระฆังให้เบาลงทำให้หมอกมายาเริ่มคืบคลานกลับมาใกล้กายของทั้งสี่ทีละนิด ิหลันยื่นมือออกไปััหมอก เพียงปลายนิ้วััก็รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในหมอกมายาได้ทั้งหมด ถึงแม้พลังเซียนจะไร้ผลเมื่ออยู่ที่นี้ แต่ประสาทการรับรู้แยกแยะธาตุทั้งหมดของิหลันไม่ได้หายไปเลยสักนิด
นางใช้ชีวิตก่อนหน้าคลุกคลีอยู่กับการสร้างศัสตราวุธ จึงคุ้นชินกับองค์ประกอบต่างๆ ิหลันชักมือกลับหลังจากเริ่มมั่นใจถึงสิ่งที่นางสงสัยก่อนหน้า แล้วเอ่ยปากขอให้เยว่ฉีสั่นระฆังให้ดังขึ้นเพื่อไล่หมากมายาให้ไกลออกไป
“ครั้งก่อนข้าไม่ได้ใส่ใจ เพียงรู้ว่าน่าจะเป็หมอกที่ท่านอาจารย์สร้างขึ้น จึงไม่แปลกที่จะมีไอปราณของท่าน” ิหลันนั่งลงกล่าวอย่างเลือนลอย
“ตอนแรกข้าแปลกใจกับกลิ่นคาวเื ครั้งนี้เลยตั้งใจแยกแยะออกถึงได้รู้” ิหลันพ่นลมหายใจเอือกใหญ่แล้วเอ่ยขึ้นกลางความเงียบ ยามนี้แม้แต่เสี่ยวสิงยังตั้งใจฟังนาง
“หมอกนี้คือท่านอาจารย์ที่ดวงจิตวนเวียนไม่จบสิ้น ส่วนกลิ่นคาวเืมาจากโคมเฟินซิ้น ท่านอาจารย์หล่อหลวมมันเข้ากับตนแล้วสละร่างสร้างเป็หมอกมายานี้ขึ้น”
“โคมเฟินซิ้นหรือ” หยางเกาและเยว่ฉีเอ่ยขึ้นพร้อมกันหลังจากที่ได้ยินนางเอ่ยถึงโคมเ้าปัญหานั้น
“ใช่ แต่ขอบเขตของหมอกมายานี้ข้าไม่แน่ใจนัก” ิหลันเอ่ยตอบศิษย์พี่ทั้งสอง นางไม่ค่อยมั่นใจนักเพราะตำราที่นางอ่านไม่ได้บอกถึงวิธีการสละร่างเพื่อสร้างหมอกมายาขึ้น
“เดิมหมอกมายาจะสร้างขึ้นจากควันธูปมี้เลี๋ยน ผู้ที่ััจะหลงอยู่ในความทรงจำของตน แต่หมอกมายานี้ไม่ใช่ ข้าััได้เพียงความทรงจำส่วนหนึ่งของท่านอาจารย์ ข้าคงต้องลองเข้าไปในหมอกนั้นถึงจะบอกอะไรได้มากกว่านี้” ิหลันบอกสิ่งที่ตนรู้ทั้งหมด พร้อมเสนอตัวเข้าไปหาความจริงในหมอกมายา
“เ้าบอกว่าเป็ความทรงจำของท่านอาจารย์หรือ” เยว่ฉีเงียบอยู่นานจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่มั่นใจนัก แต่เจ็ดส่วนน่าจะใช่” ิหลันตอบ
“เป็ไปได้หรือไม่ ที่ผู้ััหมอกมายานี้จะสร้างความฝันขึ้นเอง มิได้เกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์”เยว่ฉีค่อยค่อยเอ่ยถ้อยคำอย่างช้าๆ
“เกรงว่าไม่ บุรุษที่ช่วยก่อนหน้า ล้วนเห็นเพียงหุบเขาว่างเปล่า อาจเป็เพราะไม่ได้มีความทรงจำร่วมกับท่านอาจารย์ภาพที่เห็นจึงมีเพียงหุบเขาเท่านั้น” ิหลันอธิบาย
ถ้านางเข้าใจไม่ผิด หมอกมายานี้เปรียบเสมือนตัวของท่านอาจารย์ เพียงััก็เข้าไปอยู่ในความทรงจำ อาจมีขอบเขตกลั้นไว้สำหรับคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้อง บุรุษพวกนั้นจึงเห็นเพียงหุบเขา ผิดจากนางเพียงปลายนิ้วก็สามารถรับรู้เสี้ยวความทรงจำนั้นได้แล้ว ิหลันค่อนข้างมั่นใจแต่ถึงอย่างไรก็อยากเข้าไปเพื่อความชัดเจน
“จิ้นสิงขืนใจเ้า เป็เื่จริงหรือ” เยว่ฉีหลุดปากถามออกมา