เล่มที่2 บทที่42 คมดาบเงารัตติกาล
เป็นแค่ศิษย์ใหม่สองคนแท้ๆ กลับสามารถเอาชนะศิษย์รุ่นเก่าที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดและเก้าหลายสิบคนพร้อมกันได้แม้จั่วเฉินกับเย่เชียนตี้ในตอนนี้จะมีสภาพดูไม่ได้ ทว่าชนะก็คือชนะ การกระทำที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ของตำหนักนภาปราณยุทธมาก่อน
บรรดาศิษย์ที่นอนหมดสภาพอยู่นั้นไม่มีท่าทีกำแหงเช่นเดิมอีก ทุกคนเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกและรู้สึกเสียใจตอนแรกพวกเขามั่นใจว่าต่อให้จั่วเฉินกับเย่เชียนตี้จะชนะ อย่างน้อยก็ต้องได้รับบาดเจ็บไม่น้อยไปกว่ากันแน่ทว่าทั้งสองกลับยังยืนอยู่ได้ พวกเขาไม่เข้าใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
เมื่อเห็นคนทั้งสองพยุงกันเข้าห้องไปแล้ว ศิษย์ที่เหลือก็นอนพักเอาแรงอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นและหนีไป
...
จั่วเฉินและเย่เชียนตี้นั่งขัดสมาธิลงในห้อง ต่างคนต่างก็เริ่มการฝึกอย่างรวดเร็วรีบโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตเพื่อฟื้นฟูพลังของตัวเอง
พลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากตัวจั่วเฉินภายใต้การโคจรของเคล็ดวิชาปราณอัสนี พลังปราณภายในร่างก็ฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วไม่เพียงเท่านั้น จั่วเฉินยังรู้สึกได้ว่าขณะที่ร่างกายกำลังฟื้นตัว หินหยกลึกลับก็ปลดปล่อยพลังออกมาขุมหนึ่งทำให้เลือดลมโคจรได้เร็วยิ่งขึ้นจนเขาสามารถฟื้นพลังกลับมาได้ง่ายกว่าเดิม
ตอนที่จั่วเฉินกับเย่เชียนตี้สงบใจฝึกฝนเพื่อพักฟื้นอยู่หลายวันนั้นในสำนักก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ซึ่งก็คือเรื่องของหลิวหยวน
หลิวหยวนคือผู้ที่มีร่างศึกปราณเขียว เป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งท่ามกลางบรรดาศิษย์ใหม่หากวันหน้าพัฒนาขึ้น คงจะได้เลื่อนเป็นศิษย์สายตรง และยังมีโอกาสขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ค้ำชูตำหนักนภาปราณยุทธอีกด้วย
ทว่าบัดนี้ ศิษย์ที่อาศัยอยู่กับหลิวหยวนกลับพูดว่าหลิวหยวนหายตัวไปหลายวันแล้ว
หากเป็นศิษย์ทั่วไปตายแล้วก็ตายไป คงไม่มีใครสนใจ เดิมทีโลกใบนี้ก็โหดร้ายเช่นนี้ในตำหนักนภาปราณยุทธยิ่งแล้วใหญ่ แต่ละปีมีศิษย์ตายไปเป็นจำนวนไม่น้อย หากไม่ตายในการทดสอบก็ตายเพราะถูกสังหารทว่าเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นกับศิษย์อัจฉริยะ ทางสำนักจึงหันมาให้ความสนใจ
ด้วยเหตุนั้น ที่ตำหนักคุมกฎของสำนักจึงมีคนไม่น้อยแห่กันเข้ามาและเริ่มตรวจสอบเรื่องนี้
ต้องยอมรับว่าความสามารถของตำหนักคุมกฎนั้นไม่ธรรมดา หลิวหยวนหายไปตั้งหลายวันแล้วยังหาเบาะแสเจอได้สุดท้ายทางตำหนักคุมกฎก็ให้ข้อสรุปว่าเขาตายไปแล้ว
หลิวหยวนตายแล้ว?
เมื่อรู้ดังนั้น คนไม่น้อยก็รู้สึกจิตใจปั่นป่วนรุนแรง หลังจากการเข้าร่วมสำนักของศิษย์ใหม่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนตาย อีกทั้งคนที่ตายยังเป็นหลิวหยวนผู้เป็นอัจฉริยะที่มีร่างพิเศษอีกด้วย
หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าหลิวหยวนไปมีเรื่องกับใครเข้าถึงได้มีจุดจบเช่นนี้เพราะความสามารถของเขาถือว่าอยู่อันดับต้นๆ ในบรรดาศิษย์ใหม่ นอกจากเย่เชียนตี้หรือพวกหลงซินเย่อีกไม่กี่คนแล้ว เกรงว่าคนอื่นจะไม่มีความสามารถมากพอที่จะสังหารหลิวหยวนได้แน่ ทว่าหากไม่ใช่คนเหล่านี้ก็คงจะต้องเป็นศิษย์เก่าที่มีพลังกล้าแกร่งแล้ว
“เรื่องนี้จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัด ศิษย์เช่นหลิวหยวนไม่อาจปล่อยให้ตายไปทั้งแบบนี้ได้หากจับตัวฆาตกรได้ มันผู้นั้นจะต้องได้รับโทษตาย!” ตำหนักคุมกฎประกาศกร้าวออกมา
ได้ยินเช่นนั้น ศิษย์ไม่น้อยก็พากันหดคอ รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทว่าก็ไม่ได้แปลกใจกับการตัดสินครั้งนี้เท่าไรนัก เพราะสำหรับคนที่มีพรสวรรค์แล้วทางสำนักให้การคุ้มครองเป็นอย่างดี จะต้องไม่ยินยอมให้พวกเขาเกิดอันตรายถึงชีวิตก่อนที่จะพัฒนาความสามารถเป็นแน่
มรสุมที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับจั่วเฉิน สำหรับเขา หลิวหยวนเป็นเพียงคนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้นในเมื่อกล้าหมายปองชีวิตเขา เช่นนั้นสังหารทิ้งเสียก็พอหากย้อนกลับไปเลือกได้อีกครั้ง จั่วเฉินก็ยังเลือกทำเช่นเดิมอย่างไม่ลังเล
เขาแค่คิดไม่ถึงว่าทางสำนักจะสืบจนได้เบาะแส แต่ต่อให้สืบสาวเรื่องนี้จนถึงตัวเขาได้ก็ตามจั่วเฉินก็ไม่ได้เป็นกังวลเลยสักนิด
แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร เช่นนั้นหลิวหยวนจะนับเป็นอะไรได้ ก็แค่คนตายคนหนึ่งเท่านั้นต่อให้เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดในผืนพิภพรัตติกาลก็ตาม บัดนี้ก็กลายเป็นโครงกระดูกกองหนึ่งไปแล้วถ้าทางสำนักเห็นพรสวรรค์และความสามารถของเขาเมื่อไร ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปเองต่อให้ทางตำหนักคุมกฎจะต้องการเอาผิด เกรงว่าคนส่วนหนึ่งคงจะไม่ยินยอมแน่
การประลองตารางอันดับทั้งสามกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกหนึ่งเดือนจั่วเฉินใช้โอกาสในช่วงหลายวันนี้ฝึกฝนอย่างหนัก ตอนนี้เขามีปณิธานแรงกล้าลุกโชนในใจจั่วเฉินต้องการผงาดขึ้นมาในการประลองครั้งนี้ และนั่นจะทำให้เขาได้เลื่อนขึ้นเป็นศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธ
เมื่อใดที่ได้เป็นศิษย์ตัวจริงของสำนักก็จะได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนมากขึ้น เช่นนั้นจึงจะทำให้ทางสำนักให้ความสำคัญ อีกอย่าง ด้วยสถานการณ์ตอนนี้แล้ว จั่วเฉินจำต้องสนใจเรื่องสถานะของตัวเองแม้การเป็นผู้ติดตามของหลงซินเย่จะช่วยอำพรางได้หลายเรื่องทำให้เขาไม่ถูกจับตามอง ทว่าไม่นานจั่วเฉินก็พบปัญหาที่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้
ตัวอย่างเช่นการมีเรื่องกับไป๋เฮ่อและการต่อสู้กับศิษย์เก่าเพื่อช่วยเย่เชียนตี้สุดท้ายคนพวกนั้นก็จะต้องแห่กันมาจัดการเขา ดังนั้นหากไม่มีสถานะศิษย์ตัวจริงค้ำคอเกรงว่าหลังจากนี้จะมีปัญหาตามมาอีกมาก
หากลุงของไป๋เฮ่อปรากฏตัว ต่อให้เขาจะมีเหตุผลร้อยแปดแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์หากอีกฝ่ายยกเหตุผลว่าเขาเป็นแค่ผู้ติดตามแต่กลับกล้าท้าทายศิษย์ตัวจริงของสำนักจึงถือเป็นโทษสมควรตายแล้วล่ะก็ จั่วเฉินคงไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้
ดังนั้น เขาจะต้องเป็นศิษย์ตัวจริงที่มีความสามารถเท่านั้นจึงจะมีสิทธิโตแย้งเพื่อปกป้องตัวเอง
...
จั่วเฉินมาที่ลานฝึกทุกวัน ในที่สุดเขาก็ตระหนักรู้และช่ำชองท่วงท่าที่สองจากหินหยกได้โดยสมบูรณ์จากนั้นท่วงท่าที่สามก็ปรากฎขึ้นในห้วงมิติหินหยกอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด พอได้เห็นร่างในหินหยกเคลื่อนไหวท่วงท่าที่สามออกมาแล้วจั่วเฉินก็ตาเป็นประกาย
เขารู้สึกว่าหากนำท่วงท่าที่สามนี้ไปผนวกเข้ากับสองท่วงท่าก่อนหน้าจะสามารถมองเป็นกระบวนท่าเดียวกันได้ หรือพูดให้ถูกก็คือ ตอนนี้ เคล็ดวิชาปราณโบราณที่สมบูรณ์ได้ปรากฎขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว
เมื่อจั่วเฉินหลับตาลงก็คล้ายจะเห็นเคล็ดวิชาปราณโบราณที่ไม่ธรรมดาปรากฏขึ้นนี่นับเป็นเคล็ดวิชาการต่อสู้ชั้นยอด หากเรียกใช้ก็จะมีพลังมากจนยากจะจินตนาการ
เงาคนร่างหนึ่งคล้ายกับยืนตระหง่านอยู่บนพื้นดิน มือทั้งสองมีคมดาบที่เกือบจะโปร่งใสรายล้อมอยู่เก้าเล่มเพียงคมดาบเหล่านี้สะบั้นลงมา ลำแสงดาบอันเจิดจ้าก็ระเบิดออกในทันที จากนั้นลำแสงดาบหนึ่งเล่มก็แตกออกเป็นสองสองแตกออกเป็นสาม เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็เกิดเป็นคมดาบที่น่ากลัวจำนวนมหาศาลพุ่งขึ้นไปบนฟ้า
พริบตาถัดมาก็เกิดเสียงปริแตกดังขึ้น บนฟากฟ้าปรากฏรูดำที่น่ากลัวซึ่งเป็นผลจากการถูกลำแสงดาบเมื่อครู่แทงทะลุ
“หือ? นี่เป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณอะไรกัน หรือว่าหากรวมท่วงท่าทั้งสามเข้าด้วยกันแล้วจะเกิดเป็นหลักการโจมตีขึ้น!”
ภายในใจของจั่วเฉินคล้ายจะมีเกลียวคลื่นโหมซัดรุนแรง ความปิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถาโถมเข้าใส่ที่จั่วเฉินเลือกฝึกท่วงท่าจากหินหยกลึกลับนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้รับท่าไม้ตายที่มีพลังน่าสะพรึงเช่นนี้กลับมา
และในขณะนั้นเอง จิตสำนึกที่มองไม่เห็นสายหนึ่งพลันแทรกซึมเข้าสู่ร่างก่อนที่จั่วเฉินจะพึมพำเสียงเบาออกมา
“คมดาบเงารัตติกาล”
เมื่อรับรู้ถึงจิตสำนึกที่แล่นเข้ามาในหัวแล้วจั่วเฉินก็เข้าใจว่าตนเองคิดไม่ผิด ท่วงท่าทั้งสามนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคมดาบเงารัตติกาลที่เป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณชนิดหนึ่ง หากฝึกท่วงท่าที่สามจนช่ำชอง ก็จะสามารถสำแดงคมดาบเงารัตติกาลที่สมบูรณ์ออกมาได้และจะสามารถหลอมรวมพลังปราณจนเกิดเป็นคมดาบล่องหนทั้งเก้าเล่มเพื่อใช้ในการต่อสู้
แม้จะยังไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาปราณโบราณนี้มีระดับอะไร แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจั่วเฉินเดาว่าคงเป็นเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจทัดเทียมระดับดิน ซึ่งการจะแลกเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินที่ดีในสำนักนั้นจะต้องใช้ค่าผลงานเกือบหนึ่งหมื่นแต้ม
ต้องรีบฝึกฝนคมดาบเงารัตติกาลนี้แล้ว!
จั่วเฉินในตอนนี้มีความนึกคิดเช่นนี้อยู่เต็มหัว
ผลแพ้ชนะระหว่างการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธพลังปราณนั้นมีหลายปัจจัยนอกจากระดับพลังและจิตวิญญาณของการต่อสู้ เคล็ดวิชาปราณโบราณก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญหากจั่วเฉินสามารถฝึกคมดาบเงารัตติกาลได้ก่อนเริ่มการประลองตารางอันดับทั้งสาม เขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
คิดได้ดังนั้นจั่วเฉินก็เริ่มฝึกคมดาบเงารัตติกาลนี้อย่างไม่รอช้า
แต่ละวันจั่วเฉินใช้เวลาส่วนมากอยู่ที่ลานฝึก เคลื่อนไหวท่วงท่าของคมดาบเงารัตติกาลที่แปลกประหลาดออกมาโดยมีสายตามากมายมองมาอย่างไม่เข้าใจ
ครึ่งเดือนให้หลัง เขาก็เลิกเคลื่อนไหวท่าเดิมซ้ำๆในลานประลอง จั่วเฉินรวบรวมสมาธิไว้ที่จุดหนึ่งพร้อมกับโคจรพลังปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่างก่อนจะซัดการโจมตีออกไป
ยังคงเป็นท่วงท่าที่ง่ายทว่าแปลกประหลาดและมีพลังโจมตีเช่นเดิมเมื่อพลังถูกซัดออกไป หินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพลันส่งเสียงกัมปนาทก่อนจะตามมาด้วยเสียงแตกร้าว
บนพื้นผิวของหินปรากฏรอยแตกเต็มไปหมด ก่อนที่ก้อนหินขนาดเท่าตัวคนจะส่งเสียงดังแกร๊กและแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น
เดิมทีหินนี้มีไว้ให้ศิษย์ในสำนักใช้ทดสอบพลังเคล็ดวิชาปราณโบราณเมื่อแตกสลายก็จะมีคนนำก้อนใหม่มาเปลี่ยนให้ ดังนั้นการที่จั่วเฉินทำลายมันไปจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก
ทว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น รอบข้างพลันมีสายตามากมายมองมาด้วยความตกตะลึงจั่วเฉินเองก็เช่นกัน
“ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่?”
“ก้อนหินใหญ่ขนาดนั้น ด้วยความแข็งแกร่งทนทานของมันแล้วต่อให้เป็นข้าหรือเจ้าที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดก็ยังไม่สามารถทำลายได้เลยเถอะ”
ศิษย์สองคนที่อยู่ไม่ไกลกระซิบกระซาบกัน พวกเขารู้สึกงงงวยกับเรื่องที่เกิดขึ้น