เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 36: อดีตของนักรบมิโกะแห่งขมังเวทย์ 3 (Past of the Magic Warrior of Maiden Part 3)

    เมื่อเข้ามายังด้านในก็พบกับร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารฝ่ายโออุจิที่บุกเข้ามาในศาลเจ้า และร่างไร้วิญญาณของเหล่านักบวชกับมิโกะนอนจมกองเลือดอยู่ที่หน้าบริเวณหน้าศาลเจ้าที่กำลังถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟอันร้อนระอุราวกับไฟนรกอเวจี ภาพที่ได้เห็นไปนั้นชวนให้รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก มีชายปริศนาคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าสึรุฮิเมะกับโอจิในท่ามกลางเพลิงไหม้ที่ลุกลามไปทั่วศาลเจ้า“อย่าได้กังวลไป พ่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่”เขาค่อยๆ หันกลับไปที่ตรงหน้าทั้งสอง ฮารุคาตะ ซูเอะ ขุนพลแห่งโออุจิได้อยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสองแล้ว พร้อมกับดาบเจ็ดเขี้ยวที่ถืออยู่ในมือหนา ซึ่งเขาได้ขโมยออกมา“บ้าน่า เจ้านำมันออกมาได้ยังไง ขนาดข้ายังไม่สามารถมองเห็นของที่อยู่ในศาลเจ้านี้เลย”โอจิรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะภายในศาลเจ้านั้นได้ร่ายเวทย์อาคมพรางตาเอาไว้ จึงทำให้มีแต่หัวหน้าตระกูลโอโฮริเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ภายในศาลเจ้าได้“เจ้าเอาพ่อข้าไปไว้ที่ไหน เจ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ”สึรุฮิเมะตะคอกถามด้วยสีหน้าที่โกรธเกรี้ยว ดวงตาคู่งามสีฟ้าอมม่วงนั้นพลางเบิกกว้างออกมา ซูเอะดีดนิ้วหนึ่งครั้งเป็นการเรียกให้พวกพ้องของเขาคนหนึ่งนำตัวยาสุโมชิ พ่อของเธอผู้กลายเป็นอดีตหัวหน้าตระกูลนักบวชแห่งศาลเจ้าโอยามะซุมิที่กำลังถูกเพลิงไหม้จวนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน ซึ่งข้อมือหนาทั้งสองข้างของเขานั้นถูกพันธนาการด้วยพลังเวทย์ดำของใครบางคน “ท่านพ่อ!!”“อย่าเข้ามานะสึรุ!!”สึรุฮิเมะรีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นพ่อ แต่ก็ถูกม่านอาคมสีดำดีดตัวออกมาจนล้มลงกับพื้น โอจิรีบเข้าไปช่วยประคองร่างงามของเธอให้ลุกขึ้นมา“นี่เจ้าจะทำอะไรพ่อข้า”สึรุฮิเมะถามกระชากน้ำเสียงด้วยความโกรธอย่างขีดสุด แต่อีกฝ่ายนิ่งเงียบ สายตาของเขานั้นพลางจับจ้องไปที่ดาบเจ็ดเขี้ยวที่ถือไว้บนมือหนาอย่างใจจดใจจ่อ“เจ้าคงจะเคยได้ยินมาจากปากของพ่อเจ้าแล้วหล่ะสินะ...ว่าดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพ นอกจากจะเป็นอาวุธทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแล้ว ยังมีพลังอำนาจที่จะทำให้ผู้ครอบครองสามารถควบคุมกาลเวลาได้อีกด้วย”ซูเอะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามรัตติกาล ที่เต็มไปด้วยลูกไฟสีครามฮิโตดามะนับแสนกว่าลูกกำลังลอยเพ่นพ่านไปมา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นดวงวิญญาณของเหล่าผู้คนที่ถูกฆ่าตายในเกาะ สึรุฮิเมะกับโอจิรีบหันมองไปที่ลูกไฟสีครามเหล่านั้นก่อนที่ทั้งสองจะหันกลับมายังซูเอะ“นี่เจ้าจะทำอะไรกันแน่เนี่ย” สึรุฮิเมะก็ถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่โกรธเคือง“แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่พ่อเจ้ายังไม่เคยเล่าให้เจ้าฟัง...ว่าการที่จะทำให้พลังของดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพสำแดงออกมานั้น ผู้ที่ครอบครองมันจำเป็นจะต้องทำพิธีกรรมปลดปล่อยพลังออกมาซะก่อน ซึ่งมันก็ยังไม่เคยผ่านการทำพิธีกรรมมาก่อนเลยสักครั้งเดียว...”ซูเอะยกดาบเจ็ดเขี้ยวขึ้นเหนือหัวโดยชี้ปลายดาบขึ้นไปที่ด้านบน ลูกไฟฮิโตดามะทั้งหมดต่างก็ถูกดูดเข้าไปในตัวของคมดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพ“การจะทำพิธีกรรมปลดปล่อยพลังของดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพนั้น ผู้ครอบครองจะต้องสังเวยด้วยดวงวิญญาณของพวกชาวบ้านเป็นจำนวนมาก เพื่อรวบรวมเหล่าดวงวิญญาณของพวกชาวบ้านทั้งหมดมาไว้ที่ตัวคมดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนี้ แต่ทว่า มันยังไม่ได้จบอยู่เพียงเท่านี้ เพราะพิธีกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ...สังเวยชีวิตของผู้สำเร็จวิชาอาชณเวทย์”ทันทีที่กล่าวจบ ซูเอะก็เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา มันคือร่างจำแลงของอุวาบามิ เพชฌฆาตแห่งอสรพิษ ซึ่งมีกายท่อนบนเป็นมนุษย์และมีกายท่อนล่างเป็นงู สามารถแปลงกายเป็นงูขนาดยักษ์ได้ เขาได้ใช้พลังปีศาจเข้าควบคุมความรู้สึกนึกคิดของยาสุโมชิให้ทำการร่ายเวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูรที่เคยพรากชีวิตสองหนุ่มนักบวชผู้เป็นพี่ชายของเธอมาแล้ว“สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกครองทิศทั้ง 4 ที่ไหลเวียนบนกายข้า มังกรฟ้าแห่งนภา หงส์เพลิงแห่งอัคนี พยัคฆ์ขาวแห่งพสุธา เต่าทมิฬแห่งวารี...”“หยุดนะ!!”อุวาบามิยังคงนิ่งเฉยต่อน้ำเสียงห้ามปรามของสึรุฮิเมะ“ผู้คุ้มครองธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ผู้ปกปักรักษามาตุภูมิ ให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ข้าขออัญเชิญ...4 จตุรเทพแห่งอสูร!!”และแล้ว 4 จตุรเทพแห่งอสูรถูกอัญเชิญออกมาอย่างสมบูรณ์ และทั้ง 4 ก็เริ่มการกวาดล้างเหล่าอสูรโยไคทั้งหมดที่โลดแล่นอยู่ภายในเกาะโอมิชิมะโดยทันที โดยมังกรฟ้าเซย์ริวจะกู่ร้องคำรามออกมาเสียงดังสนั่นเป็นการเรียกพายุออกมาพัดใส่พวกมัน หงส์เพลิงสุซาคุจะพ่นลูกไฟออกมา ก่อนที่จะกระพือปีกเป็นการเรียกคลื่นอัคคีที่มีลักษณะเป็นรูปนกออกมาโจมตีใส่พวกมันพยัคฆ์ขาวจะเรียกศาสตราวุธมายาขนาดยักษ์ชนิดต่างๆ ออกมาโจมตีใส่พวกมัน ซึ่งมีทั้งหมด 12 ชนิด อันได้แก่ ดาบคาตานะ ดาบคู่วากิซาชิ ดาบยาวโอดาจิ ง้าวนางินาตะ หอกยาริ 2 คม โซ่เคียว ทอนฟา ค้อนยักษ์ ขวานคู่ หมัด ธนู และปืนไฟคาบศิลา ตามด้วยฝูงดาบบินขนาดยักษ์ที่พุ่งเข้าใส่พวกมันอย่างต่อเนื่องและเต่าทมิฬจะยกขาขึ้นกระทืบลงพื้นเป็นการเรียกน้ำพุแรงดันสูงออกมาโจมตีใส่พวกมันก่อนที่จะมุดหัว ขา 4 ขา และหางเข้าไปในกระดองเพื่อเรียกใบมีดขนาดยักษ์ออกมาจากช่องว่างกระดองทั้ง 6 ช่องและหมุนใบมีดไปรอบๆ ตัว จาก นั้นก็พุ่งเข้าตัดร่างพวกมันเป็นชิ้นๆ หลังจากที่การกวาดล้างพวกอสูรโยไคของจตุรเทพแห่งอสูรทั้ง 4 นั้นเสร็จสิ้นลง ร่างหนาของยาสุโมชิก็ทรุดล้มลงกับพื้น“ท่านพ่อ!!” สึรุฮิเมะรีบวิ่งเข้าไปหายาสุโมชิด้วยความร้อนรน“สึรุ ข้าขอโทษ...ที่ข้าปิดบังเรื่องอาชณเวทย์มาโดยตลอด... เป็นเพราะว่าข้า...ไม่อยากให้เจ้า...และคนอื่นๆ ในตระกูล...ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ...วิชาเวทย์อันตรายนั่น...”ยาสุโมชิพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายยกมือหนาขึ้นลูบที่ใบหน้างามของสึรุฮิเมะ มือเรียวงามทั้งสองข้างของเธอนั้นรีบยื่นเข้าไปกุมมือหนาข้างนั้นไว้“ท่านพ่อ!!” สึรุฮิเมะเริ่มมีน้ำตาไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งามสีฟ้าอมม่วง สีหน้าของเธอนั้นบ่งบอกถึงความรู้สึกโศกเศร้าได้เป็นอย่างดี“ข้าอยากจะขอโทษ...กับทุกคนในตระกูล...แต่ก็สายไปแล้ว...”ลมหายใจสุดท้ายของยาสุโมชิค่อยๆ หมดลง มือหนาของเขาค่อยๆ หลุดไปจากมือเรียวงามทั้งสองข้าง จนดิ่งลงสู่พื้น สึรุฮิเมะเริ่มมีสีหน้าตกใจนิดๆ ก่อนที่จะก้มหน้าร้องไห้สะอื้นออกมา มือเรียวงามทั้งสองข้างนั้นพลางยกขึ้นปิดใบหน้า ในระหว่างนั้นก็มีลูกไฟฮิโตดามะสีม่วงเข้มถูกดูดออกมาจากร่างหนาของยาสุโมชิ เข้าไปในตัวของคมดาบเจ็ดเขี้ยวสักพัก ความโศกเศร้าก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้น สึรุฮิเมะเรียกดาบคาตานะมายาออกมาและพุ่งเข้าฟันใส่อุวาบามิด้วยความโกรธแค้นที่สุมอยู่เต็มอก แต่พวกพ้องของเขาก็ได้ใช้ขวานไฟขนาดยักษ์คู่ใจเข้ามาช่วยป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน พร้อมกับเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแท้จริงแล้ว มันคือร่างจำแลงของคิโดวมารุ กระทิงแห่งไฟพยาบาท ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอสุรกายครึ่งมนุษย์ครึ่งกระทิงขนาดใหญ่ที่มีดีกรีความดุร้ายที่ราวกับราชสีห์ มีลมหายใจเป็นเปลวไฟอันร้อนระอุคิโดมารุปัดคมดาบของสึรุฮิเมะไปยังทิศทางอื่นก่อนที่จะจามขวานไฟขนาดยักษ์เข้าใส่ร่างงามของเธอ แต่เคราะห์ยังดีที่โอจิรีบพุ่งเข้ามาป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากต่อสู้กัน เสียงหอกคู่ใจของโอจิที่กระทบกระทั่งกับขวานยักษ์ของคิโดมารุนั้นดังสนั่นกึกก้องไปทั่วศาลเจ้าที่อยู่ในท่ามกลางเพลิงไหม้อันร้อนระอุ“ฝีมือของเจ้าก็ไม่เบาเลยนี่ แต่เสียใจด้วยที่ศัตรูของข้ามันไม่ใช่เจ้า”ทั้งสองฝ่ายต่างก็กระโดดถอยหลังออกมา ฝ่ายโอจิกับสึรุฮิเมะต่างก็พุ่งเข้าโจมตีใส่อีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง แต่ทว่า ก็ได้มีบางสิ่งปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าโอจิกับสึรุฮิเมะและขัดขวางพวกเขาทั้งสองไว้

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน