ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 17-3 : ผู้สื่อข่าวจำเป็น1

     

            หรือว่ายังไม่สัมภาษณ์ดีนะ

            ผมยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งชั่งใจกับตัวเอง ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วสาวเท้าเข้าไปหาถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ต้องลำบากตอนจบอยู่ดีอิสรามอบหมายภารกิจให้ผมสุ่มสัมภาษณ์ใครก็ได้มาสามคน ตามคำถามที่เธอเตรียมไว้ให้ชายผู้นั้นละสายตาจากแก้วเบียร์เงยหน้ามองผม

            “สวัสดีครับ เราชื่อ ประชา มาจากสำนักข่าวซัมนิวส์ จะขอสัมภาษณ์ท่าน...เออ” ผมทำทีกระแอมไอปกปิดการพูดที่ไม่ลื่นไหล ไม่ได้แนะนำตัวอะไรมากมายถือว่าเป็นตัวแทนสำนักข่าวมาทำงานนี้ ถ้าไม่ไปมีเรื่องกับใครประวัติส่วนตัวผมก็คงไม่ถูกขุดคุ้ย

            ชายผู้นั้นยังคงนิ่งเงียบเขาเพียงชำเลืองมองผมแวบหนึ่ง แล้วก็หันกลับไปสนใจดนตรีต่ออย่างเสียมารยาท ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องงาน คงเดินหนีไปแล้ว

            “...จะขอรบกวนเวลาท่านสักสองสามนาทีได้ไหมท่าน...” ผมทำเสียงอ้อนวอนให้สุภาพที่สุด พลางชี้มาที่เข็มกลัดพนักงานสำนักข่าวบนแขนเสื้อผมตั้งค่าอนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะชื่อสกุลและตำแหน่งงานไว้ล่วงหน้า ผมเห็นเขายื่นหน้าเข้าเพ่งมองเข็มกลัดในช่วงเวลาสั้นๆ คงกำลังสแกนเอสเอ็นโค้ดด้วยเอวีเอสอีรุ่นครอบตาอันเดียวเมื่อรวมกับผ้าโพกหัวที่เขาสวมแล้วคล้ายคลึงกับโจรสลัด

            “อนณ นะโม” ชายหนุ่มคนนั้นยอมปริปากบอกชื่อสกุลตนเองแต่สีหน้ายังเรียบเฉย “นั่งลงก่อนสิ ท่านนักจับใจความ ประชา”

            ผมหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ที่นั่งตรงข้ามเขาตามคำเชิญแล้วสำรวจคู่สนทนาตรงหน้า เขามีผมเผ้าหนวดเครายาวรุงรังยาวกว่าก่อนที่ผมจะไปร้านตัดผมด้วยซ้ำ

            “เราจะขอถามคำถามท่านเกี่ยวกับพรรคสักสองสามข้อ จะได้ไหมครับ และจะขอถ่ายวีดีโอไปด้วย น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที”ผมทำทีหลบตาไปความหากล้องวีดีโอในกระเป๋าเป้ออกมารู้สึกว่าสายตาชายผู้นี้เคร่งขรึมเกินไปจนกดดัน

            “ท่านจะทำอะไรก็รีบ ๆ ทำเลย”ชายผู้นั้นรัวคำพูดโดยไม่มีหางเสียงพูดจาแบบเด็กวัยรุ่นในยุคผมทั้งที่อายุก็น่าจะถึง 30 ปีแล้ว ผมพยายามซุกซ่อนความหงุดหงิดไว้ อีกฝ่ายไม่ถามถึงสภาวิชาชีพซึ่งผมไม่ได้เข้าก็ดีแค่ไหนแล้วเขาคงเอาเรื่องบริษัทซัมนิวส์แทนกรณีที่ผมทำผิดจรรยาบรรณ

            เพลงยังคงบรรเลงต่อไปผมไม่จำเป็นต้องเอาไมโครโฟนไปจ่อปากเขาเพราะ ในกล้องฝังเอไอที่ช่วยขยายเสียงที่ต้องการและตัดเสียงรบกวน[1]ได้ดีอยู่แล้ว

            “หลังจากท่านมาฟังเวทีปราศรัยที่นี่...หมายถึงของพรรคอัตตา ท่านจะเลือกพรรคนี้ไหม หรือท่านมีพรรคอะไรในใจ เพราะอะไร”ผมขมวดคิ้วขณะอ่านตามโพยในโทรศัพท์มือถือ อิสราเขียนคำถามไว้ในไฟล์ที่ส่งให้ผมหมดแล้วผมยังคิดอยู่เลยว่าถามตรง ๆ แบบนี้เขาจะกล้าตอบเหรอดูยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวมากเกินไป

            “ไม่เลือก เราจะเลือกทาลี่เพราะอะไรเหรอ ก็นโยบายดีกว่า แค่นั้นแหละ” อนณตอบห้วน ๆ ผมไปต่อไม่ถูกเลย

            “ท่านพอจะอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมว่านโยบายดีกว่ายังไง”

            “ดีกว่าทุกเรื่อง” ชายผมยาวตอบสไตล์เดิม“ท่านทำข่าวมาก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ไม่มีนโยบายไหนเหมือนกันเลย”

            “ขอบคุณสำหรับคำถามครับ” ผมตัดใจเปลี่ยนไปข้อต่อไป เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากตอบ เค้นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา“ที่ท่านมาในวันนี้ ท่านได้อะไรที่เป็นประโยชน์จากการฟังบ้าง”

            “ไม่ได้อะไรเลย” คำตอบเขาทำผมอึ้งชายผมยาวจิบเบียร์อีกหนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เพราะเรายังไม่ได้เข้าไปฟังเลย”

            ผมอยากพุ่งไปต่อยหน้าเขาโทษทาสที่กวนประสาทสรุปว่ามีคนที่ตรงรี่เข้ามาตลาดอย่างเดียวจริง ๆหรือว่าผมผิดเองที่ไม่รอถามหลังจากการปราศรัยเสร็จ แต่ผมก็ไม่ได้ทำผิดคำสั่งอิสราบอกว่าถ้ามีเวลาว่างก็ไปสัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้าได้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยทีหลัง

            ผมลอบถอนหายใจไม่ให้เขาเห็นขณะก้มอ่านคำถามที่สาม

            “ท่านชอบอะไรพรรคนี้...หมายถึงพรรคอัตตาจงบอกข้อดีข้อเสีย และข้อเสนอแนะในความเห็นของท่าน” ผมเพิ่งตระหนักหลังพูดจบว่าอ่านตามตัวหนังสือ ไม่มีศิลปะในการพูดเลยแม้แต่น้อยชายผมยาวหลับตาครู่หนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิด แล้วเอ่ยปาก

            “ข้อดีหรือ...ก็แค่รักษามาตรฐานตามมาตรฐานพรรคการเมืองทั่วไปได้ข้อเสียเพียบ แต่ที่ใหญ่สุดคือ ชอบพูดเกินจริง และวางเคโอไอเวอร์ ๆทำไม่ได้จนต้องเสียเก้าอี้ รมต. มาตั้งหลายคนแล้ว ยังไม่รู้จักเข็ดหลาบไม่รู้ว่าคนที่ชอบ เขาชอบกันลงได้ไง....ท่านคิดว่าไง”

            ผมสะดุ้งโหยงไม่คิดว่าจะเจอหมัดฮุกสวนกลับ ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเรื่องนี้มาแต่น้อย

            “พวกเขาคงชอบผลงานเก่า ๆที่เคยทำมากระมัง” ผมตอบสั้น ๆ ตามที่ได้ฟังมาเมื่อครู่นี้ไม่อยากพูดอะไรมากขณะที่กล้องจับจ้องอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เป็นกลาง

            “เราก็ว่าคนชอบคงยึดติดแต่ความสำเร็จในอดีตทั้งที่ผู้สมัครก็หน้าใหม่เกินกว่า 90% แล้ว ผลงานห้าปีหลังนี่ไม่ได้เรื่องเลยถ้าจะเสนอแนะก็ต้องบอกว่าคิดให้ดีก่อนจะวางเคโอไออะไรชอบเขียนอะไรที่ถ้าไม่คลุมเครือก็เขียนแบบเอาใจประชาชนเกินไปมีแต่อะไรที่เป็นไปไม่ได้ ดูอย่าง นโยบายของประนอมกับไกรลพเป็นตัวอย่าง ใกล้เช็กพ็อยนต์ทีก็ขอเลื่อนทีการพูดก็ไม่ได้เรื่อง ถามมาก็ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แถบ้าง ใช้ตรรกะวิบัติบ้างคะแนนการเมืองก็โดนตัดมาแล้วหลายรอบ รอบต่อไปเดาว่าไม่รอดแน่คงไม่โชคดีเหมือนเมื่อก่อน”

            อนณพรั่งพรูคำวิจารณ์มาเป็นชุดเขาคงเก็บกดมานาน ผมฟังเกือบไม่ทัน โชคดีที่ตามข่าวเรื่องนี้อยู่ประชาชนเพิ่งมีประชามติอนุมัติให้ประนอมเลื่อนการประเมินตัวชี้วัดนโยบายยกเลิกยูบีไอขั้นที่สามออกไปก่อนสายตาชายผมยาววนไปดูบรรยากาศรอบตัว มองวงดนตรีที่บรรเลงเพลงอย่างเมามันแล้วมาหยุดจับจ้องที่ผม  

            “ท่านเป็นนักข่าวจริง ๆ เหรอเห็นดูแบบว่ายังไง ... แบบว่าตะกุกตะกัก”

            ผมเริ่มโมโหนิด ๆไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงขนาดนี้ แต่ก็คงจริงผมห่างเหินจากการพูดในที่ชุมชนมานานมากแล้ว ทักษะด้านนี้ก็หายไปเกลี้ยงตามกาลเวลาอิสราโกหกผมเรื่องที่บอกว่างานง่าย ๆ ไม่ต้องใช้ทักษะอะไร

            “เราเป็นแค่ผู้ช่วยหัวหน้าเราไปสัมภาษณ์นักการเมืองอีกคน” ผมสารภาพตามตรงถ้าโดนจับได้ว่าโกหกบริษัทจะเสียชื่อมากกว่า

            “มิน่าล่ะ” ชายที่ชื่ออนณพยักหน้าช้า ๆตรงกับจังหวะเพลงพอดี “ท่านเห็นว่าเราควรยกเลิกการกระจายอำนาจรึเปล่า”

            ผมขนลุกเกรียว โดนปล่อยหมัดใส่อีกแล้วพลาดที่ไม่ยอมลุกออกไปให้เร็วกว่านี้

            “...ก็ไม่เชิง...”

            “ปิดวีดีโอนั่นก่อนก็ได้”ชายผู้นั้นแนะนำ “ท่านจะได้กล้าพูดความคิดเห็นส่วนตัว คิดซะว่าเราชวนคุยเล่น ๆไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสำนักข่าวของท่าน เราไม่เอาข้อมูลในเอวีเอสอีเราไปเผยแพร่หรอก แต่ถ้าท่านกลัวเดี๋ยวเราปิดก็ได้”

            อนณใช้มือแตะหูขวาของตนเองผมเพิ่งสังเกตว่ามีเอวีเอสอีซ่อนอยู่ภายใต้เส้นผมอันรกทึบนั้นมันมีส่วนของกล้องเป็นก้านเล็ก ๆ ยื่นต่ออกมาให้พ้นจากการบดบังของเส้นผม ไฟสีเขียวที่เคยปรากฏขึ้นเหนือเลนส์ของกล้องดับลงเป็นสัญญาณสากลบ่งชี้ถึงการปิดการบันทึก ผมเลยทำบ้าง ปิดสวิตช์กล้องแล้วพับเก็บยัดใส่กระเป๋าผมเห็นตุ๊กตาเต่าที่แอบซ่อนอยู่ในเป้ส่งยิ้มทักทายให้กำลังใจ จุดนี้คงหลีกเลี่ยงที่จะตอบไม่ได้จะอ้างว่าติดงานก็คงไม่ได้ ดันบอกไปแล้วว่ามีเวลา 15 นาที นี่ยังผ่านไปแค่หกนาทีก็ถามจบทั้งสามข้อผมกลืนน้ำลาย แล้วเค้นความรู้จากส่วนลึกที่สุดของความทรงจำสมัยเป็นนักกิจกรรมออกมาความคิดที่เคยเฉื่อยชาในหัวเริ่มเรียงตัวเป็นประโยคที่คุ้นอย่างน่าประหลาดใจ

            “เราว่ายกเลิกก็ไม่แปลกอะไรเมื่อสมัยก่อนก็เป็นแบบนั้น มีแต่รัฐส่วนกลาง”

            “ท่านพูดจริงเหรอ ตั้งแต่เราเกิดมาจังหวัดพฤฒธานีก็ปกครองตนเองตลอด ไม่เคยคืนส่วนกลางเลยนะ”คู่สนทนาผมตาเบิกโพลงอย่างประหลาดใจ

            “เราพูดจริง เคยอ่านเจอในหนังสือว่าเมื่อ 100กว่าปีก่อน รัฐบาลยังปกครองแบบรวมศูนย์อยู่เลย” ในใจผมรู้ดีว่าความรู้นี้ไม่ได้มาจากข้อมูลในตำราแต่เป็นเศษเสี้ยวจากโลกอดีตที่ผมเคยใช้ชีวิต แม้บัดนี้จะเป็นเหมือนเป็นสถานที่อันไกลโพ้นที่ไม่อาจกลับไปได้อีกผมอธิบายต่อให้อนณที่รอฟังอย่างใจจดจ่อ

            “เพิ่งเริ่มต้นกระจายอำนาจให้ อบจ.ในรัฐธรรมนูญปี 25...“ ผมพึ่งพากระแอมไอกลบเกลื่อนอีกรอบ เคยชินกับพูดปี พ.ศ.สมองผมลบเลขในใจอย่างรวดเร็ว “... รัฐธรรมนูญปี 1997 นี่เองเพิ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดนโยบายของตนเอง”

            “เดี๋ยวนะ อบจ. ที่ท่านพูดถึงคืออะไร”

            คำถามของอนณทำให้ผมแอบยิ้มอย่างมีชัย ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าเขาไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาสมัยเรียนมัธยมปลายผมพูดเรื่องพวกนี้เป็นสิบ ๆ รอบ แม้จะลืมไปมากแต่ก็มั่นใจว่ามากกว่าคู่สนทนาของผมแน่ ธรณีเคยเล่าว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนภูมิภาคถูกผนวกรวมกันตั้งแต่การกระจายอำนาจครั้งใหญ่นำมาสู่การปกครองระดับจังหวัดที่เปรียบเสมือนประเทศแต่มีขนาดเล็กกว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันอยู่บ้างมีสภาจังหวัดเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่เขียนกฎหมายข้อบังคับหรือข้อบัญญัติที่บังคับใช้ในจังหวัดได้มีผู้ว่าราชการจังหวัดและทีมงานที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องทำงานภายใต้ตัวชี้วัดเคโอไอเช่นเดียวกับรมต. จุดต่างคือยังมีการเลือกตั้งนายก อบต. และนายกเทศบาลดังเดิมแต่จะมีอำนาจน้อยกว่า ผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกันมีแต่คนเฒ่าคนแก่ที่ยังเรียกชื่อผู้ว่าฯ ติดปากว่าเป็นนายก อบจ. อยู่

            “ย่อมาจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดคือส่วนท้องถิ่นที่ว่า แต่เมื่อก่อนอำนาจยังน้อยกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด” ผมยืดอกตอบอย่างมั่นใจ

            “แล้วมันดียังไง”

            “สั่งการได้เร็ว มีเอกภาพ ลดการใช้ทรัพยากรเพราะกระจายไปให้จังหวัดอื่นได้”

            “งั้นก็แสดงว่า...เมื่อก่อนทุกจังหวัดก็เจริญเท่าๆ กันเลยรึเปล่า”

            คำถามนี้ทำผมอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่ง

            “เออ... ตามทฤษฎีควรจะเป็นอย่างนั้น นะแต่สุดท้ายทั้งหมดก็ขึ้นกับประสิทธิภาพการบริหารของส่วนกลางอยู่ดี”ผมรีบเปลี่ยนหัวข้อ “ก็จะลดความเสี่ยงเรื่องทุจริต มีมาเฟียท้องถิ่นได้”

            “พูดเป็นเล่น จะเป็นมาเฟียท้องถิ่นได้ยังไงตรวจสอบกันละเอียดยิกยิกขนาดนี้เราว่าตอนรวมอำนาจแล้วมีมาเฟียส่วนกลางเจอหนักกว่าอีก เราว่าไม่มีมานานแล้วนะ”

            “ใช่ เมื่อก่อนก็มีข่าวจับคนทุจริตเอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง บ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้วคนที่เราเคยไปสัมภาษณ์ก็จะบอกตรงกันว่าช่วงแรกก็จะเลือกคนมีอิทธิพลแต่พอเวลาผ่านไปเริ่มเห็นผลงานก็จะเลือกจากนโยบายและตัวชี้วัดแทนก็เข้ารูปเข้ารอยเอง” ผมยกคำตอบที่เคยถามธรณีมาทั้งยวง ไม่ได้คิดเอง “เดี๋ยวตาเราสัมภาษณ์ท่านบ้างเปลี่ยนกัน”

            “อะไรเนี่ยท่านตอบไปแค่นิดเดียวอยู่เลย” ชายผมยาวโต้แย้ง ทว่าผมไม่สนใจชิงความได้เปรียบก่อน

            “ถ้าอนาคตท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น ท่านว่าจะท้องถิ่นจะแยกดินแดนหรือไม่”

            “ตลกละ” ชายผู้นั้นหัวเราะออกมาจริง ๆหน้าเขาแดงเรื่อด้วยฤทธิแอลกอฮอล์ “ต้องมีอำนาจขนาดไหนถึงจะเรียก แบ่งแยกดินแดนมีสภา มีฝ่ายบริหาร มีความโปร่งใส มีเคโอไอ แค่นี้นับแล้วเหรอ ทั้งที่ตำรวจยังเป็นของรัฐนายกรัฐมนตรีก็ยังออกนโยบายเศรษฐกิจมาบังคับใช้กับท้องถิ่นได้ถ้าประชาชนเห็นด้วยอ่ะนะ” เขาเว้นจังหวะ “กฎหมายระบุอำนาจที่ท้องถิ่นทำไม่ได้ชัดเจนอยู่แล้วจะเรียกว่าแบ่งแยกดินแดนได้ไง”

            “แต่ที่เหลือก็ทำได้หมดเลยนี่ การขนส่งการรักษาพยาบาล ร่างกฎหมายข้อบังคับท้องถิ่นก็ได้”

            “ก็ใช่ไงแต่ศักดิ์ของกฎหมายท้องถิ่นก็ต่ำกว่าระดับประเทศอยู่ดีรึเปล่าไม่ได้ปกครองตนเองสักหน่อย นี่ยังไม่นับการเทกโอเวอร์ของส่วนกลางนะ” เสียงของอนณเคร่งขรึมจริงจังขึ้น

            ผมรู้ดีว่าเขาพูดถึงอะไรหากผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารล้มเหลว ไม่สามารถหาใครมาทำหน้าที่ได้อีกประชาชนทั้งจังหวัดมีอำนาจทำประชามติเพื่ออนุมัติการคืนอำนาจให้ส่วนกลางปกครองหรือเทกโอเวอร์ชั่วคราว

            “เอาจริง ไม่มีใครอยากเทกโอเวอร์หรอกการริบอำนาจคืนเท่ากับริบตัวชี้วัดเคโอไอของท้องถิ่นนั้น ๆ ไปรับผิดชอบเพิ่มไม่ผ่านก็โดนออก แถมยังโดนคนท้องถิ่นจ้องจับผิดเพิ่ม” ชายผมยาวพูดจาออกแนวตัดพ้อผมว่าเขาเติมเบียร์มาหลายรอบจนเมาแล้ว ถ้าตรวจเลือดตอนนี้คงเกิน

            “ที่ท่านพูดมาก็จริง... great power...great responsibility“ ผมเผลอพูดคำคมอะไรไม่รู้ออกไปคลับคล้ายคลับคลาว่าเอามาจากหนังสักเรื่อง แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องไหนผมคงเมาเบียร์นิด ๆ

            “อะไรนะ” คู่สนทนาผมโน้มตัวมาใกล้ ๆเงี่ยหูฟัง เสียงผมคงไปตรงกับจังหวะเร้าใจของเพลงพอดี

            “ไม่มีอะไรครับ ” ผมปฏิเสธ ก่อนจะก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือตามสัญชาตญาณแล้วก็ต้องเผลออุทานออกมาเสียงดัง

            “ฉิบหายแล้ว!”

            ชายผู้นั้นสะดุ้งเฮือกแต่ผมไม่มีเวลาใส่ใจเขาอีกต่อไป ตัวเลขบนหน้าปัดฟ้องว่าเหลืออีกเพียงห้านาทีจะถึงเวลานัดหมาย

            เดินเข้ามาลึกขนาดนี้ไม่มีทางกลับไปดักรอเป้าหมายได้ทันแน่ ๆ


    [1]Noise-cancellation' เทคโนโลยีที่ช่วยลดหรือขจัดเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการจากสภาพแวดล้อมรอบตัวโดยสร้างคลื่นเสียงที่มีเฟสตรงข้ามมาหักล้าง

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน