ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 119 เริ่มการเคลื่อนย้าย

            ค่ายกลดาราเจ็ดมุมนี้มีขนาดประมาณหนึ่งฉื่อครึ่งค่อนข้างเหมือนทรงกลม

            ขณะนี้ดวงตาค่ายกลทั้งเจ็ดแห่งถูกค่ายกลขนาดย่อมของเสิ่นเสวียนดูดพลังธาตุทองเข้ามาไม่หยุดหย่อนเพื่อให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้มีพลังค้ำจุนอยู่

            ดวงตาค่ายกลทั้งเจ็ดแห่งนี้ต่างแสดงพลังสีขาวขุ่นออกมาพลังเหล่านั้นกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ใจกลางและเริ่มหมุนวนกลายเป็นวังวนพลังขนาดใหญ่

            นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดเล็กของเขาเพียงแต่ตอนนี้พลังของเขาต่ำมากเกินไป จึงสร้างได้เพียงค่ายกลเคลื่อนย้ายที่มีพลังอ่อนแรงเช่นนี้ทั้งยังเคลื่อนย้ายมนุษย์ไปไม่ได้ด้วย เคลื่อนย้ายได้เพียงร่างจิตวิญญาณเท่านั้น

            ทว่าใช้เคลื่อนย้ายผู้เฒ่าจี๋เล่อออกไปนั้นแค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว

            “นี่คืออะไร”

            ร่างจิตวิญญาณของผู้เฒ่าจี๋เล่อเหาะมาอยู่ข้างๆเสิ่นเสวียน พลางมองค่ายกลตรงหน้าด้วยความสงสัย

            ค่ายกลค่อนข้างเล็กมากเมื่อเทียบกับที่นี่ค่ายกลเคลื่อนย้ายเช่นนี้เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

            “ค่ายกลเคลื่อนย้ายท่านไม่เคยได้ยินหรือ”

            เสิ่นเสวียนมองผู้เฒ่าจี๋เล่อด้วยความประหลาดใจคงไม่ใช่ว่าบุคคลยิ่งใหญ่อย่างผู้เฒ่าจี๋เล่อจะไม่เคยเห็นค่ายกลเคลื่อนย้ายมาก่อนหรอกใช่ไหม! เขาคิดมาเสมอว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายธรรมดาๆเช่นนี้ไม่ใช่ความลับอะไร แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว

            “ค่ายกลเคลื่อนย้ายมีไว้ทำไม”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อราวกับเป็นเจ้าหนูจำไมในแววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความใสซื่อและความสงสัย

            “ค่ายกลเคลื่อนย้ายคือค่ายกลที่สามารถส่งท่านไปยังสถานที่อื่นได้”

            “เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่อื่น? หรือว่าจะรวดเร็วยิ่งกว่าเหาะไป”

            “เหาะ? รวดเร็วยิ่งกว่าเหาะมากไปถึงในพริบตา”

            “ข้าไม่เชื่อ”

            “หากไม่เชื่อท่านลองดูก็ได้”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพลางยิ้มตาหยี

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อยังคงสงสัยเขามองค่ายกลเคลื่อนย้ายที่พื้น รับรู้ได้ถึงคลื่นพลังมิติที่รุนแรงเขาไม่ได้บุ่มบ่าม ในฐานะที่เป็นผู้สูงส่งเขาเข้าใจดีถึงความอ่อนแอของร่างจิตวิญญาณพันปีที่ผ่านมานี้เขาไม่เคยกล้าทำให้ร่างจิตวิญญาณได้รับความเสียหายแม้แต่น้อยหากได้รับความเสียหายอาจรุนแรงถึงรากฐานเลยก็ได้

            ส่วนสิ่งที่เสิ่นเสวียนสร้างขึ้นนั้นแปลกมากเกินไปเขาไม่กล้าลองจริงๆ

            “ท่านไม่กล้า?”

            เสิ่นเสวียนถามอย่างยั่วยุ

            “ข้า...ใช่ ข้าไม่กล้า”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อยอมรับด้วยตนเองความไม่กล้าไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าที่น่าขายหน้าคือไม่กล้าแล้วยังไม่กล้ายอมรับอีก

            เมื่อการยั่วยุไม่เป็นผลเสิ่นเสวียนจึงยิ้มแห้งๆ พลางส่ายหัว

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อส่ายหัวปฏิเสธเพราะเขาระมัดระวังมากขนาดนี้ แม้จะผ่านไปพันปีแล้วร่างจิตวิญญาณของเขาจึงยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์

            เสิ่นเสวียนถอนหายใจออกมาอย่างจนใจอีกฝ่ายไม่เชื่อเขาแล้วจะทำอย่างไรดีมีเพียงอีกฝ่ายเท่านั้นที่จะเอาหินเฮยเย่ามาให้เขาได้ช่วยให้เขาหลอมรวมหยวนก่อกำเนิดห้าธาตุได้สำเร็จหากว่าเขาออกไปเอาเองเกรงว่าจะพลาดโอกาสนี้ไป

            “เจ้าไป”

            ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นในหูของผู้เฒ่าจี๋เล่อทำให้ผู้เฒ่าจี๋เล่อที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาทันทีและหันไปมองเสิ่นเสวียน

            เสียงนั้นดังมาจากร่างของเสิ่นเสวียนนั่นเอง

            “มองอะไรเจ้าเด็กดื้อแม้แต่คำของข้าเจ้ายังไม่ฟังอีกหรือ”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อมองเสิ่นเสวียนแล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอีกยิ่งทำให้ผู้เฒ่าจี๋เล่อรู้สึกเหมือนโดนโจมตีอีกครั้งอย่างรุนแรง

            “พี่หญิง! พี่หญิง ท่านอยู่ที่นี่ด้วยหรือ”

            ร่างจิตวิญญาณของผู้เฒ่าจี๋เล่อกำลังสั่นเทิ้มใบหน้าแก่ชราของเขาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น

            “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะจะไปหรือไม่ไป”

            “ไปๆๆ”

            เขาพยักหน้าหลายครั้งอารมณ์แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

            “เด็กน้อยข้าจะไปได้อย่างไร” ผู้เฒ่าจี๋เล่อถามเสิ่นเสวียนทันที

            “เรียกใครเด็กน้อยเรียกเขาว่าน้องชายสิ” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

            “ขอรับๆน้องชาย ข้าจะไปได้อย่างไร”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อเชื่อฟังคำสั่งนั้นมากไม่กล้าขัดคำสั่งแม้แต่น้อย ทำให้เสิ่นเสวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ มีสีหน้าเก้อเขิน

            ที่แท้นางก็ยอดเยี่ยมขนาดนี้ทำให้ผู้เฒ่าจี๋เล่อเชื่อฟังคำสั่งได้ด้วย

            “หลังจากเข้าไปแล้วออกมาอีกทีท่านจะอยู่ที่นั่นแล้วใช้พลังของท่านควบคุมหินเฮยเย่ามาวางลงในค่ายกลน่าจะไม่ใช่เรื่องยากแล้วก็เคลื่อนย้ายมาได้เลย กระทั่งข้าบอกให้หยุดก็พอ”

            “ได้ข้าเข้าใจแล้ว”

            เมื่อกล่าวจบผู้เฒ่าจี๋เล่อกลายเป็นกลุ่มจิตวิญญาณพุ่งเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้ายแล้วเขาก็เลือนหายไป

             

            “ท่านยอดเยี่ยมเช่นนี้นี่เอง”

            หลังจากผู้เฒ่าจี๋เล่อไปแล้วเสิ่นเสวียนจึงอดกล่าวขึ้นมาไม่ได้

            จากนั้นมิติตรงหน้าเขาก็มีร่างเงาของสตรีชุดแดงปรากฏขึ้น

            คิ้วคมดวงตางาม ใบหน้าไร้ที่ติ เรียกได้ว่าเป็นความงดงามที่สมบูรณ์แบบ

            นางก็คือเสวียนหลิงเอ่อร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในโลงศพสีแดงก่อนหน้านี้เมื่อครู่เสวียนหลิงเอ่อร์ตื่นขึ้นและออกคำสั่งแก่ผู้เฒ่าจี๋เล่อ

            “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้บอกเจ้าไปแล้วหรือว่าเด็กน้อยคนนี้เชื่อฟังคำสั่งเป็นอย่างดี”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ยิ้มมุมปากพอใจในท่าทีของผู้เฒ่าจี๋เล่อเป็นอย่างมากผ่านไปนับพันปีแล้วอีกฝ่ายยังคงมีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว

            “พวกท่านเกี่ยวข้องกันอย่างไร”

            “พวกข้าหรือนับว่าข้าเป็นกึ่งอาจารย์ของเขากระมัง”

            “กึ่งอาจารย์?”

            เสิ่นเสวียนกล่าวซ้ำคำของเสวียนหลิงเอ่อร์ซึ่งเป็นคำที่ไม่ธรรมดาเลยสามารถเป็นกึ่งอาจารย์ให้กับบุคคลขั้นศักดิ์สิทธิ์จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไรกันยิ่งพิสูจน์ถึงการคาดเดาของเขาก่อนหน้านี้ได้

            “ท่านไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าให้อีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

            “เจ้าก็เหมือนกัน”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ปรายตามองเสิ่นเสวียนด้วยรอยยิ้มแววตาของนางคล้ายจะมองเห็นเสิ่นเสวียนอย่างทะลุปรุโปร่งมองเห็นถึงความเป็นมาที่แท้จริงของเขาได้อย่างชัดเจน

            “รีบสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายของเจ้าเถอะ”เสวียนหลิงเอ่อร์ยิ้มน้อยๆ

             

            ส่วนผู้เฒ่าจี๋เล่อที่อยู่ภายในค่ายกลเคลื่อนย้ายอีกแห่งกำลังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงร่างจิตวิญญาณของเขาทะลวงผ่านมิติออกมา เป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก

            ทั้งชีวิตของเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะมีโชคได้ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายสักครั้งหนึ่งเขามองเห็นเพียงสีขาวขุ่นปกคลุมไปทั่ว ไม่เห็นอะไรเลยทั้งด้านหน้าและด้านหลังอดสงสัยไม่ได้ว่าเสิ่นเสวียนทำสำเร็จได้อย่างไร

            ขณะที่เขากำลังทอดถอนใจเบื้องหน้าพลันปรากฏแสงสีดำขึ้นมา หลังจากนั้นร่างจิตวิญญาณของเขาก็ถูกดูดเข้าไป

            “นี่คือที่ไหน”

            ร่างจิตวิญญาณของผู้เฒ่าจี๋เล่อร่วงหล่นลงไปในสภาพแวดล้อมที่มืดหม่นเขามองไปรอบๆ แล้วก็ต้องตื่นตกใจ

            หินเฮยเย่าขนาดเท่าภูเขาลูกย่อมๆตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา แม้หินเฮยเย่าจะหาง่ายกว่าธาตุทองแต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนี้ขนาดที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้แม้แต่เขายังไม่เคยเจอมาก่อนเลย

            “นี่ก็คือปลายทางช่วยข้าเคลื่อนย้ายหินเฮยเย่าเข้าไปในค่ายกลด้วย”

            เสียงของเสิ่นเสวียนดังมาจากค่ายกลเคลื่อนย้ายเข้าไปในหูของผู้เฒ่าจี๋เล่อ

            ค่ายกลเคลื่อนย้ายนั้นเป็นเหมือนหลุมดำอยู่ข้างๆเขา มันกำลังหมุนวนไปไม่หยุด มีขนาดราวหนึ่งฉื่อครึ่งลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่มีอะไรเชื่อมต่อ ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก

            ตอนนี้ผู้เฒ่าจี๋เล่อเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเสิ่นเสวียนจึงไม่ยอมคารวะเขาเป็นอาจารย์เขาไม่เคยเห็นความสามารถของอีกฝ่ายมาก่อน แบบนี้ให้เขาคารวะอีกฝ่ายเป็นอาจารย์น่าจะเหมาะกว่า

            เขาเลื่อมใสในผู้แข็งแกร่งมากเสิ่นเสวียนเข้าใจในผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเขา รอยเหยียดหยามที่เกิดขึ้นในแววตาของเขาก่อนหน้านี้พลันเลือนหายไปบวกเข้ากับความหวาดกลัวต่อเสียงของเสวียนหลิงเอ่อร์ยิ่งทำให้เขากลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย

            จากนั้นผู้เฒ่าจี๋เล่อก็เหาะขึ้นไปบนภูเขาหินเฮยเย่าเขาใช้มือแทนมีดออกแรงฟันลงไปบนภูเขาหินเฮยเย่าอย่างแรงจนเกิดรอยแตกร้าวจากนั้นเขาก็ฟันลงไปอีกหลายครั้งทั้งด้านซ้ายและขวาทำให้หินเฮยเย่าถูกแยกออกเป็นหลายก้อนราวกับหั่นผลไม้

            แล้วเขาก็ใช้พลังห่อหุ้มหินเฮยเย่าเหล่านี้ส่งพวกมันเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่หลายครั้ง

             

            ภายในสุสานเสิ่นเสวียนกำลังเฝ้าอยู่ข้างๆ ค่ายกลเคลื่อนย้ายคอยรวบรวมหินเฮยเย่าที่ส่งผ่านเข้ามา แล้วกองรวมกันไว้ข้างๆ

            ตอนที่เสิ่นเสวียนกำลังยุ่งอยู่เสวียนหลิงเอ่อร์ที่เฝ้าดูพลันขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า คล้ายจะมองทะลุผนังหินออกไปเห็นท้องฟ้าภายนอกได้

            “มีผู้แข็งแกร่งเข้ามาที่นี่โลกนี้ไม่สงบสุขเอาเสียเลย”

            นางกล่าวพึมพำด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน