King of world ราชันแห่งพิภพ

    แคสเตอร์สร้างผลงาน


    ตูมมมม!
    เกิดเสียงดังสนั่นดังมาจากด้านบนพร้อมกับร่างแสงจันทร์หลายร่างที่แตกสลายหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ!
    “แคสเตอร์มันกำลังฆ่าร่างต้นของพวกเรา! ทุกคนสลายร่างแสงจันทร์กลับไปที่เมืองหลวงเดี๋ยวนี้!!!”ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนแผดร้องเสียงดังลั่นแล้วสลายร่างไปก่อนใคร
    การใช้งานร่างแสงจันทร์เปรียบเสมือนการนำจิตวิญญาณมาสิงสู่ในอีกร่างหนึ่งทำให้ร่างต้นของพวกเขาอยู่ในสภาพไร้สติปราศจากการป้องกัน
    ขณะสลายร่างผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนได้แต่โทษตัวเองด้วยความเจ็บใจเพราะไม่คิดว่าแคสเตอร์ที่หายตัวไปตลอดที่แท้ก็เฝ้ารอโอกาสนี้
    โอกาสที่ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนจะใช้ร่างแสงจันทร์ทำให้ไม่มีผู้ใดอยู่ปกป้องเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีน!
    แต่จะโทษผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะสมาชิกของเผ่าพันธุ์มูนควีนทุกคนต่างรู้ดีว่าระบบป้องกันของเมืองหลวงพวกเขานั้นสุดยอดแค่ไหน
    ระบบป้องกันของเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นดีกว่าเมืองหลักทุกเมืองนับสิบเท่าทำให้ยากที่ใครจะโจมตีและแฝงตัวเข้ามาโดยที่เผ่าพันธุ์มูนควีนไม่รู้ตัว
    แต่ถึงอย่างนั้นแคสเตอร์กลับทำได้!
    ดวงตาสีมรกตเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเคียดแค้น ที่รอบตัวของผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นมีเปลือกไม้เรืองแสงที่ก่อตัวเป็นรูปทรงไข่ปกป้องอยู่ แต่ที่ด้านหนึ่งนั้นมีร่องรอยของการถูกทำลายแต่ก็ถูกซ่อมแซมใหม่อย่างรวดเร็ว
    ก่อนจะใช้ร่างแสงจันทร์นั้นผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนได้แต่งกายให้เหมือนนักรบกลายพันธุ์คนอื่นๆคือสวมชุดคลุมสีขาวไว้ปกปิดตัวตน แต่ต่างกันที่ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นมีหน้ากากลายไม้ปกปิดหน้าไว้อีกชั้นหนึ่ง
    แต่ในเวลานี้บนแผ่นหลังของผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนก็มีบาดแผลขนาดใหญ่เกิดขึ้น เลือดสีแดงคล้ำไหลอาบย้อมชุดคลุมสีขาวจนเปียกชุ่มไปหมด ริมฝีปากใต้หน้ากากมีเลือดจำนวนหนึ่งไหลซึมออกมาบ่งบอกว่าได้รับบาดเจ็บภายในหนักพอดู
    แต่ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนกลับไม่ได้สนใจบาดแผลของตน ทำเพียงแค่ยื่นมือไปแตะที่เปลือกไม้เรืองแสงแล้วพูดอย่างรวดเร็วว่า
    “ขอบใจมากมหาพฤกษาแสงจันทร์!”เปลือกไม้เรืองแสงสั่นเบาๆเป็นการตอบรับ ก่อนจะหดตัวกลับไปเช่นเดิม
    ที่แท้ผู้ที่ปกป้องผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนก็คือมหาพฤกษาแสงจันทร์!
    ในส่วนอื่นของมหาพฤกษาแสงจันทร์ มันอาจจะเป็นได้แค่ต้นไม้เรืองแสงที่สามารถส่งร่างแสงจันทร์ออกมาได้อย่างอิสระ แต่ในเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้น มหาพฤกษาแสงจันทร์สามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก!
    เมื่อเปลือกไม้เรืองแสงที่บดบังสายตานั้นหายไป ทันใดนั้นภาพที่มองเห็นก็ทำให้ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนต้องเลือดขึ้นหน้า
    รอบตัวของผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นเต็มไปด้วยเหล่านักรบกลายพันธุ์ที่มีเปลือกไม้เรืองแสงรูปทรงไข่ที่ห่อหุ้มปกป้องพวกเขาไว้ แต่ก็มีจำนวนหนึ่งที่มีร่องรอยการถูกทำลายและด้านในนั้นก็มีร่างในชุดคลุมสีขาวจำนวนหนึ่งนอนแน่นิ่งโดยไร้ซึ่งศีรษะประดับบ่า!
    ดูเหมือนว่าสถิติไร้ผู้เสียชีวิตในสงครามของเผ่าพันธุ์มูนควีนได้ถูกทำลายแล้วในคืนนี้!
    สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนชายวัยกลางคนร่างท้วมดีดตัวไปมาบนอากาศหลบหนีกิ่งไม้ยักษ์ที่พุ่งเข้าแทงเขาอย่างบ้าคลั่ง โดยในมือหิ้วศีรษะอยู่จำนวนหนึ่งโบกไปมาอย่างสนุกสนาน
    “แคสเตอร์!!!!!”ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนตวาดลั่นพุ่งทะยานเข้าหาแม่ทัพแห่งกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนในทันทีโดยมีเจตนาฆ่าฟันปรากฏอย่างชัดเจนในดวงตา
    “เคี๊ยกๆๆ ยินดีที่ได้พบผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีน เจ้ามาช้าไปหน่อยนะ!”แคสเตอร์ยกหนึ่งในศีรษะในมือขึ้นไว้ ศีรษะนั้นจู่ๆก็ปูดบวมขยายใหญ่ขึ้นจากนั้นแคสเตอร์ก็ขว้างศีรษะนั้นเข้าใส่ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนทันที
    วี๊ดดดด!
    ศีรษะนั้นพุ่งแหวกอากาศส่งเสียงแหลมราวกับเป็นดาวหาง เพียงพริบตาเดียวก็มาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีน
    เปรี้ยงงงง!

    ณ อดีตเมืองหลักแห่งสุดท้ายใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีร่างแสงจันทร์ที่เคยมีอยู่นับพันก็หายวับไปไม่มีเหลือ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่แค่เหล่ากองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่รู้สึกมึนงง กระทั่งสองแม่ทัพก็กำลังมึนงงแทบไม่ต่างกัน
    “เจ้าแคสเตอร์มันกล้าบุกเดี่ยวขึ้นไปบนเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนจริงๆงั้นหรือ?”ดองเต้หันไปถามเมดิสที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยความไม่แน่ใจ
    “ขะ...ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”แม้แต่มดิสก็มีน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก
    ในหมู่พวกเขาสามแม่ทัพ พวกเขาต่างพากันรู้อยู่แก่ใจว่าในแง่ของความแข็งแกร่งเมดิสและดองเต้นั้นมีระดับใกล้เคียงกัน แต่ตัวแคสเตอร์นั้นอ่อนแอกว่าเมดิสและดองเต้อยู่ระดับหนึ่งหรือพูดง่ายๆก็คือในสามแม่ทัพนั้นแคสเตอร์เป็นคนที่อ่อนแอที่สุด
    แล้วเหตุใดเจ้าคนที่อ่อนแอที่สุดอย่างแคสเตอร์ถึงได้กล้าบุกเดี่ยวขึ้นไปยังเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มูนควีนได้ทั้งๆที่รู้ว่าที่นั่นมีนักรบกลายพันธุ์นับพันรอรุมกระชากเนื้อเขาเป็นชิ้นๆอยู่
    วูบ!
    ไม่ปล่อยให้ความสงสัยของสองแม่ทัพอยู่นาน อยู่ๆที่ด้านหน้าของทั้งคู่ก็มีประตูวาร์ปโผล่ขึ้นมา
    ถึงหน่วยผู้ใช้มิติจะใช้สกิลผนึกมิติไว้รอบๆมหาพฤกษาแสงจันทร์ แต่ภายในขอบเขตมหาพฤกษาแสงจันทร์นั้นยังสามารถที่จะวาร์ปไปมาได้อยู่
    หญิงสาวผิวสีฟ้าคนหนึ่งที่อยู่ในชุดสาวใช้เดินออกมาจากประตูวาร์ปแล้วก้มศีรษะให้กับสองแม่ทัพ จากนั้นจึงกล่าวว่า
    “ท่านเมดิส ท่านดองเต้ ข้าเป็นผู้ใช้มิติคนสนิทของท่านแคสเตอร์ ตอนนี้ข้าได้วางจุดวาร์ปไว้ที่เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนแล้ว ท่านแคสเตอร์จึงสั่งให้ข้ามารับพวกท่านและกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนขึ้นไปข้างบนเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีน เพื่อกวาดล้างเผ่าพันธุ์มูนควีนให้เสร็จสิ้นในคืนนี้”
    ดวงตาของสองแม่ทัพเปล่งประกาย บนสีหน้านั้นมีความทึ่งปนกับชื่นชมเผยออกมาให้เห็น
    “ไม่น่าเชื่อว่าแคสเตอร์จะมีหัวคิดขนาดนี้”
    “เหอะๆ! ฉลาดสมเป็นเจ้าหมูตอนจอมเจ้าเล่ห์จริงๆ”
    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าครั้งนี้แคสเตอร์ได้สร้างผลงานครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ ไม่แน่ว่าเมื่อกลับไปเขาอาจจะได้รับการตบรางวัลจากเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนครั้งใหญ่
    สองแม่ทัพไม่รอช้าหันไปตะโกนสั่งกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนให้รีบเข้าไปในประตูวาร์ป โดยที่ทั้งคู่พร้อมกับเหล่านักรบกลายพันธุ์กองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนได้ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อช่วยเหลือแคสเตอร์ที่อยู่ด้านบน
    ในเวลาไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงต่อสู้อันดุเดือดดังสนั่นมาจากด้านบนเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนบ่งบอกว่าเหล่านักรบกลายพันธุ์จากทั้งสองฝ่ายได้เข้าห้ำหั่นกันแล้ว!
    เหล่ากองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่เป็นคนธรรมดากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่มีใครอยากจะขึ้นไปข้างบนเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนสักคนเดียว ประตูวาร์ปในสายตาของพวกเขาในตอนนี้ไม่ต่างจากประตูสู่ความตาย
    อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครที่กล้าขัดคำสั่งของสองแม่ทัพ โทษที่จะได้รับหลังหนีทัพนั้นร้ายแรงเสียยิ่งกว่าความตายซะอีก
    ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่ทั้งกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจะเดินทางเข้าประตูวาร์ปไปหมด เนื่องจากมีทหารหลายคนอิดออดพยายามถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด แต่ท้ายที่สุดอดีตเมืองหลักแห่งสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มูนควีนก็เหลือเพียงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว เหลือเพียงเศษซากสงครามและซากศพ
    ผู้ใช้มิติสาวใช้เปลี่ยนจุดหมายบนประตูวาร์ปเตรียมตัวจะหันหลังจากไป แต่ก็มีบางอย่างมาจุดประกายความคิดของเธอ
    เธอหันไปกวาดมองพื้นที่บริเวณรอบตัวอีกครั้ง หากมองผ่านๆมันอาจจะเต็มไปด้วยเศษซากจางสงคราม แต่เมื่อคิดดีๆจะรู้ว่าทั้งหมดนั้นคือสมบัติ!
    การอยู่ใต้เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนแม้จะเสี่ยงอันตรายแต่ก็เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดาก็จะต้องมีอุปกรณ์จัดเก็บมิติพกไว้ติดตัว แน่นอนว่าเหล่าทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนก็ด้วย ซึ่งภายในจะต้องมีของใช้จำเป็น คอร์จำนวนหนึ่งและอาจรวมถึงของล้ำค่าบางอย่าง
    แต่ผู้ใช้มิติสาวใช้ไม่ได้สนใจสมบัติของเหล่าทหารธรรมดาๆทั่วไป สิ่งที่เธอสนใจก็คือสมบัติของนักรบกลายพันธุ์ต่างหาก!
    โดยเฉพาะนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 !
    นี่ยังไม่รวมถึงรูปีในศีรษะของพวกเขา
    อันตัวผู้ใช้มิติสาวใช้นั้นไม่ใช่นักรบกลายพันธุ์ด้วยซ้ำ ดังนั้นขอแค่เธอได้รูปีสักชิ้นนั้นก็จะทำให้เธอร่ำรวยมหาศาล
    อีกอย่างผู้ใช้มิติสาวใช้ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบไปไหน ด้วยสิทธิพิเศษของผู้ใช้มิติที่มีค่ามากในแต่ละเผ่าพันธุ์ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการต่อสู้ด้านบน มีหน้าที่แค่รอพวกเขาสู้เสร็จแล้วไปรับเหล่าทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนเดินทางกลับเท่านั้น
    ผู้ใช้มิติสาวใช้ยกเลิกสกิลวาร์ปทำให้ประตูวาร์ปนั้นหายไป จากนั้นสาวเท้าเดินไปลงมือค้นตัวศพของเหล่านักรบกลายพันธุ์อย่างขะมักเขม้น เธอจัดการเก็บรวบนำแหวนมิติ กำไลมิติ ถุงมิติไปเก็บไว้ในสร้อยคอมิติของเธอจากนั้นก็มองไปที่ศีรษะของนักรบกลายพันธุ์คนหนึ่งพลางเลียริมฝีปาก นำดาบออกมาแล้วฟันลงไปเต็มแรง
    เพล้ง!
    ดาบชั้นดีหักเป็นสองท่อนคามือผู้ใช้มิติสาวใช้ โดยที่ศีรษะของนักรบกลายพันธุ์มีแค่รอยแดงจางๆเหมือนถูกเล็บข่วนเท่านั้น
    ผู้ใช้มิติสาวใช้อ้าปากค้าง ก่อนจะนำอาวุธออกมาหลายชิ้นระดมฟาดไปที่ศีรษะนั้นอย่างบ้าคลั่ง!
    “ไม่นะๆๆๆ ออกมาสิ! เอารูปีของข้าออกมา!!”ผู้ใช้มิติสาวใช้ระดมฟาดอาวุธในมือโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแม้กระทั่งเสียงปะทะอย่างดุเดือดด้านบนศีรษะของเธอ
    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด แต่ในตอนนี้แขนทั้งสองข้างของเธอนั้นปวดและชาด้านไปหมดแล้ว ส่วนศีรษะของศพนักรบกลายพันธุ์ก็มีเพียงแค่รอยบาดแผลเล็กๆเท่านั้น
    “ทำไมเป็นอย่างนี้นะ!”ผู้ใช้มิติสาวใช้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ รูปีมูลค่ามหาศาลอยู่ใกล้แค่นี้แต่เธอกลับไม่สามารถนำมันออกมาได้
    แต่ผู้ใช้มิติสาวใช้ยังไม่หมดหวัง เธอหันไปมองรอบๆหวังจะเห็นบางอย่างที่สามารถช่วยเธอได้ แต่เมื่อหันไปมองด้านหลังเธอก็พบว่ามีทหารในชุดเกราะเก่าๆคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว!
    “ว้ายยย!”ผู้ใช้มิติสาวใช้อุทานเสียงหลงแต่ทหารผู้นั้นไม่แม้แต่สะทกสะท้าน
    “จะ..เจ้าเป็นใคร! ทหารหนีทัพอย่างงั้นหรอ!”ผู้ใช้มิติสาวใช้ถามเสียงเข้ม
    ทหารผู้นี้ยืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเสียงเรียบว่า
    “พึ่งฟื้น! คนอื่นหายไปไหนหมด”ผู้ใช้มิติสาวใช้ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
    ‘ที่แท้ก็ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจนหมดสติ’
    “ทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนทุกคนต่างก็ขึ้นไปสู่เมืองหลวงหมดแล้ว ถ้าเจ้าไม่อยากโดนข้อหาหนีทัพก็รีบขึ้นไปซะ เร็วๆ!”ผู้ใช้มิติสาวใช้ไม่อยากให้ทหารผู้นี้มามีส่วนร่วมกับสมบัติของเธอ จึงเปิดประตูวาร์ปรีบไล่เขาขึ้นไปบนเมืองหลวง
    ผู้ใช้มิติสาวใช้ไม่กลัวว่าทหารผู้นี้จะขายความลับเรื่องปล้นศพของเธอ เพราะดูอย่างไรทหารผู้นี้ก็เป็นแค่คนธรรมดา เมื่อขึ้นไปบนเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนคงใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ตายแล้ว
    ทหารชุดเกราะเก่าๆเดินเข้าไปในประตูวาร์ปอย่างว่าง่ายทำให้ผู้ใช้มิติสาวใช้พอใจ แต่หารู้ไม่ว่าทหารผู้นี้ได้แอบวางจุดวาร์ปไว้ที่ใต้เท้าเขาโดยที่เธอไม่รู้ตัว
    ขณะที่ร่างนายทหารกำลังจะหายลับไปในประตูวาร์ปก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมากำคอของผู้ใช้มิติสาวใช้ไว้แล้วกระชากให้เธอเข้ามาในประตูวาร์ป
    เสียงปะทะกันของเหล่านักรบกลายพันธุ์ทำให้เธอหน้าซีดเผือด เวลานี้เธอได้รู้แล้วว่าตนได้มาอยู่บนเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนแล้ว
    ไม่ทันได้กรีดร้องมือที่กำคอของเธอไว้ก็พลันออกแรงบีบ บดขยี้กระดูกลำคอในคราเดียวแล้วยัดศพเก็บไปในถุงมิติ
    วาสไม่แม้แต่จะกวาดมองรอบตัว ทำเพียงแค่พุ่งไปในมุมอับสายตา วางจุดวาร์ปไว้ที่เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีน แล้วเรียกประตูวาร์ปขึ้นมาวาร์ปกลับไปที่อดีตเมืองหลักของเผ่าพันธุ์มูนควีน!
    เขากวาดมองดูซากศพที่นอนเรียงรายอยู่รอบตัว เมื่อมองไปที่ซากศพหนึ่งที่เป็นศพของนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่2 ก็ได้ทำให้เขาฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
    “ขอแค่มีเจ้าพวกนี้ ฉันก็พร้อมที่จะฆ่าพวกมันทุกคนแล้ว!”