และวันเวลาผ่านไป ผู้นำตระกูลมิโยชิที่มีนามว่ามิโยชิ นากาโยชินั้นก็ได้สิ้นใจลงจากโรคร้าย โชกุนโยชิเทรุจึงเห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ฟื้นฟูอำนาจของตนกลับมา แต่ก็ถูกขัดขวางโดยไดเมียวจอมวางแผนที่มีนามว่ามัทสึนากะ ฮิซาฮิเดะ และสามไดเมียวแห่งมิโยชิ พวกเขาได้ร่วมกันนำกองทัพเข้าล้อมปราสาทนิโจเอาไว้ และทำการสังหารโยชิเทรุ จากนั้น ทั้งสองก็ได้แต่งตั้งอาชิคางะ โยชิฮิเดะให้ขึ้นมาเป็นโชกุนหุ่นเชิดแทนในเวลาต่อมา
และจากนั้น แสงวาบจากตัวกระจกยาตะที่อยู่บนกำไลข้อมือนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป พวกยูกินะก็ได้พบกับดวงวิญญาณของอาชิคางะ โยชิเทรุที่อยู่ตรงหน้า
“เพื่อเป็นการตอบแทนที่พวกเจ้าได้ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของข้าให้เป็นอิสระ ถ้าอย่างงั้น ข้าจะชี้แนะหนทางในการชุบชีวิตภูติพิทักษ์ก็แล้วกัน...”
ดวงวิญญาณของโยชิเทรุถอนหายใจสักพัก ก่อนที่จะเอ่ยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนทางในการชุบชีวิตของภูติพิทักษ์
“เจ้าจะต้องไปที่บ่อน้ำพุแห่งชีวิตที่ซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของภูเขาสุซุกะ บ่อน้ำพุแห่งนั้นนอกจากจะมีพลังอำนาจแห่งการชำระล้างมณฑิล และการรักษาแล้ว ยังมีพลังอำนาจในการคืนชีพภูติพิทักษ์อีกด้วย ดังนั้นแล้ว บ่อน้ำพุแห่งนั้นก็คือสถานที่ๆ จะสามารถคืนชีพภูติพิทักษ์ประจำกายของแต่ละคนได้”
หลังจากที่กล่าวชี้แนะจนจบ ดวงวิญญาณของโยชิเทรุก็ค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับการปรากฏตัวของภูติพิทักษ์นกยูงแห่งแสงที่มีนามว่าฮิคาริคุจากุ ซึ่งเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของโยชิเทรุ ภูติพิทักษ์นกยูงแห่งแสงนั้นได้พุ่งเข้าไปสิงสถิตอยู่ในสร้อยอัญมณียาซาคานิที่สวมไว้บนคองามระหงของยูกินะด้วยความเร็วสูง จากนั้น เธอก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตของเจ้าหญิงฮิเมรากิทันที
ณ บ้านพักริมธารในกลางป่าที่ปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามรัตติกาลอันมืดมิด เจ้าหญิงฮิเมรากิกำลังนั่งทำสมาธิอยู่ภายในห้องทำนายอันมืดมิดที่มีแสงจากตะเกียงส่องสว่างแทบจะทั้งห้อง ในท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ
และแล้ว เจ้าหญิงฮิเมรากิก็สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตข้างหน้าว่า ทั้งบ้านเมืองได้เกิดเปลวไฟแห่งสงครามขึ้นไปทั่วทั้งแผ่นดิน แคว้นต่างๆ ถูกแยกกระจายออกมา เหล่าบรรดาไดเมียวเจ้าปกครองแคว้นต่างก็สู้รบกันเพื่อแย่งชิงอำนาจ ส่งผลทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหลวุ่นวาย บ้านเรือนต่างๆ ถูกเปลวไฟแผดเผาจนวาสยวอด เหล่าบรรดาพวกชาวบ้านต่างก็พากันหนีตายจากภัยสงคราม แต่ก็ยังมีชาวบ้านหลายคนที่ได้สิ้นใจลงด้วยภัยสงคราม
สักพัก เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นด้วยอาการสะดุ้ง ดวงตาสีน้ำเงินไพลินคู่งามทั้งสองข้างนั้นเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย พร้อมกับมีสีหน้าที่คล้ายกับว่าซีดเซียวอยู่นิดๆ
เจ้าหญิงฮิเมรากิสามารถทำนายเหตุการณ์ได้ว่า อีกไม่นาน บ้านเมืองกำลังจะเกิดอาเพศ ญี่ปุ่นกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคเซ็นโกคุ จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นไปทั่วทั้งแผ่นดินจากการที่เจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นถูกทำพิธีกรรมสาปแช่งในคืนวันเพ็ญ สงครามกลางเมืองในยุคเซ็นโกคุ...ที่จะถูกจารึกอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นไปตลอดกาล
เช้าวันต่อมา เจ้าหญิงฮิเมรากิกับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนั้นได้เดินทางมายังหุบเขาแห่งหนึ่ง และในระหว่างทางนั้น พวกเธอทั้งสองก็ได้ยินเสียงรองเท้าเกี๊ยะค่อยๆ ดังขึ้นที่ละน้อย สักพัก ก็ได้มีบางสิ่งที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าไปฟันใส่เจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยความเร็วสูง แต่เจ้าหญิงฮิเมรากินั้นสามารถรับการโจมตีที่มองไม่เห็นนั่นไว้ได้ทันด้วยดาบพลังแสงคุซานางิ
“น้องสี่ อยู่หลังข้าไว้นะ”
เจ้าหญิงฮิเมรากิพลางหันมองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่ด้วยความที่มีประสาทสัมผัสที่ว่องไว จึงทำให้เธอนั้นรับรู้ได้ว่า บางสิ่งที่เธอกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและคล่องตัวเป็นอย่างมาก สิ่งๆ นั้นยังคงพุ่งเข้าไปฟันใส่พวกเธอทั้งสองอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิสามารถรับการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทั้งหมดด้วยคมดาบพลังแสง พร้อมกับสามารถคุ้มกันเจ้าหญิงโอริฮิเมะผู้เป็นน้องสาววัย 7 ขวบของเธอเอาไว้ได้
เสียงคมดาบโลหะกระทบกระทั่งกับคมดาบพลังแสงนั้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงรองเท้าเกี๊ยะดังไปทั่วบริเวณอย่างต่อเนื่อง เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงรีบหยิบแผ่นยันต์ขึ้นมาแปะเข้าที่หน้าผากของตัวเอง จนได้เห็นรูปลักษณ์ของพวกมันที่ชัดเจนมากขึ้น
พวกมันก็คือเบโตะเบโตะซัง-โยไค ที่มีลำตัวขนาดกลม มีเขี้ยวอันแหลมคมเรียงรายอยู่ในปาก มีแขนข้างหนึ่งเป็นคมดาบ อีกข้างหนึ่งเป็นกรงเล็บที่แหลมคม พวกมันใส่รองเท้าเกี๊ยะที่ติดใบมีดอันแหลมคมอยู่กลางส้นรองเท้าด้วย พวกมันนั้นแทบจะมากันเป็นฝูง และพุ่งเข้าไปฟันใส่พวกเธอทั้งสองอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ยังคงสามารถรับการโจมตีของพวกมันไว้ได้ทั้งหมด
เจ้าหญิงฮิเมรากิรีบทำการร่ายเวทย์ด้วยความรวดเร็ว เพื่อชะลอความเร็วในการเคลื่อนไหวของพวกฝูงเบโตะเบโตะซัง-โยไคทันที จากนั้น การเคลื่อนไหวของพวกมันนั้นก็ค่อยๆ ช้าลง
เบโตะเบะโตะซังนั้นต่างก็รีบพากันพุ่งเข้าไปฟันใส่อย่างต่อเนื่อง แต่ในคราวนี้ เจ้าหญิงฮิเมรากิไม่ได้เพียงแค่รับการโจมตีของพวกมันไว้ได้ทั้งหมดเท่านั้น แต่เธอนั้นสามารถจัดการกับพวกเบโตะเบโตะซังลงได้อย่างง่ายดาย ด้วยการฟันเข้าไปที่กลางลำตัวขนาดกลมด้วยคมดาบพลังแสง จนกระทั่งร่างของพวกมันทั้งหมดนั้นค่อยๆ ทยอยกันดับสลายหายไปจนหมดสิ้น
จากนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิกับเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็รีบเดินทางบนหุบเขาต่อไป หลังจากที่เดินทางบนหุบเขามาได้สักระยะ พวกเธอทั้งสองก็ได้พบกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่บนหุบเขา
ย้อนกลับไปยังช่วงเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อน เหล่าบรรดาผู้คนจากหมู่บ้านแห่งนั้นพากันเดินขบวนลงจากหุบเขามา ยังทะเลสาบแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ พร้อมกับพาตัวเด็กสาววัยเบญจเพสในชุดขาว ซึ่งปกปิดใบหน้าที่อ่อนเยาว์ไว้ด้วยผ้าคลุมซีทรูสีขาวบริสุทธิ์ที่ยาวไปจนถึงบริเวณขา
“พวกเจ้า...นำเหยื่อสังเวยมาให้แล้วใช่ไหม”
ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียงเอ่ยถามของปีศาจปริศนาตนหนึ่งดังขึ้นมาจากใต้ทะเลสาบแห่งนั้น
“ข้านำเหยื่อสังเวยมาให้เจ้าแล้ว แต่เจ้าต้องรับปากกับข้าก่อน ว่าเจ้าจะไม่นำพาภัยพิบัติมาสู่หมู่บ้านของพวกเรา”
“ข้ารับปากพวกเจ้า เพียงแค่พวกเจ้าส่งเหยื่อสังเวยมาให้ข้า” จากนั้น เด็กสาวชุดขาวก็ค่อยๆ เดินมายืนอยู่บนแท่นบูชายัญที่อยู่ตรงบริเวณหน้าทะเลสาบ และสักพัก อาโคโระคามุย อสูรกายที่มีขนาดใหญ่มหึมาก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาบนผิวน้ำ พร้อมกับหนวดปลาหมึกยักษ์ที่มีจำนวนมหาศาล ซึ่งมาจากส่วนกายท่อนล่างของมัน
“ข้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะยอมเสียสละเพื่อความสงบสุขของหมู่บ้าน ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่นำพาภัยพิบัติมาสู่หมู่ บ้านของพวกเรา” เด็กสาวในชุดขาว ผู้ตกเป็นเหยื่อสังเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แต่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว
“ข้ายกย่องในความกล้าหาญของเจ้า” อาโคโระคามุยเอ่ยชมเด็กสาว ก่อนที่มันจะส่งลูกน้องคนสนิทอย่างอิทาโคโระโมดาโกะ โนะ โคอัน-นิวโด หรือมีชื่อสั้นๆ ว่าอิทาโกะ โนะ นิวโด พุ่งเข้าไปสังหารเด็กสาวชุดขาวด้วยความรวดเร็ว จนกระทั่งเด็กสาวคนนั้นแน่นิ่งลงในทันที