นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๒ ขึ้นสังเวียน ไถ่คนเอาใจท่าน (3)

             เสวี่ยเฟิ่งก้มมองมือซ้ายตนเองที่ถูกมือเล็กจับเอาไว้ 

            ก่อนที่จะเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหลินหลานหรูที่ต่ำเพียงระดับหน้าอกของเขาเหมือนนางจะตกใจจริงๆ เขาจึงพลิกมือมาเป็นฝ่ายจับมือนางแทนแล้วเผยยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่เหมือนว่ารอยยิ้มของเขาครั้งนี้จะไม่ถูกใจนางเท่าไร

            หลินหลานหรูรู้สึกว่าตัวเองสู้นักโทษที่อยู่บนสนามประลองไม่ได้แม้แต่เขายังเลือกที่จะจัดลำดับให้นางสำคัญอันดับสอง!

            "ปกติชั้นที่สิบสังเวียนการไถ่คนเป็นเรื่องที่สนุกเร้าใจที่สุดสำหรับพวกนักชมที่รวมกันอยู่ในนี้แม้จะต้องชนะให้ได้แค่สองสังเวียน แต่ความจริงนั้นโหดมากหลายปีมานี้แทบไม่เคยมีใครผ่านด่านสังเวียนแรกไปได้" ห้าวซือพูด

            "ข้าอยากลอง..."เสวี่ยเฟิ่งยังพูดไม่ทันจบก็ถูกหลินหลานหรูชกท้องจนเขารู้สึกจุกกระทั่งคำพูดต่อไปก็นึกไม่ออกแล้ว

            "ท่านหายดีแล้วรึถึงได้ไปท้าต่อยตีกับผู้อื่น!" หลินหลานหรูชักจะเริ่มพาล

            "หนุ่มน้อย เจ้าฟังที่นางพูดเถอะสังเวียนแรกแม้ไร้กฎ มีแค่เงื่อนไขเดียวคือหยัดยืนบนลานประลองให้นานที่สุด จนกว่าจะไม่มีใครท้าสู้เจ้าอีกอย่าง...สังเวียนนี้ไม่จำกัดจำนวนผู้ท้าสู้ในหนึ่งรอบ เจ้าอาจโดนรุม"

            หลินหลานหรูพลันรู้สึกขนลุกขึ้นมาต่อให้เทพมาจากไหน ถ้าถูกรุมก็มีสิทธิ์แพ้ได้ทั้งนั้น

            กระนั้นคำพูดของห้าวซือก็เหมือนจะไม่เข้าหูเสวี่ยเฟิ่งสักประโยค

            "ข้าต้องการไถ่ตัวเขา"เสวี่ยเฟิ่งยังคงยึดมั่นความต้องการเดิม แต่หลินหลานหรูยังคงไม่เห็นด้วย

            ห้าวซือก็ไม่สนับสนุน พูดง่ายๆคือการไถ่ตัวเป็นแค่เรื่องหลอกคนของที่นี่เท่านั้นมีใครอยากให้ไถ่ตัวนักโทษฝีมือดีและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำออกไปกันหากเสวี่ยเฟิ่งขึ้นสังเวียน ก็เป็นได้แค่ตัวตลกที่ไปยืนเป็นต้นกล้วยให้ผู้อื่นรุมซ้อมเท่านั้นมิหนำซ้ำค่าตัวยังไม่ได้กลับมาสักตำลึง

            ทว่าทันใดนั้นพลันได้ยินผู้ดำเนินการประลองเป่าเขาสัตว์ ประกาศว่า 'เปิดสังเวียนไถ่ตัวคน' จากนั้นเสียงกระหึ่มดังฮือฮาก็ลั่นสนั่นสังเวียนประลอง

            ที่แท้เป็นเจ้าคนปากสว่างอยากเห็นเรื่องสนุกที่นั่งอยู่ด้านข้างได้ยินเรื่องที่พวกเสวี่ยเฟิ่งพูดคุยจึงแอบไปกระซิบผู้พิทักษ์สังเวียน

            เมื่อได้ประกาศแล้ว 'สังเวียนไถ่ตัวคน' จำเป็นต้องเปิดไม่ว่าจะมีผู้ต้องการไถ่ตัวนักโทษจริงหรือไม่ ถึงเวลานั้นแค่จับสักคนโยนไปบนสนามประลอง จากนี้เรื่องสนุกก็เกิดขึ้นแล้ว

            หลินหลานหรูมีสีหน้าไม่สู้ดีนักนางมองนักโทษบนลานประลองที่กำลังถูกผู้พิทักษ์ล่ามโซ่ข้อมือและเท้าแล้วพาเดินออกจากลานประลอง คนผู้นี้ดูไปแล้วร่างกายก็ไม่เลวทักษะการต่อสู้ที่ฝึกปรือบนสังเวียนมาอย่างเหี้ยมโหดหลายปี เรียกได้ว่าเก่งกาจยากจะหาใครเทียมหากเสวี่ยเฟิ่งได้คนผู้นี้คอยอยู่ข้างกาย จะต้องคุ้มครองความปลอดภัยของเขาได้ดีแน่

            หลินหลานหรูคิดแล้วก็อยากจะเอาใจเสวี่ยเฟิ่งเขาเคยพูดไม่ใช่หรือว่าถูกมือสังหารลอบฆ่าบ่อยๆเช่นนั้นนางก็ไถ่ตัวคนผู้นี้ไว้ให้คุ้มครองเขาแล้วกัน

            "ข้าจะไถ่ตัวเขาให้ท่าน"พูดออกไปแล้ว หลินหลานหรูก็ชักมีด กระโดดลงไปบนสนามประลอง

            เสวี่ยเฟิ่งตระหนกตกใจทั้งยังคว้าตัวนางไว้ไม่ทัน สีหน้าจึงยิ่งซีดเผือดลงกว่าเดิม

            ส่วนห้าวซือนั้นส่ายหน้าอย่างระอาใจนางยังหยิ่งจองหอง ทั้งยังอวดเก่งเช่นเดิมคราวนี้ก็รอดูว่านางจะหยัดยืนบนสนามประลองได้นานแค่ไหน

            บนสนามประลองปรากฏเด็กสาวอายุสิบสามยืนเป็นหลักปราการใหญ่อย่างมั่นคงเมื่อครู่ที่นางกระโดดลงไป หมวดเสื้อคลุมได้สะบัดเปิดออก ยามนี้ผู้ชมทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งบุรุษสามคนบนที่นั่งชั้นสี่ก็ยังมองนางอย่างตกตะลึงเพียงแต่ตะลึงในความรู้สึกที่ต่างกันออกไป

            หลินหลานหรูที่คาดผ้าปิดหน้าสีแดงและปิดตัวเลขบนหน้าผากด้วยผ้าคาดศีรษะ นางจึงไม่ได้มัดผม เพียงถักเปียเล็กๆสามสี่แถวด้านข้างแล้วปัดไปด้านหลังเท่านั้นยามนี้นางจึงดูงดงามแต่ดิบเถื่อนไม่เหมือนใคร

            ดังนั้นเด็กสาวตัวเล็กบอบบางเช่นนี้ลงมายืนอยู่บนสนามประลองขนาดใหญ่ ตัวนางเล็กเท่าเมล็ดถั่ว มีใครบ้างไม่ตกตะลึงคิดเพียงแต่ว่าผู้จัดประลองล้อเล่นหรือ บางคนถึงกับพูดว่า

            "นางมุ่งมั่น ตั้งใจมาไถ่ตัวคนรักจริงๆ"

            "แต่ข้าว่าเป็นพี่ชายมากกว่าดูนักโทษผู้นั้นปิดตาสิ ส่วนนางก็ปิดหน้า เหอๆดูไปก็สมเป็นคู่รักเหมือนกันละนะ"

            "สรุปเป็นคู่รักหรือพี่ชาย?"

            "ก็เป็นญาติผู้น้องที่มีใจรักญาติผู้พี่อย่างไรล่ะ"

            เสียงเหล่านี้ดังลอยไปเข้าหูเสวี่ยเฟิ่งทำให้เขาไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด รีบซักถามห้าวซือถึงเงื่อนไขในการประลองครั้งนี้ก็ได้ยินห้าวซือนัดแนะว่า

            "เจ้าเห็นผู้พิทักษ์สองคนที่เฝ้าประตูกรงตรงกำแพงด้านล่างนั้นหรือไม่"ห้าวซือเอ่ยถึงประตูที่ทำจากกรงเหล็กที่อยู่ข้างกำแพงของลานประลองประตูนี้มีสำหรับให้ผู้ท้าประลองที่แพ้หรือตายถูกห้ามออกไป แม้รอบๆสนามประลองจะมีหลายประตู แต่มีประตูเดียวที่ผู้พิทักษ์เฝ้าอยู่

            ห้าวซือพูดอีกว่า"อีกเดียวถ้านางจวนตัวจนอาจได้รับอันตรายข้าจะให้สหายของข้าพานางฝ่าออกไปทางนั้น ส่วนเจ้าก็ตามข้าออกไปอีกประตู"

            หลินหลานหรูไม่รับรู้ถึงแผนการของห้าวซือหากนางรู้ นางจะต้องโกรธพวกเขาแน่ที่ประเมินความสามารถของนางไว้ต่ำเพียงนั้น

            กระนั้นพอลงมาบนสนามประลองจริงๆหลินหลานหรูก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ ตอนมองลงมา บนลานประลองไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้เลยนี่

            นางมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

            ทว่าคิดจะกลับขึ้นไปก็ไม่ทันแล้วเมื่อเจ้าคนเป่าเขาสัตว์ที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศถึงกับพูดหยอกล้อนางว่า"สาวน้อย เจ้าได้ถูกใครถีบตกลงมาหรือไม่"

            น่าขายหน้านัก!เหตุใดพวกเขาถึงได้ประเมินความสามารถนางไว้ต่ำถึงเพียงนั้นใช่ว่านางฝากรอยแผลเล็กๆ ไว้บนลำคอจ้าวมู่อวิ๋นได้แค่แผลเดียวแล้วจะหมายความว่าตัวนางอ่อนหัดไร้ความสามารถ สามปีบนเกาะนรก ไม่ได้นอนเล่นเฉยๆแล้วกัน!

            "อย่าพูดมาก หากยังล้อข้าเล่นข้านี่แหละจะถีบเจ้าตกจากไม้กระดาน" นางพูด

            เสวี่ยเฟิ่งได้ยินแล้วแทบอยากกุมศีรษะ

            มีผู้ท้าสู้จากบนที่นั่งนักชมมากมายที่คิดอยากหยอกล้อสตรีเล่นบนสนามประลองทั้งยังเป็นสตรีที่งดงามดิบเถื่อนเยี่ยงนั้น มีรอยแผลเป็นแล้วอย่างไรในเมื่อรูปร่างนางน่าบีบน่ากินอย่างยิ่ง

            เพียงไม่นานก็มีนักสู้ที่แววตาหยาบคายกระโดดลงสนามประลองไปแล้วถึงหกคนอีกเจ็ดคนตามลงมาด้วยรอยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย ยืนล้อมหลินหลานหรูไว้ทุกทิศ

            ด้วยจำนวนสองฝ่ายที่รอบแรกก็ต่างกันขนาดนี้แล้วผู้ชมทั้งหลายจึงอดสูดปากน่าเห็นใจสาวน้อยไม่ได้

            ที่นั่งบนชั้นสี่เรียกได้ว่ามองเห็นการต่อสู้บนสนามประลองได้ชัดที่สุด หนึ่งบุรุษที่ถือพัดหยกขาวนั่งสะบัดพัดเบาๆ อย่างมีลวดลาย

            กล่าวกับสหายด้านข้างอีกสองคนว่า"เป็นรอบแรกที่เริ่มก็ถึงกับสิบสามต่อหนึ่ง" แล้วก็จิปากเบาๆ พูดอีกว่า"น่าเห็นใจแม่นางน้อยผู้นี้เสียจริง หากเปลี่ยนไปอุ่นเตียงให้ข้าท่วงท่าหยิ่งผยองเช่นนั้นจะยังอยู่หรือไม่ จริงสิเสวี่ยหมิงสตรีที่เจ้าหาไว้ให้ข้าในคืนนี้ งดงามและดุร้ายได้เท่าแม่นางบนสนามประลองหรือไม่ถ้าไม่ละก็...ข้าขอเปลี่ยน"

            ที่แท้คนที่กำลังพูดอยู่นี้ก็คือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นตู๋ฝางหันไปกล่าวกับองค์ชายรองหรือก็คือเจิ้งเสวี่ยหมิงผู้มีสีหน้าเย็นชาเล่าว่าตั้งแต่เกิด องค์ชายรองไม่เคยยิ้มให้ใครเห็นแม้สักครั้งมิหนำซ้ำยังพูดน้อยคำ ราวกับพูดออกไปแล้วเม็ดทองจะร่วงออกจากปากอย่างนั้นละ

            ดังนั้นคำถามนี้ขององค์รัชทายาทองค์ชายรองจึงไม่ตอบ หลุบตาดื่มชาไปเงียบๆ

            ทว่าคนที่ตอบกลับเป็นบุรุษคนที่สามที่นั่งทางด้านข้างขององค์รัชทายาทต่างหากทั้งยังตอบอย่างหยาบคายอีกด้วย ในใจคนผู้นี้ถึงกับเดือดปุดๆ

            นั่นมันน้องสาวข้า!

            หลินหลงอวี้เห็นแวบแรกก็รู้แล้วว่านั่นคือหลินหลานหรูนางคือน้องสาวของเขาที่หายตัวไปเมื่อสามปีก่อน ยามที่เห็นนางยืนอยู่บนสนามประลองใจเขาถึงกับเต้นแรงด้วยความคาดไม่ถึงน้องเล็กที่สามปีนี้หลินหานฉีตามหานางไม่หยุดหย่อนแม้แต่เขายังเลือกที่จะปีนขึ้นสู่ที่สูง ก้าวเข้าสู่การแก่งแย่งในราชสำนักทั้งหมดก็เพื่อหาอำนาจ

            หวังใช้อำนาจทุกทางในการตามหาน้องสาวช่วยบิดาทุกครั้งที่ได้ยินจากบิดาว่านางยังมีชีวิตอยู่แม้ข่าวคราวเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับนาง เขาก็จะดีใจจนเนื้อเต้นฮึดสู้ที่จะตามหานางต่อไป

            ทว่าตอนนี้ ในที่สุดเขาก็หานางพบนางในตอนนี้กับเมื่อสามปีก่อน แทบไม่เปลี่ยนไปเลย เพียงแต่น้องสาวของเขาถึงกับยืนอยู่บนสนามประลองแล้วนางคนเดียวจะสู้บุรุษกักขฬะสิบสามคนพวกนั้นได้อย่างไร!

            องค์รัชทายาทสงบปากสงบคำลงไปไม่น้อยเมื่อเห็นหลินหลงอวี้ผู้เป็นสหายของตนกำหมัดจนเส้นเลือดนูนขึ้นสายตาก็เอาแต่จับจ้องไปบนสนามประลอง จึงพูดว่า "หลงอวี้เจ้ารู้จักนางหรือ"

            องค์ชายรองได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองตั้งแต่ต้นเขาไม่ได้มองไปที่สนามประลองแม้สักครั้งทว่าสิ่งที่หลินหลงอวี้ผู้เป็นกุนซือและเป็นทั้งสหายของเขาสนใจ เขาเองก็จะให้ความสนใจแล้วมองสิ่งนั้นนานเป็นพิเศษขึ้นหน่อย

            กล่าวได้ว่าองค์ชายสามมีจ้าวมู่อวิ๋นเป็นพยัคฆ์ติดปีกข้างกายองค์ชายรองก็มีหลินหลงอวี้เป็นพยัคฆ์ห่มหนังแกะเช่นกัน

            ตอนนี้เจิ้งเสวี่ยหมิงถึงได้เห็นเด็กสาวอายุสิบสามกำลังถูกล้อมด้วยบุรุษถึงสิบสามคน...

            หลินหลานหรูหลุบตาเช็ดมีดกับแขนเสื้ออากัปกิริยาขี้เกียจอย่างเหลือร้ายในใจก็พลางคิดอุบายไปด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ศึกครั้งนี้จบเร็วที่สุดอีกทั้งตัวนางยังเสียกำลังภายในไปน้อยที่สุดด้วย ฟังจากที่ห้าวซือพูดแล้วยังมีสังเวียนที่สองที่นางต้องสู้ เก็บแรงไว้สู้จริงบนสังเวียนที่สองจะดีกว่า

            กระนั้นนางก็ต้องหาทางให้ผู้ท้าสู้คนอื่นๆที่อยู่บนที่นั่งผู้ชมไม่กล้ากระโดดลงมาสู้กับนางอีก นั่นคือพวกเขาต้องกลัวนางเช่นนั้นสิบสามคนนี้ก็ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูแล้วกันจะไม่ปล่อยให้รอดไปแม้สักคน

            "สาวน้อยถ้าเจ้ากลัวก็มาหลบอยู่ด้านหลังข้าเป็นอย่างไร"

            หลินหลานหรูไม่ได้เงยหน้ามองว่าเป็นไก่ตัวใดที่กำลังพูดนางเก็บมีดแล้วล้วงเข็มเงินออกมา

            ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งร้องขึ้นว่า"นางมีอาวุธลับ!"

            หลินหลานหรูพลันซัดเข็มเงินในมือออกไปสิบสามคน เหอะๆ หลบเข็มเงินของนางได้หมด

            เสวี่ยเฟิ่งที่นอกสนามประลอง สองมือจับราวกั้นบนกำแพงสูงด้านบนมองการต่อสู้ของหลินหลานหรูด้วยความหวั่นใจ

            หลินหลานหรูไม่อยากให้การต่อสู้นี้ยืดเยื้อแต่ก็ประมาทไม่ได้ สิบสามคนนี้ไม่ใช่เล่นๆ เลยทีเดียว

            เมื่อหยั่งเชิงเกินพอแล้วเมื่อครู่หลังซัดเข็มเงินออกไปนางก็เอาแต่หลบการจู่โจมของคนสิบสามคนนี้ขณะเดียวกันก็ไม่เผยกระบวนท่าของตนให้คู่ต่อสู้จับทางได้

            นักสู้ผู้หนึ่งเห็นนางยิ้มขณะที่ผู้ชมด้านบนเอาแต่เร่งพูดให้พวกเขาจับนางมาตีก้นกันอย่างสนุกปากหลินหลานหรูก็จับด้ามมีดไว้แล้ว

            นางใช้วิชาเงาเร้นภูตพรายจากนั้นพริบตาหนึ่งผู้ชมก็เห็นว่านางไปยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของสนามประลองอีกสิบสามคนที่ต่างก็จับอาวุธเตรียมจู่โจมนางในมือ รู้สึกว่ามีลมสายหนึ่งวูบผ่านตระหนักได้อีกทีก็ถูกนางเชือดคอแล้ว

            หลินหลานหรูยืนหันหลังให้ได้ยินเสียงร่างกายคนร่วงตุบๆ ทั้งหมดสิบสามคนนอนตายกันอนาถนางก็ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ มีดในมือไม่มีแม้เลือดสักหยดให้เห็น

            ผู้ชมถึงกับอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงต้องรอสักพักถึงเรียกเสียงฮือฮาและเสียงโห่ร้องของผู้ชมได้กระหึ่ม

            เสวี่ยเฟิ่งถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกเห็นที 'สายลับระดับสูง' นางคงไม่ได้มาแค่ชื่อจริงๆ

            แม้แต่หลินหลงอวี้ที่อยู่บนที่นั่งผู้ชมบนชั้นสี่เห็นผลออกมาอย่างนี้ ตอนแรกแม้ตกตะลึง แต่ต่อมาก็ถอนหายใจได้อย่างโล่งอกเช่นกันคิดไปแล้วด้วยความสามารถของน้องสาวเขา ยามนี้นางเก่งกาจ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกน้องเขาไม่เก่งสิถึงแปลก

            คิดไปแล้วความรู้สึกของคนเป็นพี่ก็อดยิ้มอิ่มเอมในใจไม่ได้ยิ่งมีคนชมนางอยู่ข้างๆ พี่ชายอย่างเขาก็ยิ้มกระหยิ่มตามไปด้วย

            องค์รัชทายาทตบพัดบนฝ่ามือแปะๆตั้งแต่เมื่อครู่แล้วที่เขายืดตัวชมการต่อสู้"แม่นางน้อยของข้าไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ เมื่อครู่นี้นางทำได้อย่างไรนะเสวี่ยหมิง เมื่อครู่เจ้าทันได้เห็นการเคลื่อนไหวของนางหรือไม่ เจ้าดูสิ หลงอวี้เจ้าเล่า เจ้าเห็นแม่นางน้อยของข้าต่อสู้หรือไม่..."

            องค์รัชทายาทยังยิ้มพูดไปอีกหลายประโยคท่าทางดีใจราวกับชนะเองอย่างนั้นละ

            หลินหลงอวี้พลันยิ้มไม่ออกรู้สึกหวงน้องสาวขึ้นมา อะไรคือ 'แม่นางน้อยของข้า' เขาอยากเค้นคอองค์ชายรัชทายาทจอมกะล่อนผู้นี้มาถามยิ่ง

            เจิ้งเสวี่ยหมิงทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้ากุนซือหลินหลุบตาดื่มชาอย่างเงียบขรึมเหลือบมองผู้พิทักษ์บนสนามประลองลากศพนักสู้สิบสามคนออกไปภายในใจคิดว่าสตรีนางนี้ไม่เลวทีเดียว แม้แต่กุนซือของเขายังให้ความสนใจ

            หลินหลานหรูยังต้องรับมือคู่ต่อสู้อีกหลายรอบตอนแรกนางคิดจะใช้ท่าไม้ตายนี้ทำให้นักสู้บนที่นั่งผู้ชมหวาดกลัวจนไม่กล้ากระโดดลงมาอีกแต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้พวกเขามีท่าทีอยากกำราบนางเสียแล้ว

            ครั้งก่อนจากสิบสามรอบนี้เพิ่มมาอีกยี่สิบ

            ตามที่ห้าวซือพูดไว้คือนางต้องหยัดยืนบนสนามประลองให้นานจนกว่าจะไม่มีคนบนที่นั่งผู้ชมมาท้าสู้ด้วยเช่นนั้นก็ฆ่ามันให้หมดเป็นไร

            รอบที่สอง รอบที่สามจำนวนนักสู้ต่อนางหนึ่งคนเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆความแข็งแกร่งของพวกเขาก็มากขึ้นเช่นกันทว่าความเร็วของนางในการสังหารยังรวดเร็วคงเดิมไม่ได้ช้าลงเพราะเสียกำลังภายในไปมาก

            กระทั่งผู้ดำเนินการประลองเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดคำพูดคำจาที่เริ่มแรกมีวาทศิลป์ ตอนนี้จึงเริ่มฝืดขึ้นทุกขณะ

            ผู้ชมที่อยู่ด้านหลังเสวี่ยเฟิ่งก็เริ่มคาดเดาไปต่างๆนานา

            "นางไม่มีป้ายเงินไม่ใช่หรือความสามารถระดับนี้เป็นไปไม่ได้ที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อเสียง ขอเพียงมีใครที่ผ่านหกสิบสังเวียนมาแล้วล้วนแต่มีชื่อเสียงให้จดจำทั้งนั้น แต่แม่นางผู้นี้ ข้าไม่เคยได้ยินจริงๆ"

            "นางอาจเป็นศิษย์ปิดสำนักของใครสักคน..."

            "แต่ข้าว่าไม่ใช่"เสียงสตรีนางหนึ่ง สวมผ้าปิดหน้าสีขาวรูปร่างบอบบางแต่ท่วงท่ากลับปราดเปรียวแข็งแกร่ง นางพูดว่า"ที่เห็นคาดผ้าปิดหน้าผากไว้ ซ่อนหมายเลขเอาไว้หรือไม่นางถึงกับฝึกวิชาเงาเร้นภูตพรายได้แตกฉานถึงขั้นบรรพกาลขนาดนี้มีแต่คนของผีราตรีเท่านั้นที่ทำได้ ไม่แน่อาจเป็นหนึ่งในสาวกของพรรคมาร"

            ผู้ชมสองคนได้ยินสิ่งที่สตรีนางนี้พูดก็พลันผงะไปเล็กน้อยยิ่งคำพูดราวกับชื่นชมประโยคนี้ออกจากปากนางผู้ที่เพิ่งชนะมาหนึ่งร้อยสังเวียนเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขายิ่งอึ้งนางผู้นี้ได้ครอบครองป้ายเงินอย่างถูกต้อง ไม่มีใครกล้าชิงป้ายจากนางสักคน

            อีกฝ่ายจึงห้อยอวดข่มขวัญผู้อื่นได้อย่างมั่นหน้า

            จากนั้นเสียงเฮ้ของผู้ชมก็เรียกให้คนที่กำลังพูดคุยกันอยู่หันไปที่สนามประลองหลินหลานหรูสังหารคนไปไม่น้อย ทุกคนล้วนเห็นนางไม่ปล่อยให้ใครถูกหามออกไปในสภาพที่หมดสติ ล้วนแต่หมดลมหายใจไปทั้งนั้น

            ต่อจากนี้จึงไม่มีใครท้าสู้หลินหลานหรูอีกเนื่องจากมีเหตุผลที่ต่างกันออกไป ซึ่งนักสู้ที่แข็งแกร่งไม่กระโดดลงมาท้าสู้อีกแล้วส่วนหนึ่งเพราะนับถือในความสามารถของนางอีกส่วนหากพวกเขาสู้กับนางเวลานี้แล้วตนเองชนะยามอยู่ในนี้ต้องได้รับคำชมให้โอ้อวดได้แน่นอน แต่พอออกจากสนามประลองไปแล้วทุกคนจะพูดกันไปอีกอย่าง

            บอกว่าอาศัยความได้เปรียบเรื่องพละกำลังเอาชนะขณะที่หลินหลานหรูที่ประลองบนสนามมานานกลับเหนื่อยแล้ว ชนะไปก็ไม่สมศักดิ์ศรี

            ส่วนพวกอ่อนหัดที่ไม่ท้าสู้เหตุผลก็เห็นกันอยู่แล้ว คือกลัวตาย...

            ขณะที่พวกความสามารถกึ่งกลางก็มีจิตใจที่กึ่งๆ คือลังเลไม่เอาสักอย่าง นั่งขี้โม้ต่อไปบนที่นั่งผู้ชมดีกว่า

            ห้าวซือดูจากสภาพการณ์ตอนนี้มองไปรอบทิศที่นั่งผู้ชมแล้วก็วางใจได้ลง ต่อไปคือสังเวียนที่สอง"นางต้องสู้กับคนสามคน หนึ่งคือคนที่นางจะไถ่ตัว สองคือผู้พิทักษ์และสามคือนักสู้ที่อยู่บนที่นั่งผู้ชม"

            เสวี่ยเฟิ่งฟังแล้วก็มีข้อสงสัย"เหตุใดต้องสู้กับนักโทษที่ต้องการไถ่ตัว เช่นนั้นพวกเขาไม่กลัวนักโทษจะร่วมมือกับนางหรือ"

            "ไม่ เจ้าเห็นผู้พิทักษ์หรือไม่แท้จริงแล้วหากผู้พิทักษ์เห็นว่านักโทษคิดจะร่วมมือกับนางเขาจะสังหารนักโทษผู้นั้นทิ้งก่อน ฉะนั้นขณะที่ผู้พิทักษ์ยังไม่เสียเปรียบนักโทษจึงห้ามเคลื่อนไหวเด็ดขาด การต่อสู้จึงจะเหลือแค่หนึ่งต่อสองดังนั้นคนที่นางต้องกำจัดทิ้งก่อนคือผู้พิทักษ์ต่อมาก็เป็นนักสู้ที่มาจากผู้ชม"

            หลินหลานหรูเหลือบมองเสวี่ยเฟิ่งที่ด้านบนใบหน้าเขาขาวซีด ทั้งยังคิ้วขมวดอยู่ตลอด เดิมทีนางจะเอาใจเขาแต่กลับทำให้เขาเป็นห่วงเสียได้

            ไม่เป็นไรข้าจะเอาคนกลับไปฝากเขาให้ได้ คิดได้เช่นนี้หลินหลานหรูก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอีกครั้ง

            นักโทษหนึ่งเดียวเดินออกจากประตูกรงเหล็กข้างกำแพงภายใต้การคุมเข้มของผู้พิทักษ์สามคน เมื่อขึ้นมาบนสังเวียนผู้พิทักษ์ก็ปลดโซ่บนข้อมือและข้อเท้าออก

            จากนั้นเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามาทางหลินหลานหรูนางก็จำคนผู้นี้ได้ทันที

            "เป็นเจ้า... ฉางหมิง?"

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน