“พี่ชายหยางเราจะทำอย่างไรดี?”
วัยรุ่นชายหน้าตาธรรมดาที่อยู่ในชุดคลุมสีขาวขมวดคิ้วเขาเฝ้าสังเกตการณ์ไป่ฟานเซียนจากระยะไกลด้วยความรู้สึกกังวล
เขาคนนี้มีชื่อบัญชีในชุมนุมผู้ฝึกตนว่า“นักปรุงมือใหม่” และเป็นคนแรกๆที่ไป่ฟานเซียนไปตอบความคิดเห็นของเขาในกระทู้
หลังจากที่โดนจักรพรรดินีโอสถสั่งสอนทั้งยังลองทดสอบวิธีที่นางอธิบายจนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาตัวเองแล้วว่านางพูดถูกต้องทั้งหมดเขาก็กลายเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มแฟนคลับของท่านจักรพรรดินีทันที
ส่วนพี่ชายหยางที่เขากำลังคุยด้วยคือชายหนุ่มท่าทางเลือดร้อนคนหนึ่งชื่อบัญชีของเขาคือ “โอสถคือชีวิต”เขาเองก็เป็นระดับแกนนำของกลุ่มแฟนคลับเช่นเดียวกัน พวกเขาแม้จะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนหน้านี้แต่เพราะความชอบที่เหมือนกันทางด้านโอสถและยังชื่นชมเป็นแฟนคลับจักรพรรดินีโอสถเหมือนกันอีกพวกเขาจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว
“ปรมาจารย์ไป่คนนี้ดูท่าจะมีความรู้ด้านศาสตร์โอสถสูงอยู่เหมือนกัน...”พี่ชายหยางพึมพำเบาๆ แม้ว่าตอนนี้เขาจะกำลังยืนอยู่กับน้องชายแค่สองคนแต่ในกระทู้แฟนคลับจักรพรรดินีก็เริ่มมีคนเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน
ข่าวลือเรื่องที่มีปรมาจารย์คนหนึ่งกำลังใช้ชื่อเสียงของจักรพรรดินีโอสถที่พวกเขาเทิดทูนค่อยๆแพร่กระจายอย่างลับๆในหมู่แฟนคลับบ้างก็เป็นเดือดเป็นร้อนแทน แต่ก็มีบางคนที่ยังเลือกจะดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ
“ปรมาจารย์ไป่คนนี้พึ่งจะปรากฏตัวมีความเป็นไปได้สูงที่นางอาจจะอยากเพิ่มพูนชื่อเสียงของตัวเอง”
พี่ชายหยางพูดขณะจับจ้องไปยังไป่ฟานเซียนที่เดินเข้าไปในซุ้มอีกซุ้มหนึ่งแล้ว
“แต่ผมรู้สึกว่านางก็คล้ายกับท่านจักพรรดินีอยู่นะ”
นักปรุงมือใหม่พูดออกมาอย่างไม่รู้ตัวนั่นทำให้พี่ชายหยางหันมามองเขาตาขวาง
“นางไม่มีทางเป็นท่านจักรพรรดินีของพวกเราเด็ดขาด! ฉันสัมผัสถึงความดุร้ายและป่าเถื่อนจากนางไม่ได้เลย!”
พี่ชายหยางพูดจบก็เปิดโทรศัพท์มือถือแล้วเลื่อนไปยังข้อความทั้งหลายของจักรพรรดินีโอสถที่เขาเซฟเป็นรูปภาพไว้ในเครื่อง
“ดูซะ! ความปากร้ายและดุดันของท่านส่งผ่านออกมาผ่านตัวอักษรขนาดนี้ไม่มีทางที่ปรมาจารย์ไป่คนนั้นจะเป็นท่านอย่างแน่นอน!”
นักปรุงมือใหม่อ่านข้อความเหล่านั้นแล้วหน้าแดงเลือดลมของเขารู้สึกสูบฉีดอย่างแปลกประหลาดยามที่จินตนาการว่าข้อความเหล่านั้นกำลังด่าเขาอยู่
“ผมอยากถูกท่านด่าว่างี่เง่า ในชีวิตจริงสักครั้งจัง...” นักปรุงมือใหม่พูดอย่างเหม่อลอย
“อา...เพราะความฝันนั่นถึงทำให้พวกเรามาอยู่ที่นี่ในวันนี้ไม่ใช่เหรอ?” พี่ชายหยางพูดออกมาก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองคนจะหันมามองตากันอย่างลึกซึ้ง...
ทางด้านไป่ฟานเซียนขณะที่นางเดินออกมาจากซุ้มที่เท่าใดก็ไม่ทราบโดยมีเซี่ยซูเหยาคอยตามอยู่ไม่ห่างนางก็พบว่าเบื้องหน้ามีคนในชุดคลุมที่มีตราสัญลักษณ์รูปหม้อหน้าตาประหลาดสีทองที่อกกำลังยืนคอยอยู่
“ท่านปรมาจารย์ไป่สินะคะยินดีต้อนรับสู่สมาคมโอสถ” คนที่พูดออกมาคือหญิงวัยกลางคนที่มีรูปร่างเล็กบนใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนราวกับคุณแม่ที่ใจดี
อายุอานามแท้จริงของเธอก็ไม่น้อยแล้วแต่การดูแลตัวเองอย่างดีและพลังฝึกตนทำให้เธอรักษาความเยาว์ไว้ได้นานกว่าปกติ
ถึงจะไม่ถึงขนาดไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาเพราะสองคนนั้นไม่ควรจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับใครแต่แรกอยู่แล้ว
“...เจ้าคือ?”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ ในขณะเดียวกันก็ถามคำถามกลับไปด้วยอย่างสนใจเพราะบนตัวของผู้หญิงตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของโอสถมีเพียงผู้ที่คลุกคลีกับมันทุกวันเป็นเวลานานเท่านั้นถึงจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้
ตั้งแต่ที่ตื่นมาในยุคสมัยนี้ผู้หญิงคนนี้มีกลิ่นอายนี้รุนแรงที่สุดที่นางเคยเจอเหนือกว่านายใหญ่ของตระกูลถังอย่างถังเทียนจี๋เสียอีก
“ฉันชื่อฟางเหนียงเป็นผู้อาวุโสและรองประธานของสมาคมโอสถแห่งนี้ค่ะ” หญิงวัยกลางคนหรือ“ผู้อาวุโสฟาง” คือคนเดียวกันกับที่เคยประชุมหารือกับอาจารย์ซุนก่อนนี้ และยังถูกสงสัยว่าเป็นจักรพรรดินีโอสถมาก่อนนั่นเอง
พอได้ยินข่าวลือเรื่องของไป่ฟานเซียนเธอก็รีบออกมารับด้วยตัวเองไม่ต้องเอ่ยถึงตัวตนของนักปรุงโอสถขั้นสี่ที่ยังยืนยันไม่ได้ แค่ฐานะระดับปรมาจารย์ของนางก็เพียงพอที่ตัวตนระดับผู้อาวุโสต้องออกมารับเองแล้ว
นอกจากนี้ในปีนี้ยังมีปรมาจารย์มาเยี่ยมเยียนงานสัมมนานี้มากกว่าหนึ่งคน
“ท่านปรมาจารย์เซี่ยยินดีต้อนรับนะคะ”ผู้อาวุโสฟางหันไปยิ้มให้หญิงสาวที่หลบอยู่ด้านหลังไป่ฟานเซียนแล้วทำหน้าที่คอยเขม่นคนที่จะเข้ามาใกล้
“ค่ะ...”
เซี่ยซูเหยาเพียงพยักหน้ารับแล้วตอบออกมาคำหนึ่งกับคนอื่นเธอจะกลายเป็นตัวตนที่ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้อย่างนางพญาแม่ม่ายแดง
“ทั้งสองท่านมีธุระอะไรที่สมาคมโอสถหรือเปล่าคะ?”ผู้อาวุโสฟางถามอย่างสนใจ ตามปกติตัวตนระดับปรมาจารย์ไม่ค่อยจะมาเยี่ยมเยียนสมาคมโอสถด้วยตัวเองเสียเท่าไรนอกจากปรมาจารย์ลู่ชิงที่เป็นประธานสมาคมจำนวนปรมาจารย์ที่มาเหยียบที่นี่นั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
“ข้าเพียงมาเปิดหูเปิดตาบ้าง...”
ไป่ฟานเซียนพูดจบก็นึกถึงจุดประสงค์อีกอย่างของนางออก
“นอกจากนี้ข้าสามารถเข้าไปอ่านหนังสือของสมาคมเจ้าได้หรือไม่?”
“อ่านหนังสือเหรอคะ?...ถ้าเป็นหนังสือทั่วไปก็ไม่มีปัญหาค่ะ”ผู้อาวุโสฟางพยักหน้ารับอย่างแปลกใจเธอไม่คิดว่าจุดประสงค์ที่ตัวตนระดับนี้มาจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยขนาดนี้
“แต่มันมีปัญหานิดหน่อย...”หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“คือว่าเพราะเป็นช่วงงานสัมมนาของปีทำให้พื้นที่แถวห้องสมุดเองก็ถูกใช้สำหรับจัดงานค่ะ ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนฉันจะให้คนไปเตรียมหนังสือที่ท่านต้องการมาให้ดีไหมคะ?”
ไป่ฟานเซียนครุ่นคิดความจริงนางก็ไม่ได้เร่งด่วนอะไร นอกจากนี้นางยังไม่ได้มีหนังสือที่เจาะจงมาเป็นพิเศษ
“ไม่เป็นไร...เอาไว้ข้าค่อยเข้าไปเดินชมเองแล้วกัน”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ผู้อาวุโสฟางพยักหน้ารับอย่างโล่งใจ พอจัดการปัญหาแรกไปเสร็จสิ้นเธอก็เข้าจุดประสงค์แต่แรกที่เธอมาหาทันที
“ขออภัยนะคะท่านปรมาจารย์ไป่...ท่านเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่หรือเปล่าคะ?”
คำถามนี้ฟางเหนียงถามด้วยความกังวลอย่างยิ่งเธอสังเกตสีหน้าประหลาดใจของไป่ฟานเซียนไปด้วยเพราะเรื่องนี้คือสิ่งที่สมาคมนักปรุงโอสถอยากจะรู้ที่สุด
ถ้ายังจำได้ในปัจจุบัน มีเพียง “ปรมาจารย์ลู่ชิง” เท่านั้นที่เป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่
นั่นเพราะไม่มีตัวตนระดับปรมาจารย์คนใดให้ความสนใจทางด้านศาสตร์การปรุงโอสถและไม่มีนักปรุงโอสถขั้นสามคนใดก้าวไปสู่ระดับปรมาจารย์ได้!
ทำให้ความรู้และการวิจัยบางอย่างไม่สามารถไปต่อได้หากไป่ฟานเซียนมีความสามารถเป็นถึงนักปรุงโอสถขั้นสี่จริงๆนางจะกลายเป็นตัวตนที่สมาคมต้องการที่สุด!
ไป่ฟานเซียนประหลาดใจกับคำถามที่กะทันหันนี้แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง เธอก็เลือกที่จะตอบไปตามความเป็นจริง
“ไม่ใช่หรอก...ข้าไม่ใช่นักปรุงโอสถขั้นสี่”
ไป่ฟานเซียนส่ายหน้าคำตอบของนางทำให้ผู้อาวุโสฟางผิดหวังลงในทันทีเธอเต็มไปด้วยความหดหู่เหมือนลูกโป่งที่พึ่งถูกเป่าลมหมายความว่านางเองก็น่าจะเป็นนักปรุงโอสถขั้นสามสุงสุดสินะ
แต่เธอก็ถูกผู้ช่วยที่อยู่ด้านหลังสะกิดเบาๆ
“ผู้อาวุโสคะถึงเธอจะไม่ใช่นักปรุงระดับสี่...แต่เธอก็เป็นปรมาจารย์นะคะ”
คำพูดของผู้ช่วยทำให้ฟางเหนียงตาสว่างใช่แล้ว! สิ่งที่ทำให้นักปรุงขั้นสามไม่สามารถก้าวไปสู่ขั้นสี่ได้นั่นเป็นเพราะวรยุทธ์ที่ไม่สูงพอแต่หญิงสาวตรงหน้าเป็นระดับปรมาจารย์เรียบร้อยแล้วบางทีที่นางอยากจะมาอ่านหนังสือที่สมาคมอาจจะเป็นเพราะอยากจะได้ความรู้เพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นสี่ก็ได้!
“ท่านปรมาจารย์ไป่! ถ้าไม่เป็นการรบกวน ท่านพอจะมีเวลามาเป็นแขกของสมาคมโอสถในวันนี้ไหมคะ?”
ผู้อาวุโสฟางถามด้วยแววตาตื่นเต้นทั้งยังมองไป่ฟานเซียนด้วยท่าทางขอร้อง
ไป่ฟานเซียนหันไปมองเซี่ยซูเหยาแน่นอนว่าสำหรับเธอแล้วทุกอย่างล้วนแล้วแต่พี่หญิงถ้าพี่หญิงอยากไปที่ไหนเธอก็พร้อมจะไปด้วยทั้งนั้น
ส่วนหวงจื่อหานนั้นเดินตามพวกนางอยู่ห่างๆไม่ให้เป็นการรบกวนและพร้อมจะตามนางไปเช่นกัน แต่นางกลับไม่เห็นเด็กน้อยสองคนกับคนแก่อีกหนึ่งอยู่แถวนี้เลย
สัมผัสสวรรค์ของนางระเบิดออกรอบตัวก่อนที่นางจะสัมผัสถึงคนคุ้นเคยทั้งสามที่อยู่ไม่ไกลถังเทียนจี๋กำลังซื้อไอศกรีมโคนอันใหญ่ให้เด็กๆคนละอันขณะที่ตัวเองกำลังจูงมือเด็กน้อยคนละข้างแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข
ปล่อยไว้แบบนั้นก็แล้วกัน
ไป่ฟานเซียนส่ายหัวนางหันมาพยักหน้าให้ผู้อาวุโสฟางแล้วเดินตามเธอไปโดยมีเซี่ยซูเหยาและหวงจื่อหานเดินตามอยู่ไม่ห่าง
พวกนางใช้เวลาแค่ไม่ถึงห้านาทีก็สามารถเข้ามาในตัวอาคารได้สำเร็จส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีฟางเหนียงที่เป็นถึงรองประธานมาเดินนำผู้คนจึงล้วนเปิดทางให้อย่างดีแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่ทำให้ท่านรองออกไปรับด้วยตัวเองเป็นใครกันแน่?
แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะแรงกดดันเป็นระยะๆจากหญิงสาวในชุดแดงถ้าพวกเขาเผลอจับจ้องพวกนางไปนานๆจะรู้สึกถึงความหนาวเย็นแปลกประหลาดที่ทำให้ขนลุกซู่
ผู้อาวุโสฟางมาส่งไป่ฟานเซียนที่ห้องรับรองที่ดูหรูหราห้องนี้เป็นห้องที่เตรียมไว้สำหรับแขกที่เป็นตัวตนอันทรงเกียรติทั้งหลายทำให้เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
หญิงวัยกลางคนหันมาก้มหัวให้ปรมาจารย์ทั้งสอง
“ท่านปรมาจารย์ไป่ท่านปรมาจารย์เซี่ย โปรดรอที่นี่สักครู่นะคะ ฉันจะรีบติดต่อกับผู้อาวุโสในสมาคมอย่างเร็วที่สุด”ฟางเหนียงพูดขณะที่คนของเธอสองคนรีบเดินเข้าไปจะจัดเตรียมของว่างและเครื่องดื่มให้แต่ก็ถูกลุงหวงยกมือห้ามไว้เสียก่อน
“เรื่องพวกนี้ให้ผมจัดการเถอะครับ”พ่อบ้านชราค้อมตัวลงอย่างสุภาพ เขาเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่และเริ่มจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมทันที
ฟางเหนียงรีบออกไปไป่ฟานเซียนก็นั่งลงบนโซฟาที่นุ่มสบาย แล้วจิบชาอย่างดีที่หวงจื่อหานนำมาเสิร์ฟโดยมีเซี่ยซูเหยาที่มองไปรอบๆด้วยความสนใจเล็กๆ
“ท่านปรมาจารย์ไป่จะฆ่าเวลาสักหน่อยไหมครับ?” หวงจื่อหานเดินมาข้างๆ ในมือของเขาคือคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องสีขาวที่ไป่ฟานเซียนใช้งานอยู่ทุกวัน
หญิงสาวรับมาอย่างไม่ปฏิเสธช่วงนี้หากมีเวลาว่างเธอมักจะเข้าไปหาอะไรอ่านหรือไม่ก็เข้าไปดูกระทู้ของเว็บชุมนุมผู้ฝึกตนอยู่เสมอ
แต่เพียงแค่เธอเข้าไปในเว็บบอร์ดเสียงแจ้งเตือนระรัวก็ดังขึ้นติดๆกันจนไป่ฟานเซียนประหลาดใจการแจ้งเตือนประเภทนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีคนแท็กชื่อเธอลงในกระทู้เท่านั้น
เธอเปิดเข้าไปดูพบว่ามากกว่าสี่ในห้าของแจ้งเตือนนั้นมาจากในกระทู้ “แหล่งรวมตัวแฟนคลับของท่านจักรพรรดินี”ทั้งสิ้น
ความคิดเห็นที่1256 (จักรพรรดินีโอสถ)
- ข้ากำลังไป
ความคิดเห็นที่1256 – 58 (โอสถจากเตา)
- มีคนแอบอ้างเป็นท่านจักรพรรดินีเรื่องนี้ยอมไม่ได้ !
ความคิดเห็นที่1256 – 90 (เม็ดยาพเนจร)
- ใช่แล้ว เมื่อไรท่านจักรพรรดินีจะมานะ
ความคิดเห็นที่1256 – 95 (แฟนคลับของท่านจักรพรรดินีโอสถ)
- ท่านจักรพรรดินีปรากฏตัวหน่อย!
ความคิดเห็นที่1256 – 123 (หนึ่งร้อนหนึ่งเย็น)
- ออกมาเตะก้นเจ้าคนที่มาสวมรอยนั่นเลย!
ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจนิ้วเรียวบางของนางพิมพ์ลงไปในคีย์บอร์ดอย่างแผ่วเบา
ความคิดเห็นที่1890 (จักรพรรดินีโอสถ)
- ข้าถึงแล้ว เกิดอะไรขึ้น?
พอเหล่าแฟนคลับสังเกตเห็นว่าไอดอลของพวกเขามาตอบก็ตื่นเต้นจนบ้าคลั่งผู้คนมากมายล้วนมาตอบกลับความเห็นของนางอย่างรวดเร็วแต่ก็มีความเห็นหนึ่งถูกดันขึ้นมา
ความคิดเห็นที่1256 - 31 (โอสถคือชีวิต)
- ท่านจักรพรรดินีระหว่างที่ท่านยังมาไม่ถึง มีคนเลียนแบบวิธีการและเอกลักษณ์ของท่านเพื่อเพิ่มพูนชื่อเสียงของตัวเองเรื่องนี้พวกเรายอมไม่ได้พี่น้องของเรากำลังมารวมตัวกันที่ลานด้านข้างของสมาคมเพื่อเรียกร้องให้คนๆนั้นขอโทษถึงคนๆนั้นจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าอยู่ที่นี่คนๆนั้นย่อมไม่กล้าจะทำเรื่องอุกอาจจนเกินไป ถ้าท่านมาถึงแล้ว ท่านช่วยมาปรากฏตัวเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พวกเราได้ไหมครับ
ไป่ฟานเซียนอ่านข้อความนั้นด้วยใบหน้าเหนื่อยหน่ายนางคร้านเกินไปที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหลังจากที่เข้ามาในห้องรับรองนี้แล้ว
ความคิดเห็นที่1895 (จักรพรรดินีโอสถ)
- พวกเจ้างี่เง่าหรือเปล่า?
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นความคิดเห็นที่นางพิมพ์เพื่อปฏิเสธนี้กลับได้รับการกดถูกใจอย่างมหาศาลในไม่กี่วินาทีทั้งยังมีคนมาตอบกลับด้วยข้อความที่เหมือนกันเป็นแนวยาว
“ขอบคุณครับ!”
คำพูดทำนองเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นตอบกลับความคิดเห็นของเธอไป่ฟานเซียนทำหน้าบอกไม่ถูกขณะที่จำนวนข้อความตอบกลับนั้นกำลังเพิ่มขึ้นมากมายขึ้นเรื่อยๆ!
...เจ้าคนพวกนี้สติยังดีกันอยู่หรือไม่?