TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 178 พ่อครับ ผมกลับมาแล้ว

    ตอนที่ 178 พ่อครับ ผมกลับมาแล้ว


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    ตัวตนของเฟิร์สในตอนนี้ราวกับว่าเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว 


    การเคลื่อนที่กลางอากาศมีความรวดเร็วดุจทวยเทพก็มิปาน


    ไม่นานเด็กหนุ่มก็มาถึงสถานที่ที่เคยเป็นบ้านหลังใหม่ของเขา แต่สภาพของมันในตอนนี้กลับดูทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ราวกับว่าไม่ได้ทำนุบำรุงมาหลายปี


    “เห้อ ... เป็นอย่างที่คิดไว้ พ่อไม่อยู่ที่นี่แล้วจริงๆ ด้วย” 


    สัมผัสที่เฉียบคมของเฟิร์สถูกกวาดออกไป พริบตามันก็ครอบคลุมทั้งบริเวณ แม้แต่ในส่วนลึกที่สุดของบ้านก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเฟิร์ส


    “ดูเหมือนเขาจะจากที่นี่ไปนานแล้ว แม้แต่ผู้ดูแลก็ยังไม่อยู่ที่นี่เลยสักคน” เด็กหนุ่มส่ายศีรษะไปมาและเอ่ยอย่างจนใจ


    ผ่านมาหลายปีแล้วการที่พ่อของเขาไม่อยู่จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอันใด 


    บ้านใหม่ของเขากลายเป็นบ้านร้าง


    “แล้วฉันจะตามหาพ่อยังไงดี ยิ่งไม่ค่อยอยากเปิดเผยตัวตนในตอนนี้อยู่ด้วย” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ


    เขาไม่ต้องการให้การกลับมาของเขากลายเป็นจุดเด่นที่ทุกสายตาจับจ้องอีกครั้ง เพราะประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาและพ่อใช้ชีวิตลำบากไม่น้อย การใช้ชีวิตในแต่ละวันนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งไม่เหมาะกับสองพ่อลูกที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสมถะเป็นอย่างมาก


    “หากฉันแอบไปพบผู้กำกับพิเชษเพื่อสืบเรื่องของพ่อ มันจะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายไหมนะ?” 


    ผ่านมาเจ็ดปีแล้วเขาไม่รู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพ่อเป็นเช่นใด แต่ทางนิวโฮปย่อมต้องรู้เรื่องนี้แน่นอน


    หากก่อนหน้านี้กำไลนิวโฮปของเขาไม่ถูกเปลวเพลิงทำลาย เขาก็อาจจะติดต่อกับพวกเขาได้ง่ายขึ้น


    “แต่เดี๋ยวก่อน ที่บ้านร้างนี้ไม่มีสมบัติที่ฉันให้ไว้หลงเหลืออยู่ นั่นหมายความว่าพ่ออาจพกมันไว้ติดตัว มันยังมีสมบัติบางชิ้นที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายให้กับพ่อโดยเฉพาะ สมบัติที่ฉันสร้างย่อมมีเจตจำนงและพลังอักขระของฉันอยู่ ฉันสามารถตามหาพวกมันได้จากสิ่งนั้น” ดวงตาของเฟิร์สสว่างขึ้นเมื่อเขาตระหนักรู้ได้ถึงเรื่องนี้


    แต่น่าเสียดายที่สัมผัสของเขาครอบคลุมได้มีกี่ไมล์เท่านั้น หากสมบัติเหล่านั้นไม่อยู่ใกล้ๆ เขาก็ไม่มีทางสัมผัสถึงได้


    ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาสิ้นหวัง เฟิร์สลงมือหลอมยุทธภัณฑ์ชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากซากมอนสเตอร์ที่เขาเก็บสะสมเอาไว้


    เขาได้สร้างวงแหวนอักขระที่ซับซ้อนนับไม่ถ้วน ก่อนจะขึ้นรูปและก่อรูปร่างเป็นยุทธภัณฑ์อักขระที่คล้ายกับเข็มทิศขึ้นมา


    “ยุทธภัณฑ์นี้จะเชื่อมต่อกับสมบัติทุกชิ้นที่ฉันสร้างขึ้น แหวนมิติเก็บของเหล่านั้นพ่ออาจขายมันออกไปเพื่อเป็นทุนรอนในการใช้ชีวิต แต่เขาไม่มีวันขายล็อกเก็ตที่มีรูปของแม่แน่นอน”


    เฟิร์สได้สร้างล็อกเก็ตนั้นขึ้นมากับมือ เขาบรรจุวงแหวนที่แสดงอำนาจการป้องกันไว้ในนั้น มันจะแสดงพลังออกมาเมื่อพ่อของเขาเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตโดยจะตรวจจับอารมณ์ของเขา


    ผู้ใช้อักขระนั้นเหมือนโปรแกรมเมอร์ พวกเขาสามารถตั้งคำสั่งอะไรก็ได้ผ่านวงแหวนอักขระและค่ายกล


    “เจอแล้ว” เฟิร์สยิ้มออกมา


    บนหน้าปัดของเข็มทิศกำลังชี้ไปทางทิศเหนือของที่นี่


    เฟิร์สไม่รอช้า รีบออกเดินทางในทันที


    นับตั้งแต่เริ่มแรกจนมาถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครมองเห็นการคงอยู่ของเขา


    นั่นเป็นเพราะเฟิร์สปกปิดพลังและการมีอยู่ของเขาเอาไว้ด้วยพลังอักขระ คนทั่วไปคิดอยากจะเห็นก็ยากที่จะจับตามอง มีเพียงผู้มีฝีมือเท่านั้นถึงจะสามารถตรวจจับการมีอยู่ของเขาได้


    นี่เป็นลูกไม้เล็กๆ ที่เขาเอาไว้ใช้พลางตัวเท่านั้น


    เฟิร์สในตอนนี้เป็นถึงแรงค์ SSS มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนจะสามารถตรวจพบเขา


    ร่างบางเดินท่องบนอากาศอย่างเร็วรี่ ผ่านสิ่งกีดขวางมากมายทั้งเครื่องบินทั้งโดรนที่บินว่อนเต็มท้องฟ้า พวกมันไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดเพราะความเร็วที่รวดเร็วยิ่งกว่า 


    แต่ถึงอย่างนั้นมันก็สร้างความรำคาญให้กับเขาอยู่ดี เขาจึงตัดสินใจบินให้สูงขึ้นจนสิ่งเหล่านั้นไม่อาจบินขึ้นมาได้ถึง จึงเดินทางได้สะดวก


    เฟิร์สต้องเดินทางไกลมาก แต่ก็ใช้เวลาที่สั้นมากเช่นกัน


    ไม่นานเขาก็มาถึงเหนือสุดของแดนสยาม


    สัมผัสรับรู้ของเขาตรวจพบพ่อของเขาในทันที


    “อยู่ที่นั่นเอง” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างยินดี 


    คุณหมอสมคิดในตอนนี้ดูแก่ขึ้นมาก แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น 


    ก่อนหน้านี้เขาเสียใจมากที่ลูกชายคนเดียวของเขาต้องเกิดอุบัติเหตุในอบิส หลังจากเสียลูกชายไปทั้งสื่อและองค์กรต่างๆ ก็ค่อยๆ ละความสนใจในตัวเขา


    สองปีผ่านไปคุณหมอสมคิดตัดสินใจทิ้งบ้านหลังนั้นแล้วมาอาศัยอยู่บนดอย เพื่อเป็นแพทย์อาสาดูแลคนที่อยู่ข้างบนนี้


    เขาได้ใช้ชีวิตอิสระกับอาชีพที่เขารักอย่างใจหวัง โดยที่ไม่ได้ขายสมบัติที่เฟิร์สทิ้งไว้เพื่ออยู่กิน


    ด้วยความที่เขาเป็นเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉก เขาจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ข้างบนนี้ได้อย่างปลอดภัย และผู้คนก็ไม่มาสนใจเขาแล้ว


    ในยุคนี้การอาศัยอยู่บนดอยไม่ได้ลำบากเหมือนแต่ก่อน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่นั้นขึ้นมาอยู่ข้างบนนี้อย่างครบครัน เพียงแต่ครูและหมอนั้นหาได้ยาก เพราะน้อยคนนักที่จะสมัครใจมาใช้ชีวิตที่นี่


    บ้านบนดอยไม่ได้มีสภาพที่น่าอนาถมากนัก คุณหมอสมคิดสร้างบ้านหลังเล็กๆ ที่นี่ เรียกว่าค่อนข้างดูดีด้วยซ้ำ เขาทำให้บ้านของตัวเองเป็นโฮมออฟฟิต เปิดคลีนิกรักษาคนที่นี่


    ชาวบ้านที่ไม่อยากลงจากดอยไปโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ก็จะมารักษากับเขา


    “คุณหมอครับ เช้านี้รับกาแฟซักถ้วยไหมครับ?” เด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดปีเอ่ยถาม


    เขามีชื่อว่า “ยอเน๊” ภาษาอาข่าที่แปรว่าสีแดง


    เขาเป็นเด็กชาวบ้านที่มาทำงานที่นี่ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคุณหมอเกี่ยวกับเรื่องจิปาถะทำประวัติคนไข้


    ชายสูงวัยผมสีขาวแทนที่สีดำก้าวเข้ามาในห้องแล้วยิ้มอย่างอบอุ่น


    “ก็ดีเหมือนกัน รบกวนด้วยนะยอเน๊”


    “เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ” เด็กหนุ่มยอเน๊เอ่ยตอบ


    เขารู้สึกโชคดีมากที่ได้มาทำงานกับคุณหมอคนนี้ ไม่เพียงเขาจะมีงานทำในหมู่บ้านของตนเอง แถมคุณหมอยังจ่ายค่าจ้างอย่างงามให้กับเขาด้วย ทำให้คนในหมู่บ้านพากันอิจฉาในตัวเขา


    คุณหมอสูงวัยเดินมานั่งที่เก้าอี้ไม้หลังบ้าน สายตาทอดมองดูวิวขุนเขาและหมอกยามเช้า เสียงนกร้องและสายลมเย็นที่พัดผ่านใบหน้าทำให้เขารู้สึกสงบในจิตใจ


    ที่นี่มีคนไข้ไม่มากนัก เวลาส่วนใหญ่เขาจึงใช้ไปกับการพักผ่อน และด้วยทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยที่ลูกชายของเขามอบให้ ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายโดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน


    เขาคิดว่านี่คงจะเป็นชีวิตบั้นปลายของเขาแล้ว


    ความจริงแล้วคุณหมอสมคิดอายุยังไม่ถึงหกสิบเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจมามากมาย จึงทำให้เขาดูแก่กว่าปกติ ยิ่งเป็นเรื่องลูกชายของเขาตอนเมื่อหลายปีก่อนด้วยแล้ว เขานั้นแทบจะทำใจไม่ได้อยากจะตายตามลูกชายของเขาไป แต่เมื่อคิดถึงภรรยาที่กำลังหลับไหลเขาก็ทำอย่างนั้นไม่ลง จึงเลือกที่จะมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่ตามลำพัง


    “เมื่อไหร่เธอจะตื่นขึ้นมานะ หวังว่าเธอจะตื่นขึ้นมาก่อนที่ฉันจะจากไป” คุณหมอสมคิดรำพึงรำพันกับตัวเอง เขานั้นอดที่จะคิดถึงภรรยาอันเป็นที่รักไม่ได้


    ทว่าตอนนั้นเองยอเน๊ก็เดินเข้ามาพร้อมกับกาแฟร้อนหอมๆ หนึ่งแล้ว


    “ขอบใจนะ” คุณหมอสมคิดกล่าวขอบคุณเด็กหนุ่ม


    “เออ คุณหมอครับที่หน้าบ้านมีคนคนหนึ่งถามหาคุณหมอ” ยอเน๊กล่าว


    “คนไข้หรอ? เขาเป็นอะไรมาล่ะ”


    “ไม่ใช่ครับ ท่าทางของเขาเหมือนจะไม่ใช่คนที่นี่ เขาถามถึงชื่อคุณหมอและเดินเข้ามานั่งรอในบ้าน หรือว่าเขาจะเป็นคนไข้ประจำของคุณหมอแล้วตามมาที่นี่”


    “หืม ... คนไข้ประจำหรอ? ไม่มีนะ ฉันไม่ได้รักษาคนที่นั่นมานานแล้ว ถ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ก็ไม่น่าจะมีใครตามหาฉัน เอาล่ะ ฉันจะออกไปดูเขาเอง” คุณหมอสมคิดรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ในใจคิดว่าคงจะเป็นพวกนักข่าวที่พยายามจะมาสัมภาษณ์เขาเพื่อฟื้นหาความหลังเกี่ยวกับลูกชายของเขา


    ยังไงก็ตามเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เขาไม่อยากเป็นข่าวอีกแล้ว เขาต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่อย่างสงบเท่านั้น


    ร่างสูงวัยก้าวเข้าไปในบ้านทันที เขาเดินไปยังส่วนที่เป็นออฟฟิต 


    ตอนนั้นเองสายตาของเขาก็จับจ้องไปยังแผ่นหลังที่ตนเองรู้สึกคุ้นเคย มันคือแผ่นหลังของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนมองภาพถ่ายของเขากับชาวบ้านที่ติดไว้ตรงฝาผนัง


    ทว่าความคุ้นเคยนี้กลับทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว


    เมื่อเด็กหนุ่มหันใบหน้ากลับมา น้ำใสๆ ก็ไหลเอ่อล้นรอบดวงตา ริมฝีปากสั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้ คุณหมอสมคิดไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว 


    เขาในตอนนี้แทบจะทำอะไรไม่ถูก


    เด็กหนุ่มหันกลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเอ่ย “พ่อครับ ผมกลับมาแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน