สายลมหนาวจากเทือกเขาเมฆาครามพัดกรรโชก พาเอาหมู่เมฆาสีขาวนวลหมุนวนอยู่รอบยอดเขาดุจัเผือกทะยานฟ้า เบื้องล่างของหุบเขาคือประตูส่วนหน้าของสำนักอันยิ่งใหญ่ เกรียงไกรด้วยเสาศิลาค้ำ์สองต้นที่สลักอักษรโบราณเปี่ยมตบะบารมี ลานกว้างหน้าประตูคลาคล่ำไปด้วยเยาวชนนับหมื่นชีวิตที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน ั้แ่ชุดไหมปักดิ้นทองของบุตรขุนนาง ไปจนถึงชุดผ้าป่านหยาบหนาของลูกชาวบ้านป่า
ท่ามกลางฝูงชนอันหนาแน่น เสี่ยวหัวและเสี่ยวิยืนหลบอยู่มุมหนึ่งใต้ร่มเงาของต้นสนโบราณ ในอ้อมแขนของเด็กชายวัยเจ็ดขวบมีหม้อดินใบเล็กถูกโอบกอดไว้อย่างหวงแหนดุจไข่มุกราตรี
"พี่ใหญ่... ข้าหิวเหลือเกิน" เสี่ยวิเงยหน้าสบตากับพี่สาว น้ำเสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด กระเพาะน้อย ๆ ของเขาส่งเสียงร้องประท้วงเบา ๆ
"อดทนอีกนิดเถิดเสี่ยวิ พิธีคัดเลือกกำลังจะเริ่มแล้ว" เสี่ยวหัวลูบหัวน้องชายด้วยความอ่อนโยน แววตาของเด็กหญิงวัยเก้าขวบแฝงความนิ่งสงบเกินวัย ทว่าในใจกลับเต้นระทึก ยามเมื่อนางััได้ถึงแรงกดดันปราณิญญาจาง ๆ ที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องบนยอดเขา มันคือค่ายกลกดดันกายาที่สำนักเมฆาครามใช้เพื่อทดสอบจิตใจของผู้รับสมัคร
ทันใดนั้น เสียงแตรเขาสัตว์พลันดังสนั่นหวั่นไหว ก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา สรรพเสียงที่เคยจอกแจกจอแจพลันดับวูบลงทันตา
บนแท่นศิลาเหนือประตูสำนัก ร่างของผู้เฒ่าชิงหลิวในชุดคลุมเมฆาสีครามปรากฏกายขึ้นดุจภูตผี เคราขาวของเขาสะบัดพลิ้วตามแรงลม ดวงตาคมกริบกวาดมองลงมายังเหล่าเยาวชนเบื้องล่างด้วยความเรียบเฉย
"ผู้สมัครรับการคัดเลือกทุกคนจงฟัง!" เสียงของผู้เฒ่าชิงหลิวแฝงไปด้วยพลังปราณแท้จริง ดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนโดยไม่ต้องะโ "บททดสอบแรกแห่งสำนักเมฆาครามคือ... บันไดศิลาพันขั้น! พวกเ้าต้องเดินเท้าขึ้นไปถึงลานหน้าตำหนักใหญ่บนยอดเขาก่อนที่ธูปดอกใหญ่จะหมดดอก ผู้ใดที่ไม่สามารถทนรับแรงกดดันค่ายกลจนสลบไสลหรือถอดใจกลางทาง ย่อมถือว่าหมดสิทธิ์!"
สิ้นเสียงประกาศ ประตูศิลาบานั์พลันเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นขั้นบันไดศิลาเก่าแก่ที่ทоดยาวสูงชันทะลุม่านหมอกหนาขึ้นไปราวกับไร้จุดสิ้นสุด
เหล่าคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ต่างพากันพุ่งตัวออกไปเป็กลุ่มแรก พวกเขามีข้ารับใช้คอยพยุงและมีเม็ดยาฟื้นฟูปราณตระเตรียมไว้พร้อมสรรพ ฝุ่นดินฟุ้งตลบอบอวลยามที่เท้านับหมื่นคู่เริ่มก้าวเหยียบลงบนศิลาขั้นแรก
"หลบไป! พวกไอ้เด็กบ้านนอกขี้เรื้อน!"
เสียงตวาดแหลมเล็กอันคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง เสี่ยวหัวและเสี่ยวิหันไปมอง พลันพบกับภาพที่ชวนให้มุมปากกระตุก หลินเพ่ยเอ๋อร์ บุตรีเสนาบดีกรมพิธีการ บัดนี้อยู่ในชุดกระโปรงสีแดงตัวใหม่ ทว่าใบหน้าของนางกลับซีดเผือดลงเล็กน้อย มวยผมที่เคยพังทลายถูกจัดแต่งใหม่อย่างรีบร้อนจนดูเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ข้างกายของนางเหลือผู้คุ้มกันเพียงคนเดียวที่สภาพสะบักสะบอมไม่ต่างกัน
"อ้าว... คุณหนูผักดองนี่นา" เสี่ยวิโพล่งออกไปตามประสาเด็กซื่อ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
"แก! ไอ้เด็กปากเสีย!" หลินเพ่ยเอ๋อร์ชี้หน้าเสี่ยวิ ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นจนหน้าดำหน้าแดง ยามเมื่อนึกถึงความอับอายที่ต้องตกลงไปในกองผักกาดเน่าหน้าประตูเมือง "วันนี้ไม่มีรถม้าให้พวกแกชนอีกแล้ว! และไม่มีไอ้ไก่บ้าตัวนั้นด้วย! เ้าจงไปจัดการหักขาพวกมันเดี๋ยวนี้!"
ผู้คุ้มกันร่างั์ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวรับคำบัญชา ขยับกายก้าวสืบเท้าเข้าหาเสี่ยวิทันที ฝ่ามือหนาอันทรงพลังอัดแน่นไปด้วยปราณระดับปรับแต่งกายาขั้นสูงสุด พุ่งตรงหมายจะคว้าคอเสื้อของเด็กชาย
ทว่า เป้าหมายของมันกลับขยับเบี่ยงเบนไปเล็กน้อย
เนื่องจากเสี่ยวิกำลังกังวลเื่หม้อดินในอ้อมอก เด็กชายไม่้าให้ไข่ต้มสูตรลับของบิดาต้องบุบสลาย เขาจึงขยับเท้าก้าวไขว้ไปด้านข้างด้วยวิชาก้าวพระบาทท่องดาราโดยสัญชาตญาณ ท่วงท่าเนิบนาบทว่าไร้ร่องรอย ร่างเล็กม้วนผ่านใต้รักแร้ของผู้คุ้มกันร่างั์ไปได้อย่างงดงามราวกับปลาไหลลื่นในสายน้ำ
ปึก! โครม!
ฝ่ามือของผู้คุ้มกันพุ่งพลาดเป้า ไปกระแทกเข้ากับเสาศิลาหน้าประตูสำนักอย่างจัง แรงสะท้อนกลับทำให้อีกฝ่ายกระดูกข้อมือลั่นดัง กร๊อบ! ร่างั์เสียหลักถลาร่วงกราบลงกับพื้นดิน หน้าผากกระแทกขั้นบันไดศิลาขั้นแรกจนเืกำเดาไหลทะลัก นอนครางซี้ดซ้าดด้วยความเ็ป
"ว้าย! ไอ้คนไม่ได้ความ!" หลินเพ่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
"พี่ใหญ่... พวกเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวธูปจะหมดดอกเสียก่อน" เสี่ยวิไม่สนใจสตรีบ้าคลั่งผู้นั้น เขาเจูงมือเสี่ยวหัวก้าวขึ้นบันไดศิลาไปอย่างรวดเร็ว อาศัยจังหวะที่ฝูงชนกำลังชุลมุนกลืนหายเข้าไปในม่านหมอก
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปสามร้อยลี้ ณ ร้านข้าวต้มอันเงียบสงบในตรอกคอกไก่
แสงแดดยามสายทอดเงาผ่านรอยแยกของหลังคาแฝก ตกลงกระทบผิวน้ำแกงที่กำลังเดือดปุด ๆ หยุนฟานยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิม มือหนาขยับโบกพัดสานส่งลมเข้าหาเตาถ่านอย่างเชื่องช้า ทว่าดวงตาสีน้ำหมึกคู่นั้นกลับดูว่างเปล่าและเหม่อลอยเล็กน้อย สายตาของเขาทอดมองไปยังทิศตะวันตก... ทิศทางที่บุตรทั้งสองเดินทางจากไป
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากด้านหลัง
หลิ่วหรู่เยี่ยนในชุดสีเขียวมรกตก้าวเดินเข้ามา นางไม่ได้เอ่ยปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าขยับกายเข้าไปนั่งลงบนม้านั่งไม้ไผ่ตัวเดียวกันข้างสามี ร่างระหงเอนพิงไหล่หนาของหยุนฟานอย่างเป็ธรรมชาติ เส้นผมสีดำขลับของนางคลอเคลียอยู่กับแผงอกกว้างของชายหนุ่ม กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยอบอวลลอยมาเตะจมูก
หยุนฟานไม่ได้ขยับหนี เขายื่นมือหนาไปโอบไหล่บางของภรรยาใหญ่ไว้เบา ๆ ััได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยในร่างกายของนาง
"คิดถึงลูกหรือ?" หยุนฟานกระซิบถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความอบอุ่นที่ซ่อนเร้นไว้
"ลูกไม่เคยห่างบ้านไกลถึงเพียงนี้... ข้าเป็แม่ ย่อมต้องกังวลเป็ธรรมดา ท่านพี่" หลิ่วหรู่เยี่ยนตอบเสียงแ่ ดวงตาคู่สวยสบสายตากับสามี แววตาของนางสะท้อนภาพของหยุนฟานอย่างเด่นชัด ความเงียบงันเข้าปกคลุมคนทั้งคู่ ทว่าภาษากายอันแนบชิดกลับสื่อสารความห่วงใยและการปลอบประโลมได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดนับหมื่นคำ
"พวกเขามีสายเืของใคร เ้าลืมไปแล้วหรือ" หยุนฟานยิ้มบาง ๆ ปลายนิ้วเรียวเชยคางมนของนางขึ้นมาสบตา "ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย... ลูกของเราก็ไม่มีวันพ่ายแพ้ ยิ่งไปกว่านั้น... เ้าเจ็ดยังแอบตามไปด้วย เ้าคิดว่าสำนักเมฆาครามจะทานทนการอาละวาดของพวกมันได้นานเท่าใดกัน"
คำพูดประโยคหลังทำให้หลิ่วหรู่เยี่ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่นางจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ความเครียดขึงในใจมลายหายไปจนสิ้น "นั่นสินะ... ข้าลืมไปว่าท่านพี่แอบสลักค่ายกลมหาประลัยไว้ที่เปลือกไข่ต้มเ่าั้ด้วย ช่างเป็บิดาที่เ้าเล่ห์แท้"
นางขยับซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของสามีให้แน่นขึ้น ััความอบอุ่นท่ามกลางเสียงเดือดปุด ๆ ของหม้อต้มข้าวต้มที่ยังคงดำเนินไปตามวิถีสมถะ
ตัดกลับมา ณ บันไดศิลาขั้นที่ห้าร้อยแห่งเทือกเขาเมฆาคราม
บรรยากาศยามนี้เริ่มหนักอึ้งดุจมีแผ่นผามาทับถม แรงกดดันค่ายกลของสำนักทวีความรุนแรงขึ้นทุกย่างก้าว เยาวชนหลายพันคนเริ่มหน้าซีดเซียว เหงื่อกาฬไหลโซมกาย บางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นศิลา ไม่อาจก้าวต่อไปได้แม้แต่ขั้นเดียว
ทว่า สำหรับเสี่ยวหัวและเสี่ยวิ แรงกดดันเหล่านี้กลับเบาบางดุจปุยฝ้าย ปราณสายเืผสมในร่างของพวกเขาต่อต้านแรงกดดันภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เด็กทั้งสองเดินขึ้นบันไดด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ท่วงท่าสบาย ๆ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
"พี่ใหญ่... ข้าไม่ไหวแล้ว ท้องมันร้องจนไม่มีแรงเดินแล้ว" เสี่ยวิบ่นอุบอิบ ใบหน้าน้อย ๆ มุ่ยลง
"เช่นนั้นก็พักกินไข่ต้มของท่านพ่อสักฟองเถิด" เสี่ยวหัวบอกน้องชาย พลางพากันเดินเลี่ยงไปนั่งพักที่ชานพักบันไดศิลาข้างทาง
เสี่ยวิรีบเปิดฝาหม้อดินออกทันที กลิ่นหอมฟุ้งละมุนของซีอิ๊วสูตรลับและไอปราณบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งกระจายออกมาจากหม้อดินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ชวนให้ผู้คนที่กำลังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าต้องหันมามองด้วยความอิจฉาและหิวกระหาย
"หนอย! ไอ้พวกเด็กบ้านนอก! มีของดีแต่กลับแอบมากินอยู่ตรงนี้!"
เสียงะโดุดันดังมาจากกลุ่มเยาวชนร่างใหญ่สามคนที่แต่งกายด้วยชุดหรูหราสีคราม พวกมันคือ "สามพี่น้องตระกูลเว่ย" บุตรชายของเ้าเมืองชายแดนผู้มีนิสัยอันธพาลและทรงพลังระดับปรับแต่งกายาขั้นที่แปด ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยจากแรงกดดันค่ายกล ยามเมื่อได้กลิ่นไอพลังจากหม้อดิน ดวงตาของพวกมันพลันเปลี่ยนเป็สีแดงฉานด้วยความโลภ
"ส่งหม้อดินใบนั้นมาให้พวกข้าเสียดี ๆ! หากไม่อยากโดนโยนตกหน้าผา!" เว่ยต้า พี่คนโตตวาดลั่น พลางก้าวสามขุมเข้าหาเสี่ยวิ
"ไม่ได้! นี่คือไข่ต้มของท่านพ่อ! พวกเ้าไม่มีสิทธิ์กิน!" เสี่ยวิกอดหม้อดินแน่นขึ้น แววตาสลัดความขี้เล่นเปลี่ยนเป็ดุดันดุจลูกเสือ
"รนหาที่ตาย!"
เว่ยต้าขยับกายพุ่งจู่โจมทันที! ฝ่ามือหนาทรงพลังอัดปราณแท้จริงจนเกิดลมพายุหมุนวนขนาดย่อม พุ่งตรงหมายจะแย่งชิงหม้อดิน จังหวะการบุกรุกสะพัดรวดเร็วและอำมหิต หวังเผด็จศึกในกระบวนท่าเดียว!
ฟึ่บ!
เสี่ยวหัวไม่ยอมอยู่เฉย นางขยับกายพุ่งร่างวาบมาขวางเบื้องหน้าน้อยชาย กระบี่ไม้ในมือยังคงอยู่ในฝัก ทว่านางกลับใช้ฝักกระบี่ไม้ไผ่ตวัดแทงสวนกลับไปในมุมมืดที่ศัตรูคาดไม่ถึง!
แก๊ก! ปัง!!!
ปลายฝักกระบี่ไม้กระแทกเข้ากับจุดชีพจรข้อมือของเว่ยต้อย่างแม่นยำ เสียงกระดูกหักลั่นดัง กร๊อบ! พลังปราณที่อัดแน่นในฝ่ามือของอีกฝ่ายพลันะเิย้อนกลับเข้าหาตัวเอง ส่งร่างใหญ่โตของเว่ยต้าปลิวละลิ่วถอยหลังไปกระแทกกับหน้าผากศิลาจนศิลาร้าวละเอียด เืสด ๆ ฉีดพุ่งออกจากปาก นอนหมดสติจมกองเืทันทีในชั่วดีดนิ้ว!
"พี่ใหญ่!" เว่ยเอ้อและเว่ยซานร้องลั่นด้วยความตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าเด็กหญิงวัยเก้าขวบจะล้มพี่ใหญ่ของพวกมันได้ในหนึ่งกระบวนท่า
"นังเด็กสารเลว! ตายเสียเถอะ!" ทั้งสองคนชักดาบยาวเหล็กกล้าออกมาพร้อมกัน พุ่งทะยานเข้าใส่เสี่ยวหัวจากซ้ายและขวา จังหวะกระบี่สอดประสาทรวดเร็วและคมกริบ หมายจะสับร่างของเด็กหญิงให้แหลกลาญ
เสี่ยวหัวดวงตาสว่างวาบ แฝงไอสังหารจาง ๆ ที่ได้รับสืบทอดมาจากเมิ่งชิวเหยาแม่รอง นางขยับก้าวเท้าตามท่าร่างวิถีกระบี่เมฆาคราม หมุนตัวหลบวิถีดาบแรกอย่างฉับไว ปลายเท้าสะกิดก้อนหินบนพื้นเตะพุ่งเข้าเจาะทะลวงดวงตาของเว่ยเอ้ออย่างแม่นยำ!
ฉึก! อ๊ากกกก!
เว่ยเอ้อร้องลั่น ปล่อยดาบหลุดมือพลางกุมดวงตาที่หลั่งเืสด ๆ ไหลทะลัก ร่างกายดิ้นพล่านด้วยความเ็ปแสนสาหัส ยามเมื่อเศษหินทลายประสาทตาจนบอดสนิท
ในเวลาเดียวกัน เว่ยซานพุ่งดาบเข้าหาแผ่นหลังของเสี่ยวหัวที่กำลังเสียหลัก ระยะห่างเหลือเพียงหนึ่งชุ่น!
"พี่ใหญ่ ระวังซ้าย!" เสี่ยวิร้องเตือน ทว่าเด็กชายกลับไม่รอช้า เขาละมือข้างหนึ่งจากหม้อดิน ตวัดฝ่ามือน้อย ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ซัดสวนกลับไปข้างหน้าเบา ๆ หนึ่งครั้งตามที่บิดาเคยทำ!
บึ้ม!!!
มวลอากาศเบื้องหน้าของเสี่ยวิพลันะเิออกดุจะุปืนใหญ่ แรงดันปราณที่ไร้รูปทว่ามหาศาลพุ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของเว่ยซานอย่างจัง! เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดัง อั่ก! ร่างของมันลอยละลิ่วข้ามรั้วกั้นบันไดศิลา ร่วงหล่นละลิ่วลงสู่เหวก้นบึ้งเบื้องล่างหายวับไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ค่อย ๆ เลือนหาย
ฝุ่นดินและควันปราณค่อย ๆ สงบลง บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัด เยาวชนรอบข้างต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขารีบก้าวเท้าถอยห่างจากสองพี่น้องตระกูลหยุนราวกับเผชิญหน้ากับปีศาจตัวน้อย
"เสี่ยวิ... เ้าลงมือหนักเกินไปแล้วนะ" เสี่ยวหัวหันไปดุน้องชาย ทว่าแววตากลับแฝงความโล่งอก
"ก็พวกมันจะแย่งไข่ต้มของท่านพ่อนี่ครับ... ข้ายอมไม่ได้หรอก" เสี่ยวิมุ่ยหน้า พลางหยิบไข่ต้มปอกเปลือกยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความอร่อย
ทันทีที่ไข่ต้มสูตรลับตกถึงท้อง ปราณแท้จริงมหาศาลดุจมหาสมุทรพลันะเิออกระลอกหนึ่งรอบกายของเด็กชาย ร่างกายที่เคยเหน็ดเหนื่อยกลับคืนสู่ความสมบูรณ์พร้อมในชั่วเคี้ยวหมากแหลก แถมไอพลังปราณยังหนาแน่นจนทำให้ขั้นบันไดศิลาใต้ฝ่าเท้าของเขากลายเป็ผงคลีสีดำละเอียด
ห่างออกไปบนยอดไม้ใหญ่ในม่านหมอก
ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับอ้าปากค้าง เคราขาวสั่นพั่บ ๆ ด้วยความตกตะลึงอันสูงสุด ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างจนแทบฉีกขาด "ฝ่ามือไร้รูปเมื่อครู่... มันไม่ใช่กำลังภายในของมนุษย์! และไข่ต้มที่เด็กนั่นกินเข้าไป... มันมีไอพลังของโอสถทิพย์ระดับ์ขั้นสูงสุด! เด็กสองคนนี้เป็ใครกันแน่?!"
ชิงหลิวสูดหายใจลึก ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น "ข้าต้องรีบนำเื่นี้ไปแจ้งแก่ท่านเ้าสำนักโดยด่วน ยุทธภพแห่งนี้... กำลังจะเกิดพายุทลายฟ้าดินขึ้นแล้ว!"
สองพี่น้องตระกูลหยุนเดินจูงมือกันก้าวขึ้นสู่ขั้นบันไดศิลาขั้นสุดท้าย มุ่งหน้าสู่ลานตำหนักใหญ่สำนักเมฆาครามอย่างสง่างาม โดยมีเงาร่างสีเหลืองทองของเ้าเจ็ดที่แอบโผล่หัวออกมาจากตะกร้าผ้าผ่อน คอยส่งเสียงขันกิ๊ก ๆ ราวกับจะประกาศชัยชนะล่วงหน้า
กงล้อโชคชะตาบัดนี้ได้เริ่มหมุนอย่างบ้าคลั่ง และตำนานบทใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นเปิดฉากขึ้นเท่านั้น!