หลังจากจัดการซากของมังกรเกล็ดม่วงเสร็จสิ้น กลุ่มของหานเซินก็กลับมายังฐานพักพิงเกราะเหล็ก เมื่อถึงฐานบัญชาการของกลุ่ม ฉินเซวียนก็เรียกหานเซินเข้ามาพบเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานของเธอ
“นายได้วิญญาณอสูรมาหรือเปล่า?” หัวหน้าสาวถามตรง ๆ สายตาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างจับผิด
“หัวหน้าฉิน ผมไม่ได้วิญญาณอสูรจริง ๆ ครับ ถ้ารู้ว่าจะวุ่นวายแบบนี้ ผมคงไม่ยิงธนูไปแน่ ๆ นอกจากจะไม่ได้อะไร ยังต้องมาเดือดร้อนอีก” หานเซินตอบพร้อมทำหน้าอมทุกข์เหมือนคนกำลังมีเคราะห์หนัก
แต่ฉินเซวียนยังไม่เชื่อคำโกหกของเขา เธอพูดต่ออย่างไม่อ้อมค้อม “เลิกเสแสร้งได้แล้ว ถ้านายได้วิญญาณอสูรจริง ๆ ก็บอกมาเถอะ นายก็รู้ฉันไม่เคยคิดเอาเปรียบใคร อยากขายเท่าไหร่ก็เสนอมาเลย ถ้าราคาสมเหตุสมผล ฉันยินดีจ่ายให้ นายไว้ใจฉันได้”
“โธ่ หัวหน้าฉิน ผมไม่ได้โกหกนะครับ ถ้าได้วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์มาผมขายไปนานแล้ว ผมไม่ได้อะไรเลยจริง ๆ นะ ถ้าเปิดให้ดูได้ผมคงทำไปแล้ว” หานเซินยังคงยืนกรานหนักแน่น ใบหน้าแสดงความหนักใจ
ฉินเซวียนเห็นท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายก็เริ่มคลายความสงสัย “เอาละ ถ้าไม่ได้วิญญาณอสูรก็แล้วไป แต่ช่วงนี้อย่าออกไปไหนคนเดียว พยายามอยู่รวมกลุ่มกับทีมแม่นธนูไว้ ถ้าโอรสสวรรค์เล่นงานนายขึ้นมา อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” เธอเตือนเขาก่อนจะไล่ให้ออกไป
“ผมจะไม่ออกไปไหนคนเดียวแน่นอนครับ” หานเซินพยักหน้ารับคำ
.
.
ทันทีที่กลับมาถึงลานฝึกของทีมแม่นธนู ซูเสี่ยวเฉียวก็เข้ามาโอบไหล่หานเซินอย่างสนิทสนม “พี่เซิน ฉันได้ยินมาว่านายเป็นคนยิงสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ในจังหวะสุดท้าย นายได้วิญญาณอสูร’เปล่า?”
“ฉันก็อยากได้อยู่หรอก แต่คงไม่มีดวงมั้ง เลยไม่ได้อะไรสักอย่างแถมยังเสียลูกธนูอีกต่างหาก” หานเซินยักไหล่
“ก็จริง วิญญาณอสูรไม่ได้หาง่าย ๆ อีกอย่าง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะดวงดีเหมือนพี่เหรียญทองซะหน่อยเนาะ” คนถามเออออพลางถอนหายใจ
ซูเสี่ยวเฉียวไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าโอกาสในการจะได้วิญญาณอสูรนั้นต่ำมาก ยิ่งกับอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ตามหาตัวยาก แถมจะล่าก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ถ้าจะให้ได้วิญญาณอสูรมาด้วยก็คงเป็นลูกรักพระเจ้าแล้ว ผู้คนที่เข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีมีเป็นล้านคง ไม่ได้เจอใครที่ดวงมหาเฮงขนาดนั้นง่าย ๆ
“เออ แต่ช่วงนี้นายต้องระวังตัวหน่อยนะ เป็นไปได้ก็อย่าออกจากฐานพักพิงเลย ถึงนายจะบอกไปแล้วว่าไม่ได้วิญญาณอสูร แต่โอรสสวรรค์คงไม่เชื่อ ยิ่งเป็นนายที่เขม่นอยู่แล้วก็อาจจะแค้นฝังหุ่น ไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แน่” ซูเสี่ยวเฉียวเตือนด้วยความห่วงใย
“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วง” หานเซินตบไหล่เพื่อนกลับเบา ๆ รู้สึกโชคดีที่เลือกผูกสัมพันธ์กับคนไม่ผิด ซูเสี่ยวเฉียวเป็นคนจิตใจอารี เป็นห่วงเป็นใยคนอื่นจากใจจริง
.
หานเซินรีบตรงกลับห้องพัก เขาแทบไม่สามารถยับยั้งความตื่นเต้นไว้ได้ หลังปิดประตูล็อกห้องแน่นหนา เด็กหนุ่มก็รีบเปิดดูวิญญาณอสูรที่เพิ่งได้รับมาทันที
-----------------------
ประเภทของวิญญาณอสูร ‘มังกรเกล็ดม่วงเลือดศักดิ์สิทธิ์’: บิน
-----------------------
แม้จะเป็นคำอธิบายสั้น ๆ แต่ก็ทำให้หัวใจคนฟังเต้นรัว ต้องบอกก่อนว่าวิญญาณอสูรประเภทบินจัดเป็นของหายากและมีมูลค่าสูงมากในหมู่วิญญาณอสูรทั้งหมด
‘วิญญาณอสูรประเภทบิน’ ที่ว่านี้ ไม่ใช่อาวุธพิสดารหรือร่างอสูรอันตรายที่สามารถบินได้ด้วยตัวเอง แต่แค่เปลี่ยนร่างเป็นปีกและส่วนเสริมที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเหาะ ร่อน บิน หรือลอยตัวเหนือพื้นได้เหมือนนก
ซึ่งเมื่อลองจินตนาการว่ามนุษย์สามารถโบยบินไปบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพายานบินหรืออุปกรณ์อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบินไปในดินแดนที่เทคโนโลยีใช้งานไม่ได้อย่างก็อดแซงก์ทัวรี… นี่ไม่เพียงดูเท่เท่านั้น แต่ยังมีคุณค่ากับชีวิตอย่างมหาศาล
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการบินจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในก็อดแซงก์ทัวรีได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยให้การสะสมจีโนพอยต์เพื่อพัฒนาร่างกายทำได้ง่ายและเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลบหนีจากศัตรู หรือใช้ให้เข้าถึงพื้นที่ล่าที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ รวมไปถึงการใช้เพื่อส่งเสริมศักยภาพในระหว่างต่อสู้ พูดง่าย ๆ ว่าได้เปรียบกว่าคนอื่นในระดับเดียวกันเป็นร้อยเท่า
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ วิญญาณอสูรประเภทบินจึงมีมูลค่าสูงเกินประมาณ บางครั้งราคาสูงยิ่งกว่าวิญญาณอสูรประเภทแปลงร่างแบบโหด ๆ เลยด้วยซ้ำ อีกอย่าง ด้วยความเป็นของหายากในก็อดแซงก์ทัวรี นาน ๆ ทีถึงจะตกจากสัตว์อสูรสักครั้ง ดังนั้นต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
‘คราวนี้เรารวยแล้ว! รวยเละเลย วิญญาณอสูรประเภทบินระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ ในสเปซที่หนึ่งนี่ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่ดวง’ หานเซินคิดอย่างตื่นเต้น เด็กหนุ่มดีใจจนเผลอกระโดดไปมาอยู่ในห้องคนเดียวอย่างเริงร่า
เขาเคยได้ยินมาว่าวิญญาณอสูรประเภทบินระดับโบราณนั้นบินได้ไม่ไกลและไม่สูงมากนัก อย่างมากก็แค่ไม่กี่เมตร เหมือนไก่ป่าที่บินกระท่อนกระแท่น ร่อนไปตามยอดไม้ให้เพียงพอแค่หลบหลีกนักล่าเท่านั้น
วิญญาณอสูรประเภทบินระดับกลายพันธุ์ดีกว่าเล็กน้อย แต่ว่ากันว่ายังขาดความเร็วและความคล่องตัวอยู่มาก ในขณะที่วิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งกว่าอย่างเทียบไม่ติด ซึ่งที่ผ่านมา แม้กระทั่งระดับกลายพันธุ์หานเซินก็ยังไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง…อย่างน้อยก็ภายในเขตพื้นที่รอบฐานพักพิงเกราะเหล็กนี่
เรื่องนี้ไม่แปลกนักและใช้สรุปอะไรไม่ได้ เพราะบริเวณรอบฐานพักพิงเกราะเหล็กมีสัตว์อสูรที่บินได้อยู่น้อยมาก ส่วนในเขตของฐานพักพิงอื่นเขาบอกไม่ได้เพราะยังไม่เคยไปถึง
เด็กหนุ่มดื่มด่ำกับความรู้สึกยินดีนี้อยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนจะพักเรื่องวิญญาณอสูรประเภทบินไว้ เพราะพื้นที่ในห้องพักส่วนตัวแคบเกินไป อย่างไรก็คงไม่สามารถเรียกมันออกมาลองใช้งานได้
หลังความตื่นเต้นเริ่มบรรเทา หานเซินก็ยืดแขนบิดขี้เกียจ ในตอนนั้นเองที่สายตาเหลือบไปเห็นเขี้ยวทองแดงในกรงมุมห้อง
ในตอนนี้ เจ้าอสูรตัวกลมดูราวกับรูปหล่อโลหะที่ทำจากโลหะประหลาดสีม่วงเจือทองแดงและเป็นประกาย
เขี้ยวทองแดงที่เขาเพาะไว้ไม่มีสีดั้งเดิมเหลืออยู่อีกแล้ว ตอนนี้ทั่วตัวมันเป็นสีออกม่วง ๆ เปล่งประกายอย่างเงางามสม่ำเสมอ วาววับเหมือนถูกขัดอย่างดีด้วยกระดาษทรายละเอียด
“สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์!... เขี้ยวทองแดงกลายเป็นระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์แล้ว!” หานเซินจ้องมองนิ่ง ความยินดีเอ่อล้นจนอธิบายไม่ถูก
สามเดือนแห่งการรอคอย สามเดือนแห่งความอดทนรอไม่สูญเปล่า ในที่สุดเขาก็สามารถเพาะพันธุ์สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ ดวงไฟแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่ส่องแสงเรืองรองอยู่ในใจ
ก่อนหน้านี้ หานเซินยังกังวล กลัวว่าการใช้คริสตัลสีดำจะไม่เป็นไปตามที่คิดและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาทำสำเร็จ!
ในเวลาเพียงสามเดือน เขาสามารถเลี้ยงสัตว์อสูรจากระดับโบราณให้กลายเป็นระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้ ถ้าหากเรื่องนี้แพร่ออกไป คนทั้งสหพันธ์ดวงดาวจะต้องคลั่งแน่นอน
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นช่วยเน้นย้ำว่าหานเซินกำลังได้เปรียบคนอื่น ๆ อย่างมากมายมหาศาล ถึงจะฆ่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้เหมือนกับการรวมกลุ่มล่า แต่รายละเอียดของผลลัพธ์กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
อย่างเหตุการณ์ในวันนี้ที่โอรสสวรรค์นำทีมล่ามังกรเกล็ดม่วง แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงและอุปสรรค และถึงทุกคนจะบากบั่นพยายามช่วยกันสู้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายผลประโยชน์ที่ได้ก็ไม่ถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมอยู่ดี
ด้วยฐานะผู้นำในภารกิจ โอรสสวรรค์จึงได้รับส่วนแบ่งมากที่สุดตามคาด ฉินเซวียนเองก็ไม่น้อยหน้า ส่วนคนที่อยู่ระดับรองลงมาก็ได้ลดหลั่นกันไป แต่ขณะเดียวกัน หลายคนกลับแทบเรียกได้ว่าต้องกลับบ้านมือเปล่า ซ้ำร้ายบางคนถึงกับสูญเสียชีวิตไปฟรี ๆ ซึ่งนี่ก็เป็นเพราะผลประโยชน์ส่วนใหญ่ต้องถูกแบ่งไปสนับสนุนผู้แข็งแกร่งกว่า ผู้ซึ่งมีส่วนสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อที่ล่าได้มากกว่าก่อน
จริงอยู่ว่า หากยืนอยู่บนจุดสูงสุดเหมือนโอรสสวรรค์ ด้วยความแข็งแกร่งและอิทธิพลที่เขามี ย่อมมีสิทธิ์ควบคุมและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการล่าได้อย่างเต็มที่และมากเท่าที่ต้องการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อจำกัดที่เขาเองก็เลี่ยงไม่ได้…
อย่างแรก เรื่องการจัดการกับทรัพยากรจากสัตว์อสูรตัวใหญ่ เลือด เนื้อ หรืออวัยวะสำคัญที่มีขนาดมหึมา ทุกอย่างล้วนยากที่จะเก็บรักษา ดังนั้นจึงไม่สามารถยึดเอาไว้คนเดียวทั้งหมดได้ ต่อให้จะมีสิทธิ์ครอบครองซากทั้งตัวโดยชอบธรรม หรือจะใช้ความเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับทายาทของสตาร์ยูนิเวิร์สกรุปบีบบังคับมา สุดท้ายก็ยังเก็บซากไว้ได้แค่ส่วนหนึ่ง ส่วนอื่น ๆ ถ้าไม่อยากทิ้งไปให้เสียเปล่าก็มีแต่ต้องจัดสรรปันส่วนและแจกจ่าย
อีกอย่าง การได้รับจีโนพอยต์จากการกินเนื้อสัตว์อสูรเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยดวงล้วน ๆ ถึงจะกินเนื้อจนหมดทั้งตัวก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้จีโนพอยต์มากดั่งใจหวัง ยิ่งต้องตัดแบ่งเนื้อเป็นส่วนย่อย ๆ ความเป็นไปได้ที่จะ ‘ได้จีโนพอยต์มาก’ หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ที่จะ ‘ได้จีโนพอยต์มา’ ก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การจะได้ออกล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์แต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แค่มีโอกาสเดือนละหนก็ถือว่าโชคดีของโชคดีแล้ว แม้แต่สองเดือนหนก็ยังถือว่ายอดเยี่ยม แต่ส่วนใหญ่มักต้องใช้เวลารอนานเกินสามเดือนกว่าจะได้โอกาสออกล่า บางทีก็นานเกือบครึ่งปี อีกทั้งยังต้องใช้กำลังคนมากมายและสิ้นเปลืองทรัพยากรอีกมหาศาล
ต่างจากหานเซิน ถ้าหากต้องการ เขาสามารถกินเนื้อสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้ทุก ๆ สามเดือนอย่างสม่ำเสมอ ความแตกต่างนี้ทั้งน่าเหลือเชื่อและยิ่งใหญ่มาก
ดูอย่างโอรสสวรรค์กับฉินเซวียน ในเวลานี้ทั้งสองอายุเกินยี่สิบปีแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่สเปซที่สองของก็อดแซงก์ทัวรี นี่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความยากลำบากในการสะสมจีโนพอยต์ระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ให้เต็มขั้น
โอรสสวรรค์มีสตาร์ยูนิเวิร์สกรุปหนุนหลัง ส่วนฉินเซวียนก็มีทรัพยากรและฐานอำนาจจากกองทัพสนับสนุน แต่จนป่านนี้พวกเขาก็ยังไม่สามารถวิวัฒนาการได้ ตามข้อมูลสถิติ คนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานานเกินสิบปีในการพาตัวเองไปสู่สเปซถัดไป บางคนใช้สิบห้า บางคนใช้เวลายี่สิบปี หรือบางคนโชคไม่ดีนักก็ใช้เวลายาวนานกว่านั้นมาก
แต่สำหรับหานเซิน ด้วยคริสตัลสีดำที่เขาครอบครอง เขามั่นใจว่าภายในไม่เกินห้าปีต่อจากนี้ จะสามารถพัฒนาร่างกายจนเต็มขั้นและวิวัฒนาการไปสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สองได้อย่างแน่นอน
หานเซินซึมซับความรู้สึกอิ่มเอมใจในภาพอนาคตอันสดใสของตัวเองอยู่ราว ๆ หนึ่งนาที จากนั้นเขาก็รีบลงมือจัดการภารกิจต่อไป
ทว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มทำไม่ใช่การเชือดเขี้ยวทองแดงแล้วกินเดี๋ยวนั้น แต่กลับรีบไปที่จัตุรัส เพื่อซื้อสัตว์อสูรระดับโบราณตัวเป็น ๆ แทน ตอนนี้หานเซินไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาต้องเริ่มเพาะสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ตัวใหม่ให้เร็วที่สุด ที่สำคัญ ระหว่างทางเขายังต้องระวังตัวเพราะกลัวว่าโอรสสวรรค์จะดักทำร้ายเพื่อแก้แค้น ดังนั้นรีบออกไปจะได้กลับมาให้เร็ว
เมื่อกลับมาถึงห้องพร้อมอสูรระดับโบราณตัวใหม่ เด็กหนุ่มก็ลงมือฆ่าเขี้ยวทองแดงที่เพิ่งกลายเป็นอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ในกรงทันที
ดีที่เขี้ยวทองแดงที่เขาเพาะขึ้นไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ ทำให้สามารถจัดการมันได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น เสียงประกาศก็ดังขึ้นในหัว
-- สังหารเขี้ยวทองแดงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร --
-- หากกินเนื้อเขี้ยวทองแดงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
หานเซินยิ้มกว้าง ถึงจะไม่ได้วิญญาณอสูรแต่ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เขารีบตั้งหม้อ ชำแหละอสูรตัวกลมโยนเนื้อทั้งหมดลงไปแล้วเคี่ยวไฟอ่อนพร้อมรอเวลา
.
.
.