ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 2 ป่าร้อยปรากฏการณ์ 1/2

                    หลังจากที่ปราชญ์วิญญาณได้ฝึกฝน อูหลินเฟิงโดยการลงมือต่อสู้ด้วยตนเอง จากนั้นได้นำอูหลินเฟิงกลับมายังห้องดื่มชาแล้วเล่นหมากรุกด้วยกัน แต่หมากรุกนี้เป็นหมากรุกที่จะต้องใช้พลังวิญญาณในการขับเคลื่อนเท่านั้นถึงจะสามารถเล่นได้ เป็นการฝึกการใช้พลังวิญญาณอีกรูปแบบของอูหลินเฟิงที่ปราชญ์วิญญาณคิดค้นขึ้นมา เพื่อให้อูหลินเฟิงใช้พลังวิญญาณได้ละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น

            “ดูจากการเล่นของเจ้า...เหมือนว่าเจ้าจะมีเรื่องกังวลบางอย่างใจใน” ปราชญ์วิญญาณกล่าวหลังจากที่เห็นการเล่นหมากรุกของลูกศิษย์ตน ในการเดินหมากแฝงไปด้วยความกังวลบางอย่าง

            “ข้าเพียงแค่คิดเกี่ยวกับเรื่องของแดนจันทราโลหิตขอรับ” อูหลินเฟิงยอมรับแต่โดยดี ตอนนี้ในสมองของเขาคิดแต่เรื่องของแดนจันทราโลหิต การกระทำหลายอย่างแม้จะวางแผนอย่างดี แต่ว่าเวลาอีกหกเดือนกลับเป็นช่องโหว่ใหญ่ ด้วยเวลานานกว่าหกเดือนแม้โรงหลอมศาสตราและโรงหลอมโอสถที่ใหญ่ที่สุดของแต่ละทวีปจะโดนทำลายลงไป แต่ว่าก็ยังสามารถเตรียมตัวในรูปแบบอื่นได้อยู่ดี 

            “กังวลอะไรงั้นหรือ”

            “ข้าแค่คิดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการจะทำต่อไป การที่เหลือเวลาอีกเกือบหกเดือน ถึงจะสามารถเปิดประตูสู่แดนเทพได้ ฝั่งของแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น ย่อมสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ แม้ทางทุกๆทวีปจะโดนโจมตีโรงหลอมศาสตราและโรงหลอมโอสถที่ใหญ่ที่สุดของแต่ละทวีป แต่ว่าก็ยังมีพรรคขนาดเล็ก หรือ ว่ายังสามารถเตรียมตัวรูปแบบอื่นได้อยู่ดี

            ข้าคิดว่าพวกมันไม่มีทางยอมอยู่เฉยๆ หกเดือน แต่ข้าก็คิดไม่ออกว่าจะทำเช่นไรถึงจะสามารถลดทอนการเตรียมตัวของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้” อูหลินเฟิงได้บอกความกังวลในใจของเขา หากมีเวลาถึงหกเดือนอย่างน้อยๆ หากว่าไม่สามารถเตรียมตัวด้วยอาวุธหรือโอสถได้ แต่ว่าหากเป็นนักฝึกสัตว์ก็สามารถเตรียมพร้อมด้านสัตว์อสูรได้ 

            “แล้วถ้าหากถ้าเป็นนักวางกลยุทธ์ของฝ่ายนั้น เจ้าคิดว่าจะทำอย่างไร” ปราชญ์วิญญาณถามคำถามกลับไปยังอูหลินเฟิง

            “หากเป็นข้าจะต้องทำให้ทวีปต่างๆ เกิดความวุ่นวายขึ้น แต่ว่าข้ายังคิดไม่ออกว่าจะทำเช่นไรถึงสามารถทำให้แต่ละทวีปวุ่นวายได้” อูหลินเฟิงกล่าว

            “ความโลภ” ปราชญ์วิญญาณกล่าวออกมาแค่สั้นๆ แต่คำพูดนั้นอูหลินเฟิงกลับสามารถเข้าใจได้อย่างดี เพราะเหตุคล้ายกัน เคยเจอมาแล้ว แถมในครั้งนั้นยังเป็นการแย่งชิงสมบัติเทพระหว่างห้าแดนศักดิ์สิทธิ์ 

            “ใช้ความโลภของคนในทวีปอื่นๆ ให้ต่อสู้กันเอง คล้ายๆ กับตอนที่หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ปรากฏออกมา” อูหลินเฟิงกล่าวออกมาหลังจากที่ได้ฟังคำเพียงคำเดียวของปราชญ์วิญญาณ หากเขาเป็นแดนจันทราโลหิต ถ้าเกิดว่าสามารถปล่อยข่าวลือว่ามีสมบัติวิเศษที่คนในทวีปต่างต้องการ ย่อมสามารถชะลอการเตรียมตัวของพรรคตระกูลต่างๆ ได้อย่างดี ยิ่งหากเป็นสมบัติพิเศษที่เป็นที่ต้องการอาจทำให้พรรคตระกูลต่างๆ ต่อสู้กันเองจนล้มตายได้โดยที่แดนจันทราโลหิตไม่ต้องลงมือเอง

            “แต่ว่าจะมีสิ่งใดกันที่ทำให้คนในทวีปต้องต่อสู้กันเองถึงขนาดนั้น” อูหลินเฟิงกล่าวถาม เพราะว่าหากเป็นสมบัติเทพก็ต้องเป็นสมบัติเทพที่ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ใช่สมบัติเทพที่มีผลกับสายเลือดเช่นกระถางเทพวิหคอัสนี ที่คนจะสามารถใช้สมบัตินี้ได้จะต้องเป็นสายเลือดตระกูลอูเท่านั้น หรือต่อให้เป็นสมบัติระดับหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่เคยปรากฏออกมาแล้ว ก็ใช่ว่าจะปรากฏออกมาได้ง่ายๆ อีก

            “ช่วงนี้มีข่าวลือแปลกๆ ในแดนใต้แห่งนี้ว่ามีคนค้นพบแผนที่ไปยัง สุสานของเทพกระบี่ คงหมิง ช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคสิบกระบี่ สถาบันร้อยศาสตรา ตระกูลระดับสูงหรือกลาง จอมยุทธ์หรือราชัน แม้แต่ชนชั้นจักรพรรดิบางคนที่ใช้กระบี่หลายคนต่างเดินทางลงมายังแดนใต้แห่งนี้ เกรงว่าเมื่อไรก็ตามที่สุสานเทพกระบี่ได้เปิดเผยออกมา มรดกที่เทพกระบี่ได้ซ่อนไว้ในสุสานอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการนองเลือดเกิดขึ้นก็ได้” ปราชญ์วิญญาณได้กล่าวข่าวลือที่ได้ปรากฏขึ้นในช่วงนี้ เป็นข่าวลือที่เกิดขึ้นได้ไม่นานแต่ว่าสามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนเคลื่อนไหวได้ในทันที

            “เป็นข่าวลือที่เกิดขึ้นมาได้ถูกจังหวะยิ่งนัก” อูหลินเฟิงกล่าว เขาแน่ใจว่าข่าวลือนี้แดนจันทราโลหิตย่อมต้องเป็นผู้ปล่อย คนของแดนจันทราโลหิตเคยปกครองแดนใต้ของทวีปปราณฟ้า อาจจะเคยค้นพบสุสานของเทพกระบี่มาก่อนแล้วแต่ไม่ได้ประกาศออกไป แต่ใช้จังหวะที่หลายคนควรจะเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับแดนจันทราโลหิต ให้คนเหล่านั้นต้องมาต่อสู้กันเอง

            ในทวีปปราณฟ้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ใช้กระบี่ที่สามารถบรรลุชนชั้นเทวะจนได้รับนามเทพกระบี่มีทั้งหมดสี่คน เทพกระบี่คนแรก เทพกระบี่ เทพกระบี่พิรุณ จ้าวเฟิง เทพกระบี่คนที่สองคือ เทพกระบี่ดอกเหมย หลี่เหมยฮวา เทพกระบี่ผู้เป็นสตรีเพียงผู้เดียว สุสานของนางถูกพบโดยผู้ก่อตั้งสถาบันร้อยศาสตรา คนที่สามเทพกระบี่สิบกระบี่ เซี่ยอู๋หยา สุสานของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาย่อมต้องถูกพิทักษ์โดยสำนักสิบกระบี่ที่เขาก่อตั้ง คนสุดท้าย เทพกระบี่ที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดในสี่เทพกระบี่ เทพกระบี่สิบฉายา คงหมิง

            สุสานของเทพกระบี่จ้าวเฟิงและคงหมิงยังไม่เคยถูกค้นพบ จนกระทั่งตอนนี้ที่มีแผนพี่ของสุสานเทพกระบี่คงหมิงปรากฏออกมา ด้วยความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ที่ถดถอยลงตามกาลเวลา ชนชั้นเทวะเหลือเพียงแต่ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น สมบัติเทพที่เหล่าชนชั้นเทวะในอดีตใช้จึงกลายเป็น สิ่งที่ทำให้คนในยุทธภพบ้าคลั่ง สามารถฆ่าเพื่อแย่งชิงได้อย่างง่ายดาย

            สุสานแห่งเทพกระบี่ย่อมรวบรวมหลายสิ่งของเทพกระบี่ในอดีตไว้ ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ของเทพกระบี่ เคล็ดวิชาของเทพกระบี่ อีกทั้งเทพกระบี่คงหมิงเมื่อยังมีชีวิตเคยชนะเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา จนได้รับกระบี่ระดับสิบ จำนวนสองเล่มของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาไป

            เกรงว่าคราวนี้หากสุสานเทพกระบี่คงหมิงได้ปรากฏออกมาจริงๆ พรรคสิบกระบี่ย่อมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มรดกของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยากลับคืนมา แต่ก็ต้องมีมือกระบี่หลายคนที่ต้องการมรดกเหล่านั้น อย่างน้อยๆ ก็คือสถาบันร้อยศาสตรา ที่เน้นการฝึกสอนการใช้ศาสตราวุธประเภทต่างๆ หนึ่งในนั้นย่อมมีวิชากระบี่เช่นกัน

            “และข่าวลือคล้ายๆกัน เกิดในทวีปอื่นๆเช่นกัน มรดกของเทพที่แข็งแกร่งในอดีตได้ปรากฏขึ้น และยังเป็นมรดกเทพที่คนทั่วไปย่อมสามารถใช้ได้ ไม่ได้เป็นมรดกเทพที่จำกัดเพียงสายเลือด” ปราชญ์วิญญาณกล่าว เขาเองก็ได้ถามเรื่องนี้มาจากสหายต่างทวีป พบว่าทุกๆ ทวีปตอนนี้มีข่าวลือการค้นพบมรดกเทพที่แข็งแกร่งในอดีต ทวีปไร้ตะวันค้นพบสุสานเทพหมื่นราตรี มหาสมุทรร้อยเกาะค้นพบสุสานเทพมังกรสมุทร ทวีปไร้พิรุณค้นพบสุสานมารโลหะ ทวีปหมื่นภูผาค้นพบสุสานมารผีดิบ นี้คือข่าวที่เขารู้ยังมีบางทวีปที่สุสานที่ซ่อนมรดกเทพปรากฏพร้อมกันสองแห่ง

            สุสานแห่งเทพที่แข็งแกร่งในอดีตต่างถูกค้นพบในเวลาไล่เลี่ยกัน เรื่องนี้ย่อมไม่ใช้เหตุบังเอิญเป็นแน่ ย่อมเป็นฝีมือของใครบางคนที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย และเป็นความวุ่นวายในระดับที่สามารถทำให้ตระกูลระดับสูงหรือมหาตระกูลของทวีปต่างๆ เข่นฆ่ากันเองได้ กองกำลังของทวีปต่างๆ ย่อมถดถอยลงในการปะทะกันเพื่อแย่งชิงมรดกเทพ

            “คงเป็นแผนของแดนจันทราโลหิต เป็นแผนการที่ดียิ่งนัก ไม่จำเป็นต้องลงมือก็สามารถทำให้พวกเราเข่นฆ่ากันเองได้” อูหลินเฟิงกล่าว เขายอมรับว่านักวางกลยุทธ์ของอีกฝ่ายฉลาดไม่ใช่เล่น ยิ่งเป็นแบบนี้หากอีกฝ่ายอาศัยจังหวะที่หลายคนให้ความสนใจไปยังสุสานเทพที่ปรากฏออกมา โจมตีไปยังพรรคที่เป็นเสาหลักในการสร้างอาวุธและโอสถของแต่ละทวีปย่อมง่ายขึ้นอย่างมาก

            “ท่านอาจารย์...ท่านรู้หรือไม่ว่าสุสานของเทพกระบี่อยู่ที่ใด” อูหลินเฟิงกล่าวถาม

            “ที่ที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปคือ..ป่าร้อยปรากฏการณ์” ปราชญ์วิญญาณกล่าว หากในเขตเหนือของทวีปปราณฟ้ามีเทือกเขาหมื่นอสูรที่เป็นแห่งที่มีสัตว์อสูรมากมาย เขตใต้ก็มีป่าร้อยปรากฏการณ์ ภายในป่ากลับมีหลายเขต บางเขตของป่ามีฝนตกโดยไม่หยุด บางเขตของป่ามีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี บางเขตของป่าปกคลุมได้หมอกหนา

            ป่าร้อยปรากฏการณ์ไม่ได้แบ่งเขตระดับความอันตรายเหมือนเทือกเขาหมื่นอสูร ที่ยิ่งเข้าไปใกล้ใจกลางจะยิ่งเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง แต่ป่าร้อยปรากฏการณ์หากดวงไม่ดี ก็สามารถพบเจอสัตว์อสูรชนชั้นจอมอสูรหรือราชันอสูรได้ ระดับความอันตรายของเทือกเขาหมื่นอสูรในเขตที่ห้าถึงเจ็ดย่อมอันตรายกว่าป่าร้อยปรากฏการณ์ เพราะว่าป่าร้อยปรากฏการณ์สัตว์อสูรที่มีระดับสูงสุดคือชนชั้นจักรพรรดิ แต่ป่าร้อยปรากฏการณ์มีความเสี่ยงในการพบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งได้ตลอดเวลาต่างกับเทือกเขาหมื่นอสูรที่จะแบ่งเขตตามความแข็งแกร่งของสัตว์อสูร

            “เหตุใดเจ้าจึงไม่ลองไปดูภายในป่าร้อยปรากฏการณ์ อาจพบสัตว์อสูรสายเลือดโบราณอยู่ เจ้าไม่จำเป็นต้องกลับไปถึงเทือกเขาหมื่นอสูรก็สามารถหาสัตว์อสูรสายเลือดโบราณภายในป่าร้อยปรากฏการณ์ได้ อีกทั้งเจ้าอาจจะเจอคนจากแดนจันทราโลหิตก็ได้ เพราะหากเป็นข้าย่อมต้องส่งคนของตัวเองมาปลุกปั่นให้เกิดการนองเลือดที่มากยิ่งขึ้น” ปราชญ์วิญญาณกล่าวความคิดของตัวเองออกมา เพราะเขาคิดว่ายังไงหากเป็นอูหลินเฟิงจะต้องออกไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเองแน่ๆ

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ ข้าในตอนนี้ย่อมต้องการแหล่งกำเนิดพลังของสัตว์อสูรสายเลือดโบราณสักตัว ยิ่งหากว่าการไปป่าร้อยปรากฏการณ์ อาจได้เจอกับคนของแดนจันทราโลหิต ข้ายิ่งต้องลองไปดู” อูหลินเฟิงกล่าว เขาคิดว่าคนที่แดนจันทราโลหิตจะส่งมา ย่อมต้องเป็นอสูรโลหิตที่สิงร่างใครบางคน เพราะว่าอสูรโลหิตชนิดนี้จะสามารถแทรกซึมและปลุกปั่นคนได้ง่ายกว่า การลงมือของคนในราชวงศ์โดยตรง

            “สัตว์อสูรสายเลือดโบราณที่เคยถูกค้นพบแล้วภายในป่าร้อยปรากฏการณ์ ตัวที่เป็นจอมอสูรมีอยู่สามตัว คือเต่าเศียรพยัคฆ์ วานรเหมันต์ และ พยัคฆ์ขาววายุ สัตว์อสูรสามตัวนี้อาศัยกันอยู่คนละเขต แต่เป็นสามตัวที่เหมาะจะนำแหล่งกำเนิดปราณมาสลับกับแหล่งกำเนิดเวทมนตร์ที่เจ้ามีอยู่ในร่างของจิ้งจอกก็ห่าง แต่การจะหาพวกมันพบอาจจะยากนัก” ปราชญ์วิญญาณกล่าวแนะนำลูกศิษย์ของตน

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อเขาได้ระบายความกังวลใจต่อปราชญ์วิญญาณแล้วเขาจึงได้มีสมาธิกลับมายังหมากรุกที่กำลังเล่นอยู่พบว่าตอนนี้เขาพ่ายแพ้ในการเดินหมากเรียบร้อยแล้ว

            “รุกฆาต” ปราชญ์วิญญาณกล่าว พออูหลินเฟิงไม่มีสมาธิจากความกังวล ทำให้ปราชญ์วิญญาณสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย

            “แต่หากเจ้าคิดจะเดินทางไปสำรวจสุสานของเทพกระบี่ จงจำไว้ว่าจะมีหลายคนที่พร้อมสังหารเจ้า หากเจ้าไปขว้างการหาโชคภายในสุสาน” ปราชญ์วิญญาณได้กล่าวเตือนลูกศิษย์ของตนเอง

            “ขอรับ ศิษย์จะระวังตัวเป็นอย่างดี”

            “และยังมีสิ่งที่ข้าต้องการแนะนำ สัตว์อสูรอาชาขนวารี และอินทรีย์ขนเทาหากเป็นไปได้ ก็จงปล่อยพวกมันหรือไม่ก็นำมันไว้ที่ปราสาทแห่งนี้ สัตว์อสูรทั้งสองเป็นเพียงสัตว์อสูรธรรมดาไม่อาจแข็งแกร่งขึ้นได้มากกว่านี้ ไม่เหมือนสัตว์อสูรตัวอื่นของเจ้าที่เป็นสายเลือดพิเศษย่อมสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล

            หลังจากนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องจับสัตว์อสูรเพิ่มเติมอีก เพียงแค่สังหารสัตว์อสูรให้ได้เพื่อนำมาทำเป็นชิกิงามิระดับสูงก็เพียงพอแล้ว หากเจ้าใช้ร่างของสัตว์อสูรเป็นพื้นฐานในการสร้างชิกิงามิ แม้จะไม่ได้ใส่วิญญาณแฝดของตัวเองลงไปก็ยังสามารถสร้างชิกิงามิระดับสูงได้ ตอนนี้ที่เจ้าควรจะทำคือการสร้างชิกิงามิสายวารีหรือชิกิงามิสายป้องกัน” ปราชญ์วิญญาณกล่าวแนะนำ ขอดูจากสัตว์อสูรของลูกศิษย์แล้วสัตว์อสูรสองตัวที่เขาได้กล่าวออกมานั้นไม่อาจแข็งแกร่งได้มากกว่านี้ อาชาขนวารีเป็นเพียงสัตว์อสูรที่อูหลินเฟิงจับมาสำหรับเดินทาง แต่ตอนนี้ที่มีภูตวิหคขาวแล้วอาชาขนวารีย่อมไม่จำเป็น ส่วนอินทรีย์ขนเทาแม้จะนำมาใช้สำหรับการสำรวจทางแต่ตอนนี้อูหลินเฟิงสามารถสร้างชิกิงามิได้แล้ว แม้จะสร้างชิกิงามิระดับต่ำของออก ยังมีความแข็งแกร่งที่มากกว่าอินทรีย์ขนเทา การสร้างชิกิงามิที่ไร้ชีวิตย่อมดี

            หากคิดจะให้ลูกศิษย์ของตนสังหารสัตว์อสูรของตัวเองเพื่อทำเป็นชิกิงามิระดับสูงหรือระดับพิเศษ อูหลินเฟิงไม่มีทางยินยอมทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการไปตามหาสัตว์อสูรชนิดอื่นที่ไม่รู้จักมาทำเป็นชิกิงามิย่อมง่ายกว่า

            “ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ” อูหลินเฟิงกล่าวตอบรับอย่างเสียดาย เขารู้ดีว่าการต่อสู้หลังจากนี้จะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตแก่ฮุยฮุยได้ แม้เขาจะสามารถดึงพลังของสัตว์ตัวอื่นให้กับฮุยฮุยได้ แต่ฮุยฮุยที่เป็นสัตว์อสูรธรรมดาย่อมสามารถรับพลังของจากอสูรตัวอื่นได้อย่างจำกัด เพื่อความปลอดภัยของสัตว์อสูรทั้งสองเขาจำเป็นต้องปล่อยสัตว์อสูรทั้งสองให้อาศัยอยู่รอบๆ ในปราสาทแห่งนี้ แทนที่จะออกไปต่อสู้กับเขา

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน