หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

คลั่งรักทั้งคู่

หลังจากที่ตื่นขึ้นมาทั้งลั่วอู่หลินและตงฟางหลงรั้งอยู่ที่เมืองหย่งจิงได้หนึ่งเดือนแล้ว นั่นทำให้พวกเขารับรู้ถึงข้อมูลข่าวสารมากมายผ่านทางหย่งเหมยอินผู้เป็นเจ้าเมือง เนื่องจากนางมักจะมาสนทนากับพวกเขาในทุกๆวัน

 

แต่ลั่วอู่หลินรู้ดีว่าแท้จริงแล้วนางก็แค่อยากมาหาตงฟางหลงก็เท่านั้น ส่วนทางด้านตัวซื้อบื้ออย่างตงฟางหลงเองก็ค่อยๆรับรู้ถึงความรู้สึกของนางแล้ว ซึ่งตัวของเขาเองก็เริ่มรู้สึกชื่นชอบหย่งเหมยอินเช่นเดียวกันแต่ก็ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร

 

แม้ลั่วอู่หลินจะให้คำปรึกษาและสอนการเกี้ยวหญิงงามไปมากมาย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตงฟางหลงไม่ใช่ลั่วอู่หลิน เขาเป็นมือใหม่ในเรื่องเช่นนี้และยังมียางอายอยู่มาก ดังนั้นในหนึ่งเดือนมานี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงยังอยู่ในช่วงเขินอายไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่านั้น

 

ลั่วอู่หลินจนปัญญาที่จะสอนสั่ง ดังนั้นจึงปล่อยทั้งสองไปเลยตามเลยแล้วแต่วาสนาจะพาไป ส่วนตัวเขาก็หันมาให้ความสำคัญกับการรักษาตนเอง

 

"อึก! โชคยังดีที่มีลมปราณหยินหยางค่อยช่วยขจัดสิ่งแปลกปลอมและฟื้นฟูพลังให้ ไม่อย่างนั้นอาการบาดเจ็บของข้าน่าจะเรื้อรังและกินเวลาหลายปี"ลั่วอู่หลินบ่นพึมพำ ก่อนที่จะทำสมาธิฟื้นฟูร่างกาย

 

ในเวลาเดียวกันด้านนอกคฤหาสน์เจ้าเมือง ตอนนี้หย่งเหมยอินและตงฟางหลงกำลังยืนดูทิวทัศน์ที่แสนจะมหัศจรรย์ หมู่มวลบุปผาถูกประดับเอาไว้ทั่วทั้งเมืองทำให้คนมองแล้วรู้สึกสบายตาสบายใจ

 

ตงฟางหลงเมื่อเห็นเช่นนี้ก็อดยกยิ้มไม่ได้ หากจะให้เขากล่าวตามตรงนอกจากภายในหอคอยมหาสมบัติแล้วสถานที่แห่งนี้นับว่างดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

 

หย่งเหมยเมื่อเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม นางเองก็ยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน "ทิศทัศน์ของหย่งจิงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ ไม่เลวเลยใช่หรือไม่"

 

ตงฟางหลงหันมาหานางแล้วพยักหน้า "งดงามมากเลยทีเดียว ทะ ทั้งเมืองและตัวเจ้า"

 

หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงหน้าแดงระเรื้ออย่างช่วยไม่ได้ ในเวลาต่อมานางก็เอามืออันเรี้ยวงามป้องปากและหัวเราะเบาๆ "ฮิฮิ ไม่คิดว่าท่านจะกล้าพูดเช่นนี้ออกมา"

 

"เอ่อ....ข้าพูดผิดไปอย่างนั้นหรือ?"ตงฟางหลงกล่าวถาม ใบหน้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความประหม่า

 

หย่งเหมยอินสายหน้า "ไม่ผิดหรอกเจ้าค่ะ แค่เหนือความคาดหมายของข้าเท่านั้น ตลอดมาแม้จะรู้ว่าพวกเรามีความรู้สึกแบบเดียวกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นท่านที่เปิดฉากชมข้าก่อนเช่นนี้"

 

หญิงสาวยังคงท่าทีเรียบร้อยและสง่างามเอาไว้ และแสดงอาการเนียมอายออกมาเล็กน้อย ส่วนทางด้านของตงฟางหลงน่ะหรือ แม้ว่าจะซื่อบื้อไปบ้างแต่ก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่จะปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไป

 

เขาจับมือและดึงอีกฝ่ายเข้ามาชิดใกล้จากนั้นจึงกล่าวความในใจออกมา "หย่งเหมยอิน ตัวข้านั้นไม่ได้ช่ำชองเรื่องการเกี้ยวสตรีเหมือนกับนายท่าน จะให้มีคารมชวนหลงไหลก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นแล้วข้าขอบอกเจ้าตามตรง เหม่ยอินข้ารู้สึกว่าข้ารักเจ้าเข้าให้แล้ว เจ้าจะยินยอมรับความรักจากข้าหรือไม่"

 

หญิงงามใบหน้าแดงกล่ำจิตใจสั่นสะท้านขึ้นมาในทันใด มือสองข้างกุมกันเอาไว้ที่ตรงบริเวณหัวใจ ในเวลาต่อมาจึงยกยิ้มบางแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ข้ายินดี ข้ายินดีรับรักท่าน และเป็นคนรักของท่าน"

 

คำตอบนี้ราวกับเติมเต็มความปรารถนาให้กันและกัน ทั้งตงฟางหลงและหย่งเหมยอินกอดกันอย่างรักไคร่ แม้จะมีคนรับใช้มาเห็นบ้างพวกเขาก็หาได้สนใจไม่ และยังคงชื่นชมหมู่มวลบุปผากันจนถึงช่วงเย็นของวัน ทั้งสองจึงได้กลับไปหาลั่วอู่หลินเพื่อรายงานเรื่องของตนให้ได้รับรู้

 

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลั่วอู่หลินได้ฟังก็ย่อมต้องยินดีเป็นธรรมดา แม้จะรู้สึกเหมือนว่ามันดูจะกะทันหันไปหน่อยก็ตาม แต่ตัวเขาที่เคยมีภรรยาเพียงแค่ชั่วข้ามวันจะมีสิทธิ์พูดคำว่ากะทันหันหรือ แน่นอนว่าไม่!

 

ส่วนทางด้านของหย่งเหมยอินเองก็ทำเรื่องที่เกินความคาดหมาย นางถึงกับยกเศษเสี้ยววิญญาณของตนเองให้กับลั่วอู่หลินในทันทีเพื่อแสดงความจริงใจ อีกทั้งยังกล่าวอีกว่า "ในเมื่อตงฟางหลงเป็นข้ารับใช้ของนายท่าน เช่นนั้นข้าเองก็จะเป็นเช่นกันจะได้อยู่เคียงข้างเขาได้"

 

ลั่วอู่หลินที่เห็นจิตใจอันแรงกล้าของนางเช่นนั้นก็ได้แต่รับไว้ ก่อนที่จะหันไปกำชับกับตงฟางหลงให้ดูแลหญิงสาวคนนี้ให้ดี เพราะหญิงสาวที่ทุ่มเทให้กับความรักเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง ซึ่งตงฟางหลงเองก็ตบปากรับคำและถึงกับสาบานต่อสวรรค์ว่าจะดูแลนางให้ดี

 

นี่ทำให้ลั่วอู่หลินพึงพอใจเป็นอย่างมากแต่มันก็มีปัญหาอยู่เล็กน้อยจึงได้กล่าวถาม "หย่งเหมยอิน ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะอยู่กับตงฟางหลงแล้ว ตำแหน่งเจ้าเมืองนี้จะทำอย่างไร? เพราะพวกข้าเองก็ต้องออกเดินทางไม่อาจจะรั้งอยู่ที่นี่ได้ ครั้นจะปล่อยให้ตงฟางหลงอยู่ที่นี่ก็ยังทำในตอนนี้ไม่ได้เพราะข้าเองก็ยังต้องพึงพาเขา"

 

"เรียนนายท่านเรื่องนั้นหาใช่ปัญหาไม่ เผ่าดอกบัวสีครามที่เป็นขุมกำลังหลักนั้นเป็นเผ่าจากแดนเซียน ขอเพียงข้าส่งจดหมายขอสละตำแหน่งเจ้าเองและพวกเรารีบหนีหาย เดี๋ยวพวกเขาก็จะส่งคนมาเป็นเจ้าเมืองแทนเองเจ้าค่ะ"หย่งเหมยอินตอบราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ลั่วอู่หลินที่ได้ยินความคิดสุดโต่งนี้ก็อดร้อง 'ห๊ะ' ออกมาไม่ได้ เรื่องมันจะง่ายดายเช่นนั้นเชียวหรือ

 

"เอ่อ.....ขอถามอีกคำถาม เจ้าไม่รู้สึกเสียดายตำแหน่งเจ้าเมืองบ้างหรือไร?"ลั่วอู่หลินกล่าวถามเป็นครั้งสุดท้าย

 

หย่งเหมยอินยกยิ้มพลางส่ายหน้า "ที่ข้าเลือกมาเป็นเจ้าเมืองที่นี่ก็เพราะคิดว่ามันสงบดีก็เท่านั้น แต่เมื่อพบเจอกับท่านตงฟางหลงตัวข้าอยากอยู่ข้างๆเขามากกว่า ดังนั้นแค่ตำแหน่งเจ้าเมืองตัวข้าก็ยอมสละได้"

 

กล่าวมาถึงตรงนี้ทั้งตงฟางหลงและหย่งเหมยอินก็มองกันด้วยแววตาหวานเยิ้มจนลั่วอู่หลินรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกินไปโดยปริยาย

 

"อะแฮ่ม ก็เข้าใจล่ะนะว่าข้าวใหม่ปลามัน แต่อย่าทำเหมือนกับไม่มีข้าอยู่ตรงนี้ได้หรือไม่"

 

"ขออภัยขอรับ/เจ้าค่ะ"

 

ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน ลั่วอู่หลินไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายจึงได้แต่รีบไล่ให้ทั้งสองคนไปพักผ่อน ก่อนไปยังบอกกำหนดการณ์ด้วยว่าอีกสิบวันจะออกเดินทางดังนั้นในช่วงนี้ทั้งสองอยากทำอะไรก็ทำซะ

 

เมื่อได้ยินผู้เป็นนายกล่าวเช่นนั้น ทั้งสองก็หน้าแดงกล่ำและพากันออกไปจากห้องของลั่วอู่หลินอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่าในค่ำคืนนี้ทั้งสองคนย่อมต้องดื่มด่ำกับความรักไคร่ และด้วยตงฟางหลงเป็นเผ่ามังกรอีกทั้งยังเป็นจักรพรรดิมังกรผู้ยิ่งใหญ่ศึกรักนี้จึงกินระยะเวลาไปถึงเจ็ดวัน

 

นี่คือสิ่งที่ลั่วอู่หลินคาดการณ์เรื่องนี้แล้ว ทว่าเขาไม่ได้คาดการณ์ตงฟางหลงแต่เป็นหย่งเหมยอินด้วยตบะนางที่อยู่ระดับเซียนสวรรค์เจ็ดวันก็ถือว่าเต็มที่ของนางแล้ว

 

ส่วนที่เขาให้เวลาทั้งสองคนถึงสิบวันนั้น เพราะอยากให้พวกเขาใช้เวลาอีกสามวันที่เหลือในการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนเพลียก่อนออกเดินทาง

คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน