กล่าวไปก็เป็นเรื่องประหลาดนักนับแต่ซูไท่ไท่นำพาซูอี้ฉินเข้าเมืองไป ก็มิได้มีข่าวคราวใดส่งกลับมาเลย
ซูฉงกวงรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างผิดปกติ เดิมทีเมื่อสองย่าหลานจากไปซูไท่ไท่ยังกำชับเสียงหนักแน่นว่า ไม่เกินสามวันจะต้องมารับพวกตนไปอยู่ด้วยกันทว่ารอแล้วรอเล่ากลับไม่มีข่าวคราวใดส่งมาให้ได้ชื่นใจเลยสักนิด
หรือว่าซูไท่ไท่เห็นว่าบ้านรองร่ำรวยขึ้นแล้วจึงคิดจะติดตามบ้านรองไปชั่วชีวิต ไม่หวนกลับมาเหลียวแลพวกเขาอีก?
ความคิดนี้บังเกิดเพียงชั่วขณะซูฉงกวงก็ส่ายหน้าอย่างแรง เป็นไปมิได้เด็ดขาด!
ท้ายที่สุดบ้านรองกับบ้านใหญ่ของพวกตน ย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีซูอี้ฉินอยู่ พวกเขาคือบิดามารดาแท้ๆ ของนางนางซึ่งเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน หากไม่พึ่งพาบิดาและพี่ชายในบ้านจะไปพึ่งพาผู้ใดได้อีก?
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ความกังวลในใจของซูฉงกวงก็หายไปกว่าครึ่ง รำพึงในใจว่าตนเองคงคิดมากไปเองบ้านรองแม้จะเก่งกาจขึ้นมาก แต่หนนี้ ซูไท่ไท่มิได้กลับมามิใช่หรือ?
นั่นย่อมแสดงว่านางคงพักอาศัยอยู่ในเมืองติดตามบ้านรองไปแล้ว หากมิเป็นเช่นนั้นละก็ นางซึ่งเป็นเพียงหญิงชราจะนำพาเด็กหญิงวัยสิบกว่าปี เร่ร่อนขอทานอยู่ในเมืองได้อย่างไร?
ส่วนเหตุที่มิได้มารับพวกตนอาจมีเหตุขัดข้องบางประการ มิอาจหาจังหวะที่เหมาะสมได้
แม้ว่าระยะเวลานี้จะนานเกินไปสักหน่อยก็ตาม
บุรุษผู้นั้นเห็นปฏิกิริยาของบิดาและบุตรซูฉงกวงก็พอใจจึงยุยงต่อว่า "ข้าว่า ท่านทั้งหลายรีบเข้าเมืองไปจะดีกว่า ข้าได้ยินมาว่าร้านอาหารตระกูลซูในตอนนี้กำลังขาดแคลนคนงาน หากพวกท่านไปถึงก็ย่อมเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งมิใช่หรือ?"
"อีกทั้งพวกเขายังต้องการพ่อครัวหากพี่น้องตระกูลซูของพวกท่านผู้ใดได้ร่ำเรียนวิชามาในภายหน้าใยจะยังต้องกังวลว่าจะไม่มีข้าวปลาอาหารให้กินอีก จริงหรือไม่ขอรับ?"
คำกล่าวของชายผู้นั้นถือว่าอ้อมค้อมอยู่บ้างทว่าซูฉงกวงกลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ดวงตาพลันเป็นประกายเจิดจ้า
บ้านใหญ่มีบุตรชายหากใครสักคนสามารถเรียนรู้วิชาทำครัวภายหน้าร้านอาหารแห่งนั้นย่อมตกเป็นของบ้านใหญ่ในที่สุดถึงเวลานั้นเงินทองวันละแปดสิบตำลึง ย่อมเป็นของบ้านใหญ่แต่เพียงผู้เดียว!
ด้วยความโลภที่บังตาซูฉงกวงกลับมิได้ฉุกคิดว่าเหตุใดคนทั้งสามจึงหวังดีนักหนาถึงกับมาบอกกล่าวเรื่องนี้แก่เขาโดยเฉพาะ
ในใจของเขาในยามนี้เต็มไปด้วยภาพฝันชีวิตอันสุขสบายที่พวกเขาจะได้ลิ้มรสหลังจากที่ได้ครอบครองร้านอาหารแห่งนั้น
ทั้งยังวาดฝันหวานว่าสักวันเมื่อมีเงินทองจะเจริญรอยตามคหบดีในหมู่บ้าน สู่ขออนุภรรยาวัยเยาว์มาแนบกายเพียงนึกภาพก็ใจเต้นแรง
ซูต้าไฉและพี่น้องได้ยินดังนั้นก็ย่อมพยักหน้าหงึกหงักเป็นไก่จิกข้าวสารใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
ทว่าซูต้าฟู่ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้เขาพลันขมวดคิ้วฉับ สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เอ่ยว่า"แต่ท่านพ่อ หากจะเข้าเมืองก็ต้องเสียค่าเข้าเมืองบุคคลหนึ่งต้องจ่ายหลายสิบอีแปะ พวกเราในตอนนี้ไม่มีปัญญาจ่ายสักหน่อย..."
เมืองอวิ๋นเฉิงมีกฎระเบียบกำหนดไว้ว่าราษฎรที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง หากมีป้ายประจำตัว ย่อมสามารถเข้าเมืองได้โดยง่ายและตราบใดที่อยู่ในเมืองไม่เกินสามวัน ก็มิจำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
ทว่าทะเบียนบ้านของครอบครัวพวกเขาห่างจากที่นี่แสนไกลเพียงได้อาศัยอยู่ในบ้านร้างของหมู่บ้านนี้ ก็ถือว่าโชคช่วยอย่างมากแล้ว
สำหรับผู้คนที่อพยพเข้ามาเช่นพวกเขาหากต้องการเข้าเมือง บุคคลหนึ่งจะต้องจ่ายค่าเข้าเมืองสามสิบอีแปะทรัพย์สินทั้งหมดของพวกตนในตอนนี้เกรงว่าจะไม่เพียงพอให้คนคนเดียวเข้าเมืองได้ด้วยซ้ำ
เมื่อครั้งที่ซูไท่ไท่กับซูอี้ฉินเดินทางเข้าเมืองก็ยังเป็นคนของท่านหลงที่ส่งมา ออกเงินค่าเข้าเมืองให้
"ค่าเข้าเมือง?" ซูฉงกวงก็ได้ยินเช่นนั้นจึงเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้คิ้วพลันขมวดเข้าหากัน "เรื่องนี้..."
ทุกวันนี้บ้านของพวกเขาข้าวยังแทบไม่มีจะกินแล้วจะเอาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากที่ใด?
สายตาของซูต้าไฉกวาดมองคนทั้งสามอย่างรวดเร็วดวงตาสองข้างวาบประกาย ในใจพลันกระจ่างแจ้งถึงบางสิ่ง
"พี่น้องทั้งสาม..." ซูต้าไฉยิ้มประจบประแจงเล็กน้อย"พวกท่านมาหาพวกเราที่บ้านย่อมต้องมีจุดประสงค์อื่นใดใช่หรือไม่?"
เขายกมือขึ้นถูไปมาแววตาเจือด้วยความละโมบ "ท่านทั้งหลายคงมิปรารถนาให้พวกบ้านรองเปิดร้านอาหารเช่นนั้นใช่หรือไม่?"
ในตอนนี้เขาหวนนึกขึ้นมาได้แล้วว่าเมื่อคราก่อน คนของตระกูลหลงมาหาซูไท่ไท่ก็เพื่อจะให้ไปก่อเรื่องที่บ้านรองมิใช่หรือ?
เห็นได้ชัดว่าบ้านรองได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้คนของตระกูลหลงแล้ว พวกมันจึงมาหาพวกเขาหวังจะให้พวกตนไปก่อกวนบ้านรอง
เพียงแต่ซูต้าไฉมิเข้าใจสิ่งหนึ่งคนรอบข้างในเมืองอวิ๋นเฉิงล้วนทราบดีว่า ตระกูลหลงมีสถานะเช่นไรในเมืองแทบจะกล่าวได้ว่าสามารถสั่งฟ้าสั่งฝนได้ตามใจปรารถนาแม้แต่ท่านเจ้าเมืองยังต้องให้เกียรติคนของตระกูลหลงอยู่บ้าง
ส่วนสามคนจากบ้านรองนั้นแม้จะเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่ค่อนข้างโด่งดัง ก็เป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาๆ เท่านั้นหากคนของตระกูลหลงต้องการจัดการพวกนางละก็ ย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
การที่ต้องมาหาพวกตนเช่นนี้ย่อมมิมีความจำเป็นใดๆ
คำโบราณกล่าวเหตุการณ์พิกล ย่อมมีเงื่อนงำ เขาคิดว่าคนพวกนี้คงมิได้มาดี
ไม่ว่าจะตรึกตรองสักเท่าไรเขาก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าครอบครัวของตนมีสิ่งใดให้ผู้อื่นหมายมาด สุดท้ายแล้วพวกเขามิมีเงินทอง มีแต่ชีวิตที่เหมือนเศษฝุ่นไร้ค่า
ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วจะต้องกลัวอะไรอีก ถึงแม้คนพวกนี้จะวางแผนอะไรพวกเขาก็ไม่มีอะไรให้ใครมาเอาเปรียบได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ความกังวลในใจของซูต้าไฉก็หายไปในพริบตา "พี่ชายหากพวกเราเข้าเมืองไป ค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองพวกท่านจะช่วยออกให้พวกเราได้หรือไม่?"
"อะไรนะ?"
บุรุษผู้นั้นไม่คาดคิดว่าคนจากบ้านใหญ่ของตระกูลซูเหล่านี้จะมีความคิดเช่นนี้ ทั้งที่คิดว่าคนเหล่านี้โง่เขลาเบาปัญญาทว่าซูต้าไฉผู้นี้กลับมีไหวพริบอยู่บ้าง นับว่าฉลาดกว่าที่มันคิดไว้
แท้จริงแล้วซูต้าไฉมิได้ฉลาดเพียงแต่เขาอยากเข้าเมืองใจแทบขาดคิดได้ว่าครอบครัวของตนไม่มีปัญญาจ่ายค่าเข้าเมือง จึงอยากให้คนทั้งสามออกเงินให้
อย่างไรเสียพวกเขาเป็นฝ่ายเข้ามาหาพวกตน หากพวกเขามิออกเงิน แล้วใครจะออก?
ซูฉงกวงเดิมทีก็กำลังกลุ้มใจกับปัญหานี้เมื่อได้ยินบุตรชายกล่าวเช่นนี้ ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา"ถูกต้องแล้ว น้องชาย พวกเรามีคนมากมาย ค่าเข้าเมืองย่อมต้องเป็นเงินจำนวนไม่น้อย..."
ซูฉงกวงยกมือขึ้นถูไปมาหัวเราะแห้งๆ พลางกล่าวว่า "พวกเราไม่มีปัญญาจ่ายเงินจำนวนนี้จริงๆเรื่องนี้... หรือว่าพวกท่านจะมีน้ำใจช่วยออกให้หน่อยได้หรือไม่?"
เขายกมือขึ้นชี้ไปยังบ้านเก่าที่ตนเองอาศัยอยู่รองเท้าผ้าขาดๆ ที่มีรูหลายแห่งของตนเองถูกลากไปมาบนพื้นดินทั้งร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความยากจน
บุรุษผู้นั้นแม้จะไม่พอใจกับข้อเสนอของพวกเขาทว่าจากท่าทีของพ่อลูกพวกนั้น ก็มองออกว่าบ้านใหญ่ตระกูลซูยากจนถึงเพียงนี้เห็นทีคงมิมีปัญญาจ่ายค่าเข้าเมืองจริงๆ
แต่จะให้พวกเขาออกเงินให้คนตระกูลซูได้อย่างไรเล่า?
พวกเขาเดิมทีก็ทำงานให้ผู้อื่นจะได้ผลประโยชน์หรือไม่นั้นยังต้องกล่าวกันอีกทีจะให้ควักเงินส่วนตัวออกมาได้อย่างไร?
บุรุษผู้นั้นส่ายหน้าอย่างแรงทว่าภารกิจที่นายของตนสั่งมา พวกเขาเองก็ทำผิดพลาดไปจริงๆ!