ตอนที่ 8
บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
ดอยภูคา
เวลาหมุน วันเคลื่อน เลื่อนคืนผ่าน
หน้าวัสสาน ฝนปราย รายรดหล้า
ฟ้าฉ่ำน้ำ หลั่งพื้น ฟื้นท้องนา
พรมข้าวกล้า แตกกอ ช่อไหวลม
คนยังเยาว์ นั้นเปรียบ เทียบดั่งกล้า
อันวิชา นั้นเปรียบ เทียบดั่งฝน
กล้าได้น้ำ คนได้เรียน เพียรฝึกตน
เมื่อสิ้นฝน คนกับกล้า แกร่งท้าลม
.
.
.
วันคืนหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฤดูฝนสิ้นสุดลงแล้ว ทุ่งนาของหมู่บ้านกลายเป็ทุ่งข้าวสีเหลืองทองสุดลูกหูลูกตา รวงข้าวสุกงอมเต็มที่พร้อมรอการเก็บเกี่ยว วันนี้ชาวบ้านทุกคนต่างมารวมตัวกันที่ท้องทุ่งนาอีกครั้ง เพื่อทำพิธีรับขวัญข้าว
แม่อุ๊ยคำเป็ผู้นำในการทำพิธีดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ ครั้งนี้มีเถรเ้านั่งภาวนาให้พรอยู่ใต้ร่มไม้นอกเขตทำพิธี
หลังจากแม่อุ๊ยฮ้องขวัญข้าวเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวในนา พร้อมกับร้องรำทำเพลงกันอย่างครื้นเครงสนุกสนาน ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้นั้น ก็จะถูกนำไปตีข้าวที่ลาน ก่อนจะช่วยกันหาบขึ้นเก็บในยุ้งฉางต่อไป การลงแรงร่วมกันของทุกคนในหมู่บ้านยาวนานต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดเอาในเวลาพลบค่ำ หลังจากนั้นก็จะเป็่เวลาแห่งการผ่อนคลาย
ชาวบ้านมารวมตัวกันที่ลานกว้างของหมู่บ้าน ไฟกองใหญ่ถูกจุดขึ้นตรงกลางลาน แล้วทุกคนก็ล้อมวงดื่มกินสังสรรค์เฮฮา เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่พืชผลที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกายร่วมกัน
งานครึกครื้นเช่นนี้ไม่ใช่วิสัยของผู้ถือความสงบสันโดษ จึงไม่ปรากฏเถรเ้าร่วมอยู่ในงานนั้น อุ๊ยคำนั่งดื่มกินอย่างผ่อนคลายข้างๆ กับสิงห์คำและครอบครัว มีบัวนวลคอยดูแลแม่เฒ่าไปพลางกับชะเง้อคอมองหาแสน ซึ่งหายตัวไปั้แ่ก่อนงานฉลองจะเริ่มขึ้น
“แสนหายไปไหนของเขากันนะ?” เด็กหญิงบ่นหน้างอ
“คงไปอยู่กับเถรเ้าที่ชายป่าละมั้ง” อุ๊ยคำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “อีกประเดี๋ยวก็คงมา”
“สามสี่เดือนมาเนี่ย แสนเอาแต่ขลุกอยู่กับเถรเ้า ไม่ค่อยจะมาเที่ยวเล่นกับฉันเหมือนเดิมเลยล่ะแม่อุ๊ย”
“แสนมันกำลังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เดี๋ยวผ่านไปสักระยะ มันก็คงจะแวะมาเล่นกับเ้าเหมือนเคยนั่นแหละ บัวนวลเอ้ย” อุ๊ยคำเอ่ยอย่างรู้ใจเด็กหญิง
ดั่งคำพูดของแม่อุ๊ย แสนกำลังนั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้าของเถรเ้า ลมหายใจกำลังพาเขาดำดิ่งสู่ความสงบ จดจ่ออยู่กับกระแสปราณที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย เขาสามารถััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของปราณที่กำลังเกิดขึ้น และในตอนนี้แสนกำลังเข้าสู่ขั้นตอนของการฝึกควบคุมมัน
แสนสูดหายใจเข้าลึกแต่เบา และพยายามชักนำกระแสปราณให้เคลื่อนที่ตามความนึกคิด ปราณในร่างของเขาก่อตัวหมุนวนเป็วงกลมขึ้นที่กลางลำตัว ก่อนจะแผ่ออกเป็เส้นใยนับแสนนับล้านเส้นวิ่งไปยังส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย แสนรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งร่างคล้ายถูกอาบด้วยคลื่นแห่งความอบอุ่น
[เลื่อนระดับสู่ พลังขั้นที่ 5]
-พลังกาย: 18 /20
-พลังปราณจิต: 30/30
[-พลังแฝง: วิริยะ: 30 - กล้าหาญ: 30]
* * *
[กำเนิดใหม่พลังแฝง]
[-ตรวจจับการเคลื่อนไหว 10]
* * *
ไม่กี่เดือนมานี้ ระดับขั้นพลังของแสนเพิ่มขึ้นสามระดับอย่างรวดเร็ว จากการที่เถรเ้ามุ่งเน้นให้เขาฝึกทำสมาธิ พร้อมๆ กับเล่าเื่ราวของพระโคดมให้เขาฟัง นอกจากนี้เถรเ้ายังสอนให้เขาภาวนาเป็ภาษาบาลีอีกด้วย
“ดูเหมือนว่า การฝึกฌานสมาธิของเ้า จะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้วสินะ” เถรเ้าเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“เป็เพราะคำสอนของเถรเ้า จึงทำให้ฉันพัฒนาขึ้นน่ะจ้ะ” แสนพูด
เถรเ้าลืมตาขึ้น “นั่นเป็เพราะเ้ามีสัญญา [ความรู้ได้หมายจำ] เดิมติดตัวมาด้วยต่างหากเล่า เ้าจึงเรียนรู้มันได้เร็วกว่าคนทั่วไป”
“...? เถรเ้าหมายถึงอะไรเหรอจ้ะ?”
“ช่างเถอะ... ตอนนี้เ้าเป็คนใหม่แล้ว ไม่จำเป็ต้องรู้เื่สัญญาเดิมหรอก” เถรเ้าเอ่ย
แม้ไม่เข้าใจ แต่แสนก็ไม่คิดถามต่อ เขาคิดว่า หากเถรเ้าบอกว่าไม่จำเป็ มันก็คงเป็เื่ที่ไม่สำคัญจริงๆ นั่นแหละ
แล้วเสือโคร่งร่างใหญ่ตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาจากหลังพุ่มไม้ มันเดินย่างเข้ามาหาแสน พร้อมกับส่งเสียงดังฮืออยู่ในลำคอ
“เ้าลาย” แสนร้องเรียก “หิวแล้วล่ะสิ วันนี้ฉันมีของมาฝากเหมือนเคยด้วยนะ”
แสนพูดแล้วก็ยกไก่ย่างตัวใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังออกมา เขาฉวยติดมือมาจากงานฉลอง
เ้าเสือลายพาดกลอน ตรงเข้ามาคาบไก่ย่างตัวนั้นไปทันที ก่อนจะฉีกแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้น่า เดี๋ยวก็ได้ติดคอกันพอดี”
‘เ้าลาย’ ยังคงก้มหน้าแทะไก่อย่างตะกละตะกลาม โดยไม่สนใจคำพูดของแสน
“สงสัยจะหิวจริงแฮะ...”
จากเสือร้ายเมื่อกว่าสามเดือนก่อน บัดนี้ได้กลายเป็เหมือนดั่งเพื่อนของเด็กชายไปแล้ว เขาตั้งชื่อเสือตัวนี้ว่า ลาย ตามเส้นลวดลายบนลำตัวของมัน
“แสนเอ้ย เวลานี้ก็หมดฤดูฝนแล้ว ใกล้ถึงเวลาสมควรที่อาตมาจะต้องจากไปยังที่แห่งอื่นแล้ว...” เถรเ้าเอ่ยขึ้น
แสนได้ฟังก็รู้สึกใจหาย เ้าลายก็คงรู้ได้เช่นกัน มันรีบผละจากไก่ย่างอันโอชะ แล้วเดินเข้าไปหมอบราบอยู่ใกล้กับร่างชายชราทันที
เถรเ้ายกมือลูบหัวของเ้าลาย “ทุกชีวิตย่อมมีหนทางเดินของตัวเอง เมื่อมีพบก็ย่อมมีพรากเป็ธรรมดา ไม่มีสิ่งใดคงอยู่เป็นิรันดร์ได้หรอก ทุกสิ่งล้วนเป็อนิจจังทั้งนั้น”
แสนเรียนธรรมะจากเถรเ้ามาพอที่จะเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด แต่เด็กชายก็อดที่จะรู้สึกเศร้าไม่ได้ เพราะหลายเดือนมานี้ ชายชราได้ช่วยเติมเต็มหลายสิ่งที่ขาดหายไปให้แก่เขา เถรเ้าได้กลายเป็ทั้งพ่อ ทั้งปู่ และทั้งญาติสนิทไปแล้วสำหรับแสน
“แล้วเถรเ้าจะไปเมื่อไรล่ะจ้ะ?” แสนถาม
ภิกษุชราเงียบไปชั่วครู่ “คงต้องรอให้อาตมาตรวจสอบอะไรบางอย่างเสียก่อน อาตมาถึงจะจากไปได้โดยที่ไม่มีเื่ค้างคาใจ”
................
เช้าตรู่วันต่อมา เถรเ้าบอกให้แสนไปตามตัวสิงห์คำมาพบที่ชายป่า เมื่อหนานสิงห์คำมาถึง เถรเ้าก็บอกข่าวเื่จะไปจากหมู่บ้านในเร็ววันนี้ ผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านเมื่อได้ฟัง ก็รู้สึกไม่แตกต่างจากแสนเท่าไรนัก
“เถรเ้าอยู่ให้เป็บุญแก่ลูก และหมู่บ้านต่ออีกสักระยะไม่ได้หรือ เพราะั้แ่ที่ท่านมาอยู่จำพรรษาที่นี่ พืชผลไร่นาของหมู่บ้านก็ออกลูกออกผลดีนักแล จนชาวบ้านต่างพูดกันไปว่า เป็เพราะมีเถรท่านอยู่เป็มิ่งเป็ศรีให้แก่หมู่บ้าน”
“นั่นเป็เพราะทุกคนในหมู่บ้าน ร่วมแรงร่วมใจกันดูแลพืชพรรณอย่างขยันขันแข็งต่างหากเล่า มันไม่เกี่ยวอะไรกับอาตมาเลยสักนิด” เถรเ้าพูด
“แต่ก่อนที่อาตมาจะไป อาตมามีเื่อยากจะขอให้โยมเป็ธุระให้สักหน่อย”
“เถรเ้าบอกมาเถิด ไม่ว่าเื่อะไรลูกก็ยินดีทำให้เถรท่าน”
เถรเ้าหันหน้าไปมองยอดดอย ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ “สองวันมานี้ ขณะที่อาตมานั่งสมาธิ รู้สึกว่า มีบางอย่างรบกวนจิตใจอยู่บนยอดดอยนั่น เมื่อพยายามเพ่งจิตตรวจสอบดู ก็ไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าสิ่งนั้นคืออะไร...”
“ดอยแห่งนั้นคือดอยภูคา เป็ดอยที่สูงที่สุดในละแวกนี้ บนยอดดอยมีหมู่บ้านเล็กๆ ของพวกชาวลัวะตั้งอยู่” สิงห์คำพูด
“อาตมาเกรงว่า...จะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นที่นั่น”
“เื่ไม่ดีอะไรหรือเถรท่าน?” สิงห์คำถามขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เื่นั้นอาตมาก็ไม่แน่ใจ... เดิมทีอาตมาอยากจะขึ้นดอยไปดูให้รู้แน่ชัด แต่เกรงว่ากว่าจะไปถึงก็ไม่ทันการณ์ เพราะอาตมานั้นชราภาพนัก จึงอยากจะขอให้โยมเป็ธุระไปตรวจสอบที่นั่นแทนอาตมา โยมจะช่วยเร่งเดินทางไปโดยเร็วที่สุดได้หรือไม่?”
“หากเื่นี้ทำให้เถรเ้าร้อนใจ ลูกก็จะรีบเร่งเดินทางไปตรวจสอบให้ทันที” หนานสิงห์คำเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น
“อาตมายังมีอีกเื่ที่อยากจะขอ...” เถรผู้ชราเอ่ย “จงพาแสนไปด้วย”
“...?!” ไม่เพียงแต่สิงห์คำที่แปลกใจ แสนก็แปลกใจไปด้วย
“ทำไมเถรเ้าถึงอยากให้ลูกเอาเ้าแสนไปด้วยล่ะ?” สิงห์คำถาม
“... เพราะเ้าแสนก็ได้ชื่อว่า เป็ลูกศิษย์ของอาตมาคนหนึ่งเช่นเดียวกับโยม ถึงแม้จะต่างรุ่นต่างอายุกันมากก็ตาม แต่ก็ล้วนเป็คนที่อาตมาไว้วางใจทั้งคู่ หากไปด้วยกัน ก็น่าจะช่วยเหลือกันได้เมื่อมีภัย”
แม้จะอยากเอ่ยปากคัดค้าน เนื่องด้วยเห็นว่าแสนยังเป็เพียงเด็ก เกรงจะเป็ภาระในการเดินทาง แต่เมื่อคิดว่า เป็ประสงค์ของเถรเ้า สิงห์คำจึงไม่กล้าเอ่ยปากขัดข้อง
แล้วเถรเ้าก็ล้วงหยิบของจากในย่ามยื่นส่งให้ทั้งสองคน “จงรับของสิ่งนี้ติดตัวไปด้วย”
มันเป็หินสีดำเกลี้ยงสองก้อน ขนาดเล็กไม่เกินหนึ่งข้อนิ้ว
“นี่คือหินข้าวตอกพระร่วง” เถรเ้าบอก “มันมีอำนาจป้องกันอสรพิษทุกชนิด และยังสามารถนำไปฝนกับน้ำมะนาวทาแก้พิษงูได้ชะงัดนัก”
“เ้าทั้งสองจงพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามให้ห่างกายโดยเด็ดขาด คิดเสียว่า สิ่งนี้เป็เครื่องแทนตัวของอาตมา” เถรเ้ากล่าวเน้นย้ำหนักแน่น
...............
เพียงไม่นานนัก สิงห์คำก็เตรียมตัวเดินทางเสร็จเรียบร้อย เขาเรียกสิงห์ผาบุตรชาย พร้อมกับ อิน และ จั๋น คนสนิทที่เขาไว้วางใจให้ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อนับรวมกับแสนแล้ว พวกเขาจึงมีกันทั้งหมดห้าคน
“พ่อจะให้เด็กอย่างแสนไปด้วยจริงเหรอ พ่อบอกว่าพวกเราต้องเร่งรีบเดินขึ้นดอยกันไม่ใช่เหรอ... ข้าเกรงว่ามันจะช้าตรงที่เ้าแสนนี่แหละนะ” สิงห์ผาเอ่ยขึ้น
“เมื่อเถรเ้าบอกมาอย่างนั้น ท่านก็คงมีเหตุผล เราก็คงได้แต่ต้องว่าตามท่าน” ผู้เป็พ่อบอก
เขาหันมาทางแสนที่ยืนทำตาปริบๆ “ไอ้แสน เอ็งต้องตามพวกข้าให้ทันนะ อย่าเป็ตัวถ่วงเสียล่ะ ถึงเอ็งจะยังเป็เด็ก แต่ก็เป็ศิษย์ของเถรเ้าเหมือนกับข้า อย่าทำให้เถรท่านเสียชื่อล่ะ เข้าใจมั้ย?”
แสนพยักหน้ารับคำ
สิงห์คำหันไปสั่งให้ทุกคนแบ่งสัมภาระแบกขึ้นหลังกันให้เหมาะสม สัมภาระเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็ของที่จะนำไปกำนัลให้แก่หัวหน้าหมู่บ้านชาวลัวะเมื่อไปถึง
“พ่อรู้จักกับหัวหน้าของชาวลัวะรึ?”
สิงห์คำพยักหน้าตอบลูกชาย “ข้าพอจะคุ้นเคยกับ ‘สมัง’ หัวหน้าของพวกชาวลัวะอยู่บ้าง เขาเป็คนมีน้ำใจไม่เลว แต่หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ห่างจากพวกเราเป็ระยะทางร่วมวัน ก็เลยไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก ครั้งสุดท้ายที่ข้าพบกับเขาก็น่าจะหลายปีมาแล้ว”
“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เถรเ้าถึงได้ร้อนใจนัก... หากมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นจริง พวกเราก็ควรจะต้องหาทางช่วยเหลือป้องกันไว้... เพราะมันอาจจะเป็ภัยลุกลามมายังหมู่บ้านของเราได้ในอนาคต” สิงห์คำพูด
แล้วเขาก็สั่งให้คณะเดินทางเฉพาะกิจทั้งห้าคน ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ยอดดอยภูคาทันที
...................
..........................