ชิงเว่ยเว่ยรู้สึกว่าในชั้นเรียนวันนี้นางถูกหางตาของไต้เส้าจวินฟาดมาบ่อยครั้งทั้งๆ ที่นางก็ทำตัวปกติ มิได้ทำตัวโดดเด่นจนเป็นที่จับตามองนางปล่อยให้สหายหญิงชายทั้งหลายยกมือตอบคำถามเพื่อจะได้เป็นที่โปรดปรานของอาจารยแต่ละท่านกันตามสบายวิชาคุณธรรมและจริยธรรมของอาจารย์หยิ่นในวันนี้ ฉีเหยียนตอบได้ดีจนอาจารย์ชื่นชม
“เจ้าว่าวันนี้เฉียนกวนต๋าดูแปลกๆไปไหม?”
ครั้นอาจารย์ออกจากห้องเรียนไปซิวลู่ถิงสังเกตว่าคนที่ทำตัวเป็นคู่แข่งกับนางดูเหมือนจะสงบจนผิดสังเกตชิงเว่ยเว่ยกับซิวลู่ถิงหันไปมองคุณชาย เถียนพร้อมกัน ฝ่ายนั้นหันมามองแล้วก็หลบสายตาในทันที
“แปลก!”ชิงเว่ยเว่ยรู้สึกว่าในสายตาเหมือนจะมีคำขอโทษอยู่ในที“ทำเหมือนกับทำผิดกับพวกเราเอาไว้ เห็นแบบนี้ข้าชักสังหรณ์ไม่ดีแล้วสิ!”
ชิงเว่ยเว่ยคิดว่าเย็นนี้จะไปแวะที่สำนักข่าวเพื่อบอกเรื่องที่นางเห็นให้กับพี่รองกับหัวหน้าจินได้รับทราบแต่ก่อนจะไปคงต้องประชุมกับหน่วยฉีหลินเสียก่อน
ไต้เส้าจวินเห็นเด็กสี่คนลอบกระซิบกระซาบกันชายหนุ่มบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมพลาดให้เด็กกลุ่มนี้ทำความผิดซ้ำอีกช่วงพักกลางวันเด็กที่พวกเขาล้อมวงกันรับประทานอาหาร ชายหนุ่มสังเกตว่าเด็กกลุ่มนี้เอาศีรษะขยับไปใกล้และซุบซิบพูดคุยหารือกันอย่างเคร่งเครียด
“เจ้าว่าพวกเขาคุยเรื่องเมื่อวานหรือไม่?”อาจารย์จงที่แอบยืนลอดศีระใต้แขนของไต้เส้าจวินมาคอยแอบดูเด็กพวกนั้นด้วย
“แน่นอน!ข้ารู้สึกว่าเด็กพวกนี้รู้เห็นเป็นใจกันไปทุกเรื่อง”
“รักกันดีเสียจริง!”
“นั่นน่ะสิ!ดีจนตอนนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจแล้ว”อาจารย์ประจำชั้นอย่างไต้เส้าจวินรู้สึกหนักใจเมื่อนึกถึงสิ่งที่เด็กเหล่านี้ร่วมมือกัน“ข้าคงต้องเริ่มจากการหาความจริงจากชิงเว่ยเว่ย!”
“เจ้าจะเรียกนางมาถามหรือ?”
“ไม่มีทาง! ข้ารู้สึกว่าลูกศิษย์คนนี้เดาใจยากนักซ้ำยังหลอกล่อให้พูดความจริงไม่ได้ง่ายๆ อย่างเด็กคนอื่น”
“ข้าก็รู้สึกอย่างเจ้า! ดูเหมือนนางจะโตเกินวัยมากนัก”จงกว้านซีเห็นสายตาของชิงเว่ยเว่ยทีไรก็รู้สึกราวกับเจอหญิงสาวที่ทรงภูมิรู้คนหนึ่ง
“ข้าก็รู้สึกเช่นกันด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถจะสอบถามนางตรงๆ ได้ เห็นทีคงต้องตามสืบจากนาง”
รถม้าของสกุลชิงจอดที่หน้าสำนักข่าวนกกระจิบเด็กหญิงตัวน้อยเดินนำหน้าผู้อารักขาเข้าไปยังห้องของพระชายาชิงหลานไต้เสาจวินรู้ว่าชิงเว่ยเว่ยเป็นบุตรีของอนุภรรยาใต้เท้าชิงเจ้ากรมกลาโหมแต่ไม่คิดว่านางจะสนิทกับ พระชายาชิงหลานที่เป็นบุตรีจากฮูหยินเอกอาจารย์หนุ่มทั้งสองลอบสังเกตอยู่ด้านนอก
“นางมาหาพี่สาวกับคุณชายจินน่าจะ....”
“เกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานดูท่าเรื่องที่นางไปขึ้นเขาไข่มังกรคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแค่อยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก”สายตาคมกริบของชายหนุ่มจ้องเขม็งไปยังประตูสำนักข่าว
“หากว่าเรื่องนี้มีสำนักข่าวนกกระจิบอยู่เบื้องหลังอาจจะเป็นว่าพวกเขากำลังสืบบางเรื่องอยู่”จงกว้านซีเห็นด้วยกับความคิดของไต้เส้าจวิน
จินวั่งซูเดินนำบุรุษสองคนเข้ามายังห้องทำงานของรองหัวหน้าสำนักข่าวเมื่อเห็นเด็กหญิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีไห่ฮ่าวยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มให้
“เจ้ามาพอดีเว่ยเว่ยพวกเรามีเรื่องจะแจ้งเจ้าพอดี”
เด็กหญิงโคลงศีรษะมองดูคนหัวหน้าและรองหัวหน้าสำนักข่าวนกกระจิบสลับกันไปมา“พวกท่านมีเรื่องอันใดหรือ?”
“ข้าจำต้องไปแคว้นเหลียนสักพัก”
“ส่วนข้าก็อาจจะต้องพักงานที่นี่เพื่อเสด็จตามท่านอ๋องสิบห้าไปเมืองฉู่จิ้งเพื่อจัดการเรื่องที่หมิงฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้เรียบร้อย”
เด็กหญิงได้ยินก็ทำหน้าเหวอ“แล้วเรื่องของข้าล่ะเจ้าคะ?”
จินวั่งซูยิ้มกว้าง“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีผู้รักษาการฝีมือดีมาช่วยเจ้าแล้ว”ชายหนุ่มชี้พัดงูดำคู่ใจไปยังบุรุษทั้งสองที่หน้าตาคล้ายกันอย่างมาก “พวกเขาคือคนที่จะมาทำงานแทนข้ากับพระชายาและจะคอยช่วยเจ้าสืบคดีนี้ต่อ”
ชิงเว่ยเว่ยเคยเห็นบุรุษผู้นี้สองสามครั้ง“เอ๋? นี่คือพ่อค้าน้ำตาลปั้นมิใช่หรือเจ้าคะ?”
ชายหนุ่มรูปร่างองอาจผึ่งผายสง่างามยืดอกรับ“ใช่แล้วคุณหนู ข้าคือ ไป๋ซิงซวี่พ่อค้าน้ำตาลปั้นผู้นั้นและเคยเป็นมือปราบสายลับของสำนักมือปราบเมืองหลวงมาก่อนบัดนี้ได้ลาออกแล้วและตอนนี้ก็จะมาเป็นรองหัวหน้าสำนักข่าวนกกระจิบอย่างเต็มตัว”
พระชายาชิงหลานยิ้มกว้างพลางเลิกคิ้วเมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าคล้ายอยากจะถามว่านางจะเลิกทำงานนี้แล้วหรือ?
“ข้าไม่ได้ทิ้งงานนี้ไปหรอกเว่ยเว่ยเพียงแต่ก็จะไปคอยช่วยอยู่เบื้องหลังบัดนี้ในท้องของข้าก็มีหลานของเจ้ามาเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้ว ท่านอ๋องทรงเป็นห่วงไม่อยากให้ข้าออกจากวังบ่อยนักและไม่อยากให้คลาดสายพระเนตร”
“ไอหยา! พี่รองท่านท้องอีกแล้วหรือ?”ชิงเว่ยเว่ยผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ใช่แล้ว!เพราะเหตุนี้จึงให้ไป๋ซิงซวี่กับไป๋สวินมาทำงานแทนจากนี้ไปพวกเขาทั้งสองคือรองหัวหน้าไป๋ของสำนักข่าวนกกระจิบหน่วยฉีหลินก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา”
“เช่นนั้นข้าชิงเว่ยเว่ยและหน่วยฉีหลินขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ”
“ด้วยความยินดีคุณหนูชิง”
“เรียกข้าว่าเว่ยเว่ยเถิดรองหัวหน้าไป๋”
ชิงเว่ยเว่ยหันไปมองจินวั่งซู“หัวหน้าจินท่านจะไปเมื่อใด?”
“น่าจะอีกสักสองสามวันช่วงนี้กำลังเตรียมตัวอยู่ วันนี้ข้าจะมอบหมายงานเป็นวันสุดท้ายเรื่องที่เราขึ้นไปเขาไข่มังกรข้าได้เล่าให้รองหัวหน้าไป๋ฟังแล้ว”
“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงได้มาคนเดียวเล่า?คนในหน่วยของเจ้าปล่อยมาได้อย่างไร?”
“ข้ามีเรื่องสำคัญจะเล่าให้พวกท่านฟังน่ะสิ!”
ชิงเว่ยเว่ยจึงได้พูดเรื่องที่นางกับไห่ฮ่าวแอบขึ้นไปบนเขาไข่มังกรเมื่อเย็นวานและได้สำรวจชายป่ารอบๆจนทั่ว จินวั่งซูได้ยินก็ทำตาโต
“เว่ยเว่ยเจ้าใจกล้าเกินไปแล้ว!เจ้าไม่กลัวค่ายกลบนเขาไข่มังกรแล้วหรือ?”
“หัวหน้าจินข้านอนแทบไม่หลับอยากรู้จะแย่ว่าคนที่ยิงธนูใส่พวกเราในวันนั้นคือผู้ใด?ขึ้นไปครั้งนี้ก็อยากจะเห็นกับตานี่ล่ะเจ้าค่ะ”
“เจ้ายืนยันว่าพวกเขาคือชนเผ่าบนเขาชู่ชีอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรืออาวุธที่พวกเขาพกล้วนเป็นตามที่ตำราของกรมกลาโหมได้บันทึกเอาไว้”
ไป๋ซิงซวี่มองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจเขาประเมินว่านางอายุไม่น่าจะเกินสิบสองแต่เหตุใดนางจึงทั้งใจกล้าและรู้มากเช่นนี้?
“ยังมีอีกนะเจ้าคะก่อนข้าจะกลับลงมายังได้เห็นสิ่งอัศจรรย์อีกอย่าง”
***********************

