[จบ]เซียนทะลุมิติมาบริหารฟิตเนส

    145 จงมา!!!

    “ มีอะไรล่ะถึงได้มาหาฉันดึกๆดื่นๆ ”


    เฉินห่าวออกมาจากหลงเฉียงฟิตเนสหลังจากตรวจสอบได้ว่ามือสังหารของนทีสดับแสงเดินทางมารอเขาที่ข้างตึก


    “ นายท่านข้ามาแจ้งข่าว ”


    “ ข่าวอะไรงั้นเหรอ ”


    “ เมื่อช่วงค่ำเราได้รับข่าวว่าตระกูลเจียงและตระกูลหานนัดเลี้ยงข้าวเย็นกัน ”


    เฉินห่าวใช้มือนวดไปยังคอของตนเองเขาพึ่งออกมาจากเครื่องออกกำลังกายสติจึงยังไม่เข้าที่เข้าทาง


    “ มารายงานเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคุยกันสินะ ”


    “ ครับ จากการตรวจสอบของเราพบว่าเรื่องที่ทำให้ทั้งสองตระกูลคุยกันคือเรื่องงานหมั้น เรายังไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นอย่างไรเพราะบริกรของทางโรงแรมถูกไล่ลงมาก่อน เนื้อหาการพูดคุยในตอนนี้จึงมีเพียงคนทั้งสองตระกูลที่รู้ครับ ”


    “ อืม หาข้อมูลให้ฉันที แล้วก็อย่าลืมพากันล่าด้วย ฉันต้องการพลังของพวกแก ”


    “ ทราบแล้วครับ ”


    มือสังหารรีบเดินทางจากไปปล่อยให้เฉินห่าวนั่งอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ในใจของเขารู้สึกกังวลเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าจินม่ายจะสามารถซื้อเวลาให้เขาได้หรือไม่


    หากผู้อาวุโสตระกูลเจียงเลือกใช้วิธีคลุมถุงชนไม่สอบถามความเห็นของเธอเลย  ถ้าเป็นเช่นนี้ตัวของเขาจำเป็นต้องเร่งมือให้ทันงานแต่ง แต่การจะเร่งมือคงต้องรอยืนยันก่อนว่าจินม่ายคุยกับผู้อาวุโสได้หรือเปล่า


    ถ้าหากกลุ่มนทีสดับแสงหาข้อมูลให้เขาไม่ได้ คงต้องใช้กระแสจิตถามไปเธอตรงๆ  


    สาเหตุที่เขายังไม่ใช้กระแสจิตติดต่อกับเธอก็เพราะว่าต้องการตรวจสอบความสามารถในการหาข้อมูลของนทีสดับแสงด้วยว่าสามารถหาความลับจากขุมอำนาจใหญ่ได้มากแค่ไหน อีกสาเหตุเขาไม่อยากให้จินม่ายพึ่งเขาเกินไปเพราะหากเธอรู้ว่าสามารถติดต่อกับเขาผ่านทางกระแสจิตได้จะต้องพยายามถามเขาทั้งวี่ทั้งวันจนอาจจะทำบางอย่างไม่สำเร็จ เขาจึงคิดว่าการเปิดเผยเรื่องกระแสจิตยังไม่จำเป็นในตอนนี้


    “ ป๋องแป๋ง! ”


    เด็กสาวตัวน้อยชูมือขึ้นเหนือศีรษะพยายามเรียกกลองป๋องแป๋งให้กลับมาหา ระยะทางอยู่ไกลเกินไปจึงทำให้เธอต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ถึงอย่างนั้นมานาในการใช้งานยังคงมีเพียงพอเพราะกำลังใช้มานาจากตึก


    ทันใดนั้นเองรูปกลองป๋องแป๋งก็ปรากฎตรงหน้าเธอยังไม่คิดกดพยายามขยายพลังเพื่อคลุมทับพื้นที่รอบๆกลองป๋องแป๋งต่อไป


    “ ป๋องแป๋งของเป่าเป้ย เป้ย เป้ย ”


    “ เป่าเป้ย เป่าเป้ย เป่าเป้ย ”


    เสียงก้องดังขึ้นภายในหูจนต้องลุกตัวขึ้นมานั่งพลางมองหาต้นเสียง ภายในใจภาวนาให้ตนเองเกิดภาพหลอนเพราะมีความกังวลสะสม หากว่าเสียงที่ได้ยินเป็นของลูกสาวบ้านของเธอในตอนนี้แทบจะกลายเป็นสถานที่น่ากลัวสำหรับเด็กตัวน้อยๆ


    “ ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง ”


    เสียงสะท้อนยังคงดังก้องต่อไป จินม่ายรู้ดีว่าเสียงนี้คงไม่ใช่เสียงที่เกิดจากอาการหลอนเธอจึงรีบเปิดใต้หมอนแล้วมองดูกลองป๋องแป๋งที่นอนทับทุกๆคืนเพื่อให้ตัวเองฝันถึงลูกสาว


    ทันทีที่ใช้มือจับกลองป๋องแป๋งเธอก็ได้ยินเสียงสะท้อนก้องดังมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าเธอยืนอยู่ในอุโมงค์ขนาดใหญ่แล้วมีใครสักคนร้องเรียก


    “ มา! ”


    เสียงที่ร้องเป็นของเป่าเป้ยแน่นอน จินม่ายจึงอยากรู้ว่าลูกสาวพยายามจะติดต่อเธอผ่านกลองป๋องแป๋งหรือเปล่า แต่แล้วเธอก็พบว่าใต้เท้าปรากฎวังวนสีฟ้าก่อนจะร่วงตกลงไป


    “ เย่! ”


    น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีเอ่ยออกมาจากเด็กสาวตัวน้อยหลังจากพาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆกลองป๋องแป๋งเคลื่อนย้ายมาด้วยได้


    สกิลตอนเลเวล 1 ของเธอคือการเทเลพอร์ตไปยังพื้นที่ที่มองเห็น สกิลตอนเลเวล 60 คือสกิลเทเลพอร์ตสิ่งที่เคยสัมผัสมาหาตนเองและสามารถส่งมันกลับคืนที่เดิมได้ เมื่อเห็นว่าเธอเรียกมาม้ามาหาได้จึงรีบเดินเข้าไปกอด


    “ มาม้าคิดถึงจังเยย ”


    จินม่ายเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อกี้เธออยู่ภายในห้องตนเองแต่ตอนนี้ถูกลูกสาวตัวน้อยดึงมาหาด้วยผลของสกิล เธอจึงมองออกไปรอบๆพบว่าห้องนี้ไม่คุ้นเลยจึงรีบอุ้มเป่าเป้ยออกไปดูด้านนอกพบว่าตึกที่เธออยู่คือหลงเฉียงฟิตเนสเขต X ซึ่งระยะทางห่างจากเมืองลั่วหยางมาก


    “ เป่าเป้ยลูกทำได้ยังไงเนี่ย ” เป่าเป้ยเห็นคุณแม่ตกใจจึงยิ้มพร้อมกับเบ่งกล้ามโชว์


    “ หยูแข็งแกร่งงาย ”


    “ จ้าจ้า ลูกมาม้าแข็งแกร่งมาก ว่าแต่ลูกเรียกมาม้ามาหาได้ยังไงเหรอจ๊ะ ”


    เป่าเป้ยเปิดหน้าต่างสถานะให้มาม้าดูสกิลใหม่ อีกฝ่ายตกใจเลเวล 60 มากกว่าสกิลเพราะลูกสาวพึ่ง 2 ขวบแม้ใกล้จะ 3 ขวบแล้วก็ตาม เด็กอายุเพียงเท่านี้ควรจะคลานเล่นอยู่ที่บ้าน ต่อให้ตระกูลใหญ่จะป้อนผลึกมานาทุกๆวัน เลเวลของพวกเขาไม่ควรสูงเกิน 10 แต่สำหรับเป่าเป้ยมันเหนือยิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคน


    หลังจากมองดูสกิลของลูกเธอถึงขั้นเบิกตากว้างเพราะตอนนี้ลูกสาวกลายเป็นผู้ควบคุมมิติเต็มตัวแล้ว นอกจากจะเทเลพอร์ตได้แล้วยังสามารถสร้างพื้นที่พิเศษขึ้นมาได้ด้วย


    “ ป๊ะป๋าไปไหนเหรอจ๊ะ ”


    “ เอ… ” เด็กน้อยใช้มือจิ้มปากพลางมองขึ้นไปบนเพดาน ไม่นานเธอก็พบคุณพ่อที่ชั้น 1


    “ บันไยชั้นหนึ่งค่า ”


    จินม่ายใช้ผ้าปิดหน้าเอาไว้ก่อน เธอไม่ควรจะมาอยู่ที่หลงเฉียงฟิตเนสหากทางตระกูลรู้เข้าคงเกิดเรื่องใหญ่แน่นอน ต่อให้เธอจะทำข้อเสนอกับตระกูลไปแล้วก็ตามว่าเธอจะต้องติดต่อสามีและลูกสาวได้  ทางตระกูลกลับใส่เงื่อนไขเอาไว้ให้เธอติดต่อได้อาทิตย์ละครั้งเพียงเท่านั้น


    “ คุณ! ”


    เฉินห่าวหันมองด้านหลัง เสียงที่เรียกเมื่อครู่คุ้นมาก ทันทีที่มองไปยังต้นเสียงเขาถึงขั้นตะลึงงันเพราะจินม่ายกำลังอุ้มลูกน้อยอยู่


    “ ผีหลอกฉันเหรอ ”


    “ คุณฉันเอง เข้าไปคุยกันข้างในก่อน ”


    เฉินห่าวรีบเก็บความตกใจเอาไว้แล้วเข้าไปในห้องป้องกันผู้คนเห็น


    “ คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ”


    “ เจ้าตัวเล็กของเราเรียกฉันมา ”


    “ เรียกเหรอ!? ” เฉินห่าวมองเป่าเป้ยที่กำลังเชิดจมูกรอให้เขาชม เฉินห่าวจึงลูบหัวเบาๆเพราะเธอสามารถพาแม่ออกมาจากตระกูลได้โดยยังไม่มีใครเห็น


    “ ใช่ค่ะลูกสาวเลเวล 60 แล้วได้สกิลที่สามารถเทเลพอร์ตไปยังวัตถุที่เคยสัมผัสได้ เธอจึงดึงฉันมาจากตระกูล ”


    เมื่อเห็นระยะทางแล้วเขาถึงขั้นตกใจไม่คิดว่าลูกสาวจะสามารถดึงสิ่งมีชีวิตจากเมืองที่อยู่ห่างกันไกลมาที่หลงเฉียงฟิตเนสได้แบบนี้


    “ มาม้า หยูง่วงจัง ”


    “ ง่วงเหรอ งั้นให้มาม้าเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนไหม ”


    เป่าเป้ยพยักหน้า เฉินห่าวรู้ดีว่าการปล่อยให้เป่าเป้ยหลับอาจจะทำให้จินม่ายตกที่นั่งลำบากเพราะไม่มีใครส่งกลับ เขาจึงใช้โอกาสระหว่างเดินไปยังห้องนอนของเป่าเป้ยสอบถามจินม่ายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้


    “ จินม่ายผมได้ข่าวว่าตระกูลเจียงและหานนัดทานข้าวกัน คุณคุยกับพวกเขาได้ไหม ”


    จินม่ายพยักหน้าแล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เฉินห่าวฟัง กระทั่งมาถึงห้องนอนของเป่าเป้ยจินม่ายจึงเล่านิทาน โดยจะโยนช่วงสุดท้ายให้สามี แต่ก่อนที่ลูกสาวจะหลับเธอขอให้ลูกส่งกลับก่อนจะมีคนพบว่าเธอหายไป


    เป่าเป้ยน้อยที่กำลังง่วงทำเพียงชูมือขึ้นฟ้าแล้วพูดเขาว่ากลับหลายๆที จินม่ายจึงรีบคว้ามือจับไปยังกลองป๋องแป๋งก่อนที่เธอจะตกลงไปในวังวนสีฟ้าเช่นเดิม


    เฉินห่าวเห็นว่าภรรยาถูกส่งตัวกลับไปแล้วรีบตรวจสอบอาณาเขตปลอดภัยเมืองลั่วหยางพบว่าจินม่ายกลับไปอยู่ในห้องของตนเองโดยสมบูรณ์ไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่วนลูกสาวของเขานอนไปพร้อมใบหน้าดีใจที่สามารถเรียกมาม้ามาหาได้


    “ ดูเหมือนว่าฉันไม่จำเป็นต้องพาแอบย่องเข้าไปในตระกูลเจียงแล้วสินะ เหลือแค่นัดเวลากับเป่าเป้ยเท่านั้น ”


    เฉินห่าวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าลูกสาวมีสกิลพิเศษ ด้วยสกิลนี้ทำให้เขาโล่งอกไปเปาะหนึ่ง เดิมทีเขากลัวว่าลูกสาวจะแอบเดินทางไปหามาม้าที่ตระกูล จากการพูดคุยกับอันอันและเฟยหลงคุณหนูของพวกมันชวนบ่อยครั้ง เมื่อรู้ว่าเธอได้สกิลใหม่ที่สามารถเรียกมาม้ามาหาได้แล้วนั้นเขาจึงต้องคุยกับเธอให้ดีเพื่อไม่ให้ใช้สกิลในช่วงที่มาม้าอยู่กับคนอื่นๆ


    ก่อนส่งจินม่ายกลับเขาได้ให้หนังสือเล่มเล็กๆไปเล่มหนึ่ง ต่อจากนี้เป่าเป้ยจะต้องเรียกหาหนังสือเล่มนี้ก่อนเสมอเพื่อยืนยันว่ามาม้าทำอะไร หากหนังสือที่เรียกกลับมาเขียนว่าว่างเขาจึงจะยอมให้เป่าเป้ยพาคุณแม่มาเล่นด้วย


    สาเหตุที่เขาไม่ใช้กระแสจิตถามจินม่ายก็เพื่อสร้างเงื่อนไขในการใช้สกิลให้กับลูกสาวและเพื่อไม่ให้เธอคิดว่าเขาโกหกจึงต้องให้ส่งหนังสือเล่มเล็กๆไปมาเพื่อสอบถามมาม้าก่อนว่าต้องการจะเดินทางมาไหม


    “ 1 ปีสินะ ”


    บนใบหน้าของเฉินห่าวค่อยๆเผยให้เห็นรอยยิ้ม ยิ่งได้มองดูพระจันทร์มันยิ่งทำให้เขามีความสุขมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะจินม่ายสามารถซื้อเวลาให้เขาได้  หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้เขาสามารถเปลี่ยนมือสังหารที่เพิ่มจำนวนขึ้นทีละเล็กทีละน้อยให้กลายเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวได้ นอกจากนั้นแล้วเขายังจะมีเส้นสายมากมายกับผู้คนในเขต X และเมืองลั่วหยาง


    ---------------------------------------------------------------


    “ คุณชายกระผมให้คนไปปล่อยข่าวแล้ว เช้านี้คงจะเป็นจุดเริ่มต้นของข่าวลือที่คุณชายให้ปล่อยออกไป ”


    พ่อบ้านรีบเดินออกจากศาลาริมน้ำหลังจากคุณชายโบกมือไล่ไปให้ห่าง คืนนี้มันโกรธเป็นอย่างมากไม่คิดว่างานเลี้ยงจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง


    เดิมทีมันคิดว่าตระกูลเจียงจะสามารถควบคุมจินม่ายจนสรุปวันหมั้นได้แน่ชัด กลับกันเธอสามารถต่อต้านผู้อาวุโสจนมีโอกาสให้ยื่นข้อเสนอแก่พวกเขาจนระยะเวลาในการหมั้นยืดยาวออกไปอีก 1 ปี 


    ---------------------------------------------------------------


    “ ป๊ะป๋าตื่นเย็ว ”


    มือน้อยๆปลุกป๊ะป๋าที่นอนอยู่หน้าบันไดทางเข้าตึก แม้จะมีฮันเตอร์เดินเข้าออกมากมายกลับไม่มีใครกล้าปลุกและกล้าส่งเสียงรบกวน


    เป่าเป้ยที่ตื่นเช้าแล้วให้มังกรช่วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ารวมไปถึงช่วยทำอาหารให้ทั้งหมดแล้วจึงรีบเข้ามาปลุกป๊ะป๋าที่แอบมานอนตรงนี้


    “  อ้าว ทำไมป๊ะป๋ามานอนที่นี่ได้ล่ะเนี่ย ”


    “ ป๊ะป๋าเมา ”


    “ เมาเหรอ ป๊ะป๋าไม่ได้กินอะไรเลยนะ ว่าแต่รู้ด้วยเหรอว่าเมาคืออะไร ”


    “ เฟยหยงบอกค่า ป๊ะป๋าหนูอยากเจอมาม้าแล้ว ”


    หนึ่งในข้อจำกัดที่เขาและจินม่ายให้ไว้กับเป่าเป้ยคือต้องสอบถามป๊ะป๋าก่อนทุกครั้งที่จะเรียกมาม้ามา เฉินห่าวจึงพาเป่าเป้ยกลับไปบนชั้น 3 แล้วให้ลองเรียกหนังสือเล่มเล็กเมื่อคืนกลับมาหา


    ลูกสาวของเขาจึงหลับตาแล้วร้องตะโกนหลายครั้ง ไม่นานหนังสือเล่มเล็กๆที่ต้องการก็กลับมา


    “ อ่านว่ายังไงเหยอ ”


    “ มาม้ายังไม่ว่างครับ มาม้าบอกว่าตอนเย็นๆ ”


    “ เข็มชี้ลงพื้นใช่ไหมคะ ” เฉินห่าวพยักหน้าให้ลูกสาวหลังจากลูกสาวชี้ไปยังนาฬิกา หลังจากรู้เวลาว่างในวันนี้ของมาม้าแล้วเขาจึงให้ลูกสาวส่งหนังสือกลับไป เมื่อถึงเวลานัดเขาจะให้เธอเรียกหนังสือนี้กลับมาอีกที


    “ เหม็น ”


    เด็กสาวพึ่งเห็นว่าพ่อยังไม่อาบน้ำจึงจับไปที่จมูกตนเอง เฉินห่าวจึงหัวเราะด้วยท่าทางพอใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวรู้จักหยอกล้อเขาเป็นแล้ว


    “ เป่าเป้ยอยู่กับเฟยหลงก่อนนะ ป๊ะป๋าขอกลับไปอาบน้ำก่อน ”


    “ หนูไปชั้น 100 ได้ไหมเหยอ ”


    “ ไปโรงแรมหรูอี้เหรอ ได้สิ แต่อย่าออกจากโรงแรมนะ ”


    “ ค่า ”


    เฉินห่าวให้เฟยหลงไปส่งเป่าเป้ยจากนั้นหน้าที่ดูแลจะเป็นของอันอันที่เฝ้าอยู่ที่โรงแรมหรูอี้  การที่เขาต้องแยกผู้ช่วยแบบนี้เพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ที่ต้องการสมัครสมาชิก หากให้เขาเดินทางไปมาคงไม่สะดวกจึงให้ผู้ช่วยแยกกันอยู่ระหว่างสาขาทั้งสอง