โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 62 ทุ่มเทด้วยทุกอย่างที่มี

    บทที่ 62 ทุ่มเทด้วยทุกอย่างที่มี

     

     

     

    ภายใต้สภาวะ สมาธิ ขั้นสูงสุดโลกทั้งใบพลันเงียบสงัดลงจนเหลือเพียงเสียงชีพจรที่เต้นรัวอยู่ในอกความโกรธและความเศร้าถูกแช่แข็งไว้ด้วยเหตุผลที่เย็นเยียบ

     

    วินาทีนั้นผมระเบิดพลังเสริมแกร่งร่างกายจนถึงขีดสุดก่อนจะถีบตัวทะยานหนีออกมาจากจุดที่เควินเพิ่งสิ้นใจ

     

    ทว่าในจังหวะที่ฝ่าเท้ากำลังจะพ้นพื้นคลื่นมานาอีกระลอกพลันซัดเข้าใส่พื้นที่ทั้งหมดด้วยความหนักหน่วง

     

    มันตรึงเท้าของผมไว้กับผืนดินอย่างแน่นหนาราวกับถูกทากาวบังคับให้ผมต้องหันกลับไปเผชิญหน้ากับอสูรกายยักษ์ที่กำลังจ้องเขม็งมาอย่างไม่ลดละ

     

    แม้ขากรรไกรล่างจะหายไปและเลือดไหลนองราวกับน้ำตกพุ่งพล่านแต่ดวงตาของเจ้าหมีเถ้าถ่านยังคงนิ่งสงบ และเปี่ยมด้วยอำนาจข่มขวัญ

     

    มานาอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่เปื้อนเลือดนั้นอย่างไม่ขาดสาย

     

    มันโน้มศีรษะมหึมาลงอีกครั้งพยายามจะงับร่างของเควินที่นอนจมกองเลือดอยู่แต่ขากรรไกรที่แหว่งวิ่นกลับทำให้มันทำไม่ได้อย่างใจนึก

     

    เจ้าอสูรนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนมาตะบบกรงเล็บอันหนักอึ้งลงบนแขนของเด็กหนุ่มที่ไร้วิญญาณ

     

    กร๊อบ!

     

    เสียงกระดูกป่นปี้ดังก้องไปทั่วสมรภูมิที่เงียบเชียบมันพยายามใช้คมเขี้ยวบนขากรรไกรที่เหลืออยู่ฝังลงในร่างของ เควินซ้ำๆ

     

    ทว่าเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำได้มันจึงหยุดนิ่ง และค่อยๆ เบือนสายตาที่ลุกโชนด้วยประกายไฟหันมาจ้องมองผมอย่างช้าๆ

     

    สะเก็ดไฟสีส้มเริ่มก่อตัวขึ้นรอบกายมันอีกครั้งเป็นสัญญาณเตือนว่าการต่อสู้ของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

     

    เหลือเวลาอีกสองนาที

     

    ผมกัดฟันแน่นจนสัมผัสได้ถึงรสคาวเลือดที่ซึมออกมาทักษะ สมาธิทำงานอย่างหนักหน่วงจนสมองแทบระเบิดเพียงเพื่อจะฝ่าทะลุความหวาดกลัวที่เกิดจากทักษะข่มขวัญของมัน

     

    มานาในร่างกายของผมปะทุออกมาต้านทานแรงกดทับที่เจ้าหมีเถ้าถ่านปลดปล่อยออกมา

     

    ในวินาทีแห่งความเป็นตายนั้นเองผมก็ทำในสิ่งที่เพิ่งจะสำเร็จเป็นครั้งแรกหลังจากพยายามมานับครั้งไม่ถ้วน

     

    ผมเปิดใช้งานทักษะ อาวุธมานา ควบคู่ไปกับทักษะการควบคุมมานา แล้วผสานพวกมันเข้าด้วยกัน

     

    ทว่าแทนที่จะสร้างเป็นเกราะหรืออาวุธรูปทรงเดิมผมกลับควบแน่นพวกมันให้กลายเป็นลูกปัดมานาสีฟ้าอ่อนขนาดจิ๋ว ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย

     

    จำนวนของมันทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็วจากสิบ เป็นยี่สิบ สามสิบ... จนกระทั่งนับร้อยลูก

     

    ลูกปัดเรืองแสงนับร้อยดวงลอยล่องอยู่รอบกายผมดูคล้ายกับสะเก็ดไฟของเจ้าหมีเถ้าถ่านอย่างน่าประหลาดผมออกคำสั่งสุดท้ายให้พวกมันพุ่งเข้าหาเป้าหมายทันที

     

    ทว่าการเคลื่อนที่ของลูกปัดเหล่านั้นกลับเชื่องช้าและดูไร้พิษสงจนเจ้าหมีเถ้าถ่านไม่คิดจะหลบเลี่ยง

     

    แต่ทันทีที่พวกมันเคลื่อนเข้าไปใกล้ลูกปัดเหล่านั้นกลับพุ่งเข้าปะทะกับสะเก็ดไฟที่ลอยวนอยู่รอบตัวเจ้าอสูรกายจนเกิดปฏิกิริยาระเบิดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่!

     

    บึ้ม!!!

     

    เปลวเพลิงขนาดยักษ์ระเบิดออกโดยมีร่างของเจ้าหมีเป็นศูนย์กลางแรงอัดอากาศที่มาพร้อมคลื่นความร้อนมหาศาลซัดจนร่างของผมปลิวถอยหลังไปไกล

     

    ทว่าท่ามกลางกองเพลิงที่ยังไม่มอดดับเจ้าหมีกลับก้าวเดินออกมาด้วยท่าทีไม่ต่างจากเดิม ความเสียหายของมันมีเพียงขนที่ไหม้เกรียมเล็กน้อยเท่านั้น

     

    เสียงคำรามที่ลอดออกมาจากลำคอของมันบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปเพราะบาดแผลฉกรรจ์แต่กลับทำให้ยิ่งฟังดูก็น่าสยองกว่าที่เคยเป็นมาทั้งหมด

     

    ชั่วขณะนั้นเอง เสียงหวีดหวิวกลับดังขึ้นรอบทิศแผ่นเหล็กจากตู้ขบวนรถไฟที่บิดเบี้ยวสองชิ้นพุ่งเข้าใส่เจ้าหมีพร้อมเสียงประจุไฟฟ้าดังเปรี้ยงปร้าง

     

    ทว่าเจ้าอสูรกายกลับทำเพียงแค่เหลือบมองและคำรามใส่แผ่นเหล็กที่พุ่งเข้ามาพลันหลอมละลายกลางอากาศจนหดหายไปกว่าครึ่งก่อนจะร่วงลงพื้นอย่างสิ้นฤทธิ์

     

    สิ่งของอื่นๆถูกระดมขว้างเข้าใส่ตามมาไม่หยุด ทั้งก้อนหิน ต้นไม้ขนาดเล็กหรือแม้แต่เศษไม้จากรั้วหนาม

     

    ทว่าทุกสิ่งที่พุ่งเข้าหาล้วนถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปก่อนจะทันได้สัมผัสผิวหนังของมันเสียด้วยซ้ำ

     

    หนึ่งนาทีสุดท้าย

     

    ผมไม่กล้าเสี่ยงเอาตัวเข้าไปแลกในระยะประชิดจึงทำได้เพียงระดมยิงลูกปัดมานาเข้าใส่ไม่หยุด ตอนนี้ผมลดจำนวนพวกมันลงแล้ว เพื่อเพิ่มความหนาแน่นและความเร็ว

     

    ทว่าพวกมันกลับมอดไหม้หายไปในอากาศก่อนที่จะทันได้เข้าใกล้เจ้าอสูรกายตัวนี้

     

    สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ เป็นเพียงการถ่วงเวลาอันน้อยนิดเท่านั้นแต่นั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะแรงจากการระเบิดก่อนหน้านี้ ได้ช่วยทำลายแรงกดทับที่เคยตรึงพวกเราไว้จนหมดสิ้น

     

    “ไป!”

     

    ผมตะโกนสั่งการ ทุกคนยกเว้นลิลลี่ต่างรับรู้จังหวะดีและเริ่มออกวิ่งหนีสุดชีวิต ผมเองก็ดึงตัวลิลลี่ขึ้นมา และแบกไปทั้งแบบนั้น

     

    ทว่าทันทีที่ฝีเท้าก้าวพ้นชายป่าลานกว้างเดิมที่เจ้าหมีเถ้าถ่านยืนอยู่กลับปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอีกครั้ง

     

    “อะไรวะเนี่ย!”

     

    ผมตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านี่คือทักษะของเจ้าอสูรกายหรือเป็นระบบเฮงซวยที่กำลังเล่นตลกกับชีวิตพวกเรากันแน่

     

    ทว่าในจังหวะที่ความสับสนเข้าเกาะกินจนทำอะไรไม่ถูกเจ้าหมีเถ้าถ่านก็โผนทะยานเข้าใส่พวกเราอย่างดุดัน!

     

    แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวพวกเรามันกลับชะงักกึกกลางอากาศราวกับชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น

     

    ไม่นานนักเสียงกรีดร้องสุดเสียงของโชอี้ก็ดังขึ้น

     

    เธอทรุดลงไปดิ้นรนกับพื้นพลางกุมศีรษะแน่นเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมา จากการรีดเค้นพลังโจมตีทางจิตเพื่อหยุดยั้งอสูรกายตนนี้

     

    แฮดวินอาศัยเสี้ยววินาทีที่โชอี้แลกด้วยความเจ็บปวดเจียนตายพุ่งตัวเข้าหาเจ้าหมีดุจกระสุนปืนใหญ่ มานาในร่างของเขาปะทุพล่านออกมาเขาพยายามใช้ทักษะเฉพาะตัว เพื่อปั่นป่วนกระแสมานาภายในร่างของเจ้าหมียักษ์

     

    ทว่าก่อนที่แฮดวินจะเข้าถึงตัวมัน เจ้าหมีกลับระเบิดคลื่นมานาสวนกลับอย่างรุนแรง

     

    ตูม!

     

    แรงอัดมหาศาลซัดร่างของแฮดวินจนปลิวคว้างไปปะทะกับต้นไม้

     

    เจ้าหมีเถ้าถ่านเพียงแค่ชำเลืองมองอย่างเย็นชาก่อนจะส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ แล้วเริ่มขยับก้าวเดินต่อ

     

    ทว่าหลังจากที่มันเยื้องกรายเข้ามาได้เพียงก้าวเดียวเสียงแผดร้องของเทสก็ดังก้องกังวานขึ้นมาอีกคน!

     

    ตู้ขบวนรถไฟขนาดมหึมาที่เคยตั้งนิ่งกลับลอยละลิ่วขึ้นสู่เวหาด้วยพลังจิตขั้นสูงสุดก่อนจะพุ่งดิ่งลงมาอัดกระแทกใส่ร่างของเจ้าหมีเถ้าถ่านอย่างรุนแรง!

     

    เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ แรงสั่นสะเทือนทำเอาพื้นดินแทบแยกออกจากกันซากตู้ขบวนรถไฟที่บิดเบี้ยวทับร่างเจ้าอสูรกายจนจมมิด

     

    เทสทรุดฮวบลงกับพื้นทันทีเลือดกำเดาไหลนองอาบใบหน้าขณะที่มานาในร่างของเธอเหือดแห้งจนทำให้เธอสิ้นสติไป

     

    สิบวินาทีสุดท้าย...

     

    ภายใต้กองซากเหล็กที่พังยับเยินพลันมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นแสงสีส้มเรืองรองเริ่มลอดออกมาจากรอยแยกของโลหะก่อนที่ตู้ขบวนรถไฟทั้งตู้จะเริ่มหลอมละลายกลายเป็นเหล็กไหลแดงฉานต่อหน้าต่อตา!

     

    ซากตู้ขบวนนั้นพังทลายลงเผยให้เห็นร่างของเจ้าหมีเถ้าถ่านที่ยืนตระหง่านอย่างไร้รอยขีดข่วน

     

    มันจ้องเขม็งตรงมาที่ผมผ่านม่านอากาศที่บิดเบี้ยวและพร่าเลือนด้วยรังสีความร้อนมหาศาลที่แผ่ออกมา

     

    สามวินาที...

     

    สองวินาที...

     

    หนึ่งวินาที...

     

    เมื่อตัวนับเวลาสิ้นสุดลง รอยแยกมหึมากลางอากาศก็ปรากฏออกมา!

     

    รอยแยกนี้กว้างพอที่จะให้รถยนต์หลายคันวิ่งสวนกันได้อย่างสบายและมีความสูงพอๆ กับตึกระฟ้า

     

    ภายในรอยแยกที่เป็นดั่งประตูบานนี้ผมมองเห็นเนินเขาเตี้ยๆ ที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจีพลิ้วไหวตามแรงลมท้องฟ้าที่นั่นใสสะอาดเป็นสีคราม และมีดวงอาทิตย์ส่องแสงเพียงดวงเดียวเท่านั้น!

     

    [ยินดีต้อนรับสู่... ชั้นที่สอง]

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน