ในช่วงเวลาคับขันเย่เฉินพลิกมือหยิบแส้เหล็กสีดำออกมา และเหวี่ยงขึ้นไปอย่างรุนแรง
ปัง!
แส้เหล็กกระทบกับเจดีย์สีเงินเกิดเสียงดังหนักแน่นไปทั่วบริเวณ
พรวด!
ทันใดนั้นเย่เฉินก็พ่นเลือดออกมา ทั่วทั้งแขนของเขาก็เต็มไปด้วยเลือด
โอ๊ย...!
จากนั้นฉีหยางก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกุมกะโหลกศีรษะของตนเองไว้เลือดไหลออกมาจากดวงตา และมีเสียงกึกก้องดังอยู่ในหัว
เอ๊ะ?
เมื่อเห็นเช่นนี้เย่เฉินก็ตกตะลึงและมองไปยังแส้เหล็กในมือของเขาอย่างไม่รู้ตัว
เขาเข้าใจได้ทันทีความสามารถอันเชี่ยวชาญเฉพาะของแส้เหล็กคือมุ่งโจมตีจิตวิญญาณของมนุษย์และเจดีย์สีเงินนั่นก็คืออาวุธวิญญาณประจำตัวของฉีหยางที่ใช้พลังจิตวิญญาณในการสร้างการเชื่อมต่อเมื่อเจดีย์สีเงินถูกแส้เหล็กตีเข้าไปจึงเป็นการตีกระทบเข้ากับจิตวิญญาณของฉีหยางที่ตรึงอยู่ในเจดีย์สีเงินนั้นไปในคราวเดียวกัน
เห็นได้ชัดว่าฉีหยางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเย่เฉินจะมีอาวุธที่สามารถโจมตีจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่ถูกโจมตีเช่นนี้
“เจ้าเป็นของวิเศษจริงๆ”เขาจูบแรงๆ ลงไปบนแส้เหล็ก จากนั้นเขาก็หันหลังกลับและวิ่งออกไปแม้ว่าจิตวิญญาณของฉีหยางจะถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บแต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงอยู่ในระดับขั้นพลังหยาง เมื่อถูกแส้เหล็กฟาดเข้าไปก็ทำให้เขาเพียงแค่มึนงงไปชั่วขณะเท่านั้น
“เย่เฉินเจ้ามันสมควรตาย” หลังจากฉีหยางหายจากอาการมึนงงท่าทางของเขาก็ฉุนเฉียวขึ้นมาในทันที ไม่มีใบหน้าที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์อีกต่อไปและโผเข้าหาเย่เฉินราวกับปีศาจ
ตูม!
ตูมตาม!
ไม่นานฉีหยางที่กำลังโกรธก็เริ่มใช้วิชาลับ และวิ่งตามหลังเย่เฉินไปเขาปล่อยท่าไม้ตายของเขาออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
ร่างของเย่เฉินที่อยู่ด้านหน้าถึงกับลนลานเพราะกำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน
อีกอย่างสิ่งที่ไร้สาระไปยิ่งกว่าคือเขากำลังตกอยู่ในวงล้อมของศิษย์สำนักในจำนวนมาก
“เย่เฉินข้าจะคอยดูว่าวันนี้เจ้าจะหนีไปได้อย่างไร” เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ มีศิษย์สำนักในหลายสิบคนล้อมเอาไว้และคนที่เป็นผู้นำคือหยางเว่ยผู้ที่เคยพ่ายแพ้อย่างหนักภายใต้เงื้อมมือของเย่เฉินตอนอยู่ในป่าร้าง
“เจ้าบ้าเอ๊ย”เย่เฉินกระโดดพุ่งตัวเข้าไปหาหยางเว่ยทันทีและใช้แส้ฟาดลงไปบนกะโหลกศีรษะของหยางเว่ยก่อนที่เขาจะเรียกวิชาลับออกมาใช้งาน
โอ๊ย...!
ทันใดนั้นหยางเว่ยก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา เลือดก็ไหลออกทางทวารทั้งเจ็ดจากนั้นเขาก็ร่วงลงกับพื้นพร้อมมือที่กำลังกุมศีรษะเอาไว้
“ขวางเขาไว้ให้ได้”เสียงตะโกนที่ดุดันดังขึ้นจากมุมทแยง จั่วชิวหมิงก็ปล่อยอาวุธวิญญาณลงมาและปล่อยกระบวนท่าครั้งใหญ่ออกมา
มังกรผยอง!
เย่เฉินพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าฝ่ามือมังกรผยองของเขาเข้าโจมตีจั่วชิวหมิงจนถอยไปด้านหลังจากนั้นก็ฟาดแส้เหล็กในมือออกไป
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ช่วงเวลาต่อมาเสียงกรีดร้องเหล่านั้นก็ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแส้เหล็กที่เย่เฉินถือไว้ในมือมีความดุร้ายอย่างเหลือประมาณศิษย์สำนักในที่ห้อมล้อมเข้ามาแต่ละคนก็ต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็นจึงรีบวิ่งหนีออกไปจากวงล้อมทันที
ตูม!
ตูมตาม!
ในค่ำคืนอันเงียบสงบที่ภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่ไม่มีความสงบเลยสักนิดภาพที่เห็นได้ในคืนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายและรุนแรง
ไม่รู้ว่าเสียงตะโกนที่ดังกึกก้องเหล่านั้นหายไปตั้งแต่เมื่อใดประเด็นหลักน่าจะเป็นเพราะขณะสู้กันอยู่เย่เฉินก็ได้หายตัวไปจึงทำให้คนกว่าร้อยคนนั้นไร้เป้าหมายทันที
“ข้าจะไปคอยเฝ้าตรงทางออกของภูเขาด้านหลังเขาจะต้องยังอยู่ที่ภูเขาด้านหลังนี่แน่นอน” ฉีหยางตะโกนขึ้นอย่างรุนแรงใบหน้าของเขาดูดุร้ายจนน่าตกใจ “ส่วนคนอื่น ช่วยข้าค้นหาข้าอยากจะรู้นักว่าเขาจะหลบไปได้นานสักเท่าไรกัน อีกอย่างไปตามตัวหยางปินมาให้ข้าด้วย”
“ศิษย์พี่...หยางปินนะหรือ?”
ศิษย์ที่รายล้อมอยู่นั้นต่างพากันตกใจแต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ดุร้ายของฉีหยาง ทุกคนก็รู้ได้โดยไม่ต้องพูดอะไรกัน
หยางปินเป็นศิษย์ลำดับที่เจ็ดของศิษย์แท้จริงทั้งเก้าของสำนักเหิงเยว่ซึ่งอยู่ในอันดับที่ดีกว่าฉีหยางอยู่หนึ่งระดับ
แค่จับตัวคนขั้นรวมพลังคนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ศิษย์แท้จริงให้ลงมือเองเชียวหรือ?
คำตอบคือแน่นอน
ดังนั้นทุกคนจึงรู้ดีว่าครั้งนี้ฉีหยางคงโกรธมากจริงๆ
เขาซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์แท้จริงทั้งเก้าคนผู้สง่างามของสำนักเหิงเยว่บวกกับศิษย์สำนักในอีกกว่าร้อยคนต่อให้สู้ไปครึ่งคืนก็ไม่มีทางจะจับตัวเย่เฉินที่อยู่ในขั้นรวมพลังได้แต่หากปล่อยให้หนีออกไปได้ นี่ก็นับว่าเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิต
การไปเชิญให้หยางปินมาช่วยกันต่อสู้ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่าฉีหยางให้ความสำคัญกับเย่เฉินมากขนาดไหนในเมื่อศิษย์ที่แท้จริงเพียงคนเดียวไม่สามารถรับมือได้อย่างนั้นก็ต้องเรียกมาเพิ่มอีกหนึ่งคน
ไม่นานเหล่าบรรดาศิษย์ร้อยคนก็แบ่งออกเป็นสองสายสายที่หนึ่งทำการสกัดกั้นทางออกของสำนักในอีกสายหนึ่งรับผิดชอบเรื่องการค้นหาตัวเย่เฉิน
เหตุการณ์เช่นนี้เป็นที่คุ้นเคยอย่างมากของคนส่วนใหญ่ เมื่อตอนการทดสอบในป่าร้างพวกเขาก็เคยค้นหาเย่เฉินแบบนี้มาแล้วไม่ใช่หรือ? ป่าร้างมีขนาดกว้างใหญ่แต่ภูเขาด้านหลังของสำนักในใหญ่กว่านั้นมาก หากต้องการหาใครสักคนหนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
และในขณะนี้เย่เฉินที่ทุกคนกำลังตามค้นหาอย่างเต็มกำลังได้พาร่างกายที่เปื้อนเลือดไปทั่วตัวคลานเข้าไปในถ้ำกลางภูเขาแล้ว
หลังจากสู้กันอยู่ครึ่งคืนเขาใช้ความพยายามในการออกจากวงล้อมอยู่หลายครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะสลัดหนีการติดตามของบรรดาศิษย์เหล่านั้นได้แม้ว่าแส้เหล็กนั้นจะทรงอานุภาพอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถจะสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากได้ และเขาก็เกือบจะถูกโจมตีจนพิการเอาตัวไม่รอด
“อย่าให้ข้าฟื้นตัวได้เชียวนะ”ในขณะที่แอบด่าอยู่นั้นเย่เฉินก็โรยผงยาที่ช่วยปกปิดพลังปราณของลมหายใจไว้ที่ปากถ้ำอย่างรวดเร็ว
เมื่อทำดังนั้นแล้วเขาจึงยัดเม็ดยาหุยเสวียนเข้าปากไปสามเม็ด จากนั้นก็หยิบน้ำเต้าม่วงทองออกมาเพื่อเทน้ำยาวิญญาณ
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามเขาก็ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงกรอบแกรบตรงหน้าถ้ำ
เขาพลิกตัวกระโดดลุกขึ้นมาและรีบตรงไปยังริมปากถ้ำอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มองลอดผ่านพุ่มหญ้าและรอยแตกต่างๆจึงพบว่ามีศิษย์สำนักในสามคนกำลังค้นหาอยู่โดยรอบและในมือของทุกคนก็ถือไข่มุกวิญญาณที่ส่องสว่างเอาไว้
“ครั้งนี้ศิษย์พี่ฉีหยางคงจะโกรธมากจริงๆ”ทั้งสามคนพูดคุยกันขณะกำลังค้นหาเย่เฉิน
“เพื่อจะจับเย่เฉินให้ได้นึกไม่ถึงว่าจะถึงกับเชิญศิษย์พี่หยางปินมาด้วย”
หยางปินหรือ?
เย่เฉินที่กำลังอยู่ริมปากถ้ำได้ยินชื่อนี้อย่างชัดเจนและดูเหมือนจะรู้จักความเป็นมาของหยางปินผู้นี้
“ศิษย์ที่แท้จริงผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองคนพวกเจ้าดูจะให้ความสำคัญกับข้ามากจริงๆ” เย่เฉินแอบด่าในใจ จากนั้นเขาก็ค่อยๆถอยกลับไปในถ้ำอย่างระมัดระวัง ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปดูน่าเกลียดขึ้นมาก
เขารู้ดีว่าเพราะอะไรเขาจึงสามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้หลายครั้งนั่นเป็นเพราะแส้เหล็กที่ทรงอานุภาพไม่ใช่หรือ!
แต่เขาก็ยิ่งรู้ดีมากขึ้นหากจะต้องแยกออกมาลำพัง แม้ว่าเขาจะมีแส้เหล็กอยู่ในมือแต่ก็ยังคงไม่สามารถจะเอาชนะฉีหยางได้และยิ่งมีการเชิญตัวหยางปินซึ่งแข็งแกร่งกว่าฉีหยางมาร่วมด้วยนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแทบอยากตายอย่างมาก
“จบแล้วๆครั้งนี้คงต้องไปอยู่ในหลุมจริงๆ แล้ว” เย่เฉินขยี้คิ้วตนเองอย่างแรง
“ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะหาที่นี่จนเจอแน่นอน”
“ฉีหยางคนเดียวข้ายังเอาชนะไม่ได้เลยไม่ต้องพูดถึงเมื่อมีหยางปินมาเพิ่มอีกคนหรอก”
“เจ้าหมีอ้วนเอ๊ยบ้าสิ้นดี ครั้งนี้ถูกเจ้าเอาชีวิตมาล้อเล่นแล้วไหมล่ะ” เย่เฉินใช้มือป้องหน้าความอันตรายครั้งนี้มันยิ่งกว่าเมื่อครั้งการทดสอบในป่าร้างเสียอีกการวางกำลังที่แข็งแกร่งทำให้เขาไม่กล้าที่จะสู้เลยแม้แต่น้อย
ภายใต้สถานการณ์คับขันจู่ๆ เขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“หวังว่ายังทันนะ”หลังจากสงบจิตใจลง เย่เฉินก็นึกขึ้นมาในใจ และเรียกหุ่นเชิดจื่อซวนออกมาจากนั้นก็ปัดมือเรียกถุงเก็บของเพื่อจะหยิบวัสดุราคาแพงสำหรับยกระดับหุ่นเชิดจื่อซวนออกมา
“ข้าจะทำการยกระดับเจ้าเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับเจ้าจะได้มาช่วยข้าให้ผ่านพ้นความยากลำบากนี้!”
เย่เฉินส่งสายตาไปมองจื่อซวนเขารู้ดีถึงความน่ากลัวของหุ่นเชิดระดับลึกลับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งนั่นเป็นตัวอย่างที่ดีหากตอนนั้นเขาไม่ขโมยยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเฟิงอิ่งก็กลัวว่าเขาอาจจะยังถูกทุบตีอยู่บนยอดเขาดรุณีหยกก็ได้?
หากเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับเช่นเดียวกันเย่เฉินแน่ใจว่าจื่อซวนจะต้องแข็งแกร่งกว่าเฟิงอิ่งแน่นอนเป็นเพราะร่างกายของนางเคยถูกอัคคีเทวะหลอมมาก่อนแล้วอย่างน้อยร่างกายของนางก็แข็งแกร่งกว่าหุ่นเชิดเฟิงอิ่งแน่นอน
พูดแล้วก็ทำทันทีเย่เฉินนำตัวหุ่นเชิดจื่อซวนวางลงบนหินก้อนหนึ่ง
จากนั้นเขาก็ตบถุงเก็บของ วัสดุส่วนต่างๆ ที่ส่องแสงก็ถูกวางไว้ด้านข้างร่างกายของหุ่นเชิดจื่อซวน
อัคคีเทวะจงปรากฏ!
ในขณะที่เขาคิดเช่นนั้นอัคคีเทวะก็ปรากฏขึ้นมา
ไม่นานอัคคีเทวะที่มีสีทองอร่าม ได้ห่อหุ้มจื่อซวนเอาไว้และได้ห่อหุ้มรวมวัสดุที่ส่องแสงอยู่เอาไว้ด้วยเช่นกัน
การยกระดับหุ่นเชิดระดับมนุษย์ให้เป็นระดับลึกลับก็ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนำวัสดุที่มีราคาแพงเหล่านั้นหลอมเข้าสู่ร่างกายของจื่อซวนจากนั้นจึงนำยันต์รวมวิญญาณและยันต์วิญญาณลึกลับประทับเข้าไปในร่างกายของนาง
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เย่เฉินกำลังขาดอยู่ในตอนนี้คือเวลาพวกของฉีหยางอาจจะหาที่นี่เจอตอนไหนก็ได้
“เจ้าหนุ่มเจ้ายังมีชีวิตดีอยู่หรือเปล่า?” ในเวลานี้มีเสียงดังขึ้นมาจากยันต์ถ่ายทอดเสียงที่แขวนไว้ที่เอวและคนที่กำลังพูดอยู่คือเจ้าหมีสอง
“เจ้าหมีอ้วนเจ้าบ้าเอ๊ย ข้าเกือบตายแล้วไหมล่ะ” เย่เฉินควบคุมอัคคีเทวะไปพลาง บ่นด่าไปพลาง
“ยังมีแรงจะมาต่อว่าข้าอีกหรือถ้าอย่างนั้นแสดงว่าเจ้ายังมีชีวิตชีวาปกติ” เจ้าหมีสองหัวเราะชอบใจ“พวกเรายังไม่ได้ทิ้งเจ้าหรอกหน่า!พวกเราสามคนยังอยู่ในภูเขาด้านหลัง เจ้าอยู่ที่ไหน เดี๋ยวข้าไปหาเจ้า”
“ถ้ำกลางเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้” เย่เฉินบอกตำแหน่งของเขาออกไป แล้วก่นด่าต่อ“ครั้งนี้แล้วกันไป แต่อย่าไปเรียกคนกลุ่มใหญ่แบบนั้นมาอีก”
“รู้แล้วหน่า”