จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 ยกระดับหุ่นเชิด

            ในช่วงเวลาคับขันเย่เฉินพลิกมือหยิบแส้เหล็กสีดำออกมา และเหวี่ยงขึ้นไปอย่างรุนแรง

            ปัง!

            แส้เหล็กกระทบกับเจดีย์สีเงินเกิดเสียงดังหนักแน่นไปทั่วบริเวณ

            พรวด!

            ทันใดนั้นเย่เฉินก็พ่นเลือดออกมา ทั่วทั้งแขนของเขาก็เต็มไปด้วยเลือด

            โอ๊ย...!

            จากนั้นฉีหยางก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกุมกะโหลกศีรษะของตนเองไว้เลือดไหลออกมาจากดวงตา และมีเสียงกึกก้องดังอยู่ในหัว

            เอ๊ะ?

            เมื่อเห็นเช่นนี้เย่เฉินก็ตกตะลึงและมองไปยังแส้เหล็กในมือของเขาอย่างไม่รู้ตัว

            เขาเข้าใจได้ทันทีความสามารถอันเชี่ยวชาญเฉพาะของแส้เหล็กคือมุ่งโจมตีจิตวิญญาณของมนุษย์และเจดีย์สีเงินนั่นก็คืออาวุธวิญญาณประจำตัวของฉีหยางที่ใช้พลังจิตวิญญาณในการสร้างการเชื่อมต่อเมื่อเจดีย์สีเงินถูกแส้เหล็กตีเข้าไปจึงเป็นการตีกระทบเข้ากับจิตวิญญาณของฉีหยางที่ตรึงอยู่ในเจดีย์สีเงินนั้นไปในคราวเดียวกัน

            เห็นได้ชัดว่าฉีหยางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเย่เฉินจะมีอาวุธที่สามารถโจมตีจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่ถูกโจมตีเช่นนี้

            “เจ้าเป็นของวิเศษจริงๆ”เขาจูบแรงๆ ลงไปบนแส้เหล็ก จากนั้นเขาก็หันหลังกลับและวิ่งออกไปแม้ว่าจิตวิญญาณของฉีหยางจะถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บแต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงอยู่ในระดับขั้นพลังหยาง เมื่อถูกแส้เหล็กฟาดเข้าไปก็ทำให้เขาเพียงแค่มึนงงไปชั่วขณะเท่านั้น

            “เย่เฉินเจ้ามันสมควรตาย” หลังจากฉีหยางหายจากอาการมึนงงท่าทางของเขาก็ฉุนเฉียวขึ้นมาในทันที ไม่มีใบหน้าที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์อีกต่อไปและโผเข้าหาเย่เฉินราวกับปีศาจ

            ตูม!

            ตูมตาม!

            ไม่นานฉีหยางที่กำลังโกรธก็เริ่มใช้วิชาลับ และวิ่งตามหลังเย่เฉินไปเขาปล่อยท่าไม้ตายของเขาออกไปอย่างไม่คิดชีวิต

            ร่างของเย่เฉินที่อยู่ด้านหน้าถึงกับลนลานเพราะกำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน

            อีกอย่างสิ่งที่ไร้สาระไปยิ่งกว่าคือเขากำลังตกอยู่ในวงล้อมของศิษย์สำนักในจำนวนมาก

            “เย่เฉินข้าจะคอยดูว่าวันนี้เจ้าจะหนีไปได้อย่างไร” เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ มีศิษย์สำนักในหลายสิบคนล้อมเอาไว้และคนที่เป็นผู้นำคือหยางเว่ยผู้ที่เคยพ่ายแพ้อย่างหนักภายใต้เงื้อมมือของเย่เฉินตอนอยู่ในป่าร้าง

            “เจ้าบ้าเอ๊ย”เย่เฉินกระโดดพุ่งตัวเข้าไปหาหยางเว่ยทันทีและใช้แส้ฟาดลงไปบนกะโหลกศีรษะของหยางเว่ยก่อนที่เขาจะเรียกวิชาลับออกมาใช้งาน

            โอ๊ย...!

            ทันใดนั้นหยางเว่ยก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา เลือดก็ไหลออกทางทวารทั้งเจ็ดจากนั้นเขาก็ร่วงลงกับพื้นพร้อมมือที่กำลังกุมศีรษะเอาไว้

            “ขวางเขาไว้ให้ได้”เสียงตะโกนที่ดุดันดังขึ้นจากมุมทแยง จั่วชิวหมิงก็ปล่อยอาวุธวิญญาณลงมาและปล่อยกระบวนท่าครั้งใหญ่ออกมา

            มังกรผยอง!

            เย่เฉินพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าฝ่ามือมังกรผยองของเขาเข้าโจมตีจั่วชิวหมิงจนถอยไปด้านหลังจากนั้นก็ฟาดแส้เหล็กในมือออกไป

            โอ๊ย...!

            โอ๊ย...!

            ช่วงเวลาต่อมาเสียงกรีดร้องเหล่านั้นก็ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแส้เหล็กที่เย่เฉินถือไว้ในมือมีความดุร้ายอย่างเหลือประมาณศิษย์สำนักในที่ห้อมล้อมเข้ามาแต่ละคนก็ต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็นจึงรีบวิ่งหนีออกไปจากวงล้อมทันที

            ตูม!

            ตูมตาม!

            ในค่ำคืนอันเงียบสงบที่ภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่ไม่มีความสงบเลยสักนิดภาพที่เห็นได้ในคืนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายและรุนแรง

            ไม่รู้ว่าเสียงตะโกนที่ดังกึกก้องเหล่านั้นหายไปตั้งแต่เมื่อใดประเด็นหลักน่าจะเป็นเพราะขณะสู้กันอยู่เย่เฉินก็ได้หายตัวไปจึงทำให้คนกว่าร้อยคนนั้นไร้เป้าหมายทันที

            “ข้าจะไปคอยเฝ้าตรงทางออกของภูเขาด้านหลังเขาจะต้องยังอยู่ที่ภูเขาด้านหลังนี่แน่นอน” ฉีหยางตะโกนขึ้นอย่างรุนแรงใบหน้าของเขาดูดุร้ายจนน่าตกใจ “ส่วนคนอื่น ช่วยข้าค้นหาข้าอยากจะรู้นักว่าเขาจะหลบไปได้นานสักเท่าไรกัน อีกอย่างไปตามตัวหยางปินมาให้ข้าด้วย”

            “ศิษย์พี่...หยางปินนะหรือ?”

            ศิษย์ที่รายล้อมอยู่นั้นต่างพากันตกใจแต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ดุร้ายของฉีหยาง ทุกคนก็รู้ได้โดยไม่ต้องพูดอะไรกัน

            หยางปินเป็นศิษย์ลำดับที่เจ็ดของศิษย์แท้จริงทั้งเก้าของสำนักเหิงเยว่ซึ่งอยู่ในอันดับที่ดีกว่าฉีหยางอยู่หนึ่งระดับ

            แค่จับตัวคนขั้นรวมพลังคนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ศิษย์แท้จริงให้ลงมือเองเชียวหรือ?

            คำตอบคือแน่นอน

            ดังนั้นทุกคนจึงรู้ดีว่าครั้งนี้ฉีหยางคงโกรธมากจริงๆ

            เขาซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์แท้จริงทั้งเก้าคนผู้สง่างามของสำนักเหิงเยว่บวกกับศิษย์สำนักในอีกกว่าร้อยคนต่อให้สู้ไปครึ่งคืนก็ไม่มีทางจะจับตัวเย่เฉินที่อยู่ในขั้นรวมพลังได้แต่หากปล่อยให้หนีออกไปได้ นี่ก็นับว่าเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิต

            การไปเชิญให้หยางปินมาช่วยกันต่อสู้ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่าฉีหยางให้ความสำคัญกับเย่เฉินมากขนาดไหนในเมื่อศิษย์ที่แท้จริงเพียงคนเดียวไม่สามารถรับมือได้อย่างนั้นก็ต้องเรียกมาเพิ่มอีกหนึ่งคน

            ไม่นานเหล่าบรรดาศิษย์ร้อยคนก็แบ่งออกเป็นสองสายสายที่หนึ่งทำการสกัดกั้นทางออกของสำนักในอีกสายหนึ่งรับผิดชอบเรื่องการค้นหาตัวเย่เฉิน

            เหตุการณ์เช่นนี้เป็นที่คุ้นเคยอย่างมากของคนส่วนใหญ่ เมื่อตอนการทดสอบในป่าร้างพวกเขาก็เคยค้นหาเย่เฉินแบบนี้มาแล้วไม่ใช่หรือ? ป่าร้างมีขนาดกว้างใหญ่แต่ภูเขาด้านหลังของสำนักในใหญ่กว่านั้นมาก หากต้องการหาใครสักคนหนึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

            และในขณะนี้เย่เฉินที่ทุกคนกำลังตามค้นหาอย่างเต็มกำลังได้พาร่างกายที่เปื้อนเลือดไปทั่วตัวคลานเข้าไปในถ้ำกลางภูเขาแล้ว

            หลังจากสู้กันอยู่ครึ่งคืนเขาใช้ความพยายามในการออกจากวงล้อมอยู่หลายครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะสลัดหนีการติดตามของบรรดาศิษย์เหล่านั้นได้แม้ว่าแส้เหล็กนั้นจะทรงอานุภาพอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถจะสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากได้ และเขาก็เกือบจะถูกโจมตีจนพิการเอาตัวไม่รอด

            “อย่าให้ข้าฟื้นตัวได้เชียวนะ”ในขณะที่แอบด่าอยู่นั้นเย่เฉินก็โรยผงยาที่ช่วยปกปิดพลังปราณของลมหายใจไว้ที่ปากถ้ำอย่างรวดเร็ว

            เมื่อทำดังนั้นแล้วเขาจึงยัดเม็ดยาหุยเสวียนเข้าปากไปสามเม็ด จากนั้นก็หยิบน้ำเต้าม่วงทองออกมาเพื่อเทน้ำยาวิญญาณ

            หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามเขาก็ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงกรอบแกรบตรงหน้าถ้ำ

            เขาพลิกตัวกระโดดลุกขึ้นมาและรีบตรงไปยังริมปากถ้ำอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็มองลอดผ่านพุ่มหญ้าและรอยแตกต่างๆจึงพบว่ามีศิษย์สำนักในสามคนกำลังค้นหาอยู่โดยรอบและในมือของทุกคนก็ถือไข่มุกวิญญาณที่ส่องสว่างเอาไว้

            “ครั้งนี้ศิษย์พี่ฉีหยางคงจะโกรธมากจริงๆ”ทั้งสามคนพูดคุยกันขณะกำลังค้นหาเย่เฉิน

            “เพื่อจะจับเย่เฉินให้ได้นึกไม่ถึงว่าจะถึงกับเชิญศิษย์พี่หยางปินมาด้วย”

            หยางปินหรือ?

            เย่เฉินที่กำลังอยู่ริมปากถ้ำได้ยินชื่อนี้อย่างชัดเจนและดูเหมือนจะรู้จักความเป็นมาของหยางปินผู้นี้

            “ศิษย์ที่แท้จริงผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองคนพวกเจ้าดูจะให้ความสำคัญกับข้ามากจริงๆ” เย่เฉินแอบด่าในใจ จากนั้นเขาก็ค่อยๆถอยกลับไปในถ้ำอย่างระมัดระวัง ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปดูน่าเกลียดขึ้นมาก

            เขารู้ดีว่าเพราะอะไรเขาจึงสามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้หลายครั้งนั่นเป็นเพราะแส้เหล็กที่ทรงอานุภาพไม่ใช่หรือ!

            แต่เขาก็ยิ่งรู้ดีมากขึ้นหากจะต้องแยกออกมาลำพัง แม้ว่าเขาจะมีแส้เหล็กอยู่ในมือแต่ก็ยังคงไม่สามารถจะเอาชนะฉีหยางได้และยิ่งมีการเชิญตัวหยางปินซึ่งแข็งแกร่งกว่าฉีหยางมาร่วมด้วยนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแทบอยากตายอย่างมาก

            “จบแล้วๆครั้งนี้คงต้องไปอยู่ในหลุมจริงๆ แล้ว” เย่เฉินขยี้คิ้วตนเองอย่างแรง

            “ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะหาที่นี่จนเจอแน่นอน”

            “ฉีหยางคนเดียวข้ายังเอาชนะไม่ได้เลยไม่ต้องพูดถึงเมื่อมีหยางปินมาเพิ่มอีกคนหรอก”

            “เจ้าหมีอ้วนเอ๊ยบ้าสิ้นดี ครั้งนี้ถูกเจ้าเอาชีวิตมาล้อเล่นแล้วไหมล่ะ” เย่เฉินใช้มือป้องหน้าความอันตรายครั้งนี้มันยิ่งกว่าเมื่อครั้งการทดสอบในป่าร้างเสียอีกการวางกำลังที่แข็งแกร่งทำให้เขาไม่กล้าที่จะสู้เลยแม้แต่น้อย

            ภายใต้สถานการณ์คับขันจู่ๆ เขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

            “หวังว่ายังทันนะ”หลังจากสงบจิตใจลง เย่เฉินก็นึกขึ้นมาในใจ และเรียกหุ่นเชิดจื่อซวนออกมาจากนั้นก็ปัดมือเรียกถุงเก็บของเพื่อจะหยิบวัสดุราคาแพงสำหรับยกระดับหุ่นเชิดจื่อซวนออกมา

            “ข้าจะทำการยกระดับเจ้าเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับเจ้าจะได้มาช่วยข้าให้ผ่านพ้นความยากลำบากนี้!”

            เย่เฉินส่งสายตาไปมองจื่อซวนเขารู้ดีถึงความน่ากลัวของหุ่นเชิดระดับลึกลับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งนั่นเป็นตัวอย่างที่ดีหากตอนนั้นเขาไม่ขโมยยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเฟิงอิ่งก็กลัวว่าเขาอาจจะยังถูกทุบตีอยู่บนยอดเขาดรุณีหยกก็ได้?

            หากเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับเช่นเดียวกันเย่เฉินแน่ใจว่าจื่อซวนจะต้องแข็งแกร่งกว่าเฟิงอิ่งแน่นอนเป็นเพราะร่างกายของนางเคยถูกอัคคีเทวะหลอมมาก่อนแล้วอย่างน้อยร่างกายของนางก็แข็งแกร่งกว่าหุ่นเชิดเฟิงอิ่งแน่นอน

            พูดแล้วก็ทำทันทีเย่เฉินนำตัวหุ่นเชิดจื่อซวนวางลงบนหินก้อนหนึ่ง

            จากนั้นเขาก็ตบถุงเก็บของ วัสดุส่วนต่างๆ ที่ส่องแสงก็ถูกวางไว้ด้านข้างร่างกายของหุ่นเชิดจื่อซวน

            อัคคีเทวะจงปรากฏ!

            ในขณะที่เขาคิดเช่นนั้นอัคคีเทวะก็ปรากฏขึ้นมา

            ไม่นานอัคคีเทวะที่มีสีทองอร่าม ได้ห่อหุ้มจื่อซวนเอาไว้และได้ห่อหุ้มรวมวัสดุที่ส่องแสงอยู่เอาไว้ด้วยเช่นกัน

            การยกระดับหุ่นเชิดระดับมนุษย์ให้เป็นระดับลึกลับก็ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนำวัสดุที่มีราคาแพงเหล่านั้นหลอมเข้าสู่ร่างกายของจื่อซวนจากนั้นจึงนำยันต์รวมวิญญาณและยันต์วิญญาณลึกลับประทับเข้าไปในร่างกายของนาง

            เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เย่เฉินกำลังขาดอยู่ในตอนนี้คือเวลาพวกของฉีหยางอาจจะหาที่นี่เจอตอนไหนก็ได้

            “เจ้าหนุ่มเจ้ายังมีชีวิตดีอยู่หรือเปล่า?” ในเวลานี้มีเสียงดังขึ้นมาจากยันต์ถ่ายทอดเสียงที่แขวนไว้ที่เอวและคนที่กำลังพูดอยู่คือเจ้าหมีสอง

            “เจ้าหมีอ้วนเจ้าบ้าเอ๊ย ข้าเกือบตายแล้วไหมล่ะ” เย่เฉินควบคุมอัคคีเทวะไปพลาง บ่นด่าไปพลาง

            “ยังมีแรงจะมาต่อว่าข้าอีกหรือถ้าอย่างนั้นแสดงว่าเจ้ายังมีชีวิตชีวาปกติ” เจ้าหมีสองหัวเราะชอบใจ“พวกเรายังไม่ได้ทิ้งเจ้าหรอกหน่า!พวกเราสามคนยังอยู่ในภูเขาด้านหลัง เจ้าอยู่ที่ไหน เดี๋ยวข้าไปหาเจ้า”

            “ถ้ำกลางเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้” เย่เฉินบอกตำแหน่งของเขาออกไป แล้วก่นด่าต่อ“ครั้งนี้แล้วกันไป แต่อย่าไปเรียกคนกลุ่มใหญ่แบบนั้นมาอีก”

            “รู้แล้วหน่า”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน