บทที่ ๑๕
“วิหคน้อยลอยล่องพริ้วลอยมา เหมือนธาราไหลเอื่อยเฉื่อยเฉื่อยไหว เหมือนความรักชโลมดินให้สุขใจ ดังน้ำใสเรียกวิหคเคล้ากลิ่นดิน” หวังจวินขับกลอนเบาๆ มองดูทิวทัศน์ตามทาง วันนี้อากาศดีนักมองเห็นท้องฟ้าสดใส และยังมีเมฆบดบังดวงอาทิตเล็กน้อยทำให้อากาศนั้นเย็นสบาย ดูแล้วไม่เหมือนว่าเป็เที่ยงวัน
“สิ่งที่ท่านหวังกล่าวหมายถึงสิ่งใด” หยางอี้เฟยเอ่ยถามพร้อมทั้งเดินตามหวังจวิน โดยมีมือหนึ่งข้างกุมมือโจรสาวแซ่ซือ แต่ยังไม่ทันตอบเสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมา
“จะหมายถึงสิ่งใดน้องอี้ คงหมายแสดงว่าตนว่ามีภูมิความรู้ความสามารถกระมัง” โจรสาวสบถน้ำเสียงเข้มชัดเหมือนจะเค้นมันออกมาให้ผู้ถูกพาดพิงได้ยิน
“เอ่ คนเราร่ำเรียนมาถ้าไม่เอามาใช้มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า” หวังจวินตอบแต่ยังไม่หันกลับมามองยังคงเดินตามด่านสัตว์ต่อไปก่อนจะพูดต่อ
“บทกลอนเมื่อครู่ อาจารย์ข้าท่านเคยบ่นให้ฟังหนหนึ่ง เล่าถึงแดนดินอันต่อยต่ำ เพียงแต่วันหนึ่งมีบุญวาสนาได้ธาราไหลผ่านใช้ชุ่มชื่นแดนดินจึงอุดมสมบูรณ์ขึ้น และความอุดมสมบูรณ์นี้ได้ก่อให้นกน้อยที่สูงศักดิ์เทียบฟ้าลงมาเหยียบย้ำคลุกเคล้ากลิ่นดินหมายจะกินเม็ดงา บัดนั้นพสุธาที่ต่ำต้อยก็ตื้นตันสุดหัวใจ ที่อย่างน้อยวิหคฟ้าก็ผละแดน์ลงมาใกล้ชิดมัน” คราวนี้หวังจวินหันมาสบตาสาวสวยทั้งสอง โจรสาวและหญิงสาวที่ถูกชมพลันยิ้มเล็กน้อยก่อนที่หยางอี้เฟยจะพูดตัด
“แล้วอีกนานเท่าไหร่เราจะเจอโรงเตี้ยม”
“ใช่เ้าพาพวกเราวกวนมาสองวันแล้วนะ นอนกลางดินกินกลางทรายเช่นนี้อีกประเดี๋ยวคงไข้ป่าเข้าตัวแน่” โจรสาวสมทบคำ หวังจวินยิ้มเบาๆ เลื่อนหน้ามายังโจรสาวแซ่ซือพูดยิ้มๆ
“แล้วใครให้เรามีคนเจ็บเล่า จะวิ่งจะใช้วิชาตัวเบาก็ไม่ได้กลัวบางคนหลงทางตายในป่า” สิ้นเสียงหวังจวินหยางอี้เฟยก็ชู่เบาๆ แต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้วคนที่ถูกนินทาต่อหน้ามีอารมณ์ทันที
“ก็ได้เ้าก็ไปเลยสิ ไม่มีใครห้ามเ้าวิ่ง วิ่งสิไม่ต้องมาสนใจพวกข้าหรอก แค่น้องอี้เฟยคนเดียวก็ไม่มีโจรร้ายหน้าไหนมันทำร้ายพวกข้าได้” โจรสาวเอ็ดร้อง หวังจวินพูดต่อแววตาปกติ
“ฝีมือคุณหนูข้าน้อยไม่ปฏิเสธว่าสูงส่ง แต่หากมีคนเจ็บเป็ตัวถ่วง และมัวแต่ระวังคนเจ็บเกรงว่าจะเสียทียอดฝีมือ”
“ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นพวกเ้าก็ไปได้เลย ไม่ต้องมาสนใจข้าก็ได้ ข้ามันไม่ดีเองที่วู่วามเสียเหลี่ยมเ้าแก่นั้น ไปสิไปเลย!” โจรสาวพูดต่อพร้อมทั้งนั่งลงทันที นางหันหน้าค้อนไปทางอื่นโดยเร็ว สองวันมานี้หวังจวินชอบต่อล้อต่อเถียงโจรสาวนัก ทั้งยุแหย่แกล้งประชด แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้โกรธถึงเพียงนี้ ทั้งนี้คงเพราะสะสมมานานเนิ่นนาน และก็เดินมาหลายชั่วยามโดยไม่ได้กินอะไรคงเหนื่อยเกินทน
หยางอี้เฟยเองก็หันหน้ามายังหวังจวินขมวดคิ้วเป็เชิงตำหนิ หวังจวินก็ยกมือขึ้นยอมแพ้พร้อมทั้งะโลอยตัวไปเบื้องหน้าจนหายวับไป
“พี่ซืออย่าโกรธเลย ท่านหวังเพียงแค่ยุแหย่ท่านเล่นเท่านั้นอย่าได้ใส่ใจ ดูนั่นสิท่านหวังคงเร่งไปสำรวจเบื้องหน้า ประเดี๋ยวก็คงกลับมาแจ้งข่าวดีแก่ท่าน”
เป็เช่นหญิงสาวพูด สักครู่ใหญ่หวังจวินก็กลับมาพร้อมกับน้ำเต็มเต้า และยังมีซาลาเปาคู่หนึ่งยื่นให้ทั้งสอง
“ข้างหน้าอีกสามลี้มีโรงเตี้ยมประจำทาง ข้าจองห้องพักไว้แล้วเรารีบไปกันเถอะ” น้ำเสียงหวังจวินปกติ แต่ผู้ฟังอย่างโจรสาวกลับไม่ใช่นางพูดแย้งทันที
“ไม่จำเป็ พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พักที่เดียวกับเ้า เ้ากลับไปซะ พวกเราจะหาที่ใหม่กันเอง” สิ้นเสียงหวังจวินหยางอี้เฟยก็ถึงกับถอนหายใจทันที
“คุณหนูซือ เื่เมื่อครู่ข้าไม่ดีเองท่านอภัยให้ข้าเถิด ข้ายอมแล้ว”
“พี่ซือ รีบไปกันเถอะ เื่เก่าอย่าได้ไปสนใจเลยนะ” หยางอี้เฟยเสริมขึ้นบ้าง แต่โจรสาวก็หาได้ไหวติงยังคงนิ่งเฉยเสีย หวังจวินถอนหายใจก้อนใหญ่ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใช้ดัชนีจี้จุดนางทันที โจรสาวและหยางอี้เฟยก็ใแต่โจรสาวแซ่ซือก็ล้มไปแล้ว
หวังจวินอุ้มร่างนางขึ้นมาโอบกอดไว้ โจรสาวไม่อาจปริปากได้แต่มองตาปริบๆ หยางอี้เฟยเองก็เช่นกัน แต่ก็รู้จักนิสัยพี่สาวแซ่ซือคนนี้ดีจึงไม่ได้ว่าอะไรหวังจวิน
หวังจวินทะยานออกไปลอยล่องไปยังโรงเตี้ยมทันที ส่วนหยางอี้เฟยก็ติดตามไปติดๆ ไม่ห่างนักพร้อมทั้งมองยิ้มๆ ไปยังโจรสาวที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่ม
เมื่อมาถึง ผู้คนในเหล่าสุราข้างล่างต่างมุงมองมายังทั้งสามคน คนหนึ่งรูปหล่อท่าทางองอาจกล้าหาญ แววตาสีเหล็กดูมีพลังอำนาจและบารมีที่ได้เข้ามาก่อนหน้า ตอนนี้ชายหนุ่มกลับมาพร้อมกับคนอีกสองคน คนหนึ่งสวยสดงดงามในผืนดินต่างเทียบเคียงได้ยาก และอีกคนแม้เห็นเพียงแววตาก็รู้ได้ว่าเป็อีกหนึ่งหญิงงามที่ไม่เป็สองรองใคร พวกเขาในเหล่าสุรานี้ต่างไม่นึกว่าจะมีบุคคลทั้งสามมาพักในโรงเตี้ยมข้างทางเก่าๆ แบบนี้ได้
“เฒ่าแก่นำทางไปยังห้องพักที่จองไว้เมื่อครู่” สิ้นเสียงชายหนุ่มชายหัวล้านที่กำลังอ้ำอึ้งอยู่ก็พูดรับคำตะกุกตะกักก่อนจะพาเดินขึ้นไปยัง้าที่เป็ห้องพัก เมื่อถึงห้องสุดท้ายมุมขวาสุดมันก็หันกลับมา
“ถึงแล้วขอรับนายท่าน หากมีอะไรเรียกใช้ข้าน้อยได้ทันทีจะเร่งรีบแก้ไข อย่าได้เกรงใจนะขอรับ” ว่าแล้วมันก็เร่งฝีเท้าจากไปทันที แต่ก่อนจะไปก็เหลือบมองหยางอี้เฟยนิดหน่อย หญิงสาวเองก็ยิ้มให้เล็กน้อยทำเอามันหน้าแดงซ่านวิ่งหนีโดยเร็ว
“ท่านรีบคลายจุดแก่ท่านพี่เถอะ คงอึดอัดแย่แล้ว” หยางอี้เฟยพูดต่อสายตามองมายังหวังจวิน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องพร้อมทั้งวางโจรสาวลงบนเตียงและคลายจุดให้แก่นาง
“เ้าบ้า เ้าเป็ใครกันถึงกล้ามาแตะตัวข้าเ้าบ้าๆ” โจรสาวร้องลั้นมือตบไปยังหวังจวินจนเ้าตัวหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเ็ป ส่วนหยางอี้เฟยก็เข้ามาห้ามโดยเร็ว
“อูย มือท่านหนักนัก” หวังจวินครางเบาๆ ก่อนจะถอยออกไปเล็กน้อย หยางอี้เฟยเองก็ขมวดคิ้วให้โจรสาวนางถึงค่อยสงบลงก่อนจะหันมายังหวังจวิน
“แล้วท่านจะพักที่ไหน มีห้องอื่นอีกไหม”
“ไม่ต้องห่วงคุณหนู ต่อให้ไม่มีข้าก็นอนในถ้ำและนอนกลางดินมาั้แ่เด็กดังนั้น...”
“เ้าจะนอนข้างนอก” โจรสาวตัดขึ้น
“ปล่าวคุณหนูซือ ข้าจะนอนที่นี้แหละ ข้าไม่โง่ไปนอนตากน้ำค้างให้ไม่สบายตัวหรอก” ว่าแล้วหวังจวินก็เดินออกไป
“เชิญตามสบายข้าขอไปดื่มสุราสักไหสองไห เหนื่อยมาทั้งวันแล้วคนอะไรไม่รู้หนักกว่าพันชั่ง” สิ้นประโยคประตูก็ปิดลงเหลือแค่สองสาวในห้องเท่านั้น
“ดูเ้านั่นสิน้องอี้ คนอะไรกวนประสาทยิ่งนัก” โจรสาวบ่นอุบอิบ แต่หยางอี้เฟยก็พูดแย้งขึ้นและยิ้มเบาบาง
“ไม่หรอกพี่ซือ ท่านหวังแค่แหย่ท่านเล่น ความจริงแล้วท่านหวังจวินคงจะหาห้องพักได้แล้ว”
“ฮึ แหย่กับผีนะสิ สักวันเถอะเืจะกลบปากหาได้พูด”
หวังจวินลงมาสุเหล่าข้างล่าง เขาสั่งเหล้ามาสองไหกับแกล้มห้าอย่าง ผู้คนต่างจ้องมองและนินทาเขาไปมา บ้างก็ว่าเป็ยอดฝีมือนิรนามที่ตามหาคู่แค้น บ้างก็ว่าเป็โจรสวาทที่ชิงหญิงงามของยอดฝีมือคนนั้นคนนี้ในยุทธภพ บ้างก็ว่าเป็คนนอกด่านเข้ามาเพื่อปั่นป่วนยุทธภพ เขาทราบดีว่าเสียงนินทาเหล่านี้มีเพราะเขาดันมากับสาวงาม หากมาคนเดียวคงไม่ได้รับการนินทามากขนาดนี้ ชายหนุ่มรู้สึกเบื่อก่อนจะหยิบไหสุราเดินออกมาจากโรงเตี้ยม และะโขึ้นไปยังหลังคาเพื่อดื่มกิน
ส่วนโจรสาวและหยางอี้เฟยพวกนางต่างสั่งอาหารขึ้นมารับประทาน้าในห้องก่อนจะรักษาอาการาเ็ต่อด้วยลมปราณของหยางอี้เฟย โจรสาวนั้นบอบช้ำขึ้นอีกเพราะสองวันที่ผ่านมาเดินทางโดยไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ หวังจวินรู้ถึงเื่นี้ดีจึงหยุดการเดินทางั้แ่บ่าย
“พี่ซือเป็ยังไงบ้าง” หยางอี้เฟยถามขึ้นหลังจากที่วางมือลงและเข้าฐานพลังเมื่อถ่ายทอดพลังครบรอบ โจรสาวก็ออกจากสมาธิพร้อมทั้งคลายพลังจากแผ่นหลังก่อนตอบ
“พี่รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจเ้ามากนะ หลายวันมานี้เ้าเหนื่อยมากนัก” โจรสาวตอบก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับหยางอี้เฟยและเดินไปนั่งที่โต๊ะเก้าอี้กลางห้อง
“พี่ซือควรจะขอบคุณท่านหวังจวินมากกว่า ท่านหวังไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว คอยอยู่เฝ้ายามให้เราทั้งกลางวันกลางคืน” หยางอี้เฟยพูดต่อแววตาอ้อนวอน
“ฮึ เ้าบ้านั่นเพราะมันเห็นเ้าสวยและเป็คนตระกูลหยางต่างหากล่ะ ไม่งั้นมันคงเผยธาตุแท้อันโสมมออกมาแล้ว” โจรสาวตอบแววตาหงุดหงิดก่อนจะปลดผ้าคลุมหน้าออกมา
เมื่อหมดผืนผ้าปิดบังโฉมแลให้เห็นสาวสวยนางหนึ่ง ผิวของนางอิ่มเอิบริมฝีปากบางเบา ใบหน้ารูปไข่เข้ารูป เรียกได้ว่าเป็รองหยางอี้เฟยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หวังจวินและตั๊กโกว่เห็นนางในระยะที่ไกลและมืดพอสมควร จึงอาจเป็ไปได้ว่าไม่สามารถััความงามอันเลอค่าของโจรสาวแซ่ซือได้ หากเปรียบหยางอี้เฟยเป็หญิงงามหิมะที่เย็นเฉียบโจรสาวนางนี้ก็อาจจะเป็นางงามูเาไฟที่ร้อนระอุไม่ผิดทีเดียว
“พี่ซือมองท่านหวังในแง่ร้ายเกินไปน่ะ อี้เฟยว่าท่านหวังเป็คนดีโดยเนื้อแท้ แม้ว่าจะดูเหมือนมีความลับมากมาย แต่ก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรแน่”
โจรสาวได้ยินหยางอี้เฟยกล่าวเช่นนั้นต่อชายหนุ่มนางก็วางสายตาจับจ้องที่ใบหน้าสตรีหิมะทันที นางพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะพูดต่อ
“เ้าอย่าได้ไว้ใจไป แม้เ้าคนผู้นี้ดูเหมือนว่าเป็สุภาพบุรุษชน แต่ในโลกหล้านภาลัย ใจคนดิ่งลึกดุจมหาสมุทร ไม่อาจวางใจแค่เพียงพบกันเพียงไม่กีวัน”
“แต่อี้เฟยรู้สึกถูกชะตาคนผู้นี้ เหมือนเคยได้ยินชื่อและรู้จักเขาเมื่อยังเด็กแต่ยังไม่สามารถนึกทบทวนย้อนไปได้” หญิงสาวตอบพร้อมทั้งมองไปยังนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด
หวังจวินดื่มเหล้าหมดไปสองไหพร้อมกับแกล้ม แต่ดูเหมือนยังไม่อาจคลายข้อสงสัยที่ติดค้างในใจ ยังคงมีสีหน้าครุ่นนึกพิจารณาอยู่
‘สองวันที่ผ่านมาพวกนางไม่พูดถึงคัมภีร์นั่นเลย เป็ไปได้อาจเกี่ยวข้องกับเื่ที่ยังคงปิดบังเราอยู่ แต่เท่าที่ดูคำภีร์นี่ก็แค่วิชาดัชนีธรรมดาไม่ได้มีอะไรวิเศษ’ นึกแล้วชายหนุ่มก็ล้วงมันออกมาจากอกเสื้อเปิดดูอย่างถี่ถ้วนอีกหนหนึ่ง
คัมภีร์เล่มนี้ไม่มีอะไรที่ดูว่าเป็ของล้ำค่าเลย มันเขียนขึ้นด้วยกระดาษธรรมดาที่ฉีกเบาๆ ก็ขาด หมึกที่ใช้ก็ไม่ได้มีอะไรดี ส่วนเคล็ดวิชาด้านในยิ่งแล้วใหญ่ เป็ดัชนีของสำนักบู้อี้เหอที่มีขายตามท้องตลาดเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรโจรสาวก็ถึงกับยอมแลกชีวิตจะเอามันให้ได้ ด้วยเหตุนี้เองหวังจวินจึงสงสัยมานัก
‘เช่นนี้เราไม่ควรไว้ใจนางมากไป เื่ท่านอาจารย์ไว้ให้แน่ใจมากกว่านี้ค่อยพูดกับคุณหนูหยางดีกว่า’
ว่าแล้วหวังจวินก็เก็บมันเข้าไปในอกเสื้อและะโลงมาก่อนจะกลับเข้าไปในโรงเตี้ยม เขาสอบถามผู้คนในนั้นเล็กน้อยเกี่ยวกับตัวเมือง จึงได้ข้อสรุปว่า เดินทางต่อไปอีกครึ่งวันก็จะถึงเมืองฉงชิ่ง หวังจวินขึ้นไปหาสองสาวเพื่อแจ้งข่าวทันที
เมื่อเข้าไปเห็นสองสาวกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ คาดว่ากระดานหมากน่าจะให้เฒ่าแก่โรงเตี้ยมจัดหาให้ โจรสาวเองตอนนี้กลับมาคลุมหน้าแล้ว
“ข้ามีข่าวดีมาแจ้งแก่คุณหนูทั้งสอง” หวังจวินพูดตัดขึ้นแต่หยางอี้เฟยก็ตอบทันควัน
“ว่าอีกครึ่งวันเราจะถึงฉงชิ่ง” น้ำเสียงเธออ่อนโยนเช่นเดิม แววตากำลังแก้หมากโจรสาวแซ่ซือด้วยความรอบคอบ หวังจวินได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะรับรู้ถึงไหวพริบหยางอี้เฟยดี
“ดังนั้นแล้วพรุ่งนี้ พวกท่านไม่จำเป็ต้องตื่นเช้ามากนักพักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนข้าเองก็เช่นกัน แต่หากมีอะไรให้เรียกใช้ข้าอยู่ที่ห้องถัดไปอย่าได้เกรงใจ” ชายหนุ่มพูดต่อ
“แล้วค่ำนี้ท่านหวังจะมาดื่มกินเป็เพื่อนพวกเราไหม” หยางอี้เฟยพูดต่อแววตาคลายจากหมากล้อมมายังชายหนุ่ม โจรสาวเองก็ขมวดคิ้วจ้องมองสตรีหิมะ
“ไม่เป็ไร เชิญพวกท่านดื่มกินตามสบายข้าเหนื่อยมากนัก คาดว่าจะหลับนอนทันทีเมื่อเข้าห้อง” หวังจวินตอบพร้อมทั้งมองโจรสาว โจรสาวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมา แต่ก่อนที่หวังจวินจะก้าวออกจากห้องไป โจรสาวก็ดีดเม็ดบ้วยใส่ชายหนุ่มเป็เชิงหาเื่ แต่หวังจวินโคจรพลังร้อนเผาไหม้มันก่อนจะเข้าถึงตัว หยางอี้เฟยก็หันมาตำหนิพี่ซือของนางเบาๆ
“เ้าใส่ใจชายผู้นี้มากเกินไป” โจรสาวพูดขึ้นเมื่อหวังจวินออกไปแล้วพร้อมทั้งปลดผ้าบดบังใบหน้าออก
“พี่ซือต่างหากที่กังวลมากเกินไป หวังจวินผู้นี้ควรแก่การให้เกียรติ อี้เฟยรู้ว่าเขาเป็คนดี”
“เอาเถอะตามใจเ้า อ๊ะ เ้าหลอกให้ข้าพูดคุยแท้จริงแล้วหมายพิชิตหมากกลข้า” โจรสาวบ่นอุบอิบอีกหนหนึ่งเมื่อเห็นว่ากระดานหมากนั้นนางแพ้แล้ว หยางอี้เฟยก็ได้แค่ยิ้ม
และแล้วคืนนั้นก็ผ่านไป หวังจวินไม่ย่างเท้าเข้ามาแม้แต่คืบเดียวตามที่บอกไว้ หญิงสาวเองก็เช่นกันไม่ได้เรียกใช้ชายหนุ่มเพราะไม่มีธุระ หญิงสาวทั้งสองคนตอนนี้อยู่ในชุดเดิมแต่อาบน้ำชำระกายเรียบร้อยแล้ว และกำลังหารืออยู่ว่าจะทำอะไรดี
“เ้าคนดีของน้องอี้ยังไม่มาเลย ข้าว่าเขาคงเมาหัวราน้ำไม่ทันรู้ตัวรู้ตะวันกระมังว่าตะวันจะบ่ายหัวอยู่แล้ว” โจรสาวพูด
“อี้เฟยเดาว่าท่านหวังคงตื่นขึ้นนานแล้ว แต่คงมีธุระสำคัญ” น้ำเสียงหญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิดหรือมีอารมณ์ใดยังคงนิ่งเฉย
“เ้าก็เห็นใจมากเกินไป ประเดี๋ยวคนดีของเ้าจะได้ใจเคยตัวจนลามปาม” โจรสาวแย้งต่อ แต่เสียงที่แก้ต่างกลับเป็เสียงของหวังจวิน
“ข้าไม่นึกเลยว่าคุณหนูซือจะคิดถึงข้าพเ้ามากเพียงนี้ ถึงกับเก็บนำมาหารือกับคุณหนูหยางเทียว” สิ้นเสียงผู้พูดก็สืบเท้าเข้าห้องมาแล้ว หยางอี้เฟยก็หัวเราคิกๆ อย่างอารมณ์ดีแต่โจรสาวกลับเดือดขึ้นมาทันควัน
“วาจาจาบจ้วง ท่านกล้าลวนลามข้า” น้ำเสียงนางไม่พอใจ พลางยกนิ้วชี้หน้า หวังจวินเองก็แกล้งหลบและสะดุดไปสองสามก้าวร้องเบาๆ
“ดัชนีของท่านร้ายนัก ข้าน้อยขอยอมแพ้” พูดจบชายหนุ่มก็ทำสีหน้าอ่อนแอแลดูเหมือนาเ็ และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำจะยิ่งทำให้โจรสาวโมโหขึ้นอีก โจรสาวหันหน้ามายังสาวสวยที่ยิ้มเล็กๆ อยู่
“น้องอี้เ้าดูสิ”
“พอเถิดท่านหวังจวิน อี้เฟยขอร้อง” หญิงสาวหันมาพูดกับหวังจวินแต่ยังยิ้มอารมณ์ดีอยู่ หวังจวินก็ค่อยยันกายขึ้นพร้อมทั้งหันมาหาโจรสาวกล่าวพูดต่อว่า
“ท่านคิดถึงข้านานหรือไม่ ข้ามาแล้วเชิญคุณหนูบอกความในใจ” หวังจวินไม่หยุด
โจรสาวหมุนตัวชักกระบี่โดยเร็วหมายให้คมฟันคอหวังจวินให้ขาดสะบั้น แต่สตรีหิมะและชายหนุ่มกลับยิ่งนิ่งเฉยไม่ได้สนใจ จนคมกระบี่หยุดอยู่ที่ปลายคอหอยหวังจวิน
หวังจวินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะสืบเท้าเข้ามาหาโจรสาวพร้อมทั้งยื่นหน้ามาใกล้นางห่างเพียงคืบมือและพูดว่า
“ท่านแข็งแรงมากแล้ว เช่นนี้คงนั่งควบอาชาได้” น้ำเสียงของเขากลับมาราบเรียบปกติ ไม่ได้ก่อกวนเช่นเมื่อครู่
“ท่านซื้อมาจากนักเดินทางหรือ” หยางอี้เฟยถาม หวังจวินก็หันหน้าไปสบใบหน้าสวยกล่าวตอบทันที
“ไม่ผิด ข้าออกไปดักรอพวกนักเดินทางั้แ่เช้ามืด ผู้ใดมีม้าข้าก็เสนอซื้อมันในราคาดี ตอนนี้ก็ครบทั้งสามตัวแล้ว”
“ดีจริง อี้เฟยก็คิดว่าบางทีอาจจะหาซื้อม้าจากนักเดินทาง ไม่นึกว่าท่านหวังจะกระทำได้รวดเร็ว”
“ชื่นชมกันอยู่นั้น ข้าขอตัวละ” โจรสาวพูดตัดพร้อมทั้งเดินนำไปอีก หวังจวินยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะตามออกไปพร้อมสตรีหิมะ
พวกเขาควบม้าตัดผ่านเส้นทางที่เป็ทางเกวียนไป โดยมีหวังจวินรั้งท้ายขบวนให้ ส่วนสองสาวก็ควบม้าเคียงคู่คุยกันอย่างสนุกสนาน หยางอี้เฟยพยายามชักชวนหวังจวินให้ร่วมวงสนทนา แต่ชายหนุ่มพูดคุยเพียงชั่วครู่ก็ทิ้งระยะให้สองสาวพูดคุยกันเสียมากกว่า มีบางครั้งที่อาจจะหยุดเพื่อหารือในเส้นทาง เนื่องด้วยจากที่มีม้าการเดินทางจึงรวดเร็วขึ้น ทำให้ตอนนี้หวังจวินน่าจะอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองฉงชิ่งแล้ว พวกเขาตัดขึ้นป่าละเมาะป่าหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็เส้นทางขนส่งของสำนักคุ้มภัยทำให้เจอสองสามีตายายที่กำลังใช้ม้าลากเกวียนที่ขนฝืนอยู่
“ท่านผู้าุโ เมืองฉงชิ่งใกล้ถึงหรือยัง” โจรสาวเอ่ยถาม
“โอ้แม่หนู อีกนิดเดียวเท่านั้นพวกเ้ามุ่งไปด้านนี้แหละ เพียงอึดใจก็จะเจอลานกว้างและเห็นประตูเมือง” ผู้เป็สามีตอบ พวกหวังจวินและสองสาวกล่าวขอบคุณและเดินทางต่อ คราวนี้หวังจวินควบม้าขึ้นตีระนาบกับสองสาว
“ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายอี้เฟยเคยได้ยินว่ามีอาหารเลิศรสที่หอสุขฤดีอันเป็เ้าครัวเก่าวังหลวง ท่านหวังหากปราถนาก็แวะไปชิมได้”
“แล้วพวกท่านไม่ไปด้วยกันหรือ ของลือชื่อเช่นนี้ผ่านมาแล้วไม่ลองชิมนับว่าเสียเวลานัก”
“เ้าบ้า คุณหนูตระกูลหยางเป็ถึงสตรีสูงศักดิ์จะให้เข้าไปหอนางโลมเช่นนั้นนับว่าผิดนัก หากข่าวนี้รู้ถึงชาวยุทธจะเป็การเสื่อมเสีย” โจรสาวตวาดเบาๆ หวังจวินไม่ได้สนใจอะไรแต่ก็หันมาตอบโต้นางพอเป็พิธี
“คุณหนูซือเก่งกาจการแปลงโฉม เหตุฉไหนจะไม่เปลี่ยนหญิงงามเป็ชายรูปงามเล่า” ชายหนุ่มพูดจบหยางอี้เฟยก็หัวเราะขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“อี้เฟยก็นึกอยากจะขอร้องท่านให้พาเที่ยวเล่นแบบนี้สักครา”