ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

บทที่ 6 ตอนที่ 2 แมวสองหาง 2/2

    ‘เจ้านี่เนี่ยนะ ที่ทำให้ค่ายกลป้องกันของแปดตระกูลทำงานพร้อมๆ กัน’ ลุคมองไปยังแมวสองหางภายในมือของตนอย่างไม่อยากเชื่อ

        ‘จะบอกว่าที่ข้าไม่อาจพบกับ ท่านแม่ได้เป็นเพราะแมวตัวนี้เนี่ยนะ’ ลุคเริ่มจ้องมองไปยังแมวสองหางอย่างอารมณ์เสีย 

        ‘ใจเย็นก่อน เจ้าจะเชื่อที่เขาพูดทั้งหมดเลยงั้นหรอ’ อูหลินเฟิงรีบห้ามลุคทันที

        “เป็นเจ้าเองที่ก่อเรื่องภายในเมืองแห่งนี้งั้นเหรอ” อูหลินเฟิงหันไปหาแมวสองหาง

        “เหมี๊ยว” แมวสองหางร้องเสียงอ่อน ราวกับกำลังปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้ทำ

        “งั้นเหรอ”

        “นี่เจ้าเข้าใจที่มันพูดด้วยงั้นหรอ” กงซุนจ้าวถามทันที

        “ข้าเพียงแค่เข้าใจความรู้สึกของมันก็เท่านั้น” อูหลินเฟิงหันไปตอบกงซุนจ้าว แล้วถามต่อว่า “ถ้าเกิดพวกท่านได้ตัวมันไป คิดจะทำยังไงกับมันงั้นเหรอ”

        “ก็ต้องสังหาร มันเป็นอันตรายเกินกว่าที่จะปล่อยให้เดินเล่นภายในเมืองวิญญาณแห่งนี้” กงซุนจ้าวตอบ

        “เป็นผู้ดูแลเมืองนี้หรือไง ถึงมาตัดสินว่าใครควรโดนฆ่าไม่ควรโดนฆ่า” ลุคที่ไม่ชอบหน้ากงซุนจ้าวตั้งแต่ที่เห็นชุนของราชวงศ์จันทราทมิฬ  ในจังหวะที่ลุคพูดจบไม่ทันไร ก็ได้มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังขึ้นมาพร้อมๆ กับการปรากฏตัวของชายคนใหม่ แต่ทุกคนที่มาใหม่มีการแต่งตัวที่คล้ายกัน เป็นชุดองเมียวจิทั้งหมด

        “น้องกงซุน เจ้าจับมันได้หรือไม่” ชายผู้สวมชุดองเมียวจิสีเขียวถามกงซุนจ้าว

        “ยังไม่ได้พี่หวัง พอดีมีคนไม่ยอมมอบมันให้ข้า” กงซุนจ้าวตอบผู้มาใหม่

        “ใคร!!” ชายที่ถูกเรียกว่าท่านพี่หวังถามขึ้นมาเสียงดังพร้อมกับมองไปรอบๆ จนกระทั่งมองไปเห็นแมวสองหางที่ถูกอุ้มไว้ในมือของลุค และ มองไปยังใบหน้าของลุคและอูหลินเฟิงที่มีใบหน้าคล้ายกัน

        “พวกเจ้าคงเป็นดวงวิญญาณที่เข้ามาใหม่สินะ ถึงกล้าขว้างการทำงานของมือปราบภายในเมืองนี้” พี่หวังหันไปถามกับสองคนตรงหน้า มือของเขาจับไปยังกระบี่พร้อมที่จะชักมันออกมา ราวกับว่าถ้าหากอูหลินเฟิงและลุคยังคงปฏิเสธไม่ยอมมอบแมวสองหางให้อีกฝ่ายก็พร้อมจะลงมือทันที

        “ใจเย็นก่อน พี่หวัง น้องชายผู้นี้เป็นถึงผู้มีสายเลือดของราชวงศ์โชติช่วง” ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายกงซุนจ้าวกลับเป็นคนคลี่คลายสถานการณ์

        “หืออ?? สายเลือดของราชวงศ์โชติช่วง พวกตระกูลเฟิ่งหวงงั้นหรือ” พี่หวังถามขึ้นด้วยความสงสัย

อูหลินเฟิงไม่ตอบ แต่ว่ากลับสร้างเปลวเพลิงที่มีพลังของฟีนิกซ์ขึ้นมาบนมือ เสียงของวิหคร้องออกมาเมื่อไฟบนมือสว่างขึ้นมา แต่เปลวเพลิงสีฟ้าครามกับถูกจุดขึ้นมาเพียงไม่นานอูหลินเฟิงก็ดับไปลงไป

        “เปลวเพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์จริงๆ ด้วย ต้องขออภัยผู้มาเยือนอันทรงเกียรติ ข้าหวังจื่อฉีหัวหน้าผู้ตรวจการของเมืองวิญญาณแห่งนี้” หวังจื่อฉีแนะนำตัวเอง

        “ข้า แซ่อู นามหลินเฟิง” อูหลินเฟิงกล่าว มองไปยังในหน้าของหวังจื่อฉี ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของตระกูลหวัง หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ของหอคอยวิญญาณ

        “ข้าขอแนะนำให้เจ้ามอบตัวของแมวตัวนั้นมาดีกว่า มันเป็นตัวอันตรายต่อเมืองวิญญาณแห่งนี้” หวังจื่อฉีกล่าวออกมา

        “ดูเหมือนว่าทุกคนจะต้องการตัวเจ้ามากเลยนะ” อูหลินเฟิงหันไปมองแมวสองหางจากนั้นก็มองไปยังหวังจื่อฉีและกงซุนเมิ่ง ข้างหลังของพวกเขายังมีมือปราบที่สวมชุนองเมียวจิอีกหลายคน

        “ก็ได้ รับไป” อูหลินเฟิงเอื้อมมือไปจับที่แมวสองหาง ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตบริเวณมือของอูหลินเฟิงได้สร้างยันต์ออกมาหนึ่งใบติดไปยังแมวสองหาง ยันต์ใบนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงอุ้มแมวสองหางไปมอบให้กับหวังจื่อฉี

        ‘เฮ้ยเอาจริงดิ จะมอบให้พวกนั้นง่ายๆ เลยอ่ะนะ’ ลุคถามอูหลินเฟิงผ่านจิตวิญญาณ

        ‘เชื่อข้าเถอะน่า’ อูหลินเฟิงตอบ

        “เหมี๊ยว” แมวสองหางพยายามร้องปฏิเสธ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่โดนโจมตีมาก่อนหน้านี้ทำให้ไม่อาจดิ้นได้มากมายนัก จึงโดนส่งให้กับหวังจื่อฉีอย่างง่ายดาย

        “ถือว่าเจ้าฉลาด” หวังจื่อฉีกล่าว จากนั้นก็รับแมวมาแล้วยื่นให้กับลูกน้องที่ตามมา มือปราบคนอื่นจึงนำแมวนั้นไปใส่กรงไว้

        “ตัวอันตรายขนาดนี้ ท่านไม่คิดจะสังหารมันตั้งแต่ตอนนี้งั้นเหรอ” อูหลินเฟิงถาม หลังจากที่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สังหารแมวสองหางตั้งแต่ตอนที่ได้รับไปแต่กลับนำมันไปใส่ไว้ในกรงแทน

        “หลังจากนี้จะเป็นเรื่องของสำนักมือปราบ ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้า” หวังจื่อฉีกล่าว จากนั้นจึงหันไปหากงซุนจ้าว “ลำบากเจ้าแล้ว น้องกงซุนที่ต้องให้เจ้าช่วยไล่ตามแมวตัวนี้”

        “ไม่เป็นอะไร พี่หวัง ข้ายินดีช่วยอยู่แล้ว” กงซุนจ้าวตอบ

        “ไว้วันหลัง..ค่อยเลี้ยงเหล้าเจ้าแล้วกัน” หวังจื่อฉีกล่าว

        “ถือว่าท่านสัญญาแล้วนะ” กงซุนจ้าวกล่าว

        “ไว้เจอกันที่หอร้อยบุปผาแล้วกัน” จากนั้นหวังจื่อฉีก็ออกไปพร้อมกับแมวสองหาง

        “ท่านเองก็เป็นมือปราบของเมืองนี้งั้นหรือ” อูหลินเฟิงถาม

        “ก็ไม่เชิง ข้ากับพี่หวังสนิทกันจนบางครั้ง...ถ้าเกิดว่ามีเหตุการณ์ที่มือปราบไม่ธรรมดาไม่สามารถรับมือได้ พวกเขาจะมาขอให้ข้าช่วย ก็เหมือนครั้งนี้แมวตัวนั้นอันตรายเกินไป ต่อให้พี่หวังเป็นจักรพรรดิขั้นต้นเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจรับมือกับแมวสองหางได้ ข้าเลยต้องมาช่วย” กงซุนจ้าวกล่าว

        “ไหนๆ พวกเราก็ไม่มีเรื่องให้ต้องผิดใจกันแล้ว ท่านช่วยแนะนำเกี่ยวกับเมืองวิญญาณได้หรือไม่ แม้ว่าวิญญาณของข้ากับน้องชายจะโชคดีรอดมาถึงที่นี่ได้แต่ก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเมืองแห่งนี้เลย” อูหลินเฟิงกล่าว

        “ได้สิ ข้าขอเดาพวกเจ้าเพิ่งมาคงไม่มีศิลาวิญญาณกันใช่หรือไม่” กงซุนจ้าวถาม

        “ศิลาวิญญาณ?” อูหลินเฟิงถามราวกับไม่รู้เรื่องศิลาวิญญาณมาก่อน

        “ตามข้ามาก็แล้วกัน ข้าจะค่อยๆ อธิบาย” กงซุนจ้าวเดินนำไปยังเสาคงสภาพเขตแดน ลุคและอูหลินเฟิงจึงเดินตามไปตามว่าง่าย

        ‘นี่นายคิดจะทำอะไรเนี่ย? ไปผูกมิตรกับเจ้านั่นเนี่ยนะ แล้วยังมอบแมวตัวนั้นให้ง่ายๆ อีก’ ลุคถามอูหลินเฟิงผ่านวิญญาณด้วยความไม่เข้าใจ แต่ถึงจะไม่เข้าใจลุคก็ทำตามการกระทำของอูหลินเฟิงอย่างว่าง่าย

        ‘ข้าอยากที่จะยืนยันตัวตนของชายผู้นี้ ความน่าสงสัยของชายคนนี้มีเยอะมากเกินไป’

        ‘จะยืนยันอะไร ฆ่าไปเลยก็สิ้นเรื่อง’

        ‘ก็อยากจะทำแบบนั้นอยู่แต่ว่า กงซุนจ้าวผู้นี้สามารถตีสนิทกับหวังจื่อฉีได้ แล้วดูเหมือนว่าจะได้รับความไว้วางใจไม่น้อย เกิดสังหารเขาตอนนี้นอกจากจะเป็นศัตรูกับหวังจื่อฉีแล้ว ยังไม่รู้เกี่ยวกับกงซุนจ้าวผู้นี้อีก’

        ‘แล้วจะไปอยากรู้เรื่องของกงซุนจ้าวทำไม’ ลุคถาม

        ‘ข้าอยากรู้ความคิดและเป้าหมายของเขา ว่ามันจะเป็นอันตรายต่อเมืองวิญญาณหรือไม่’ อูหลินเฟิงกล่าว

        ‘เป้าหมายก็สมควรจะเป็นหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ไม่ใช่หรอ’ ลุคถาม

        ‘อาจเป็นเป็นไปได้ แต่ว่ากงซุนจ้าวจะรู้ได้ยังไงว่ามีหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ภายในเมืองแห่งนี้ อีกอย่างเขาอาจไม่รู้จักเสวี้ยเจ๋อเลยด้วยซ้ำ’ อูหลินเฟิงบอก

        ‘รู้ได้ยังไงว่า เจ้านั้นไม่รู้จักเสวี้ยเจ๋อ’ ลุคถาม

        ‘สองอย่าง หนึ่งจากการที่เจ้านั้นไม่รู้จักใบหน้าของเรา แดนจันทราโลหิตต้องมีบัญชีรายชื่อของคนที่เป็นอันตรายต่อพวกมัน แต่มันกลับไม่รู้จักข้าที่ทำลายแผนการของเสวี้ยเจ๋อไปหลายครั้ง

        สองข้าดูจากระดับพลังของเขา การที่จะเข้ามาภายในแดนเทพรกร้างระดับที่จะเข้ามาได้อย่างปลอดภัยคือนักสู้ระดับหกและจอมยุทธ์ แต่กงซุนจ้าวผู้นี้มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาภายในแดนเทพรกร้างตั้งแต่การเปิดครั้งก่อน จากนั้นก็ได้ตายลงไป แต่ตายตอนที่มีพลังวิญญาณสูงจึงสามารถคงสภาพดวงวิญญาณจนสามารถเข้ามาในที่แห่งนี้ได้’ อูหลินเฟิงตอบ

        ‘เลยคิดจะตีสนิทเพื่อหาเป้าหมายของเขางั้นหรอ’

        ‘ใช่ ถ้าเกินว่าเขากลายเป็นคนของเมืองนี้และทำทุกอย่างเพื่อเมืองแห่งนี้จริงๆ แล้วละก็ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสู้กับเขา’ อูหลินเฟิงตอบ ถ้าหากว่าการที่อีกฝ่ายไล่ล่าแมวสองหางเพื่อป้องกันไม่ให้พลังวิญญาณที่คงสภาพเมืองเสียหาย ก็ถือว่าเขาเป็นคนที่ทำเพื่อเมืองวิญญาณ จะไปสังหารเพราะว่าอีกฝ่ายมีสกุลกงซุนไม่ได้

        ‘คิดว่าที่พวกนี้พูดมาเป็นความจริงทั้งหมดไหม’ อูหลินเฟิงถาม

        ‘ไม่รู้ แต่ต่อให้พวกนั้นพูดจริงก็ไม่เชื่อ’ ลุคตอบ

        ‘เข้าเองก็ไม่เชื่อพวกนั้น ทั้งๆ ที่ปากบอกว่าต้องการสังหารแมวตัวนั้น แต่กลับจับแมวตัวนั้นไปแบบเป็นๆ เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าที่ต้องการแมวตัวนั้นไป ไม่ได้เพื่อต้องการสังหารแต่ต้องการนำไปใช้รูปแบบอื่น’

        ‘แล้วเมื่อกี้ทำไมถึงให้ไปง่ายๆ??’ ลุคถาม

        ‘ข้าได้ติดยันต์วิญญาณ ไว้ที่แมวสองหางแล้ว หากว่ามันมีอันตรายถึงชีวิตยันต์นั้นจะช่วยชีวิตมันไว้ และ ข้ายังจะสามารถรับรู้สถานการณ์ต่างๆ ผ่านมันได้ด้วย’ อูหลินเฟิงบอกการที่ยอมให้แมวสองหางไปง่ายๆ หากพวกนั้นไม่สังหารแมวสองหางและพามันไปด้วย จะทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ภายในของพวกมือปราบภายในเมืองวิญญาณได้

        ‘อย่างนี้นี่เอง’ ลุค พูดออกมาเหมือนจะ เข้าใจมากขึ้น

ในที่สุดกงซุนจ้าว ก็ได้เดินนำทั้งสองคนมาถึงเสาร์คงสภาพเขตแดน

        " ภายในเมืองแห่งนี้จะคงสภาพได้โดยการที่ดวงวิญญาณทุกดวงจะคอยแบ่งพลังวิญญาณของตนเองให้กับเมืองแห่งนี้ โดยผ่านเสาคงสภาพ แต่ละต้นที่อยู่ภายในเมืองเจ้าเห็นลูกแก้วที่อยู่ติดกับเสาหรือไม่ ขอเพียงส่งพลังวิญญาณเข้าสู่ลูกแก้ว ก็จะสามารถมอบพลังวิญญาณแก่เมืองได้ และสาวคงสภาพก็จะตอบแทนด้วยการให้ ศิลาวิญญาณ เพื่อนำไปจ่ายภายในเมืองแห่งนี้"กงซุนจ้าวกล่าว พร้อมกับชี้ไปยังเสาวิญญาณที่มีดวงวิญญาณหลายดวงกำลังมอบพลังวิญญาณแก่เสา

        "โห น่าสนใจจริงๆ งั้นข้าขอลองดูหน่อยแล้วกัน"อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับเดินไปยังเสาคงสภาพเขตแดน จ้องมองคนก่อนหน้าที่มอบพลังวิญญาณแก่เสาคงสภาพ

        “ได้มาห้าก้อนเอง” ดวงวิญญาณที่มอบพลังวิญญาณได้บ่นออกมา

        “สิบก้อนก็ยังดี ข้าได้มาแค่เจ็ดเอง” ดวงวิญญาณที่พลังวิญญาณต่ำบ่นออกมาเมื่อไม่สามารถได้ศิลาวิญญาณมาเยอะกว่านี้ อูหลินเฟิงมองภาพนั้นอย่างสนใจ

        “ลองดูหน่อยแล้วกัน” อูหลินเฟิงเอื้อมมือไปสัมผัสกับลูกแก้วที่อยู่หน้าเสาคงสภาพ จากนั้นพลังวิญญาณมากมายไหลเข้าไปยังลูกแก้ว พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งดึงดูดความสนใจของดวงวิญญาณรอบๆ ไม่น้อย มีดวงวิญญาณจำนวนมากจ้องมองอย่างสนใจ

กงซุนจ้าวจ้องมองอย่างสนใจ ปกติแล้วเสาคงสภาพเขตแดนจะนำพลังวิญญาณออกไปหนึ่งส่วนจากสิบส่วนเพื่อไม่ให้กระทบกับดวงวิญญาณ ยิ่งเสาคงสภาพได้รับพลังวิญญาณมากเท่าไหร่ก็จะมอบหินวิญญาณให้มากเท่านั้น โดยส่วนมากดวงวิญญาณระดับราชันแบบอูหลินเฟิงจะได้รับศิลาวิญญาณประมาณหนึ่งร้อยก้อน ระดับจักรพรรดิแบบกงซุนจ้าวก็ประมาณสามร้อยก้อน

        ‘ขอดูพลังวิญญาณของเขาหน่อยก็แล้วกัน' การมอบพลังวิญญาณนั้นสามารถใช้ในการตรวจสอบพลังของดวงวิญญาณได้อีกด้วย เพราะว่าทุกครั้งมันจะรับพลังวิญญาณเพียงแค่หนึ่งในสิบของทั้งหมด จะไม่รับเกินไปกว่านี้ หมายความว่าหากได้กับศิลาวิญญาณมาเยอะ พลังวิญญาณของอีกฝ่ายก็จะเยอะตามไปด้วย

..

..

จบตอน

คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน