ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่232 ยอมจำนน

“ถ้าฉันรอดไปได้ล่ะก็ แกตายแน่ไอ้ชาติหมา!” อิทธิลืมความเจ็บปวดที่ถูกทำร้ายไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจ้องหลานชายที่เขาไว้ใจด้วยความรู้สึกเจ็บช้ำ มันแน่นอก จุกไปถึงลิ้นปี่

“จะรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ไอ้หมาแก่อย่างแกนี่มันปากดีจริงๆ” เวหาหัวเราะว่า ก่อนจะกวาดตามองหน้าเจมส์พลางยิ้มบาง “ส่วนแก...ไม่รู้ว่าแกเป็นใครหรอกนะ ต่อให้มีบอดี้การ์ดเป็นพวกหัวล้านคุ้มครองก็เท่านั้น ตอนนี้พ่อของฉันมาแล้ว เขามาพร้อมกับอาวุธปืนครบมือ...ชนิดที่ว่าเป็นปืนกลและระเบิดมือ ของกากๆ ที่อิทธิมีเทียบไม่ได้ ดังนั้นฉันเลยอยากให้แก..."

เวหาพูดไม่ทันขาดคำก็ถูกตบเข้าที่หน้า

ปากของเขาบวมเจ่อ ฟันสามซี่หลุดไปอยู่ที่พื้น ใบหน้าฉายแววไม่อยากจะเชื่อ

“เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ มาพร้อมกับอาวุธปืนเหรอ แล้วยังไง...ผมจำเป็นต้องกลัวไหมไม่ทราบ” เจมส์สะบัดมือเพียงเล็กน้อยตบหน้าลูกหลานมาเฟียอีกทีหนึ่ง หุ่นแบนเนอร์ไม่ได้ล็อกตัวเวหา เมื่อถูกฝ่ามือนั้นตบเข้ากลางหน้าร่างกายก็บิดพลิ้ว ล้มไปกระแทกเข้ากับโซฟา

“นี่แก...” อิทธิยังมีลมหายใจอยู่ คราวแรกเขาคิดว่าเจมส์เป็นแค่เด็กอมมือที่ต้องมีคนคอยปกป้อง ทว่าจากภาพที่เห็น เขามีความแข็งแกร่งไม่ต่างจากบอดี้การ์ดหัวล้าน

“มึงกล้าตบหน้ากู...มึงกล้าตบหน้ากู...” เวหาเริ่มน้ำตาคลอเบ้า เลือดแดงสดเปื้อนเต็มริมฝีปาก ยามที่เขาอ้ามันออกกว้างจะเห็นฟันหน้าหายไปสามซี่

“แล้วไง” เจมส์เดินเข้ามาใกล้ ยกเวหาขึ้นจากพื้นด้วยมือเพียงข้างเดียว

“พ่อกูฆ่ามึงแน่ หลังจากที่พ่อกูมาถึงที่นี่ มึงจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย!” เวหาหวาดกลัวจนตัวสั่นก็จริง แต่เพราะการมีอยู่ของคุณพ่อ เขาจึงกล้าทำตัวกร่าง วางท่าเป็นมาเฟียที่ทุกคนต้องกลัวเกรง

“โอ้...ผมกลัวตายล่ะ แต่อาศัยฝีมือแค่นั้นคิดว่าจะทำอะไรผมได้ น่าตลกนะว่าไหม ในสายตาของผม มาเฟียอย่างพวกคุณก็แค่...เด็กอมมือเล่นขายของ” เจมส์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าเฉยชา ดวงตาคมเข้มมองชายตรงหน้าอยู่ในระดับต่ำกว่า

“เดี๋ยวมึงก็จะรู้ว่ามาเฟียอย่างกูทำอะไรได้บ้าง และหลังจากที่กูฆ่ามึงได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องหรือพ่อแม่มึงก็จะถูกกูฆ่า ไม่เว้นแม้แต่แฟนของมึง กูจะโยนมันเข้าไปในซ่อง....อ๊ากกก!” เวหาที่กำลังอวดเก่งอยู่ๆ ก็ร้องแหกปากลั่น เขาถูกโยนขึ้นไปเหนือพื้นราว 3 เมตร พอใกล้ตกลงมาก็ถูกเท้าข้างหนึ่งของเจมส์เตะเข้าที่อวัยวะเพศกลางหว่างขา

เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากกางเกง ใบหน้าบิดเบี้ยว ร้องไห้ไม่เป็นภาษา ไม่เหลือเค้ามาเฟียหยิ่งผยองอีกต่อไป

ภาพดังกล่าวทำให้เส้นด้ายตกใจกลัวจนเผลออาเจียนออกมา ข้าวเองก็เช่นกัน

เธอไม่คิดเลยว่าตัวตนที่ลึกลับของเจมส์จะน่ากลัว แข็งแกร่งทรงพลังถึงขนาดนี้ ทำให้หัวใจของเธอเริ่มสั่นไหว เต้นเร็วขึ้นผิดจังหวะ

ขณะเดียวกันเสียงปืนจากด้านนอกดังขึ้น ตามด้วยเสียงระเบิดมือตู้มต้าม

แต่มันแค่ครู่เดียวแล้วทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

อิทธิเอามืออุดบาดแผลห้ามเลือดจากกระสุนปืนที่ฝังลึกเข้าไปข้างใน ดวงตากวาดมองสภาพในบ้าน หาปืนที่วางตกอยู่บนพื้นเพื่อพลิกผันสถานการณ์ แต่แล้วเขากลับไม่มีเวลาอย่างว่า ประตูบ้านถูกเปิดตามด้วยเสียงย่ำเท้าหลายคู่เดินเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง

อิทธิยกศีรษะขึ้นไปดู คิดว่าต้องใช่พ่อของเวหาแน่ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะคิดแบบนั้น

ต่อให้คนของเจมส์ที่อยู่ด้านนอกเก่งกล้า อาศัยร่างกายเปลือยเปล่าจะสู้กับปืนกลหรือระเบิดมือได้ยังไง

แต่แล้วสีหน้าของอิทธิพลันบิดเบี้ยว ชายที่เดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มชายชุดดำไม่ใช่คนของเวหา แต่คือบอดี้การ์ดหัวล้านที่เข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ

“เจ้านาย ขอโทษที่ทำให้เสียงดัง พอดีเมื่อครู่หนูมันดันเข้ามาพวกผมก็เลย...กำจัดไปซะ หวังว่าเจ้านายจะไม่ว่าอะไรนะครับ” หุ่นแบนเนอร์รายงาน ร่างกายปราศจากบาดแผล

“ตามสบาย” เจมส์มีสีหน้าเรียบเฉย

หุ่นแบนเนอร์เมื่อได้ยินก็ผ่อนคลายลง

พวกเขากลัวว่าจะทำให้เจ้านายไม่พอใจ เพราะคำสั่งที่ได้รับก็แค่คอยตรวจสอบคนที่คิดเข้ามาหรือออกไปเท่านั้น

“อะไรนะ...จัดการแล้วเหรอ มันเป็นไปได้ยังไง พวกแกจัดการคนที่มีอาวุธครบมือได้ยังไง” อิทธิเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ถึงแม้พ่อของเวหาจะด้อยกว่าเขาในเรื่องเส้นสายแต่อาวุธเถื่อนที่มีไว้ในครอบครอง ก็ไม่สามารถดูถูกได้

อีกทั้งเสียงปืนและเสียงระเบิดเมื่อครู่ยังดังไม่ได้หยุดพัก ดูก็รู้ว่าสู้กันดุเดือดเลือดพล่าน

ทำไมถึงบอกว่าจัดการได้ง่ายๆ ละ แปลกเกินไปแล้ว

“อาวุธของเด็กเล่นพวกนั้น เอาไว้ขัดฟันก็พอแล้วมั้ง ส่วนระเบิดนั่นก็แค่พลุไฟ ไม่เห็นว่ามันจะอันตรายตรงไหน พูดอย่างกับว่ามันสามารถคุกคามเราได้งั้นแหละ” หุ่นแบนเนอร์ยักไหล่ ทำเหมือนกับว่าศึกอันยากลำบากไม่ต่างจากการขัดขี้ฟันในปาก

อิทธิไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูด

ตัวประหลาดพวกนี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว มิน่าชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำถึงได้ไม่กลัวเกรง

มาเฟียสำหรับเขาก็แค่เด็กทารก

ข้าวและเส้นด้ายถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระ

เมื่อไร้สิ่งพันธนาการร่างกายข้าวโผลเข้าไปกอดเจมส์ พร้อมกับร้องไห้งอแง

“คุณมาที่นี่ทำไม” ถึงตอนนี้แล้วเส้นด้ายยังทำปากเก่ง ทั้งที่กลัวจนแทบบ้า

“ก็เพราะคุณเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทผม มันก็เท่านั้นเอง อีกอย่างเพราะข้าว...ผมเลยไม่สามารถนิ่งดูดายได้” เจมส์ลูบหัวผู้จัดการคนสวย จ้องมองเจ้าของสวนด้วยความเฉยชา

“เปล่าประโยชน์ ต่อให้คุณทำดีกับฉันยังไงก็ตาม สวนฉันไม่มีทางขายให้หรอกนะ ฮึ่ม!” เส้นด้ายมีจุดยืนชัดเจน กระทั่งตอนนี้ยังไม่สั่นไหวแม้จะเผชิญกับอำนาจมืด

“ไม่ขายก็ไม่ขาย แต่คุณควรจะรู้ไว้ ถ้าหากวันนี้ผมไม่ได้มาที่นี่ สภาพของคุณที่ตกไปอยู่ในมือของมาเฟีย...มันคงไม่น่าดูเท่าไหร่หรอกจริงไหม”

เขาเอื้อมมือไปเชยคางที่กำลังสั่นของเธอขึ้นมา เส้นด้ายปัดมือนั้นลง น้ำเสียงเย่อหยิ่ง

“งั้นมันก็คงเป็นกรรมของฉัน ฉันจะต้องผ่านมันไปด้วยตัวเอง!“

เจมส์ถอนหายใจครู่หนึ่ง แล้วก้มมองข้าวที่อยู่ในอ้อมอก “นี่คุณข้าว หยุดร้องไห้ถอยออกไปก่อนนะ ผมมีธุระต้องจัดการ”

“ค่ะ...ขอบคุณนะคะท่านประธานที่เข้ามาช่วย ขอบคุณจริงๆ”

“ไม่เป็นไร หยุดร้องไห้ได้แล้ว เดี๋ยวไม่สวยนะ”

เจมส์เช็ดน้ำตาให้เธอพร้อมกับมอบรอยยิ้ม

ข้าวพยักหน้า ผงกศีรษะว่าจะไม่ร้องไห้แล้ว

จากนั้นชายหนุ่มเดินไปหาอิทธิและเวหา ทั้งสองถูกลากมาไว้ที่กลางบ้าน

นอกจากนั้นยังจับตัวคนที่คาดว่าเป็นพ่อของเวหาจากข้างนอกเข้ามา สภาพเขาค่อนข้างแย่กว่าอิทธิ ขาหายไปหนึ่งข้าง ไม่รู้ว่าโดนระเบิดหรืออะไรมา แต่คงรอดชีวิตได้ยาก

หุ่นแบนเนอร์วางเอกสารบางอย่างไว้ตรงหน้าทั้งสามคน พร้อมกับโยนตราประทับลงไป

เจมส์นั่งลงบนโซฟาตัวสีแดง ก้มมองมาเฟียด้วยหางตา

“ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย แต่ที่ดินที่พวกคุณครอบครองอยู่ มันดันมาอยู่ใกล้กับบริษัทของผมเกินไป ผมกลัวว่าในอนาคตคุณจะใช้เหตุผลร้อยแปดมาบีบบังคับเหมือนกับที่ทำกับสวนมณีรัตน์และชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็เลยอยากจะตัดไฟแต่ต้นลม เซ็นสัญญาโอนมอบอำนาจที่ดินผืนนั้นให้ผมซะ แล้วเรื่องวันนี้ผมจะทำเป็นมองไม่เห็น”

ทำเป็นมองไม่เห็น...เหอะเหอะ คำพูดแบบนี้อิทธิเคยใช้กับคนอ่อนแอมาลายครั้ง แต่ไม่นึกเลยว่าคราวนี้จะถึงคิวของตัวเอง ทั้งยังอยู่ในบ้านเขาด้วย

มาเฟียกลายเป็นไร้อำนาจ กระทั่งอยู่ในรังก็ไม่สามารถโต้ตอบ

แม้แต่ผิวของอีกฝ่ายยังไม่อาจสร้างรอยแผล น่าสมเพชเกินไปแล้ว

“มูลค่าที่ดินผืนนั้นทั้งหมดราวๆ 100 ล้านบาท ผมเซ็นให้คุณได้ก็จริง แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมอยากขอร้อง...” อิทธิยังเป็นหมาแก่เจ้าเล่ห์ แม้จะในเวลานี้ก็ตาม

“ว่ามาสิ คนอย่างผมใจกว้างอยู่แล้ว”

“ขอให้ผมได้ฆ่า...” เขาจ้องมองเวหาที่สลบไปด้วยความแค้นใจ ความรู้สึกที่สูญเสียลูกชายยังจุกแน่นในอก

“แล้วแต่คุณเลย เรื่องนี้ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่คุณสมควรจัดการด้วยตัวเอง” เจมส์ไม่อยากมือเปื้อนเลือด ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอทำไมถึงต้องปฏิเสธ

“ขอบคุณ...” อิทธิขยับร่างกาย เซ็นเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วปั้มตราประทับด้วยนิ้วมือ

ส่วนพ่อของเวหาสลบเหมือดไปนานแล้ว เพราะเสียเลือดมาก เขาไม่สามารถเซ็นเอกสารได้แต่รอยนิ้วมือก็ถูกประทับตราลงบนเอกสาร หนังสือฉบับนั้นถูกวางไว้ในมือของเจมส์

หลังจากอ่านได้ครู่หนึ่งเขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ลุกขึ้นยืน ในสภาพสวมชุดนอนและรองเท้าแตะ

อิทธิมองกลุ่มคนที่เดินออกจากบ้านไปก่อนจะถอนหายใจ

จบแล้วสินะ ฝันร้ายคืนนี้...

ตั้งแต่เป็นมาเฟียมาอิทธิไม่เคยหวาดกลัวใครเท่านี้มาก่อน

ไม่ต้องสูบซิการ์ ดื่มไวน์ราคาแพงยกระดับฐานะ หรือแต่งตัวด้วยชุดสูทสีดำ แค่ชุดนอนกับรองเท้าแตะใส่ในบ้าน ก็มีความน่าเกรงขาม โดยไม่ต้องพยามไปสร้างภาพลักษณ์ให้น่ากลัว

“พวกแก...” อิทธิลุกขึ้นยืน พยายามใช้มือที่กระดูกแตกหักอุดบาดแผลขาอย่างยากลำบาก เขาเดินไปหาร่างของสองพ่อลูกที่นอนราบบนพื้นด้วยความโกรธแค้น...