เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 146 นาบตรา

            “พวกเจ้าจะทำอะไร?”

            ไป๋เจ๋อตะโกนอย่างกังวล เมื่อเห็นผู้คนหยุดอยู่ตรงนั้น

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยเหลือบมองไป๋เจ๋ออย่างเย็นชาด้วยสีหน้าสมเพชตอนนี้ไป๋เจ๋อไม่มีทางให้หลบหนีแล้ว เขาคิดว่าตัวเองฉลาดเฉลียวแต่ที่จริงช่างโง่เขลานัก 

            “ถ้าข้าอยู่ที่นี่ จะไม่มีใครสามารถเข้าไปได้”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวอย่างไม่แยแสด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยองและหนักแน่น

            หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าเวิ่นอ้าวเสวี่ยจะบ้าระห่ำเช่นนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้ชายที่สวยราวกับหญิงสาวผู้นี้

            สีหน้าของไป๋เจ๋อตอนนี้ดูแข็งทื่อเมื่อเห็นหลินเฟิงไม่ได้รีบร้อนฆ่าเขา แต่เขากลับหยิบดาบอ่อนขึ้นมาแล้วก้าวไปหาไป๋เจ๋ออย่างเชื่องช้า

            “เจ้าต้องการอะไร?” ไป๋เจ๋อกล่าวด้วยเสียงติดขัดจนริมฝีปากซีดขาวราวกับกระดาษ

            “อย่ากังวลเลย ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาทำให้ไป๋เจ๋อสับสน จากนั้นรอยยิ้มไม่แสแยพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเฟิง “พวกเจ้าชนชั้นสูง ชอบประทับตราทาสลงบนใบหน้าของเหล่าทาส หลังจากประทับนาบตราแล้วชีวิตของเหล่าทาสนั้นต่างไม่มีอิสรภาพ งั้นข้าก็จะทำเช่นเดียวกันจากนั้นเกียรติยศอันน่าภาคภูมิใจของชนชั้นสูงหลังจากประทับนาบตราแล้วมันก็เป็นได้แค่คนชั้นต่ำคนคนหนึ่งเท่านั้น”

            มุมปากของไป๋เจ๋อกระตุก หลินเฟิงจะประทับตราทาสลงบนใบหน้าของเขา? กลายเป็นทาสผู้ต่ำต้อย? นี่หรือวิธีที่เขาจะทำมัน

            “พวกเจ้าไม่ได้ยินเหรอ ยังไม่รีบมาช่วยข้าอีก!”

            ไป๋เจ๋อกลั้นอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ จนต้องตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

            ด้านนอกกรง ขณะที่ฝูงชนก้าวเดิน กลับเห็นชุดคลุมยาวและผมยาวปลิวไปตามสายลมมีจิตสังหารออกมาจากร่างนั้นจนพวกเขารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก

            “หากก้าวมาอีกสามก้าว ข้าจะชักดาบอกมา และเมื่อใดที่ข้าชักดาบออกมาเมื่อนั้นจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น!”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่กลับทำให้ผู้คนที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงักและไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาอีก

            “ไม่มีใครหนีพ้นผลกรรมจากความชั่วของตนไปได้”

            เจตจำนงแห่งดาบอันทรงพลังพรั่งพรูจากร่างของหลินเฟิง จนทำให้ไป๋เจ๋อชะงักค้างในท้ายที่สุดเหล่าคนที่อยู่ด้านนอกต่างก็รู้สึกผิดหวังไปตามๆ กัน

            “ถ้าเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะให้หินหยวนจำนวนมากแก่เจ้าแม้กระทั่งเคล็ดวิชาและทักษะการต่อสู้”

            “ให้ข้า?”

            หลินเฟิงหัวเราะเยาะ เมื่อนานมาแล้วชนชั้นสูงต่างคุ้นเคยกับการวางตัวหยิ่งยโสแม้กระทั่งตัวเองก็ไม่รู้ถึงสภาพที่เป็นอยู่ของตัวเอง

            “ปล่อยเจ้าไป แล้วเจ้าจะให้หินหยวนกับเคล็ดวิชาและทักษะการต่อสู้แก่ข้า?”หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นช้า “เจ้าคิดว่าข้าโง่เหรอ!”

            สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่สามารถปล่อยไปได้ ความแค้นนี้ตระกูลไป๋จะไม่ลืมอย่างเด็ดขาดและจะไม่ปล่อยหลินเฟิงไปง่ายๆ แน่นอน

            ส่วนหลินเฟิงหากไม่ทำลายตระกูลไป๋ให้สิ้นแล้ว หานหมานและทาสผู้ฝึกยุทธ์ของนิกายหยุนไห่เหล่านั้นพวกเขาต่างต้องถูกประทับนาบตราและกลายเป็นทาสซึ่งไม่รู้ว่าท่ามกลางลานประลองเชลยนี้ได้มีคนตายไปมากเท่าไรแล้ว

            หลินเฟิงและตระกูลไป๋จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตาย เพราะเขาทำเช่นนี้ในฐานะประมุขของนิกายหยุนไห่ 

            เมื่อไป๋เจ๋อได้ยินคำพูดของหลินเฟิง สีหน้าของเขาก็เผยให้ถึงความพยาบาท

            “ถ้าเจ้ากล้าทำร้ายข้า ตระกูลไป๋จะทำให้เจ้าได้ตายอย่างสยดสยองแน่นอน”

            “อย่างที่คิด เจ้ามันก็แค่ไอ้โง่คนหนึ่งเท่านั้น” หลินเฟิงดูถูกไป๋เจ๋ออีกครั้งทันใดนั้นได้มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ในตอนนี้ได้ปรากฏคำว่า ‘ทาส’ บนใบหน้าของไป๋เจ๋อแล้ว

            ไป๋เจ๋อกุมหน้าไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของเขา เลือดสดๆ ไหลผ่านร่องนิ้วอย่างต่อเนื่องทว่าหลินเฟิงเพียงมองอย่างไม่แยแส ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกใดๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจของเขาเลยว่ามีหรือไม่

            ด้วยวิธีนี้มันไม่มากเกินไปสำหรับเศษสวะพวกนี้

            หลินเฟิงใช้ดาบยาวตัดนิ้วมือและนาบตราทาสบนใบหน้าของไป๋เจ๋อ

            ดาบยาวของหลินเฟิงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จากนั้นสักครู่คำว่า ‘ทาส’ บนใบหน้าของไป๋เจ๋อเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น แต่พอเวลาผ่านไปใบหน้าของไป๋เจ๋อก็โชกไปด้วยเลือดสีแดงฉาน

            ไป๋เจ๋อในตอนนี้ดูน่ากลัวเหมือนผี จากนั้นเขาก็ชักจนเป็นลม แล้วร่างของเขาก็ล้มลงกับพื้น

            “ช่างเป็นวิธีที่โหดเหี้ยมยิ่งนัก เป็นคนรุ่นเยาว์ที่เฉียบขาดเหลือเกิน!”

            บรรยากาศรอบๆ กลายเป็นเงียบงัน สายตาของฝูงชนต่างจดจ้องมาที่ลานประลองเชลยราวกับถูกสะกดจิต

            การต่อสู้ในวันนี้ถือว่าเป็นการต่อสู้อย่างแท้จริง พวกเขาไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้มาก่อน

            แววตาของหลินเฟิงยังคงเย็นชา ดาบยาวก็ยังคงอยู่ในมือ เขาค่อยๆ หันมาแล้วกล่าวด้วยโทนเสียงต่ำว่า“ไปกันเถอะ”

            หานหมานและพั่วจวินต่างเดินออกไปพร้อมกับหลินเฟิงและเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็ก้าวเดินตามออกไป ทันใดนั้นผู้คนที่อยู่ด้านนอกต่างหลีกทางให้

            “ใครกล้าขัดขวางข้า มันผู้นั้นจะต้องตาย!”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดาบยาวที่อยู่ข้างกายเขายังคงมีเลือดหยดลงมา

            ดาบของหลินเฟิงทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัว

            หานหมานที่เดินรั้งท้าย ด้วยร่างกายใหญ่โตนั้นทำให้ผืนดินต้องสั่นสะเทือนไปทุกย่างก้าวผู้คนล้วนตระหนักดีว่าทาสผู้ฝึกยุทธ์ผู้นี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว  

            คนเหล่านี้หากไม่ไปขัดขวาง พวกเขาก็สามารถวางใจได้

            ขณะที่หลินเฟิงและคนอื่นๆ กำลังเดินเชิดหน้าออกไป จากนั้นไม่นานฝูงชนก็เห็นเพียงเงาหลังที่ค่อยๆจางหายไป

            พวกเขาไม่คิดว่าหลินเฟิงที่แข็งแกร่งนั่นจะไปโผล่ในลานประลองเชลยและพวกเขาก็ไม่รู้ว่าหลินเฟิงตั้งใจจะทำอะไรกันแน่

            นอกจากนี้หลินเฟิงยังสามารถสังหารชายชราที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่7 ได้

            “เศษขยะ ยังไงก็เป็นเศษขยะอยู่วันยังค่ำ!”

            เสียงตะโกนแหลมสูงอันโกรธเกรี้ยวของชายหนุ่มชุดเหลืองดังลั่นลานประลองไล่หลังหลินเฟิงที่จากไปวันนี้เขาถูกหลินเฟิงดูหมิ่นเหยียดหยามไว้มากมาย

            เขาเป็นคนแซ่อวี่!

            คนแซ่อวี่ถูกเหยียดหยามเช่นนี้ ใครกันที่กล้ามาดูถูกพวกเขา

            เมื่อฝูงชนได้ยินเสียงคำรามของชายหนุ่มชุดเหลืองจึงลุกขึ้นยืนมองและตระกูลไป๋ในตอนนี้กลับมีสีหน้าตกตะลึง แย่แล้ว...

            “สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หากใครกล้าแพร่งพรายออกไป มันผู้นั้นจะต้องตาย!”

            ชายหนุ่มชุดเหลืองข่มขู่ผู้คนที่อยู่รอบๆ ทันใดนั้นสีหน้าของทุกคนล้วนแข็งทื่อและพวกเขาไม่กล้าปฏิเสธจึงได้แต่พยักหน้า ทว่าภายในใจของพวกเขากลับกำลังก่นด่าอยู่เจ้าเด็กนี่นำความหายนะมาสู่ตนเองจนได้รับความอับอายและยังทำให้ไป๋เจ๋อต้องเสียหายยับเยิน เขาจึงห้ามพวกเขาไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเพราะจะทำให้เขาอับอาย และศักดิ์ศรีของตระกูลอวี่ก็จะป่นปี้

            “หลินเฟิง ถ้าเจ้ายังไม่ตาย แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้”

            สีหน้าของชายหนุ่มแซ่อวี่ตอนนี้ดูน่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่อครู่นี้ที่หลินเฟิงเดินผ่านเขาไปเขากลับไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาเพราะว่าเขากลัว เมื่อครู่ที่พวกเขาต่อสู้กัน หลินเฟิงช่างน่ากลัวเป็นอย่างมากคำพูดที่แฝงไปด้วยจิตสังหารนั่นทำให้เขาไม่สงสัยเลยสักนิดว่าทำไมหลินเฟิงถึงกล้าที่จะฆ่าเขาต่อมาเขาก็เห็นวิธีการที่หลินเฟิงปฏิบัติต่อไป๋เจ๋อ เขาจึงไม่กล้ามองใบหน้าเกรี้ยวโกรธของหลินเฟิงนั่น

            เพราะความโกรธเกรี้ยวของหลินเฟิงทำให้บรรยากาศของลานประลองเชลยเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์!

            …

            ท่ามกลางห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย หลินเฟิงที่นอนอยู่บนเตียงรู้สึกได้ถึงมือของใครบางคนมาสัมผัสหน้าผากของเขา

            หลินเฟิงส่ายหน้าและขยับร่างกายที่แข็งทื่อ ดวงตาของเขาค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ

            สิ่งแรกที่เขาเห็นคือ เจ้าของใบหน้างดงามที่กำลังเอียงมองเขาอยู่

            ขณะนั้นสีหน้าของเมิ่งฉิงดูเฉยชาขณะมองหลินเฟิงจากนั้นกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เจ้าตื่นแล้ว”

            หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างของเขายังคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มันแข็งทื่อไปหมดแต่ยังดีที่หายใจได้ และภายในก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

            “เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดเลยหรือ?” หลินเฟิงถามขณะมองเมิ่งฉิง

            เมิ่งฉิงส่ายหน้าและกล่าวว่า “ข้าแค่แวะมาเยี่ยมเจ้าเท่านั้น”

            “จริงหรือ?” หลินเฟิงกล่าวถามอย่างสงสัยขณะมองไปที่เมิ่งฉิง

            “แน่นอนสิ แล้วเจ้าคิดว่าอะไรล่ะ?” เมิ่งฉิงกล่าวตอบทำให้แววตาของหลินเฟิงดูซึมเซา จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา

            “เอี๊ยด!!!”

            ขณะนั้นได้มีคนเปิดประตูเข้ามา เมิ่งฉิงจึงยืนขึ้นและเหลือบมองหลิ่วเฟย แล้วกล่าวว่า“เขาตื่นแล้ว เจ้าไปดูเขาเถอะ”

            เมื่อเมิ่งฉิงกล่าวจบก็ออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้หลิ่วเฟยงงงวยอยู่เช่นนั้น

            ก่อนที่หลินเฟิงจะตื่น เมิ่งฉิงก็เฝ้าดูอยู่ตลอด แต่หลังจากที่หลินเฟิงตื่นขึ้นมาแล้วเธอกลับรีบจากไปทันที มันหมายความว่าอย่างไรกัน?

            “ก็ได้!” แม้ว่าหลิ่วเฟยจะงงงวยแต่ก็ยังพยักหน้าตอบรับจากนั้นนางเดินไปที่เตียงและมองหลินเฟิงอย่างโกรธเกรี้ยว จนทำให้หลินเฟิงประหลาดใจ

            เขาเพิ่งตื่นมาเมื่อครู่นี้เองแท้ๆ แล้วใครยั่วยุใครกันแน่? แล้วแววตาของหลิ่วเฟยมันหมายความว่าอย่างไรกัน!

            “ทำไมเจ้าถึงหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ ไม่คิดถึงผลที่ตามมาเลยหรือไง?” หลิ่วเฟยโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัดเพราะสิ่งที่หลินเฟิงได้ก่อไว้ในลานประลองเชลย

            หลินเฟิงยิ้มอย่างขมขื่น ผลลัพธ์ที่ตามมา? เมื่อตัวเองเห็นว่าสหายจากนิกายหยุนไห่จำนวนไม่น้อยได้กลายเป็นทาสและบนใบหน้ายังถูกนาบตราคำว่า ‘ทาส’ ไว้อีกด้วยแล้วจะไม่ให้เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร?

            “บ้านเกิดของข้ามีประโยคหนึ่งที่ว่า ‘นายทัพโกรธเกศาชันเพื่อโฉมงาม’หากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าจะไม่ลังเลสักนิดที่จะช่วยเจ้าและจะไม่คำนึกถึงผลที่ตามมา”

            หลินเฟิงกล่าวช้าๆ และมุมปากของเขาเผยให้เห็นรอยยิ้ม ทำให้ในใจของหลิ่วเฟยเต้นระรัว

            ‘นายทัพโกรธเกศาชันเพื่อโฉมงาม’ งั้นหรือ!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน