บทที่ 9 ขอความช่วยเหลือ
“...........” คนอายุมากกว่ายืนมองเด็กน้อยที่มองตัวเองตาใส ทั้งสองคนเงียบไปชั่วครู่ ท้ายที่สุดต้นหนาวก็ได้แต่ยอมแพ้
“กลับห้อง พี่จะไปนอนแล้วเหมือนกัน” อย่างไรงานที่เขาติดขัดวันนี้ก็แก้มันได้แล้ว แม้ว่ายังอยากจะอ่านเอกสารต่ออีกสักหน่อยก่อนที่จะเข้าประชุมเื่อื่นๆในวันพรุ่งนี้ ตามนิสัยของเขาแล้วมักจะชอบอ่านทุกอย่างล่วงหน้าก่อนจะไปฟังรายงานจากคนเป็ผู้จัดการของแต่ละแผนก
แม้ว่านี่จะเป็ความรับผิดชอบของหัวหน้าที่ดี แต่การทำของเขานั้นมันไม่ปกติจริงๆ ต้นหนาวในความทรงจำของปลายฝนนั้นมีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เ้าตัวนั้นมีข่าวว่าป่วยไข้บ่อยมากๆเพราะเป็พวกที่ไม่ค่อยชอบพักผ่อน ทั้งยังต้องทำงานและเดินทางบ่อยครั้ง
กระทั่งตอนที่เขาย้ายออกมาแล้วก็ยังได้ยินข่าวบ่อยๆตามโทรทัศน์ ที่แม้ว่าเขาจะเป็ 1 ใน 20 คนของที่รวยที่สุดในโลก และเป็คนแรกในประเทศที่มีทรัพย์สินรวมเข้าอันดับโลกของเหล่านักธุรกิจ แต่ข่าวที่เกี่ยวกับเขาบางส่วนนอกจากชื่นชมแล้ว ก็ยังเผยให้เห็นความยากลำบากของเขาที่จะก้าวขึ้นไปข้างหน้าด้วย
และเพราะว่าเ้าตัวได้ขึ้นเป็คนร่ำรวยติดอันดับโลกแบบนี้ เขาจึงมีศัตรูไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน อย่างที่บอกไปในตอนแรก ตัวเขานั้นถูกเพื่อนและคนรักขายให้กับชาวต่างชาติซึ่งเป็คู่แข่งของพี่ชายในการทำธุรกิจ ด้วยวงเงินมากกว่าแสนล้านของธุรกิจนี้ พวกเขาจึงพยายามขัดแข้งขัดขาของต้นหนาวทุกอย่าง ทำกระทั่งสืบจนเจอตัวเขา และคนพวกนั้นก็ทำสำเร็จเสียด้วย
ปลายฝนนั้นไม่รู้ว่าธุรกิจของพี่ชายจะยังไปได้สวยแบบนั้นหรือไม่ ทว่าถ้ามันต้องแลกกับชีวิตของอีกฝ่าย เขาที่ได้สัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาชดเชยความใจดีของอีกฝ่ายให้นั้นย่อมไม่้าเห็นคนเป็พี่ชายตายไปต่อหน้าต่อตา
หากเขาช่วยเื่เล็กๆน้อยๆนี้ได้ อย่างน้อยๆก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
“อย่างนั้นผมไปด้วย” ปลายฝนลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขามีร่องรอยของความสุขอยู่บ้าง
เมื่อเห็นพี่ชายกำลังจะเดินนำไป ปลายฝนก็วิ่งเข้าไปจับมือของอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งก็ลากตุ๊กตาที่นำมาเป็ภาระตามไปด้วย มืออีกข้างก็เกาะแขนคนตัวสูงไว้ ทำเอาต้นหนาวชะงักไปเล็กน้อย เขามองไปยังเด็กน้อยที่จับมือของตนเอง ภาพนี้เหมือนกับภาพในอดีตที่ทำให้เขากลายเป็คนที่หลงอีกฝ่ายหัวปักหัวปำจนโตมานี่แหละ
ไม่คิดว่าเขาจะได้มีโมเม้นนี้กับเด็กน้อยแสนแสบคนนี้อีกครั้งเลย
“ส่งมาสิ” คำพูดสั้นๆอันเป็เอกลักษณ์ของต้นหนาวดังขึ้น ทำให้ปลายฝนต้องเงยหน้ามองคนอายุมากกว่า เขาเห็นมือของพี่ชายแบออกมา ดังนั้นจึงแสร้งไม่เข้าใจแล้วส่งมือของตนไปจับประสานกัน เหมือนกับหมาน้อยแสนเชื่อง
ต้นหนาวที่คิดจะช่วยถือตุ๊กตาให้น้องชายชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดว่าจุดประสงค์ของเขาคือช่วยถือตุ๊กตา หรือจะเนียนจับมือนุ่มของน้องชายต่อไปดี
เห็นท่าทางลังเลของต้นหนาว ปลายฝนก็ลอบยิ้มกับตนเอง เขาเดินไปข้างหน้าด้วยมืออีกข้างที่ลากตุ๊กตาไป อีกข้างก็กระตุกพี่ชายให้เดินตาม ใบหน้าขึงขังราวกับจะบอกว่าถ้าพี่ชายยังไม่รีบไปนอนจะโกรธแล้วนะอะไรแบบนั้น นี่ทำให้ต้นหนาวไม่สามารถหักห้ามใจของเขาได้อีก คนเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายในท่าเ้าหญิง
“เหวอ! พี่” ปลายฝนไม่ได้ทันตั้งหลัก เขาใจนคว้าคอคนตัวสูงเอาไว้ มือของเขาทั้งสองข้างปล่อยออกจากตุ๊กตาตัวโปรดแล้วกอดคอของคนเป็พี่ไว้ ทั้งสองใกล้ชิดกันอย่างมากชนิดที่ว่าได้รับลมหายใจอุ่นของกันและกัน
เชษเข้ามาหยิบเอาตุ๊กตาตัวใหญ่ไปถือแทนเงียบๆเพื่อไม่ให้เกะกะนายทั้งสอง แม้อยากจะร้องเตือนท่านประธานให้ระวังไว้หน่อย คุณชายรองยังไม่อายุ 18 ปีด้วยซ้ำไป หากยังเผลอใจเช่นนี้อาจจะผิดกฎหมายเอาได้
“รีบไปนอน” คนอายุมากกว่าพูดหน้าตาเฉย เขาทำราวกับว่าการอุ้มของตนเองนั้นไม่ใช่เื่ผิดปกติอะไร
ปลายฝนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ได้แต่พองแก้มอย่างแง่งอนเท่านั้น
“เห็นว่าตัวใหญ่กว่าก็เลยเอาคืนแบบนี้หรอ รอผมสูงกว่าเมื่อไรจะยกพี่ด้วยมือเดียว” คำพูดเหมือนกับแรงอาฆาตเล็กๆนี้ช่างน่าจั๊กจี้เหลือเกิน
แม้แต่ปลายฝนก็รู้ว่าต่อให้เขาโตขึ้น เขาก็สูงเพิ่มจากนี้อีกแค่ 10 เิเเท่านั้น น่าจะถึงแค่ไหล่ของคนเป็พี่ชายที่สูง 190 กว่าเท่านั้นเอง
“หึ” ต้นหนาวหัวเราะออกมาเบาๆ มุมปากของเขายกขึ้นสูง เป็ภาพที่หาได้ยากยิ่ง แม้แต่ปลายฝนที่รู้อยู่แล้วว่าพี่ชายของเขานั้นหล่อขนาดไหนก็ยังชะงักไป ชีวิตก่อนเขาไม่เคยทำให้พี่ชายยิ้มได้เลย ดังนั้นเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์นี้ เขาก็อดที่จะมองดูมันให้นานขึ้นอีกหน่อยไม่ได้จริงๆ
ตอนที่กลับมาใหม่ๆ เขารู้ว่าอยากจะรับผิดชอบพี่ชายด้วยความรู้สึกผิด กระทั่งยั่วยวนคนเพราะในใจคิดแล้วว่าต่อให้พี่ชายอยากจะคบกับเขาแบบนั้น เขาก็จะไม่ปฎิเสธ แม้ว่าในใจจะไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นด้วยก็ตาม
เพียงแต่....หลังจากที่เขาได้อยู่ในอ้อมแขนที่อบอุ่นแล้วได้มองเห็นรอยยิ้มของพี่ชาย ปลายฝนก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
ก่อนจะตายเขาก็ยังจำความรู้สึกผิดที่เอ่อล้น ความรู้สึกคิดถึงที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ทั้งยังมีความรู้สึกมากมายปะปนอยู่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าหนึ่งในความรู้สึกนั้นกำลังปรากฏให้เด่นชัดในตอนนี้
ร่างเล็กค่อยๆถูกบรรจงวางอย่างทะนุถนอมบนเตียงสีเทาเข้มตัดกับสีผิวขาวสว่างของปลายฝน คนอายุน้อยกว่ามองพี่ชายที่ห่มผ้าให้ตนเอง สายตาของเขานั้นมีประกายแสงที่สะท้อนจากแสงไฟ ดูน่าหลงใหลและเชิญชวนอย่างมาก
“นอนเถอะ” ต้นหนาวบอกกับน้องชาย น้ำเสียงเอ็นดูถูกส่งออกมา แม้ว่าเขาจะมีความรู้สึกเกินกว่าพี่น้อง แต่ต้นหนาวก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะกดดันเื่นั้นกับเด็กคนนี้ ไม่เพียงแค่เด็กน้อยยังอายุน้อยอยู่ เ้าตัวก็ไม่ได้คิดกับเขาเกินเลยอีกด้วย ยิ่งปลายฝนดีกับตนเองมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็คนเลวมากขึ้นเท่านั้น
ในขณะที่น้องชายมีแค่ความจริงใจ แต่เขากลับคิดไม่ซื่อกับอีกฝ่าย
“พี่” ต้นหนาวหยุดฝีเท้าเมื่อถูกเรียกจากคนที่นอนมองตนเองอยู่ เขาเลิกคิ้วแทนคำถาม
“พี่นอนกับผมไหม” ประโยคสั้นๆแต่ทำให้ต้นหนาวรู้สึกเหมือนกับไฟที่ตนเองพยายามดับมันมานานได้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ปลายฝนหลบตาก่อนจะพูดออกมาอีกประโยคเหมือนกับสาดน้ำเย็นใจไฟโหมกระหน่ำนั่น
“ไม่ใช่ว่าผมกลัวพี่หลอกผมนะ แต่ว่าถ้าพี่นอนด้วยผมก็จะมั่นใจว่าพี่นอนหลับจริงๆ...” ปลายฝนจิ้มนิ้วของตนเองเข้าหากัน เหมือนรู้สึกผิดที่จับผิดพี่ชาย
ความคิดสกปรกของต้นหนาวถูกชำระล้างั้แ่ยังไม่ได้เริ่ม เขาคิดไปได้อย่างไรว่า “นอนกับผม” ของน้องชายนั้นหมายถึงเื่อย่างว่า
“พี่?”
“พี่ไม่โกหกหรอก” ต้นหนาวกัดฟันตอบกลับมาอย่างยากลำบาก จะให้เขานอนด้วยทั้งๆที่น้องชายของเขามันลุกชูชันได้อย่างไรในตอนนี้ แถมมันยังโทษใครไม่ได้นอกจากความคิดไปไกลของตนเองเสียด้วย
“งั้น....ฝันดีนะครับ” ปลายฝนตอบกลับเสียงเบา เขานอนคลุมโปงมิดชิดแทนการไล่ ต้นหนาวถอนหายใจออกมา รู้สึกเหมือนกับตนเองกำลังโดนล้อเล่นกับความรู้สึก เขาเหมือนกำลังจะเป็บ้าในไม่กี่นาทีนี้ถ้ายังอยู่กับเด็กน้อยแสนซนของเขา
ท้ายที่สุด คืนที่ยาวนานนั้นก็ได้ผ่านไปโดยที่คนเป็น้องนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ ส่วนคนพี่ยังต้องเสียเวลาจัดการตนเองอีกชั่วครู่กว่าจะได้ล้มตัวลงนอนจริงๆเสียที ไม่รู้ว่าการที่น้องชายมาตามตนเองให้ไปนอนเร็วนั้นแท้จริงแล้วได้นอนเร็วขึ้นหรือช้าลงก็ไม่มีใครรู้เลย
เช้าตรู่ของอีกวันมาถึง
วันนี้เป็วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เสียที ดังนั้นจึงมีสายโทรหาปลายฝนั้แ่ที่เขายังไม่ตื่นดี วันนี้คือวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย เด็กน้อยหลังจากที่รับสายแล้วก็กลิ้งไปมาชั่วครู่ มองดูนาฬิกาก็พบว่าพี่ชายคงจะไปทำงานที่บริษัทแล้ว แม้ว่าจริงๆแล้วจะเป็วันเสาร์ แต่ที่บริษัทยังมีทำงานครึ่งวันเช้าอีก ทั้งพี่ชายจอมบ้างานก็ไม่เคยกลับบ้านเร็วจริงๆเหมือนกับคนอื่นเขาด้วย
“คุณชายรองคะ” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ใบหน้าของป้านิ่มมีรอยแดงที่แก้มเป็รูปฝ่ามือใหญ่ เธอส่งสายตาเศร้าและหดหู่มาให้ ท่าทางการแสดงนี้เหมือนกับนักแสดงชั้นนำเลยทีเดียว
เล่นถึงขนาดนี้ ปลายฝนจะทำเหมือนไม่เห็นก็ไม่ได้เสียแล้ว
“หน้าป้าเป็อะไรครับ?” เขาแสร้งขมวดคิ้วด้วยความเป็ห่วง ทั้งยังลุกขึ้นเข้าหาป้านิ่มด้วยความเร็วอีกด้วย
คนอายุมากกว่าก้มหน้าซ่อนรอยแดงเหมือนไม่อยากให้เขาเห็น แน่นอนว่ามันไม่ทันแล้วถ้าจะมาซ่อนตอนนี้ ทว่าจุดประสงค์ของเธอก็ไม่ได้คิดซ่อนมันอยู่แล้วนี่ ดังนั้นเมื่อเห็นว่าปลายฝนเห็นแล้ว ป้านิ่มก็ปล่อยให้น้ำตาร่วงเผาะ
“คะ คุณชายรอง ฮือ ฮือ” ราวกับเห็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของตนเอง ป้านิ่มพุ่งเข้าไปเกาะขาของปลายฝนที่นั่งคุกเข่าที่เตียง ร่ำไห้ออกมาราวกับเก็บกดเอาไว้เสียนาน
“ป้านิ่ม เป็อะไรครับ ใจเย็นๆก่อนนะครับ” ปลายฝนแตะไปที่หลังของอีกฝ่าย ท่าทางของเขานั้นเต็มไปด้วยความใและเป็ห่วง การแสดงของเขานั้นไร้ที่ติ มันแเีจนป้านิ่มไม่คิดสงสัยอะไรเลยด้วยซ้ำ
“คุณชายรอง ช่วยป้าด้วยเถอะนะคะ ป้ากับหลานชายน่ะ....อาจจะตายก็ได้ค่ะ ฮือ” เธอร้องออกมาเสียงดังมากขึ้นไปอีก ท่าทางเหมือนวัวกำลังจะถูกเชือดอย่างไรอย่างนั้น
ปลายฝนหรี่ตาลง เขาไม่เคยจำได้เลยว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
“คุณชายรอง ได้โปรดช่วยให้ป้ากับหลานชายได้มาอยู่ที่นี่ได้ไหมคะ ฮึก พวกนักเลงเถื่อนพวกนั้นมันขู่จะทำร้ายพวกเราค่ะ ฮือๆ” ป้านิ่มพูดจุดประสงค์ของตนเอง นี่ทำให้ปลายฝนแสยะยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้
ชีวิตที่แล้วแค่ใช้ความสนิทสนมของเขาเป็เครื่องมือก็สามารถทำให้สองป้าหลานเข้ามาสร้างความวุ่นวายในบ้านได้แล้ว แต่ครั้งนี้เขาไม่เล่นไปกับอีกฝ่าย ไม่สนใจว่าคนจะลางานกี่วันๆ เพราะแบบนั้น ...ป้านิ่มที่รักถึงกับลงทุนทำร้ายร่างกายตนเองเชียวหรือ?
เขาอยากจะบอกป้านิ่มจริงๆว่าต่อให้พาหลานชายของตัวเองเข้ามาได้ มันก็ไม่ได้หมายความว่าพี่ชายของเขาจะรักผู้ชายทุกคนหรอกนะ
ไม่ใช่ว่าครั้งที่แล้วหลังจากที่เขาหนีออกจากบ้าน พี่ชายที่รำคาญป้านิ่มกับหลานของตัวเองมานานก็ไล่คนเหล่านี้ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมาหรอกหรอ? ไอ้ที่พวกหล่อนคิดว่าทำให้ผู้นำตระกูลอธิบรักขณกุลสนใจได้น่ะ มันก็แค่การคิดไปเองเท่านั้นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะทั้งสองสนิทกับเขา คิดว่าพี่ชายจะสนใจหรือไง
“นักเลงพวกไหนที่ทำร้ายป้าครับ ผมจะบอกให้พี่ชายจัดการพวกมัน คนพวกนี้อันตรายจริงๆ ปล่อยไว้ก็เป็ภัยกับสังคมด้วย!” ปลายฝนพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ น้ำเสียงของเขานั้นดูเกรี้ยวกราดอย่างมาก
“อย่า อย่าทำอย่างนั้นเลยค่ะ” ป้านิ่มเหมือนคิดอยู่แล้ว เธอรีบเข้ามากอดปลายฝนเอาไว้ไม่ให้ลุกขึ้นออกไป
“ป้านิ่ม ไม่ต้องกลัวครับ ด้วยอำนาจของพี่ชาย คนพวกนั้นจะต้องติดคุกชนิดที่ว่าไม่สามารถออกมาจากคุกได้ตลอดชีวิตเลย” ปลายฝนนึกไปถึงกลุ่มนักเลงที่มีอยู่จริงของป้านิ่ม แต่คนพวกนั้นกลับเป็ลูกชายของเธอนั่นแหละ เป็แก๊งค์ขี้ยาที่เคยมีประวัติติดคุกแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังถูกจับอีกครั้งก็คงจะถูกโทษหนักอย่างแน่นอน เขาเชื่อว่าป้านิ่มก็แค่แกล้งพูดขึ้นมา แต่เอาจริงๆก็ไม่กล้าให้จับหรอก
ที่เขารู้เื่นี้เพราะว่าในชีวิตที่แล้ว นักเลงกลุ่มนี้ก็เคยมาหาเื่เขา บอกว่าที่แม่ของตัวเองไม่มีรายได้ก็เพราะเขาที่หนีออกจากบ้าน ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็คนของพี่ชายส่งมา ก็เลยไม่สนใจเพราะเชื่อว่าคนของพี่ชายไม่ทำร้ายตัวเองแน่ๆ
ซึ่งเขาก็คิดผิด คนพวกนั้นจะทำร้ายเขาจริงๆ ถ้าไม่ใช่ว่า “บังเอิญ” ที่คุณตำรวจมาช่วยไว้ได้ทันล่ะนะ สืบไปสืบมาก็เลยรู้ว่าคนพวกนี้เป็ใคร และป้านิ่มยังถูกเรียกตัวมาด้วย ตอนนั้นอีกฝ่ายพยายามช่วยลูกชายของตัวเองเต็มที่ สร้างละครฉากใหญ่ว่าเขานั้นก็เป็คนรักของลูกชายตัวเอง
นั่นแหละก็เลยทำให้เขาเริ่มรู้ว่าป้านิ่มไม่ได้หวังดีกับตนเอง ตอนที่เขาโด่งดัง คนยังเคยคิดจะเข้ามาหาเขา อยากจะให้หลานชายของตัวเองมาทำงานในวงการบันเทิงผ่านเส้นสายของเขา ปลายฝนที่ไม่ใช่เด็กโง่แล้วย่อมไม่สนใจ เกิดเป็การแก้แค้นของสองป้าหลานที่พยายามขุดคุ้ยเื่ในอดีตมาใส่ร้ายเขา เป็เื่ราวเสียยกใหญ่เลย
“มะ ไม่ค่ะคุณชายรอง คือว่า...” ป้านิ่มลังเลเล็กน้อย
“คือว่าอะไรหรอครับ”
“ฮือ ที่จริงแล้วเป็เพราะป้าไม่ดีเองค่ะ เพราะป้าไม่ได้สั่งสอนลูกชายให้ดี พวกนักเลงที่ว่านั่นก็ลูกชายของป้าเอง ลูกชายป้าคบกับเพื่อนผิดคน ตอนแรกป้าฝากหลานชายตัวน้อยให้ลูกชายดูแล แต่ก็ถูกทำร้ายร่างกายทุกวัน คุณหนูช่วยด้วยนะคะ ป้าไม่อยากให้ลูกชายติดคุกเพราะป้า ป้าไม่อยากยุ่งกับมันเลยถ้าไม่ใช่เพราะมีหลานชายต้องดูแล” ป้านิ่มพูดโอดครวญ
“ป้าไม่ต้องเสียใจนะครับ ถ้าป้าปล่อยเอาไว้ เขาก็จะไปทำร้ายคนอื่นอีกนะครับแบบนี้” ปลายฝนไม่ยอมง่ายๆ เขายังชักจูงคนอายุมากกว่าอีกด้วย ป้านิ่มชักสีหน้า เธอมองไปยังปลายฝนที่กล้าสั่งสอนเธอั้แ่เมื่อไรด้วยสายตาไม่ดีนัก
“คุณชายรองไม่ต้องห่วงนะคะเื่นั้น ป้าจะพยายามสั่งสอนลูกชายอีกสักครั้ง แต่ระหว่างนี้ป้าไม่อยากให้หลานชายต้องมาเดือดร้อนด้วยเลยค่ะ” ป้านิ่มซ่อนสายตาไม่ชอบใจของตนเองแล้วขอร้องปลายฝนอีกครั้ง
เด็กหนุ่มแตะคางคิดเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางใช้ความคิดของอีกฝ่าย ป้านิ่มก็หงุดหงิดเหลือทน หากเป็ก่อนหน้านี้เธอพูดอะไร เด็กโง่นี่ก็ต้องทำตามที่บอกทุกอย่างนี่ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มามีข้อกังขากับสิ่งที่เธอบอกได้กัน?
……………………………