ทางบนเขาสุดผืนป่าเงาร่างของคนผู้หนึ่งเดินทะลุแมกไม้ออกมาด้านนอก เจ้าของร่างนั้นสวมชุดสีครามมีความเฉียบขาดปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง
เมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้านัยน์ตาของเด็กหนุ่มพลันวาวโรจน์ เพราะมองออกไปจากที่ไกลๆก็พบว่าตนเองมาถึงเมืองซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดเขตแดนของเทือกเขาชิงหลงแล้ว
โดยรอบของเทือกเขาชิงหลงนั้นมีเมืองตั้งอยู่จำนวนไม่น้อยการค้าขายภายในจึงนับว่าไม่เลว และเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนี้เป็นเมืองที่มีขนาดไม่เล็กนามว่าเมืองชิงเฉิง!
เมิ่งฝานที่ปากคาบต้นข้าวสาลีไว้รู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีก่อนจะพึมพำเสียงเบา“เมื่อเห็นเช่นนี้ก็แสดงว่าข้าเดินทางออกจากอูเจิ้นมากว่าหนึ่งเดือนแล้วสินะ!”
การเดินทางท่ามกลางเทือกเขาชิงหลงทำให้บนตัวของเมิ่งฝานมีกลิ่นคาวเลือดปะปนกลิ่นนี้ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก และเนื่องด้วยอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับสามจึงทำให้ร่างกายของเขากำยำขึ้นไม่น้อยเมื่อสำรวจสิ่งของภายในแหวนคลังวัตถุเมิ่งฝานก็รู้ว่าตนเองคงต้องเข้าเมืองเพื่อซื้อของมาเพิ่ม
เมื่อมองจากที่ไกลๆ เขายังพบว่าเมืองชิงเฉิงนั้นไม่ต่างไปจากเมืองเหยียนเฉิงล้วนแต่เป็นเมืองในปกครองของอาณาจักรต้าก้านและมีทหารองครักษ์ประจำเมืองทว่าเนื่องด้วยมันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่เขตชายแดนของเทือกเขาชิงหลงจึงค่อนข้างวุ่นวายมีหลายศาสนาหลายความเชื่อผสมปนเปอยู่ภายใน
หลังจากที่เดินเข้าไปยังเมืองชิงเฉิงเมิ่งฝานก็ปรายตามองทหารเฝ้าประตูเล็กน้อยนัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างฉับพลันเพราะบังเอิญไปเห็นภาพวาดที่ติดอยู่กำแพงเมืองซึ่งดูคล้ายว่าหนึ่งในภาพนั้นจะเป็นตัวเขาเอง!
เด็กหนุ่มลูบปลายจมูกตนเอง ก่อนจะเดินไปหาทหารเฝ้าประตู โยนเหรียญทองคำให้กับอีกฝ่ายหนึ่งเหรียญแล้วถามเสียงเบา“สองคนนี้เป็นใครกัน?”
ทหารเฝ้าประตูปรายตามองเมิ่งฝานแล้วหัวเราะเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “สหายน้อยเจ้าเองก็สนใจอย่างนั้นหรือ ข้าจะบอกให้ว่านี่คือการล่าหัวของพวกองครักษ์แพรโลหิตเป็นภาพของไป๋สุ่ยเอ๋อร์กับเมิ่งฝาน หากผู้ใดจับได้จะได้รับรางวัลหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำผู้ใดบอกเบาะแสก็จะได้รับถึงสามพันเหรียญทองคำ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ นึกไม่ถึงว่าตนเองจะอยู่ในการล่าค่าหัวขององครักษ์แพรโลหิตดูท่าเขาจะมีราคาไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เมิ่งฝานก็หาได้สนใจไม่หนึ่งก็เพราะคนพวกนั้นไม่รู้จักตนเอง สองก็เพราะหากตั้งใจปิดบังตัวตนก็คงจะถูกเปิดโปงได้ง่ายมิสู้เข้าไปในเมืองชิงเฉิงอย่างโจ่งแจ้งจะได้ไม่ต้องมีผู้ใดจับสังเกตให้มาก
บนถนนของเมืองนั้นคึกคักเป็นอย่างมากด้านข้างเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายและมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเบียดกันซื้อขายของ
เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มแล้วเดินเข้าไปในร้านค้าที่ต้องการซื้อของในเมื่ออยู่ท่ามกลางอันตรายมานานเมิ่งฝานก็อยากจะซื้อของไปเสริมให้แก่ตนเองบ้าง หลังจากที่กวาดตามองไปรอบๆก็พบว่าภายในร้านค้าแห่งนี้มีอาวุธและโอสถวิเศษไม่น้อย
แต่ก็น่าเสียดายที่ยามนี้เมิ่งฝานมิได้มีเหรียญทองคำมากมายจึงทำได้เพียงอดกลั้นอยู่ในใจเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานขณะที่เมิ่งฝานเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่งพลันเสียงของรั่วสุ่ยอีก็ดังขึ้นมา
“เมิ่งฝาน ลองเข้าไปดูเสียหน่อย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงย่นคิ้วก่อนจะเดินเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งซึ่งเป็นร้านขายศัสตราวุธมันไม่ได้มีศัสตราวุธที่ล้ำค่ามากเท่าใด สิ่งเดียวที่ล้ำค่าที่สุดก็คือศัสตราวุธระดับสามเจ้าของเป็นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดคลุมยาว และกำลังมองมาที่เมิ่งฝาน
เด็กหนุ่มปรายตามองไปเรื่อยๆ เมื่เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าของกระบี่เล่มยาว เสียงของรั่วสุ่ยอีก็ดังขึ้น“ซื้อมันเสีย!”
เพราะเหตุใด?
นัยน์ตาของเมิ่งฝานมีความสงสัยปรากฏก่อนจะยกกระบี่เล่มนั้นขึ้นมานี่เป็นกระบี่เล่มยาวที่สุดแสนจะธรรมดา เป็นเพียงศัสตราวุธระดับหนึ่งเท่านั้นถึงขั้นที่ไม่อาจฟันเหล็กให้ขาดได้ดุจดินโคลนด้วยซ้ำไป เมิ่งฝานมองไปยังเจ้าของร้านก่อนจะเอ่ยถามว่า
“ไม่ทราบว่ากระบี่เล่มนี้ราคาเท่าใดหรือขอรับ?”
หลังจากที่มองเมิ่งฝานอย่างพิจารณาบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม“ห้าร้อยเหรียญทองคำ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “แพงเสียจริง มันหาได้มีมูลค่าสูงถึงเพียงนี้ไม่!”
บุรุษวัยกลางคนหัวเราะเสียงเบาก่อนจะบอกเสียงเข้ม “ของในมือเจ้าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทหารรับจ้างทั้งหลายขุดขึ้นมาจากซากโบราณสถานทั้งสิ้นแม้ว่ามันจะไม่มีอานุภาพเท่าใดแต่ว่าวัตถุโบราณเช่นนี้...มันจะต้องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องลึกลับอยู่แล้วหากบางทีมันเป็นของล้ำค่าเล่า!”
เหอะพูดออกมาได้ว่ามันเป็นของล้ำค่า แม้แต่เจ้าก็ยังไม่เชื่อด้วยซ้ำ!
เมิ่งฝานสบถในใจแม้จะมองไม่เห็นความล้ำค่าของกระบี่ในมือแต่เขาก็เชื่อมั่นในสายตาของรั่วสุ่ยอีอย่างที่สุดฉะนั้นจึงโยนเงินจำนวนห้าร้อยเหรียญทองคำให้แก่บุรุษวัยกลางคนแล้วเดินออกไปด้านนอกทันที
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานจากไปบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เขาเก็บเหรียญทองคำเอาไว้อย่างละโมบก่อนจะพึมพำเสียงเบา“หลอกเจ้าโง่ได้อีกคนแล้ว หึหึ!”
แม้จะออกจากร้านมาแล้วแต่เมิ่งฝานก็ยังได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจนเขากระตุกยิ้มแล้วครุ่นคิดในใจ...บางทีอาจจะมีคนโง่จริงๆ
หลังจากที่เก็บกระบี่เล่มนั้นในแหวนคลังวัตถุเมิ่งฝานจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านพี่ ของสิ่งนี้มีประโยชน์แบบใดกันแน่?”
รั่วสุ่ยอีคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกเสียงเรียบ“ข้าเองก็ไม่รู้ เพียงแต่สัมผัสได้ว่ากลิ่นอายพลังของกระบี่เล่มนี้ไม่ธรรมดาเท่านั้นส่วนมันคือสิ่งใดข้าเองก็ไม่รู้ เจ้าหาสถานที่สงบๆ แล้วลองตีมันดู!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับอย่างไร้ซึ่งหนทาง และเขาก็จำต้องทำตามที่นางบอก
ทว่าเขาก็หาได้หยุดอยู่ที่เมืองชิงเฉิงไม่เพราะถึงอย่างไรแล้วเหล่าทหารขององครักษ์แพรโลหิตก็มีกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดในแถบเทือกเขาชิงหลงมีหูตามากมาย แม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่ได้ยำเกรงต่อพวกมันแต่ก็ไม่ได้อยากสร้างปัญหาให้ตนเองฉะนั้นแล้วหลังจากที่จัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพจึงเดินทางออกไปข้างนอกทันที
บนเส้นทางหนาแน่นนั้น ขณะที่เมิ่งฝานกำลังเดินไปเบื้องหน้าก็พบว่าถนนตรงหน้าถูกปิดกั้นเอาไว้
มันเป็นการปิดกั้นโดยกลุ่มคนที่มีจำนวนมากมายถึงหนึ่งพันคนเสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ทั้งยังดูคล้ายว่ามีคนรอบนอกอยากจะเข้าไปร่วมอีกด้วย
เกิดสิ่งใดขึ้น!
เมิ่งฝานย่นคิ้วแล้วปรายตามองด้วยความสงสัย รูม่านตาของเขาหดเล็กลงในเวลาต่อมาเพราะผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายนั้นเป็นคนที่เขารู้จัก ไป๋สุ่ยเอ๋อร์!
นางสวมชุดสีน้ำเงิน มีรูปร่างอรชรงดงาม เส้นผมปลิวไสว ทำให้บุรุษหลายคนจับจ้องจนน้ำลายหก
หากในยามนี้ผู้ที่ล้อมนางไว้ไม่ใช่ชายฉกรรจ์ถึงสิบกว่าคนก็คงจะมีคนเข้าไปสารภาพรักกับนางแล้ว
แต่ขณะนี้กลับมีชายฉกรรจ์ที่ดูคล้ายว่าจะเป็นทหารรับจ้างล้อมนางเอาไว้ถึงสิบกว่าคนพวกนั้นสวมใส่ชุดเกราะทั้งยังมีใบหน้าที่เยือกเย็นผู้ที่เป็นหัวหน้ามีร่างกายสูงใหญ่ โดยจุดที่เด่นชัดที่สุดก็คือรอยแผลเป็นบนใบหน้าคนผู้นั้นมองไปยังไป๋สุ่ยเอ๋อร์อย่างเยือกเย็นก่อนจะตวาดเสียงเข้ม “ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ เอาของออกมาและยอมไปกับเหล่าจื่อเสียดีๆ เหล่าจื่อรับประกันว่าเจ้าจะปลอดภัยข้าหมิงเหลยเป็นถึงหัวหน้าหน่วยองครักษ์แพรโลหิตเลยเชียว!”
เสียงที่ดังก้องทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบหน้าถอดสีเหล่าองครักษ์แพรโลหิตเป็นผู้ที่ทำตัวอันธพาลมาโดยตลอดได้รับฉายาว่าเหี้ยมโหดและใช้อำนาจบาตรใหญ่อยู่ในแถบนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าผู้ที่ล่วงเกินพวกเขาจะเป็นหัวขโมยโฉมงามอย่างไป๋สุ่ยเอ๋อร์
แม้ว่าบุรุษโดยรอบจะหลงในความงามของไป๋สุ่ยเอ๋อร์จนน้ำลายไหลแต่หากต้องสู้กับชายฉกรรจ์ที่เหี้ยมโหดเหล่านี้บุรุษทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าชีวิตของตนเองนั้นสำคัญยิ่งกว่า
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ตรงนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “หมิงเหลยแล้วอย่างไรข้าจะบอกให้นะว่าข้าไม่รู้ไม่เห็นสิ่งของของพวกเจ้า หลบไปให้พ้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหมิงเหลยก็หัวเราะออกมาก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ยอมพูดเช่นนี้ออกมาด้วยซ้ำหึหึ.. แม่โฉมงาม ไม่ว่าเจ้าจะเห็นของสิ่งนั้นหรือไม่ วันนี้ก็ต้องไปกับข้าไม่ต้องห่วง ข้าจะทะนุถนอมเจ้าแน่นอน!”
สีหน้าของหมิงเหลยบ่งบอกถึงความคิดได้เป็นอย่างดี ในเมื่อมีสตรีรูปงามอยู่ตรงหน้าเขาย่อมต้องหาโอกาสเสพสุขอยู่แล้ว
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่นก่อนสีหน้าของนางจะเปลี่ยนไป นางรู้ดีว่านอกจากหมิงเหลยแล้วยังมีทหารรับจ้างอีกถึงสิบกว่าคนตนไม่มีทางหลบหนีได้แน่นอน ฉะนั้นแล้วนางจึงเริ่มขยับอย่างรวดเร็วจนทำให้มีเงาร่างปรากฏขึ้นในอากาศมากมายจากนั้นจึงพุ่งตรงเข้าไปจู่โจมหมิงเหลย
เพียงชั่วพริบตาพลันมีพลังภายในพุ่งเข้าหาหมิงเหลยหลายทิศทาง ดังสนั่นและเปล่งประกายจนแสบตา
ทว่าหมิงเหลยกลับกระตุกยิ้ม ก่อนที่ร่างกายกำยำจะขยับและตวาดเสียงดัง“กายาแปรไม้!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาก็มีพลังปราณสีเหลืองปกคลุมไปทั่วร่างดุจดั่งชั้นเกราะที่แน่นหนาก็ไม่ปานขณะเดียวกันก็ก้าวเดินไปเบื้องหน้าดุจดั่งปีศาจร้ายทำให้ถนนรอบตัวสั่นสะเทือน!
ปัง! ปัง!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่กลางอากาศเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้า ขณะเดียวกันก็ปล่อยการโจมตีลงไปบนตัวของหมิงเหลยสี่ครั้งด้วยองศาที่แปลกประหลาดเห็นได้ชัดว่าการที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์สามารถดำรงชีพอยู่ในเทือกเขาชิงหลงได้ไม่ใช่เพราะความงามแต่เพราะความแข็งแกร่งของตัวนางเอง!
ทว่าแม้ต้องรับมือกับการโจมตีถึงสี่ครั้งแต่ร่างของหมิงเหลยก็โอนเอนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “วิชายุทธ์ของข้าเป็นวิชายุทธ์ป้องกันระดับสูงไป๋สุ่ยเอ๋อร์ กำลังของเจ้าอ่อนแอเกินไปแล้ว!”
เมื่อพูดจบเขาก็ชกออกไป!
พลังทะลวงได้ทุกลูกไม้เมื่อหมัดของหมิงเหลยชกออกไปก็ทำให้มีเงาของหมัดปรากฏขึ้นในอากาศอย่างน่าสะพรึงแม้มันจะมีขนาดเท่าก้อนหินแต่กลับแฝงไปด้วยพลังมากมาย!
ส่วนไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่กลางอากาศก็พยายามต้านทานอย่างสุดกำลังก่อนจะถูกหมัดอันดุดันของหมิงเหลยพุ่งเข้าใส่จนกระเด็นออกไป เห็นได้ชัดว่ายามนี้หมิงเหลยเองก็อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับที่ห้าแล้วเช่นกันทั้งยังมีวิชายุทธ์ป้องกันที่สูงส่งอยู่กับตัวจึงทำให้กลยุทธ์ลูกไม้ของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้มีผลต่อหมิงเหลยเท่าใดนัก
หลังจากที่ล่าถอยไปหลายก้าวไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงพยายามยืนหยัดอยู่ได้สีหน้าของนางซีดเผือดพลางขมวดคิ้วเข้ม
เมื่อเห็นว่าหมิงเหลยแข็งแกร่งกว่าทางฝั่งบรรดาทหารรับจ้างเหล่านั้นก็ส่งเสียงหัวเราะเสียงดัง
“แม่นางโฉมงามรีบทำตามที่พี่ใหญ่ของพวกข้าบอกเสียเถอะ!”
“ฮ่าฮ่า ใช่แล้วพวกข้าจะได้รับผลบุญไปด้วย!”
เสียงหยามเกียรติดังขึ้นมาจากโดยรอบทางฝั่งของหมิงเหลยก็หัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะเอ่ยอย่างหยิ่งทะนง “ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ หากเจ้ายอมก้มหัวตอนนี้ข้าจะให้เจ้าเป็นของข้าผู้เดียวเท่านั้นแต่หากเจ้ายังคงดื้อรั้นละก็...หึหึ พี่น้องของข้ามีจำนวนไม่น้อยเลยเชียว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเสียงหัวเราะของชายฉกรรจ์มากมาย ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยอย่างเยือกเย็น“ชั้นต่ำ!”
“หึหึ ข้ายังชั้นต่ำได้มากกว่านี้อีกเจ้าจะดูหรือไม่?”
หมิงเหลยหัวเราะเสียงดัง ร่างกายอันกำยำนั้นขยับอีกครั้งก่อนจะพุ่งเข้าใส่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ดุจดั่งสัตว์อสูรตัวยักษ์
ทุกก้าวที่เหยียบย่ำลงไปบนพื้นล้วนแต่ทำให้เศษฝุ่นฟุ้งกระจายทุกคนต่างก็สัมผัสได้ว่าร่างกายขนาดใหญ่ของเขามีพละกำลังที่น่าสะพรึงเพียงใด และยามนี้เขาก็กางนิ้วทั้งห้าออกแล้วยื่นมือไปยังหน้าอกของไป๋สุ่ยเอ๋อร์!
ว๊าย!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ร้องออกมาด้วยความตกใจ ร่างบางอรชรนั้นรีบรุดถอยหลังอย่างฉับพลันแต่ในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือขนาดใหญ่ของหมิงเหลยกำลังจะแตะลงบนร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์กลับมีกำปั้นสีขาวปรากฏขึ้นมาขวาง
ปัง!
ระลอกคลื่นแผ่ซ่าน อากาศรอบกายสั่นไหว
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าบุคคลที่สามแสดงพลังเช่นไร แต่เวลานี้ฝ่ามือของหมิงเหลยหยุดชะงักไปอย่างฉับพลัน
เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณสายตาของทุกคนล้วนแต่มองไปยังที่ใจกลางของเหตุการณ์แล้วพบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ร่างกายของเขาหนักแน่นดั่งหินผาที่ไม่ไหวติง ทั้งยังมองหมิงเหลยด้วยนัยน์ตาเยือกเย็น
ทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแค่ร่างกายก็ต่างกันอย่างมากแล้ว โดยร่างกายของหมิงเหลยนั้นกำยำบึกบึนกว่าบุรุษที่ปรากฏตัวขึ้นมาถึงสองเท่าเป็นอย่างต่ำแต่พลังอันยิ่งใหญ่ดุดันคล้ายดั่งพายุโหมกระหน่ำนั้นกลับหยุดอยู่เบื้องหน้าของบุรุษผู้นั้นจนหมด ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณในทันใด!