ค่ำนั้นหยางเสียไปหลบนอนในวัดร้างเล็กๆ แห่งหนึ่งนางไหว้วานขอทานวัยเยาว์คนหนึ่งด้วยเงินเล็กน้อยให้ไปซื้ออาหารมาให้เงินที่นำติดตัวมาั้แ่วันที่ถูกหลอกพาไปขายเศรษฐีถังยังพอมีเหลือป่านนี้พวกนั้นคงไปรื้อค้นบ้านนางกระจุยแล้วคนหาเช้ากินค่ำอย่างนางจะมีสมบัติอะไรติดตัวได้อีก นอกจากจี้กับกำไลหยกขาวเข้าคู่กันที่แม่หยางเอ๋อร์ซื้อให้เพราะเงินทองส่วนอื่นนั้นหมดไปกับค่ารักษาอาการป่วยของแม่หยางเอ๋อร์
อาหารสามมื้อทางหอมีให้มากพอเก็บสมบัติไว้กับตัวจะได้ประโยชน์อะไร สู้เอาไปช่วยเหลือคนที่ยากไร้ไม่ดีกว่าหรือ เพราะแม่หยางเอ๋อร์คิดอย่างนี้หญิงงามอันดับหนึ่งของหอฮวาหง ที่น่าจะมีสมบัติมีค่ามากมายอย่างคนอื่นคิดจึงมีแค่เงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ พออยู่พอกินได้ไม่ขัดสนเท่านั้น
หยางเสียนอนคิดทั้งคืนเมืองหลวงจะว่ากว้างก็กว้าง จะว่าแคบก็แคบขืนเดินทะเล่อทะล่าไม่ช้าก็เร็วคงหนีไม่พ้นต้องเจอกับพวกจ้าวฮั่นหลางอีกเป็แน่คิดแล้วก็ปวดหัวไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าชีวิตจะเดินไปทางไหนดี
หญิงสาวหลบอยู่แต่ในวัด แม้อยากจะไปที่หลุมศพมารดาแต่ก็นึกหวั่นว่าจ้าวฮั่นหลางอาจส่งคนไปดักเล่นงานนางที่นั่น ฝ่ายนั้นรู้ดีว่านอกจากหอฮวาหงวัดต่างๆ ที่นางมักไปทำบุญกับแม่หยางเอ๋อร์ รวมถึงสุสานนอกเมืองแล้วนางก็ไม่มีที่อื่นให้ไปอีก
คิดทั้งคืนจนล่วงเข้าบ่ายแก่ของวันถัดมาหยางเสียก็ตัดสินใจว่าจะออกจากเมืองหลวงไปอยู่เมืองข้างเคียงและจะลองหาลู่ทางดูคงพอมีหนทางเลี้ยงชีพตัวเองได้กระมัง อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องขบคิดก็คือนางจะใช้ชีวิตเป็ชายต่อไปเพื่อความสะดวกและปลอดภัย หรือเปลี่ยนกลับไปอยู่ในที่ทางที่มันควรจะเป็
หยางเสียหาหมวกฟางมาสวมแล้วเดินออกจากวัดอย่างมาดมั่นเหมือนไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นไม่แน่อาจต้องเดินสวนกับพวกที่หอก็ได้ ป่านนี้คงเที่ยวตามตัวนางให้ควั่กจนเท้าพลิกเท้าแพลงแล้วกระมัง
จุดหมายก่อนออกจากเมืองหลวงคือกลับไปที่โรงเตี๊ยม อย่างน้อยก่อนจากก็ขอให้ได้ขอบคุณคุณชายท่านนั้นก่อนผ่านมาสามวันแล้วไม่รู้เขากลับมาที่โรงเตี๊ยมบ้างหรือยังนางเดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ อีกสามตรอกก็จะถึงที่ตั้งของโรงเตี๊ยมใหญ่หยางเสียกำลังจะโล่งใจอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นนางก็ได้รู้ว่าเมืองหลวงช่างแคบนัก เพราะนางเพิ่งชนโครมเข้ากับสมุนตัวเอ้ของจ้าวฮั่นหลางนางฉวยโอกาสที่พวกมันกำลังยืนอึ้งรีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตลืมเสียสนิทว่าแถวนี้มันใกล้กับจุดเกิดเหตุ
หวังว่าพวกนั้นคงไม่มาดักเล่นงานคุณชายที่ช่วยนางด้วยนะ
หยางเสียรู้สึกว่าตัวเองวิ่งเร็วที่สุดก็วันนี้เองขณะนั้นเป็เวลาใกล้ค่ำแล้วบ้านเรือนร้านค้าหลายแห่งเริ่มทยอยปิด หญิงสาวพยายามมองซ้ายขวาหาทางหนีเสียงฝีเท้าที่ไล่กวดมาด้านหลังกระชั้นชิดเหลือเกิน
หยางเสียหอบจนตัวโยน ขาของนางล้าไปหมดแล้วอีกทั้งรู้ดีว่าหากวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ก็คงไม่แคล้วต้องโดนจับได้อีกแน่นอนนางจึงเริ่มชะลอฝีเท้าและมองหาที่ซ่อนอย่างร้อนใจก่อนจะหันไปสะดุดกับแผ่นป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า‘สถานที่รับสมัครทหารใหม่’ วางพิงกำแพงอยู่ใกล้ประตูไม้บานใหญ่ของบ้านหลังหนึ่งประตูบานนั้นกำลังจะปิดลงแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตรอดของนางก็เช่นกันในเสี้ยวเวลาสุดท้ายที่จะตัดสินชะตากรรมนี้ นางแทบไม่ต้องใช้สมองเลย
“เดี๋ยวก่อน...ข้ามาสมัครเป็ทหาร!” หญิงสาววิ่งผ่านประตูที่กำลังจะปิดเข้าไปในบ้านได้อย่างฉิวเฉียดและจัดการแย่งไม้ดาลประตูจากมือชายที่กำลังจะปิดประตูมาอย่างรวดเร็วนางจัดการหับปิดมันเสียแ่า ก่อนจะทรุดลงกองหน้าประตูด้วยความเหนื่อยอ่อน
“เ้าเข้ามาไม่ได้นะ เขาปิดรับสมัครแล้วพวกทหารที่มารับสมัครก็กลับกันไปหมดแล้ว” ชายวัยกลางคนผู้นั้นพยายามฉุดแขนนางให้ยืนขึ้น
หญิงสาวที่ยังหอบก้มตัวลงแทบเท้าอีกคน “รับข้าอีกคนนะขอรับข้าขอร้องนะท่านอา”
“อย่าทำให้ข้าลำบากใจสิ ข้าไม่ใช่คนตัดสินใจเ้ามาอะไรเอาป่านนี้ เขาติดประกาศร่วมอาทิตย์แล้ว”
หยางเสียนึกหาเหตุผลอย่างรวดเร็ว “เอ่อ...ข้าข้าเพิ่งรู้ข่าว ข้าเดินทางมาจากนอกเมืองอย่างเร็วที่สุดแล้วด้วย บ้านข้า...บ้านข้ายากจนมาก”การประกาศรับสมัครทหารดังไปทั่วเมืองหลวง นางพอรู้เื่อัตราค่าจ้างอยู่บ้างรายได้ตอบแทนที่ไม่น้อยนั้นเป็สิ่งจูงใจชายหนุ่มในเมืองให้ตื่นตัวพากันมาสมัครเป็ทหารมากมาย
ตอนนี้ขอแค่หนีการตามล่าของจ้าวฮั่นหลางและรอดพ้นจากการถูกรุมทำร้ายได้จะให้ไปเป็อะไรหรืออยู่ที่ไหนนางก็ขอคว้าไว้ก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ปัญหาเอาตัวรอดภายหลัง
“ข้า้าเงินไปช่วยทางบ้านข้าที่นาข้ากำลังจะถูกยึดนะท่านอา น้องข้าก็ยังเล็กนัก แม่กับพ่อข้าก็แก่มากแล้ว...” หยางเสียร่ายยาวทำทีโศกสลดกับชะตาชีวิตเหลือกำลังเห็นได้ชัดว่าการคร่ำครวญของนางนั้นได้ผลเพราะคนที่ยืนฟังมีสีหน้ารันทดไปกับนางด้วย
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็นั่งรอที่ประตูนี่ก็แล้วกันข้าตัดสินใจเองไม่ได้หรอกคงต้องรอถามนายข้าก่อน”
หญิงสาวปาดเหงื่ออย่างโล่งอกปล่อยให้ชายวัยกลางคนใจบุญผู้นี้เดินเข้าไปในตัวบ้านส่วนตัวเองก็นั่งพักเหนื่อยพิงหินก้อนใหญ่ที่ใช้ตกแต่งสวนข้างประตูในใจก็ภาวนาว่าขอให้ทุกอย่างราบรื่น
ก่อนชายผู้นั้นจะหวนกลับมาเสียงทุบประตูปึงปังก็ดังขึ้น หยางเสียดีดตัวลุกขึ้นฟัง
“อาไฉ...อาไฉเปิดประตูด้วย”คนที่อยู่หลังประตูร้องบอก
“เอ่อ...ท่านเป็ใคร” หยางเสียตัดสินใจะโถามกลับไป
“ข้าก็เป็เ้าของบ้านน่ะสิ... เปิดเดี๋ยวนี้เลย”อู๋อี้หวินะโก้องผ่านประตูใหญ่เข้าไป นึกแปลกใจที่ประตูปิดยังไม่ถึงเวลาลงกลอนเสียหน่อย
หยางเสียค่อยๆ ยกดาลประตูขึ้น นางผลักบานประตูให้แง้มเปิดก่อนจะรีบถอยออกมาให้ชายสองคนเดินเคียงกันเข้ามาด้านใน คนแรกผอมสูง ผิวขาว ยิ่งแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าสีอ่อนแล้วยิ่งมองดูซีดเข้าไปใหญ่เมื่อประกอบกับดวงหน้าที่เรียบเฉยยากแก่การหยั่งถึงอารมณ์แล้วยิ่งทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลยส่วนอีกคนรูปร่างสูงใหญ่กว่า ผิวคล้ำแดดมากกว่าคิ้วหนาที่พาดเฉียงขึ้นนั้นทำให้นางรู้สึกเหมือนเขาโกรธอยู่ตลอดเวลามองแล้วน่ากลัวกว่าคนแรกเสียอีก
“เ้าเป็ใคร...” ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าเรียบเฉยถามขึ้น
“ข้ามาสมัครเป็ทหารขอรับนายท่าน”หยางเสียก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาคนตรงหน้าด้วยรู้สึกว่ารัศมีน่าเกรงขามของผู้ชายสองคนนี้แผ่กระจายมาบีบให้ตัวนางลีบเล็กลงทีละน้อยๆ
เหอเซียวไห่หรี่ตามองคนที่จะมาเป็ทหารั้แ่หัวจรดเท้าแล้วย้อนมองจากเท้าขึ้นไปจรดหัวอีกที “อย่างเ้านี่นะจะมาเป็ทหาร”
หยางเสียรู้สึกฉุนทันทีเมื่อโดนสบประมาทจึงรีบเงยหน้าขึ้น “ทำไม...ข้าเป็อย่างไรแค่มองก็ตัดสินได้แล้วหรือว่าข้าไม่เหมาะจะเป็ทหารน่ะ”
“อุ๊บ๊ะ! เ้านี่” เหอเซียวไห่ร้องเสียงดัง
หญิงสาวใจหล่นกับความปากไวของตัวเอง นึกอยากตบปากตัวเองให้ ห้อเื อุตส่าห์มาขอร้องเขาต้องนอบน้อมกว่านี้ถึงจะถูก
“ข้าขอโทษขอรับนายท่าน...ข้าหมายความว่าท่านน่าจะให้โอกาสข้าพิสูจน์ตัวเองบ้าง เห็นข้าผอมอย่างนี้ แรงข้าเยอะนะนายท่าน” หยางเสียรีบปรับเสียงให้อ่อนลงและมีท่าทีนอบน้อมเหมือนเดิม
“มันผู้นี้มีความกล้าดี...ว่าไหม อี้หวิน”คนตัวโตหันไปถามความเห็นอีกคนที่ตลอดการโต้ตอบเขาจ้องคนมาสมัครเป็ทหารใหม่ตาไม่กะพริบ
หยางเสียกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะโดนไล่ตะเพิดออกไปนอกประตูแต่สีหน้าคนถูกถามยังคงเรียบเฉยดังเดิม จนนางอดคิดไม่ได้...คนคนนี้มีหน้าเดียวหรืออย่างไรนะ
จังหวะนั้นชายที่ยอมให้นางเข้ามานั่งรอ เดาว่าน่าจะเป็คนที่ถูกขานชื่อว่าอาไฉก็เดินออกมาพอดี
“กลับมาแล้วหรือขอรับนายน้อย”อาไฉกล่าวอย่างนอบน้อมกับชายผิวขาวหน้าเฉย
“ถ้าอยากเป็ทหารจริงพรุ่งนี้ให้ไปที่ค่ายนอกเมือง อาไฉ...ให้เขาออกไปแล้วปิดประตูด้วย” อู๋อี้หวินสั่งจบก็เดินผ่านคนแปลกหน้าของบ้านไปราวกับตรงนั้นเป็อากาศธาตุ
อะไรกัน...ไม่นะ!
“นายท่านได้โปรด ข้าไม่มีที่ไปจริงๆจะให้ข้านอนที่หน้าประตูก็ได้ ข้าช่วยเฝ้าบ้านให้ท่านได้นะ” หยางเสียวิ่งไปดักหน้าชายหนุ่มเ้าของบ้านพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนมายังชายร่างสูงใหญ่อีกคน
เหอเซียวไห่มองคนที่จะมาเป็ยามเฝ้าบ้านให้คิ้วหนาเลิกขึ้น “ท่าทางเ้าลุกลี้ลุกลนอย่างกับโจร...”
หญิงสาวสั่นหน้าสั่นหัวปฏิเสธต่อความเข้าใจผิดนั่น“ไม่ใช่นะ! ข้าไม่ใช่ขโมยขโจร โจรที่ไหนมันจะกล้าล้วงคองูเห่าอาวุธข้าก็ไม่มี...เห็นไหมๆ” หยางเสียหมุนตัวไปมาให้ดูว่านางบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาแอบแฝงในทางที่ไม่ดีแน่
คนถูกเอาไปเปรียบกับงูเห่าทำท่าตรึกตรองก่อนพูดออกมา “เห็นจะจริงดังเขาบอกนะอี้หวิน”
“จริงสิขอรับ ข้าอยากเป็ทหารนะขอรับ ไม่มีทางเป็โจรได้แน่” หยางเสียพยักหน้าปลกๆ ยืนยันเจตนา
“อาไฉ...หาข้าวหาปลาให้เขาแล้วพาไปนอนที่โรงเก็บฟืน อย่ามานอนขวางประตู ถ้าเ้าเล่นตุกติกคิดไม่ซื่อคงรู้นะจุดจบเ้าจะเป็ยังไง”
อู๋อี้หวินพูดเป็เชิงขู่พร้อมกับใช้นิ้วดีดดาบออกจากฝักพอให้อีกคนได้เห็นถึงความคมปลาบของมัน
“ขอบคุณขอรับนายท่าน... ขอบคุณ” หญิงสาวโค้งแล้วโค้งอีกขอบคุณทั้งสองคนไม่ลืมที่จะหันไปโค้งให้อาไฉด้วย...มีที่ซุกหัวแล้วหยางเสียเอ๋ย
รุ่งขึ้นหยางเสียลุกจากกองฟางก่อนไก่ขันเพื่อเตรียมตัวจะติดสอยห้อยตามคุณชายทั้งสองคนที่นางเจอเมื่อวานไปยังค่ายทหารนอกเมืองด้วยครั้นเมื่อนางเจอทั้งสองที่หน้าประตู หญิงสาวก็อ้าปากค้างออกอาการเหวอ...ก็เขาทั้งสองนั่งอยู่บนหลังม้าแล้วนางจะห้อยตามไปอย่างไรล่ะนั่น
เหอเซียวไห่ชักม้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่มร่างเล็กที่ยืนทำหน้าตลกๆข้างประตูใหญ่ “ไปไหม”
หยางเสียยิ้มกว้าง “ขอรับ...ไปขอรับขอบคุณนายท่าน”
ชายหนุ่มยื่นมือส่งให้ การไปเป็ทหารคือหนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้หญิงสาวตัดสินใจรวดเร็วยื่นมือให้เขาดึงขึ้นไปบนหลังม้า
ความหวาดกลัวของนางเป็จริงดังคาด หยางเสียเห็นจ้าวฮั่นหลางกับพวกเดินเตร่ไปมาแถวหน้าบ้านสกุลอู๋พวกมันเห็นนางและได้ส่งสายตาที่มีแต่ความเคืองแค้นชิงชังมาให้ หญิงสาวเหงื่อตกร่างบอบบางสะท้านไหว รู้สึกลำคอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลาย นางอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวก็จริงอยู่แต่ลึกๆ แล้วนางกลัวจะพาตัวเองไปไม่รอดจากเงื้อมมืออันธพาลพวกนี้ เพราะความหวั่นวิตกกับเื่ร้ายๆหญิงสาวจึงเผลอตัวก้มหน้าซุกแผ่นหลังคนบังคับม้า
“เฮ้ย! ทำอะไร” เหอเซียวไห่สะดุ้งโหยงกับความชิดใกล้จากเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นแบบปุบปับ
หยางเสียรีบกลับมานั่งตัวตรงตามเดิม“ขอโทษขอรับ...แมลงมันเข้าตาข้าพอดี”
คู่แค้นที่จ้าวฮั่นหลางเสียเวลาดักรอทั้งคืนนั้นเวลานี้นั่งอยู่บนหลังม้ากับชายที่ดูคล้ายทหารและกำลังจะควบม้าผ่านไปโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากมองตามด้วยความอาฆาต
“หนอย...มีคนคุ้มกะลาหัวแล้วเรอะ!”เขาคำรามอย่างเคียดแค้นก่อนจะหันไประบายความโกรธลงกับลูกน้องเพราะเื่ราวไม่เป็ดั่งใจ