ตอนที่ 71
พบพานคนคุ้นเคย
เป็นเวลากว่าสามวันผ่าน นาวาเหินหาวสีครามลำเขื่องจึงได้เหินบินมาถึงเมืองเมฆาคล้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่ดุจดั่งวิหก หากขนาดของมันใหญ่โตยิ่ง ผู้คนที่พบเห็นต่างก็พากันแตกตื่นวุ่นวาย วัตถุเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่พวกมันจะมีโอกาสได้พบเห็นกัน
อย่างเงียบงัน นาวาเหินหาวสีครามหยุดเหนือคฤหาสน์ตระกูลหลี่อยู่ชั่วครู่ แทบจะไม่มีผู้ใดทราบรู้ ก่อนที่มันจะแล่นจากไป ซึ่งทิ้งไว้ก็แต่สามเงาร่างที่หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูล แต่หากเพราะยามนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ประตูใหญ่จึงยังมิได้เปิดออกมา กระทั่งว่าสองเวรยามอ้วนผอม ก็นั่งหลับอยู่ที่หน้าประตู
ซึ่งแน่นอนว่า สามเงาร่างที่กล่าวถึง ย่อมเป็นหานเฟิง ซวงเอ๋อร์ และจิ่วโม่ และยามเมื่อคนทั้งสามยืนอยู่ที่เบื้องหน้าประตูใหญ่ ซวงเอ๋อร์ที่ขี้สงสัยก็อดไม่ได้ที่จะเป็นฝ่ายกล่าวคำ
“ พี่ใหญ่ ท่านอาศัยอยู่ที่นี่?...”
หากกล่าวออกไปแล้ว กลับไม่ได้คำตอบ เมื่อเหลียวหน้าแลมอง ก็เห็นว่าพี่ใหญ่ของตนเอาแต่ยืนยิ้ม
หานเฟิงยิ้ม สายตาจับจ้องมองบานประตู มองสองยามอ้วนผอมที่นอนหลับ ขบคิดว่า ตนจากไปเกือบสองปี หากที่นี่กลับมิได้เปลี่ยนไป
“ ไปกันเถอะ”
หานเฟิงกล่าวขึ้น ก่อนจะสาวเท้าเดินนำเข้าหาสองยามที่นั่งหลับ
“ เสี่ยวหู่ ต้าหู่ เช้าแล้ว หากเจ้ายังไม่ตื่นข้าจะฟ้องท่านพ่อให้หักเงินเดือนพวกเจ้า”
หานเฟิงนั่งยองกล่าวคำ สองคนที่เบื้องหน้าได้ยินก็คล้ายจะสะลึมสะลือ
“ นายน้อย อย่าได้ล้อ…”
ผู้กล่าวเป็นเสี่ยวหู่ มันที่กล่าวออกมาได้ครึ่งความ ก็พลันรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง หยีตาขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนจะเห็นชัดว่าใบหน้านั้นเป็นผู้ใด
ฉับพลันนั้น มันก็แหกปากเสียงดังลั่น
“ ผ ผ ผ ผี หลอกกกก!!!!....”
เสียงของมันปลุกต้าหู่ให้สะดุ้งตื่น ต้าหู่ที่พอเห็นภาพตรงหน้า ก็ร่วมกันแหกปากร้องตะโกนไปกับน้องชายด้วยอีกคน
คำ “ ผีหลอก” จึงดังกังวานปลุกเรียกทุกคนที่ยังคงอยู่ในห้วงแห่งนิทรารมณ์ ให้พากันสะดุ้งตื่นขึ้นมา ส่วนไอ้ที่ตื่นอยู่ก่อนแล้วก็ได้แต่งุนงงสงสัย ว่ารุ่งสางเช่นนี้ผีที่ใดจะออกมาหลอกคน
กระทั่งที่ครู่ต่อมา ถ้อยวาจาหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังบานประตู
“ เช้าป่านนี้ พวกเจ้าสองคนยังจะเอาแต่หลับไหลจนละเมอกันอยู่อีก ตื่นกันได้แล้ว หากมิอยากให้ข้าหักเงินเดือนพวกเจ้า...”
หานเฟิงที่ได้ยินคำก็ยิ้มขึ้น เสียงนี้เป็นของบิดา ท่านที่ตื่นแต่เช้าวันคงได้ยินเสียงแหกปากดังลั่น จึงออกมาชมดู
กระทั่งที่บานประตูใหญ่เปิดออก เงาร่างของชายกลางคนจึงเผยออกมาให้เห็น เป็นร่างของบิดาจริง ทั้งท่านยังคงดูไม่ต่างไปจากเดิม
หานเฟิงฉีกยิ้มกว้าง มองชายตรงหน้า
หลี่หานซานที่พบเห็นภาพเบื้องหน้าก็ชะงักงัน สายตาจับจ้องชายหนุ่มอย่างเลื่อนลอย ในหัว เพียงครุ่นคิดไปก่อนว่า ช่างเป็นชายหนุ่มที่ละม้ายคล้ายเหมือนบุตรชายที่จากไปแล้วของตนยิ่งนัก กระทั่งที่คำกล่าวจากชายหนุ่มผู้นั้นดังขึ้น
“ ท่านพ่อ”
นั่นจึงพาให้ท่านต้องสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ
แววตาของท่านอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ริมฝีปากของท่านเผยอเปิด หากมิอาจเปร่งออกเป็นถ้อยคำกล่าวใด
กระทั่งที่แว่วเสียงอันสดใสของสตรีดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่โฉบผ่านเข้ามาจากเบื้องหลังบานประตู
“ ท่านพี่ เกิดเรื่องอะ…”
หากคำกล่าวยังมิทันได้สิ้นประโยค สายตาของสตรีผู้มาใหม่ ก็กระทบเข้ากับร่างสูงของชายหนุ่มที่เบื้องหน้า
เป็นชายหนุ่มที่กำลังส่งยิ้มมาให้อย่างอุบอุ่นอ่อนโยน ชายหนุ่มที่พอแรกเห็นก็กระทบกระเทือนเข้าไปในแผลลึกของจิตใจ ฉับพลันนั้น หยาดน้ำใสก็รินไหลอาบสองแก้ม ท่านยกสองมือที่สั่นสะท้านขึ้นปิดกุมริมฝีปาก สองเท้าก้าวออก สายตาที่จับจ้องแม้จะพล่าเลือนไปเพราะหยาดน้ำตา หากด้วยสัญชาติญาณของผู้เป็นแม่ ที่ไม่ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะเปลี่ยนไปเท่าไร จะเติบโตขึ้นไปเท่าไร หากกลับทราบได้อย่างกระจ่างชัด ว่าชายหนุ่มผู้นี้ คือบุตรชายที่จากไปแล้วของตน
“ หานเฟิง!!!...”
เป็นเสียงกล่าวที่ราวกับกรีดร้อง เสียงนี้บาดลึกลงไปในหัวใจของชายหนุ่ม ท่านที่สืบเท้าก้าวเข้ามา โถมตัวเข้ากอดชายหนุ่มอย่างแนบแน่น
“ ห หานเฟิง น นี่ลูกจริงๆใช่ไหม เป็นลูกของแม่จริงๆใช่ไหม ฮืออ ๆ ๆ…”
ย่อมแน่นอนว่าสตรีผู้นี้ คือสุ่ยอิง มารดาของหานเฟิง
“ ท่านแม่ เป็นลูกเอง ลูกขอโทษ”
หานเฟิงกล่าวคำอย่างแผ่วเบา ขอบตาเปียกชื้น กอดรับตอบผู้เป็นมารดา ส่วนตัวท่านก็เอาแต่โอบกอดมันและร้องไห้ ใครบ้างจะรู้ ว่าบุตรอันเป็นที่รักได้จากไป ท่านต้องทุกข์ใจเหลือคณา หยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งในทุกคืนวัน ยังมากยิ่งกว่าตลอดทั้งชีวิตที่เคยร้องไห้ออกมา
ลูกเจ็บ แม่เจ็บกว่า ลูกสิ้นชีวา แม่ก็คล้ายจะขาดใจ...
หากยามนี้ลูกกลับมาแล้ว ลูกลับมาจากความตาย แม่ผู้นี้ก็ยินดียิ่ง หยาดน้ำตาหรืออันใดก็ช่าง แม่ผู้นี้ไม่อับอายที่จะร่ำร้องออกมา
กระทั่งที่ผู้เป็นบิดาตบเท้าเดินเข้ามา หานเฟิงก็เห็นว่าขอบตาของท่านเปียกชื้น ท่านส่งยิ้มน้อยๆมาให้ เพียงตบไหล่มันแล้วกล่าวว่า
“ กลับมาได้ก็ดีแล้ว…”
บิดาก็เช่นนี้ แม้จะอยากโอบกอดบุตรชาย หากยังใจแข็งกว่าผู้เป็นมาดานัก แน่นอน ท่านเองก็มิได้รักมันน้อยไปกว่า หากเป็นวิธีการแสดงออกของบุรุษและสตรีนั้นต่างกัน
“ ลูกขอโทษที่กลับมาช้า”
บิดายิ้มรับ กล่าวเพียงว่า “ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
เช้าวันนี้จึงเป็นยามเช้าที่มีความสุขที่สุดของตระกูลหลี่ เพราะตั้งแต่เบื้องล่างยันผู้นำตระกูล ต่างก็ตื่นเต้นยินดีกับการหวนกลับมาของนายน้อยเพียงหนึ่งเดียว นายน้อยที่ทุกผู้คนล้วนเข้าใจกันว่าตกตายไปแล้ว หากกลับมีชีวิตอยู่ และหวนกลับคืนมาได้อย่างสง่างาม
อย่างรวดเร็ว ข่าวคราวการหวนกลับมาอย่างปลอดภัยของหานเฟิงแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองเมฆาคล้อย หลังจากนั้นไม่นานก็ปรากฏรถม้าหลายคันควบขี่ตรงมาที่คฤหาสน์ ทั้งต่างก็เป็นสหายและคนรู้จักของหลี่หานซาน จึงพากันมาร่วมแสดงความยินดีที่บุตรชายหวนกลับมา หานซานก็มิได้ปฏิเสธน้ำใจ หากกล่าวเพียงว่าขอใช้เวลาร่วมอยู่กับครอบครัว
วันนี้ ซึ่งหากใครได้เดินผ่านแนวรั้วของคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ก็มักได้ยินเสียงหัวร่อ และรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยินดี ที่มิได้เห็นกันมาอย่างช้านาน
แน่นอน วันทั้งวันบิดามารดาย่อมเอาแต่ซักถาม เรื่องแรกย่อมไม่พ้นผู้ติดตามทั้งสอง ซวงเอ๋อร์และจิ่วโม่ ซึ่งหานเฟิงเพียงกล่าวอธิบายว่า รับซวงเอ๋อร์ผู้นี้เป็นน้องสาว ส่วนจิ่วโม่ก็เป็นสหายที่สามารถพึ่งพิงได้ บิดามารดาก็ยินดียิ่ง ที่พวกตนได้รับบุตรสาวที่น่ารักมาอีกผู้หนึ่ง
หลังจากนั้น ก็เป็นคำถามที่ว่า เกือบสองปีที่หายไปนี้ ตนไปอยู่ที่ใดมา ซึ่งหานเฟิงก็บอกเล่า ว่าเป็นตนประสบเข้ากับโชควาสนาในตำหนักอัคคี ใช้เวลาครอบครองไปถึงหนึ่งปี ก่อนจะถูกนำส่งไปจนไกลห่างถึงอาณาจักรนภาทมิฬ
หานเฟิงบอกเล่าเรื่องราวแบบผ่านๆ ข้ามฉากเหตุการณ์ในหุบเขาจิ้งจอก ข้ามเรื่องที่ทั้งซวงเอ๋อร์และจิ่วโม่เป็นเผ่าพันธ์ปีศาจ ข้ามผ่านประวัติศาสตร์ตระกูลหลี่และเซี่ย ทั้งข้ามผ่านศึกต่อสู้สังหารที่ตนต้องปะทะกับกองโจรร้อยอสูร หากที่มิข้ามผ่าน กลับเป็นเรื่องราวของผู้เป็นภรรยา
“ เจ้ามีภรรยาแล้ว!!! ไหนเลยไม่พามาให้พ่อกับแม่ได้พบเห็น...” ผู้ที่เห็นจะตื่นเต้นที่สุดก็เป็นมารดา
หานเฟิงยิ้ม “ ภรรยา จะเรียกอย่างนั้นก็ยังไม่ใช่ที่ เพราะเป็นชีวิตนี้ สองเรายังมิได้กราบไหว้ฟ้าดินร่วมกัน...”
“ เรื่องนั้นยังคงต้องว่ากล่าว หากเป็นตอนนี้แม่อยากทราบรู้ เป็นลูกสาวบ้านใด?…”
“ สตรีของลูกผู้นี้ เป็นท่านพ่อและท่านแม้รู้จักดี หากจะแปลกก็ตรงที่ไม่เคยได้พบหน้าคร่าตา”
“ หืม? รู้จักดี แต่ไม่เคยพบหน้า…”
ผู้เป็นมารดากล่าวคำขึ้นอย่างสงสัย หากมิต้องรอให้ขบคิดคาดเดา หานเฟิงก็กล่าวเฉลยออกมา
“ นางคือ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์”
“ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์!!!...” ทั้งบิดาและมารดาต่างโพลงออกมาพร้อมกัน
“ มิใช่ว่านางถูกเฉินซือหยางอะไรนั่นพาตัวไปแล้ว…”
หานเฟิงส่ายหน้า “ เรื่องราวสลับซับซ้อน เรื่องนี้ไว้โอกาสหน้า ให้นางได้บอกเล่าด้วยตัวเองจึงประเสริฐสุด” เรื่องส่วนตัว หานเฟิงย่อมไม่คิดแทนเสวี่ยเอ๋อร์ นางที่หากคิดจะบอกกล่าว ย่อมต้องบอกกล่าวด้วยตัวเอง
ทั้งสองพยักหน้า ก่อนที่ผู้เป็นมารดาจะกล่าวขึ้นต่อ “ จริงสิ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ นางไฉนจึงไปอยู่เสียไกลห่างถึงอาณาจักรนภาทมิฬได้?”
“ เรื่องนี้ก็ยังคงเก็บไว้ให้นางบอกเล่าด้วยตัวเองอีกเช่นกัน”
“ เช่นนั้นนางคงไม่รู้ ว่าบิดาของนางกับตระกูลเฉินไม่คงอยู่อีกต่อไปแล้ว”
“ ไม่อยู่แล้ว?” หานเฟิงกล่าวคำอย่างแปลกใจ ก่อนที่ผู้กล่าวตอบจะเป็นบิดา
“ หลังจากที่เฉินฟ่านตกตาย ตระกูลเฉินก็ไม่เหลือทายาทสายหลักให้สืบสกุล ต่อมาไม่นาน เฉินคุนก็ล้มป่วย กลับกลายเป็นว่ามันได้ตรอมใจตายในเวลาต่อมา คนตระกูลเฉินที่เหลือต่างก็แก่งแย่งชิงดีกัน สุดท้ายจึงล่มสลายลงทั้งตระกูล...”
“ ซึ่งมันไฉนตรอมใจตาย แม่ก็ยังไม่เข้าใจ บุตรชายมันตาย บุตรสาวคนรองก็มาด่วนจากไปก่อนหน้า หากยังคงเหลือเฉินเสวี่ยเอ๋อร์บุตรสาวคนเล็ก”
“ อย่างที่ลูกบอก เรื่องราวของเฉินเสวี่ยเอ๋อร์สลับซับซ้อน หากเป็นไปได้ ลูกก็อยากให้นางบอกเล่าด้วยตัวเอง”
แต่พอพบเห็นสีหน้าอดสงสัยมิได้ของทั้งบิดาและมารดา หานเฟิงจึงอดไม่ได้เสียงเองที่จะต้องแย้มพรายออกมาสักครึ่งคำ
“ นางมิใช่บุตรสาวของเฉินคุน ลูกบอกพวกท่านได้เพียงเท่านี้”
ทั้งสองได้ยินคำก็แสดงสีหน้าตกตะลึง ก่อนที่ผู้เป็นมารดาจะกล่าวคำอย่างทอดถอนใจ “ มิน่าเล่า…”
“ เรื่องของผู้อื่นไม่ต้องไปสนใจแล้ว เล่าต่อเถอะ เป็นมาอย่างไรเจ้าจึงได้กลับมาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง” ผู้กล่าวเป็นบิดา
“ พวกท่านทราบรู้เรื่องการแข่งขันที่จัดขึ้นที่วังมังกรหรือไม่?”
“ เทียบเชิญแด่เทพสงคราม? ย่อมรู้ นั่นเกี่ยวข้องกันอย่างไร...”
“ เป็นลูกเข้าร่วมคัดเลือกตัวแทนที่อาณาจักรร่มพฤกษา”
“ อาณาจักรร่มพฤกษา!!!... ไฉนข้ามอาณาจักรแล้ว?”
“ เรื่องมันค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่บ้าง ลูกไม่ค่อยสะดวกจะเล่า”
“ หืมมมม ความลับเยอะนะเรา แต่เอาเถอะ เล่าตามที่เจ้าเห็นสมควรก็พอ”
ผู้เป็นมารดากล่าวขึ้น ท่านที่เห็นว่าบุตรชายเติบใหญ่แล้วย่อมต้องมีเรื่องราวที่ไม่สะดวกจะเล่าออกมา จึงไม่อยากคาดเค้นค้นหา มันอยากจะกล่าวเล่าเรื่องใดก็ปล่อยมัน หากแต่สิ่งที่ท่านขบคิดคาดเดาอยู่ในหัว กลับแตกต่างกันอย่างลิบลับกับเรื่องราวความเป็นจริง
หานเฟิงยิ้มเจื่อน มองดูสายตาของมารดาก็ทราบรู้ว่าท่านจินตนาการไปไกลห่าง หากเพราะไม่อยากสรรหาถ้อยคำข้ออ้าง จึงได้แต่ปล่อยให้เลยตามเลยไป
“ ก็อย่างที่ลูกบอก ลูกได้เข้าร่วมคัดเลือกตัวแทนที่อาณาจักรร่มพฤกษา ซึ่งสุดท้ายลูกก็ได้เป็นตัวแทน”
“ ได้เป็นตัวแทน!!!...” ทั้งสองโพลงออกมาอย่างไม่เชื่อหู
“ เจ้ากลับเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนี้ แม่ภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก”
มารดากล่าวขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ผิดกันกับบิดา ท่านที่สำรวจตรวจมองบุตรชายตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า
“ ปราณบาดาลขั้นปลาย ไหนเลยจะสามารถเป็นตัวแทนอาณาจักรได้”
นี่คือความจริงที่ถูกต้อง ท่านย่อมรู้ระดับความสามารถของผู้ฝึกตนในอาณาจักร ที่เพียงระดับปราณบาดาลขั้นปลายของบุตรชายตนนั้น จะอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะเป็นตัวแทนอาณาจักรได้
หานเฟิงยิ้ม แน่นอน ที่บิดาสัมผัสได้ว่ามันเพียงมีความสำเร็จในขอบเขตปราณบาดขั้นปลาย ก็เป็นเพราะเคล็ดเร้นประกายดารา ที่มันใช้ออกในคราแรก เพื่อป้องกันมิให้ทุกคนตระหนกตกใจ
“ ยังคงมีเรื่องปิดบังพวกท่าน”
คำกล่าวนี้สร้างเป็นความสงสัยให้แก่ทั้งบิดามารดา กระทั่งที่พวกท่านสัมผัสได้ถึงขอบเขตพลังของบุตรชายที่ใต่ทะยานขึ้น จึงพาให้คนทั้งสองต้องเบิกตากว้างชมมอง
“ ป ปราณปฐพีขั้นสิบ!!!...” ทั้งสองโพลงออกมาพร้อมกัน
“ ถูกแล้วท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกประสบโชควาสนามากมาย จนระดับความสำเร็จ ณ ปัจจุบัน เทียบได้กับพวกท่านแล้ว”
บิดดาที่ได้ยินคำก็สูดลมหายใจเข้าลึก แววตาสาดประกายตื่นเต้นยินดี ก่อนที่ท่านจะะนึกคิดอันใดได้ สะบัดฝ่ามือหนึ่งครา ก่อนจะปรากฏกล่องบรรจุเม็ดยาที่ในมือ
ท่านเปิดออก ด้านในมองเห็นเป็นโอสถเม็ดสีขาวลายริ้วเมฆสีน้ำเงิน
“ เม็ดยาบันไดเมฆ ข้าให้เจ้า ไว้ฝ่าทะลุขอบเขตถัดไป”
บิดากล่าวพร้อมกับยื่นกล่องโอสถให้แก่มัน
หานเฟิงยิ้ม หากเพียงส่ายหน้า “ เม็ดยาเช่นนี้ลูกมีมากมายนัก ยังคงมากพอที่จะแบ่งให้พวกท่านและทุกๆคน”
กล่าวถึงเม็ดยาไหนเลยมันจะไม่มี ภรรยาที่น่ารักของมันมอบเอาไว้ให้ตั้งมากมายนัก แม้จะไม่ใช้เม็ดยาบันได้เมฆ แต่โอสถที่มีคุณสมบัติดุจเดียวกันก็มีอยู่ตั้งมากมาย
“ เจ้ามีแล้ว?...” ผู้เป็นบิดากล่าวคำอย่างไม่เชื่อหู เม็ดยาเช่นนี้ ใช่ว่าใครคิดอยากได้อยากมีก็จะสามารถสรรหามาครอบครอง
หานเฟิงพยักหน้า “ เป็นลูกเลื่อนระดับรวดเร็วเกินไป แม้ยามนี้จะสามารถฝ่าทะลุขอบเขตถัดไปได้ หากยังคงไม่เป็นผลดี”
“ กลับเป็นเช่นนี้” ผู้เป็นบิดากล่าวคำพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะได้ยินบุตรชายกล่าวถามขึ้น
“ ว่าแต่โอสถเม็ดนี้…”
คล้ายจะทราบรู้ได้ถึงคำถามของหานเฟิง ผู้เป็นบิดาจึงชิงกล่าวตอบออกมาก่อน “ เป็นองค์หญิงใหญ่มอบไว้ให้”
“ หยุนซินถง!!! นางไฉน…”
หากมิทันที่มันจะได้กล่าวจนจบความ เสียง “ เพี๊ยะ!!!” ก็ดังมาจากท่อนแขนตนเอง มองดู จึงเห็นเป็นมารดาที่ยื่นฝ่ามือเรียวบางมาตีแขนของมัน
“ เจ้าจะเรียกท่านห้วนๆเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ...”
หายเฟิงยิ้มเจื่อน ขบคิดว่า หากพวกท่านทราบรู้ว่าจะมีลูกสะใภ้เป็นองค์หญิงเช่นกัน จะไม่พากันตกอกตกใจจนสิ้นสติกันไปเลยรึ
“ องค์หญิงก็องค์หญิง ว่าแต่ทำไมนาง… เอ่อ ท่านจึงได้มอบยาเม็ดนี้ไว้ให้”
“ ไม่ใช่แค่ยาเม็ดนี้ ยังมีทรัพย์สมบัติอีกมากมายนัก”
“ หืมม!!! ทรัพย์สมบัติ?”
“ เป็นตอนที่จัดพิธีศพของเจ้า องค์หญิงท่านก็มาร่วม ท่านกล่าวว่า เป็นท่านติดค้างหนี้ชีวิตต่อเจ้า”
ผู้กล่าวเป็นมารดา กล่าวจบก็จับจ้องบุตรชายตาไม่กระพริบ
หานเฟิงที่เห็นสายตาของมารดาก็พลันรู้สึกว่าผิดแปลก ไฉนท่านจึงมองตนเช่นนี้
“ ม มีอันใดรึ ท่านแม่?”
“ บอกแม่มาตามตรง ความสัมพันธ์ของเจ้ากับองค์หญิงไปถึงขั้นใดกันแล้ว?”
คำกล่าวนี้พาให้หานเฟิงถึงกับสำลักน้ำลายอยู่หลายคำ ก่อนที่มันจะบอกเล่าเหตุการณ์ในตำหนักอัคคีให้พวกท่านได้รับฟัง แน่นอนว่า ไม่ได้เล่าระเอียดถึงขั้นที่ตนเอื้อมมือล้วงลึกเข้าไปในกระโปรงขององค์หญิง
“ ที่แท้กลับเป็นเช่นนี้” ผู้เป็นมารดากล่าวคำพร้อมพยักหน้า หลังจากที่ฟังเรื่องราวจนจบ ก่อนที่ท่านจะกล่าวขึ้นต่อว่า “ ด้วยสันชาตญาณของสตรีด้วยกัน แม่สัมผัสได้ว่าองค์หญิงท่าน มีใจให้แก่เจ้า”
พอคำกล่าวนี้ดังมาก็พาให้หานเฟิงต้องสำลักน้ำลายเป็นคำรบสอง ตนหนอตน ไปทำอีท่าใดให้องค์หญิงปักใจหมายปองเข้าให้แล้ว หากมิทันได้กล่าวความใด บ่าวรับใช้สตรีผู้หนึ่งก็สืบเท้าก้าวเข้ามา
“ มีคนมาขอพบนายน้อยเจ้าค่ะ”
“ หืม!!! พบข้า ใครกัน ช่างไม่รู้เวล่ำเวลา?”
หากมิต้องให้หานเฟิงสงสัย แขกที่มิต้องรอให้เจ้าบ้านเชื้อเชิญผู้นี้ ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาแล้ว
“ หานเฟิง!! นี่เจ้ายังไม่ตายจริงๆ?...”
หานเฟิงเห็นผู้มา ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้น
“ เจ้าเองก็เช่นกัน เจิ้งหู่...”
กลับเป็นสหายที่ในชีวิตที่แล้วไม่มีโอกาสได้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ หากไม่เพราะหานเฟิงแล้ว เจิ้งหู่ในวันนี้ ก็คงมิได้มีโอกาสมาปรากฏตัวอยู่ที่เบื้องหน้าของมัน