ท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่อาบหุบเขาอัสนีเทวะ ค่ำคืนนั้นเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงสายลมพัดผ่านกิ่งไม้ เทพวินเซนต์นั่งเพียงลำพังใต้ต้นไม้ใหญ่ น้ำตาเอ่อรินอาบแก้ม ดวงตาคมที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจกลับหม่นเศร้า ความรักที่ไม่อาจเอื้อมกำลังบีบคั้นหัวใจของเขา ดั่งคมมีดที่กรีดลงมาบนหัวใจ
เหนือท้องฟ้า พญาหงส์สีขาวบริสุทธิ์ร่อนผ่าน เห็นภาพนั้นเข้าก็อดไม่ได้ที่จะสงสาร เจ้าหงส์นี้ก็คือ เจ้าวายุ ในร่างแปลง เขารู้ดีว่าศิษย์หนุ่มผู้นี้กำลังถูกพันธนาการด้วยรักที่ไม่มีวันสมหวัง จึงรีบวาร์ปกลับไปยังพระราชวังน้ำแข็ง
“ศิษย์เจ้าคนนั้น… นั่งเหม่อทั้งน้ำตาอยู่กลางหุบเขา หากปล่อยไว้อาจเสียสมาธิ วันประลองใกล้เข้ามาแล้ว เจ้าไปปลอบเขาเสียหน่อยเถิด” เจ้าวายุเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึม
เทพีน้ำค้างเหมันต์หัวเราะเบาๆ แต่แฝงรอยขบขัน “ปลอบใจอย่างไรดีล่ะ มากไปก็ดูอ่อนโยนเกินสมควร น้อยไปก็เกรงว่าจะดูเย็นชา”
เจ้าวายุส่ายหน้า “เจ้าเป็นปรมาจารย์หญิงแห่งสำนักเทพอัสนีย์ จะเข้มงวดหรืออ่อนโยนก็ย่อมมีดุลย์พินิจที่ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ควรปล่อยให้ศิษย์ของเจ้าจมอยู่กับความเจ็บปวด วันประลองใกล้เข้ามาแล้ว หากจิตใจเขายังวอกแวก เกรงว่าที่ฝึกฝนมาก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์อันใด”
นางทอดถอนใจ ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ในเมื่อท่านพี่พูดเช่นนี้ ข้าจะไปจัดการเอง… และข้าสัญญาว่าจะไม่ทำผิดต่อความไว้วางใจของท่าน” กล่าวจบ ร่างของนางก็วาร์ปหายไป
กลางหุบเขา แสงจันทร์สาดลงบนร่างวินเซนต์ที่นั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าอาบน้ำตา เทพีน้ำค้างเหมันต์ปรากฏตัวเงียบงันเบื้องหลัง ก่อนนางจะก้าวเข้าไปใกล้
“วินเซนต์… เจ้าเป็นอะไรไป” น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับสายลมโชยผ่าน วินเซนต์สะดุ้ง ปาดน้ำตา พลางเอ่ยเสียงสั่นเครือ “อาจารย์… ข้าเป็นเพียงศิษย์ที่ไร้ค่า ความรักที่เก็บซ่อนไว้ก็มีแต่ความเจ็บปวด นางผู้เป็นที่รักอยู่ตรงหน้า แต่ข้ากลับไม่อาจเอื้อมถึง มันช่างเจ็บยิ่งนัก…”
เทพีน้ำค้างเหมันต์เงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยแววตาลึกซึ้ง “ผู้บำเพ็ญตนล้วนต้องเผชิญกับการทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ เจ้าที่สามารถอดกลั้นและไม่ปล่อยใจให้ไหลไปกับความอ่อนแอ นั่นมิใช่สิ่งน่าละอาย ตรงกันข้าม ข้ากลับนับถือเจ้ายิ่งนัก”
วินเซนต์กัดฟัน น้ำตายังเอ่อ “ท่านพูดง่าย… เพราะท่านไม่เคยรักใครสักคน”
คำพูดนั้นเหมือนคมดาบกรีดลงกลางอก เทพีน้ำค้างเหมันต์ชะงัก ก่อนเอ่ยเสียงเรียบๆ “เจ้ามั่นใจหรือ… ว่าข้าไม่เคยรักใครเลย”
วินเซนต์สะอึก ดวงตาสั่นไหว “หรือว่า… ท่านรักอาจารย์เจ้าวายุ? ใช่สิ… ดูจากการส่งสายตาของท่านและอาจารย์เทพฟ้าดินที่มองอาจารย์เทพวายุแล้ว ข้าก็น่าจะคิดได้ว่าไม่เหมือนเพื่อนเลย… แต่ท่านยอมเป็นภรรยาเขาทั่งคู่แบบนี้ คนปกติธรรมดาเขาก็ไม่ทำกันไม่ใช่หรือ”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือนางฟาดลงบนแก้มเขาอย่างแรงจนร่างล้มไปนอนอยู่กับพื้น เสียงของนางสั่นพร่า แต่ทรงอำนาจ “ข้าไม่เคยสอนให้เจ้าล้ำเส้น ดูถูกอาจารย์เจ้าเช่นนี้ ปากเจ้าก็พร่ำบอกว่ารักข้า แต่กลับกล่าวดูหมิ่นข้า เป็นหญิงใจง่ายเช่นนี้”
เทพวินเซนต์คุกเข่าลง น้ำตาไหลพราก “อาจารย์… ข้าผิดไปแล้ว ต่อให้ท่านเคยผ่านสิ่งใดมา ข้าก็มิคิดถือสา… ข้าเพียงแต่…”
“พอเถิด” นางตวาด เพื่อหยุดคำพูดของเขา
บรรยากาศเงียบงัน ก่อนนางจะทรุดตัวลงนั่งตรงหน้า ค่อยๆ ดึงเขามากอดไว้แนบอก แสงจันทร์ทอประกายสะท้อนน้ำตาของทั้งคู่ “เจ้าเป็นศิษย์ข้า… เปรียบเป็นเช่นเดียวกับบุตรของข้า หากเจ้ารักข้าจริง ก็จงรักและให้ความเคารพข้าในฐานะนี้ อย่าให้ความลุ่มหลงนำพาเจ้าหลงผิดอีกเลย”
วินเซนต์ตัวสั่น กอดนางไว้ทั้งน้ำตา “อาจารย์…” เสียงแหบพร่าเจ็บปวดราวหัวใจถูกฉีก
เทพีน้ำค้างเหมันต์ปล่อยให้เขาซบอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนส่งผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้เขา “จงเช็ดน้ำตาเสียเถิด… วันหนึ่ง เจ้าจะได้พบสตรีที่รักเจ้าอย่างแท้จริง ข้าเชื่อเช่นนั้น”
วินเซนต์รับผ้าไว้ รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ได้โปรดให้ข้าเก็บผ้าผืนนี้ไว้เป็นที่ระลึกเถิดนะอาจารย์ วันใดหากข้าได้พบรักแท้… ข้าจะคืนมันให้แก่ท่านโดยไม่ลังเล”
“เอาไปเถิด หากมันจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้น” นางตอบเสียงแผ่ว พลางทอดสายตามองศิษย์ด้วยแววตาเวทนา
วินเซนต์ยืนขึ้น ก้มศีรษะคำนับ น้ำตายังไม่แห้ง แต่หัวใจกลับเบาขึ้นกว่าก่อนหน้า เขารู้แล้วว่า ความรักของเขาอาจไม่มีวันสมหวัง ทว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้จะเป็นดั่งพันธะลับ ที่เตือนใจเขาตลอดไปว่าครั้งหนึ่ง เขาเคยรักอาจารย์ของตนอย่างสุดหัวใจ นับจากนี้เขาคงไม่สามารถรักใครได้อีก และคงต้องเก็บซ่อนความรักนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ปล่อยให้มันตายไปกับตัวเขา
วันรุ่งขึ้น ณ โถงฝึกอันเหน็บหนาวในพระราชวังน้ำแข็ง ศิษย์ทั้งสามยืนเรียงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นแรง เมื่อได้ยินเทพีน้ำค้างเหมันต์แจ้งว่าพวกเขาจะได้ชม “การแสดงพลังขั้นสูงสุด” ของอาจารย์ทั้งสามในวันนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดันและความคาดหวัง
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวออกมาคนแรก รอยยิ้มบางประดับบนริมฝีปาก ทว่าดวงตาเยือกเย็นราวผืนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย นางยกมือขึ้นอย่างอ่อนช้อย และทันใดนั้น พลังเหมันต์พวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว หิมะโปรยปรายลงมาจากอากาศราวม่านแห่งฤดูหนาว พื้นน้ำแข็งแตกร้าว กลายเป็นลวดลายเรขาคณิตสะท้อนประกายสีฟ้าเรืองรอง
“พลังเหมันต์…คือความสงบที่แฝงด้วยคมดาบแห่งความหนาว หากเจ้าขาดสมาธิ เพียงชั่วอึดใจเดียวก็อาจถูกทำลายโดยไร้ร่องรอย”
น้ำเสียงนางหนักแน่นแฝงความอ่อนโยน แต่กลับทำให้ศิษย์ทั้งสามขนลุกและกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
ถัดมา เทพฟ้าดินก้าวออกมาช้าๆ เสียงก้าวของเขาหนักหน่วงประหนึ่งว่าจะสั่นสะเทือนแผ่นดิน “พลังของข้า…คือฟ้าดินอันสมดุล ทั้งการก่อเกิดและการล่มสลาย เมื่อรวมเข้ากับพลังเหมันต์ก็จะดุจสายฟ้าที่ฟาดลงบนเกล็ดน้ำแข็งแหลมคม พลังเช่นนั้น…ไม่มีสิ่งใดสามารถยืนหยัดอยู่ได้” เสียงทุ้มกังวานสะท้อนก้องทั่วโถง จนศิษย์ทั้งสามรู้สึกว่าหายใจได้ยากขึ้น
บรรยากาศเริ่มกดดันยิ่งกว่าเดิม แต่สายตาของศิษย์ทั้งสามกลับลอบเหลือบไปยังชายหนุ่มที่ยังยืนเงียบ เจ้าวายุ รอยยิ้มของเขาดูอ่อนโยน ทว่ากลับแฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้ทุกคนไม่อาจละสายตา
เทพีน้ำค้างเหมันต์หันมามองเขา ดวงตาวาววับด้วยความท้าทาย “ถึงคราวท่านพี่แล้ว แสดงให้ศิษย์ได้เห็นสิ ว่าพลังอัสนีนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด”
ในใจเจ้าวายุพลันหัวเราะเบาๆ “เจ้าหญิงหิมะผู้นี้… ใช่เพียงแต่รูปโฉมงดงาม แต่ปัญญากลับไม่เป็นรองผู้ใดเลย นางเริ่มจับพิรุธข้าได้บ้างแล้วสินะ งั้นก็ให้พวกเจ้าลิ้มรสเพียงเศษเสี้ยวของความจริงเถิด แล้วก็จงสงสัยต่อไป”