ระหว่างหางานใหม่ เขาไปเยี่ยมจันทิมาสองหน และวันนี้ก็เช่นกัน หลังจากเบื่อที่จะเข้าไปนั่งให้สัมภาษณ์งานแล้ว และไม่มีอะไรทำในตอนบ่าย เขาจึงแวะไปเยี่ยมอดีตนายจ้างสาวอีกครั้งหล่อนยิ้มให้เมื่อพบหน้าและพาเดินไปนั่งใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน ซึ่งมีกระเช้าชิ้งช้ารับแขกอยู่ มันเป็นสวนหลังบ้านเล็ก ๆ พอได้อาศัยปลูกต้นไม้หรือทำกิจกรรมบันเทิงใจกับครอบครัวได้“ขาหายดีแล้วหรือครับ ซ้อ”“ดีขึ้นแล้วล่ะ หมอบอกว่าฉันโชคดีมากเลยที่ไม่ต้องเฉือนเนื้อทิ้ง เพราะว่าทุกรายที่โดนงูเห่ากัด มักจะต้องเฉือนเนื้อตรงที่มันกัดทิ้งไป เพราะว่าพิษของมันทำลายเนื้อเยื่อ..”หญิงสาวบอก พลางร่นกระโปรงยาวชนิดเป็นกลีบฟูที่ใส่สบายๆ อยู่กับบ้านขึ้นให้เห็นรอยแผลนิดหน่อย และปิดลงตามเดิม“…ต้องขอบคุณอรัญอีกครั้งมาก ๆ เลยที่ช่วยดูดพิษออกให้ก่อนที่มันจะทำอันตรายมากไปกว่านั้น”“พี่สาวซ้อไม่อยู่หรือครับ”“ไม่อยู่หรอก เขาออกไปทำงานกันหมด…” หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนจะขอบางอย่างกับเขา“..ต่อไปอย่าเรียกว่าซ้อได้ไหม เรียกเจนเฉยๆ ก็ได้ ฉันไม่อยากจะเป็นซ้ออะไรทั้งนั้น เรียกเจนอย่างเดียวก็พอแล้ว หรืออะไรก็ได้ ที่ใม่ใช่คำนี้”“ครับ…อ่า…คุณเจน”“พี่จอยเขาถามเรื่องอรัญเหมือนกัน เห็นว่าตกงาน ก็เลยอยากให้ไปทำงานกับเขา”“งานอะไรครับ…”“งานเกี่ยวกับพวกบัญชีนี่แหละ เพราะเขาเป็นสมุห์บัญชีโรงแรมแถวๆ ราชประสงค์”“งานบัญชีในโรงแรมหรือครับ”“คิดว่าใช่นะ แต่เจนคิดว่าอรัญคงไม่ชอบหรอก” หล่อนเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองจากฉันเป็นเจนแทน ซึ่งมันทำให้เขาร้สึกสนิทใจมากขึ้นกว่าเดิม“ไม่เอาดีกว่าครับ ไม่ถนัดเลย ไอ้พวกงานบัญชีเนี่ย ปวดหัวทั้งๆ วันๆ เพราะเห็นพวกที่ทำบัญชี ส่วนมากยิ้มไม่เป็นทั้งวันเลย เข้าไปพบทีไร หน้าบึ้งเป็น…”จันทิมาหัวเราะ เพราะหล่อนรู้ว่าเขาจะเปรียบเทียบกับอะไร แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยออกมาในตอนท้ายก็ตาม“ผมดีใจนะที่คุณเจนยิ้มได้ และดูเหมือนจะปลงได้แล้ว …..เอ่อ…แล้ว…”“แล้วอะไร ..ถามมาสิ ตอบได้ ไม่ต้องเกรงใจแล้ว” หล่อนเลิกคิ้วถาม และออกน้ำเสียงแบบเป็นกันเอง“…เรื่องของเฮียกับคุณเจนกระมัง”“ก็ทำนองนั้นละครับ” เขาหัวเราะเบา“ตกลงเลิกกันเรียบร้อยแล้ว และมันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเจนไม่ได้จดทะเบียนกับเขา แม้จะอยู่ด้วยกันหลายปีก็ตาม”“ได้เจอหน้าเฮียหรือเปล่าครับ”“เปล่าหรอก ให้พี่จอยไปคุยแทน มันก็ดีเหมือนกันที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย ไม่เช่นนั้น เจนคงต้องรับภาระหนี้สินที่เขาก่อไว้แน่ๆ เลย”“แล้วเฮียเขารับผิดชอบอะไรหรือเปล่าครับกับสิ่งที่เขาทำ”“เขาก็รับผิด และยอมขายตึกโอนเงินมาให้ แต่เจนไม่สนใจดูเลย ปล่อยให้พี่จอยเขาจัดการให้”“ก็ไหนว่าเขาติดการพนันจนไม่มีเงินแล้วไงครับ แถมเป็นหนี้ด้วยอีกต่างหาก”“ถ้าขายตึกก็คงมีเงินอยู่หรอก เพราะว่าเขามีตึกอยู่หลายแห่งเหมือนกัน แต่ไม่นานหรอก คงจะหมดตัวจนไม่เหลือสักอย่าง”“เขาน่าจะสำนึกบ้างนะครับ”“ช่างเขาเถอะ เราเลิกพูดถึงเขาดีกว่า จบแล้วก็ให้มันจบ” หญิงสาวพูดตัดบท ในขณะที่ดวงตาเริ่มเอ่อด้วยน้ำตาอีกครั้ง แต่หล่อนก็กลั้นไม่ให้มันไหลออกมา ด้วยกันหันหน้าหนีไปเช็ดออกเสีย“อรัญทานข้าวมาหรือยัง” หล่อนถาม เมื่อปรับน้ำเสียงได้เป็นปกติ และเขาก็ดีใจที่หล่อนเข้มแข็งพอ“เอ่อ…ยังครับ แหะแหะ หิวแล้วด้วย ตกงานมาเป็นเดือนแล้วนี่ ต้องเขียมหน่อย”“งั้นวันนี้เจนพาไปเลี้ยงดีกว่า”“ครับ…กำลังจน มีคนเลี้ยงยิ่งดีใหญ่ ต่ออายุได้อีกวันหนึ่ง แหะแหะ”ดวงตาโตค้อนให้ หล่อนรู้และเข้าใจดีว่าเขาพูดเพื่อให้หล่อนยิ้มได้เท่านั้นเองอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา อรัญก็พบว่าจันทิมาพาเขาเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านถนนศรีนครินทร์บางนา“กินไก่ไหม…”“ก็ดีครับ แต่ผมกินเยอะนา”“เหมาให้เป็นตัวเลยก็ได้”ทั้งสองพากันเดินเข้าไปในร้านขายไก่ทอดที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก หญิงสาวหัวเราะ และพาเดินไปสั่งไก่ทอดเค้าเตอร์ขายจากนั้นหล่อนพาเขาเดินไปนั่งที่มุมท้ายสุดของร้านเพื่อรอ ไม่นานนัก ไก่ทอดหอมฉุยเหลืองอร่ามก็มาตั้งอยู่ตรงหน้ายังไม่ทันที่เขาจะตัดชิ้นเนื้อไก่ใส่ปาก ก็สังเกตุเห็นหล่อนจ้องมองนิ่งมาทางเขา ทีแรกนึกว่าหล่อนจ้องมองเขา แต่พอสังเกตุสายตาก็พบว่า หล่อนมองผ่านเลยไปทางด้านหลังของเขา อรัญจึงเอี้ยวคอมองตามอีกมุมหนึ่งของห้อง มีชายฉกรรฉ์สามสี่คน นั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง แต่เขาไม่เข้าว่าหล่อนมองไปที่คนเหล่านั้นทำไม“ทำไมหรือครับ คุณเจน มีอะไร”“ปล่ะ เปล่า…เราเปลี่ยนที่นั่งไปมุมตรงนั้นดีกว่า” ไม่รอการตอบรับ หญิงสาวรีบยกถาดไก่ทอด ย้ายโต๊ะไปทันที และเดินไปนั่งมุมกลับกัน ทำให้เขามองเห็นกลุ่มคนที่หล่อนจ้องมองอยู่ก่อนได้ถนัด และหล่อนหันหลังให้เขาสังเกตุไม่ออกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นมีปัญหาอะไร และทำไมหญิงสาวจึงทำเหมือนต้องการที่จะหลบไม่ให้คนเหล่านั้นมองเห็น“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ ถ้าไม่สะดวกเรากลับก็ได้นะครับ”อรัญสังเกตุออกว่าสีหน้าของหล่อนซีดเผือดไปรีมฝีปากสั่นน้อย ๆ และถ้าสังเกตุให้ดีก็จะเห็นมือที่บางบนโต๊ะของหล่อนนั้นสั่นน้อยๆ หญิงสาวนั่งหลับตานิ่งอยู่พักหนึ่ง จึงลืมตามองมาที่เขา ฝืนยิ้ม และบอกว่า“เราห่อกลับไปกินบ้านกันดีกว่านะ”อรัญยกถาดกลับไปสั่งให้พนักงานห่อใส่กล่องให้ก่อนจะย้อนกลับมาหาจันทิมาที่โต๊ะ หล่อนลุกขึ้นอย่างระมัดระวังและดึงเขาให้บังตัวจากคนกลุ่มนั้นทั้งยกกระดาษโบรชัวร์ที่รับแจกมาขึ้นบังหน้าก่อนให้เขารีบเดินออกมาอย่างรวดเร็วก่อนก้าวลงบันไดเลื่อนหญิงสาวคงจะเหม่อหรือรีบร้อนสักอย่าง ทำให้เผลอเหยียบขึ้นบันไดพลาด ซวนเซจะล้ม เขาจึงรีบประคองดึงเอวเอาไว้ เขาเองก็ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุว่ามันเพราะอะไรกันแน่ หญิงสาวจึงได้มีท่าทางเช่นนี้จันทิมา หน้าซีดทำท่าจะเป็นลม ทำตัวโอนเอนไปมา เขาจึงประคองไว้จนกระทั่งผ่านบันไดเลื่อนออกมา“คุณเจนเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”เขาถามอย่างเป็นห่วง“ไม่เป็นไร ไปที่รถเราเถอะ อยากกลับบ้าน”อรัญประคองหญิงสาวไปยังลานจอดรถชั้นล่าง มือของหล่อนสั่นเทาเมื่อพยายามเปิดประตูรถ อรัญเห็นท่าไม่ค่อยดี จึงช่วยเปิดให้และส่งให้หล่อนเข้าไปนั่งด้านใน ก่อนจะเดินมาเข้าประตูอีกด้าน“คุณเจนไหวหรือเปล่าครับ” เขาถามเมื่อเห็นหล่อนนั่งพิงเบาะหลับตานิ่งอยู่เช่นนั้น พักใหญ่ ไม่นานนัก จันทิมาก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ หน้าที่ซีดเริ่มดีขึ้น“…ทำไมจึงต้องกลัวคนกลุ่มนั้นด้วยล่ะครับ มีอะไรหรือเปล่า”“กลัว เจนกลัวค่ะอรัญ” หล่อนตอบเสียงแผ่วเบา“ทำไมครับ…”“กลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่านะ เจนพูดไม่ออกหรอกตรงนี้น่ะ เจนเหมือนใจจะขาด”“คุณเจนขับรถไหวหรือเปล่าครับ”“อรัญขับให้หน่อยสิ…” หล่อนบอกทั้งยังหลับตากับเบาะ“อ่า…ผมไม่เคยขับรถนะครับ ขับไม่เป็นเลย ทำไงดีล่ะ”หญิงสาวส่ายหน้าน้อย และลืมตาขึ้น พร้อมทั้งถอนหายใจเฮือกใหญ่“…ไม่เป็นไร กลับบ้านเราดีกว่า”ฝืนใจกล่าวเรียกความเข้มแข็ง แม้อรัญก็ยังดูออกว่าหล่อนฝืนใจไม่น้อย ตรงมุมปากของหล่อนมันกระตุกนิด ๆ และมือไม้ยังสั่นน้อย ๆ ให้เห็นจันทิมา ไม่ได้ขับรถกลับบ้าน แต่วนรถอ้อมไปขึ้นทางด่วน และไปจอดรถนิ่งอยู่ริมทางบนทางด่วนสายบางนาตราด ถ้ามุ่งไปเรื่อยๆ ก็จะออกชลบุรี“เราจะไปไหนต่อครับ….” หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้ามาครอบงำอยู่นาน“อรัญว่างไหม เจนอยากไปเที่ยวทะเล อยากไปไหนไกลๆ จากกรุงเทพฯ สักวันหนึ่ง”ชายหนุ่มยกแขนขึ้นมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะตอบ“ว่างครับ ไม่ได้ไปไหนหรอก ถ้าอยากให้ไปเป็นเพื่อนก็จะไป ผมเองก็ไม่ค่อยจะได้ไปไหนไกลจากกรุงเทพฯ เลยสักเท่าไหร่”จันทิมาไม่รอให้กล่าวจบประโยค หล่อนออกรถไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และขับเร็วจนเขาเองก็หวาดเสียวว่าหล่อนคิดจะทำอะไรกัน คงไม่พาเขามาตายด้วยหรอกกระมังเพียงชั่วโมงกว่าๆ อรัญก็พบ จันทิมาขับรถพาเขามาเลียบอยู่ตามชายหาดบางแสน วนหาที่จอด และนาฬิกาก็บอกเวลา 4 โมงเย็นแล้วอีกไม่กี่นาทีต่อมา สองหนุ่มสาวพากันเดินออกมาตามชายหาด และเขาเองก็ไม่ลืมที่จะเอาไก่ทอดออกมาจากรถด้วยจันทิมาเลือกเอาร่มชายหาดที่ไกลจากนักท่องเที่ยวอื่นๆ และมีทรายสะอาดตาเขาไม่อาจมองเห็นความรู้สึกในดวงตาของหล่อนได้อีก ภายใต้แว่นกันแดดสีดำนั้น“คุณเจน..ท่านไก่ด้วยกันหน่อยสิครับ สั่งมาตั้งแยะยังไม่ทันได้แตะกันเลย”“ไม่ค่ะ เจนยังทานไม่ลง” หล่อนปฏิเสธ “..อรัญทานคนเดียวเถอะ”เขาไม่ได้กล่าวอะไรอีก เทซ๊อสจากซองราดลงบนชิ้นไก่ทอด และก้มหน้าก้มตาเคี้ยวในขณะที่ใจอยากรู้เหลือเกินว่านี่มันเรื่องอะไรกันไม่นานนัก เขาก็ได้ยินเสียงหญิงสาวฝืนหัวเราะเบา ๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง และยื่นมาหยิบเอาไก่ทอดไปชิ้นหนึ่ง อรัญรีบหยิบซ้อสไปเทราดใส่ให้อย่างเอาใจ“กินเป็นเพื่อนก็ได้”“แดดจัดดีนะ” เขาเริ่มชวนคุย“ชายทะเลก็อย่างนี้แหละ เคยมาทะเลหรือเปล่า”“เคยครับ แต่ไม่เคยลงเล่นน้ำ”“คุณเจนมาบ่อยหรือ?”“เปล่า ไม่ค่อยมีเวลามาหรอก เคยมาครั้งแรกก็มากับ….เขานะ”หญิงสาวพูดท้ายประโยคขาดหายไป แต่เขาเข้าใจ“เคยเล่นโดดร่มแบบนั้นไหมครับ” เขาชี้ออกไปข้างนอกให้ดูเรือลากร่มพาราชูตที่แล่นอยู่ไกลๆ เพื่อเป็นการตัดบทไม่ให้หล่อนต้องคิดมากอีก“ไม่เคยหรอกน่ากลัวออกสูงออกอย่างนั้น อรัญเคยหรือ”“เปล่าครับ แต่คิดว่ามันคงจะสนุกน่าดูนะ ได้เห็นอะไรกว้าง จากที่สูงๆ กลางทะเลแบบนั้น”“จะลองดูไหมล่ะจะเช่าให้”“ไม่ละครับ…แค่อยาก แต่ยังไม่อยากลอง”ระหว่างนั้นมีแม่ค้านำเอาไอศครีมเข้ามาเสนอขายแทรกสนทนา เขาไม่ได้เอาไอครีมแต่สั่งเอานมเปรี้ยวแทน จากนั้นส่งให้หญิงสาวเมื่อเสียบหลอดให้เรียบร้อยแล้ว แต่หล่อนส่ายหน้าปฏิเสธ“นมเปรี้ยวช่วยแก้เครียดได้ครับ ผมชอบดื่มเวลาเครียด ๆ”จันทิมายอมรับขวดนมไปดื่มเมื่อเห็นแววตาความจริงใจของเขา“ไปเอามาจากไหนที่บอกว่าดื่มนมเปรี้ยวช่วยแก้เครียดได้”“อ่านตำรา ตอนที่สอบมหาลัย ผมต้องดื่มก่อนเข้าสอบเสมอ”“หายเครียดจริงๆ หรือ”“ก็ไม่แน่ใจนะ รู้แต่ว่าอร่อยอย่างเดียว พอได้กินของถูกปากแล้ว ผมก็สบายใจ ก็แค่นั้นเองครับ”“แหมหลอกให้เจนดื่มนี่” หล่อนพูดยิ้มๆ เขาเองก็ยิ้มตามเมื่อเห็นรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าจันทิมาเป็นคนที่สวย และสวยมากในความรู้สึกของเขา ผิวพรรณสะอาด และดูมีเสน่ห์ชวนมองเมื่อยามแย้มยิ้ม โดยเฉพาะลักยิ้มข้างเดียวตรงแก้มซ้ายนั้น ดึงดูดสายตาไม่น้อยเลย“มองอะไรเล่า….” หล่อนทำเสียงดุมา เมื่อเห็นเขาเผลอมองไม่ยอมละสายตาไปทางอื่นอรัญสำลักน้ำมะพร้าวที่กำลังดื่มอยู่จนขึ้นจมูก ทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมาดังๆ กับอาการของเขา“แหมดุซะตกใจเลยอ่ะ”เขาแก้ขวยด้วยการดึงเอากระดาษทิชชู่จากถุงไก่ทอดออกมาเช็ดปากและจมูกอรัญเหลือบมองใบหน้าหญิงสาวที่หลบสายตาของเขา เสมองไปทางอื่น ลมทะเลพัดชายผมตามใบหน้าพลิ้วสยาย ทำให้เห็นแผลเป็นเล็กๆ ตรงหน้าผาก ซึ่งมันดูเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้ใบหน้าสวยนั้นมีตำหนิสะดุดตา5 โมงเย็นแล้ว แสงแดดอ่อนส่งจ้ากระทบผิวน้ำทะเล ระยิบระยับตาหญิงสาวลุกออกเดินไปตามชายหาด และรู้ว่าเขาคงตามออกมาอย่างแน่นอน จึงไม่ได้เอ่ยชวน อรัญเก็บเอาเพียงกระเป๋าสตังค์และกระเป๋าหิ้วของหล่อน จากนั้นเดินตามออกมาจันทิมาถอดรองเท้าขึ้นมาถือ ออกเดินเท้าเปล่าบนผืนทรายละเอียด ลมทะเลชายหาดพัดเส้นผมที่ยาวสลวย และกระโปรงยาวแบบผ้าบางจีบ ลู่ตามลมทำให้ชายหนุ่มผู้ซึ่งเดินมาทางด้านหลังมองอย่างละลานตากับความงาม รูปร่างที่เพรียวสวยได้สัดส่วน เขาสะพายกระเป๋าถือของหล่อนกับไหล่ ก่อนจะทำท่าเหมือนช่างกล้องถ่ายรูป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่หล่อนหันมาพอดี หญิงสาวแค่ยิ้มให้นิดหนึ่ง และเดินต่อไปเรื่อยๆ“จะกลับแล้วหรือครับ” เขาถามเมื่อเดินตามมาทัน และเดินคู่เคียงข้าง“ยังหรอก..แค่อยากเดินเล่น แดดไม่ร้อนแล้ว ลมก็พัดดีด้วย”“แหมผมเสียดายจัง ไม่มีกล้อง หากมีกล้องนะ รูปที่ทำท่าถ่ายเมื่อกี้คงเป็นภาพที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นเลยล่ะ”“เกินไป....ทำไมมายอกันเองอย่างนี้ล่ะ”“จริงๆ นา ไม่ได้พูดเล่น” เขายังยืนยัน และเดินนำหน้าแบบหันหลังเดิน โดยหน้ามองมายังหญิงสาว“...ถ่ายอีกก็ได้ เอ้า แช๊ะ...” ทำท่าเหมือนช่างกล้องอีกครั้ง แต่หญิงสาวดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจนัก เพียงแต่ยิ้มให้อย่างเดียว ช่างกล้องกำมะลอ เดินถอยไปด้วยคุยไปด้วย จึงไม่ได้ระวังเหยียบลงบนบอลชายหาดที่ถูกเตะมาโดยฝีเท้าเด็กชายเล็ก ๆ สองคน ซึ่งเล่นกันอยู่ด้านหลังของเขา อรัญเสียหลังลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้นทรายจันทิมาหัวเราะกิ๊กและขำกับอาการของเขา ที่แลบลิ้นทำหน้าเหยเก ชูกระเป๋าสะพายของหล่อนขึ้น ไม่ให้เปื้อนทราย หล่อนยื่นมือมาดึงให้ลุกขึ้น แต่ด้วยน้ำหนักของเขาทำให้หล่อนเซไปไปข้างหน้าและเข้ามาประทะกับอกกว้างที่ยืนขึ้นได้พอดี“อุ๊ย...” หล่อนร้อง หน้าอกอันพุ่งตระหง่านของหล่อน ชนเข้ากับแผงอกกว้าง“...แกล้งกันนี่” หล่อนต่อว่า“โอ..โน...อุบัติเหตุครับ ไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจริงๆ” เขารีบปฏิเสธ ก่อนจะปัดทรายออกจากกางเกงเพียงแว่บหนึ่งในส่วนลึกของหัวใจ อรัญรู้สึกอยากให้เวลามันเนิ่นนานออกไป และชายหาดยาวไม่มีจุดสิ้นสุด หญิงสาวสคนนี้จะรู้สึกเหมือนเขาหรือไม่นะตะวันคล้อยบ่าย ใกล้ลับลงสู่ขอบฟ้าฟากฝั่งทะเลด้านทิศตะวันตกแล้ว อรัญลุกขึ้นยืนปัดตามเนื้อตัวสองสามครั้ง และยื่นมือไปดึงแขนของหญิงสาวที่ยื่นส่งมาให้ เขาไม่อาจจะมองเห็นแววตาภายใต้แว่นกันแดดสีดำนั้นได้ รับรู้ได้แต่เพียงรอยยิ้มน้อยๆ ที่หล่อนส่งให้ และมันก็ยังคงเป็นยิ้มแบบเศร้าๆ สำหรับเขาเสมอ“เราไปพัทยากันไหม...” หญิงสาวเอ่ยชวน“มันจะดีหรือครับ...จะค่ำแล้ว”“เป็นไรไป....มืดค่ำก็พักโรงแรมก็ได้ ตอนนี้ยังไม่อยากกลับบ้าน”“ก็ตามใจครับ ไปก็ไป แต่แหม ถ้าพักค้างคืน คงไม่ดีเท่าไหร่ เพราะไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยน”“ซื้อเอาสิ”“แหะ แหะ จะพักจริงๆ หรือ”“จริง ๆ ... ยังไม่อยากกลับบ้าน อยากเที่ยวให้ไกลๆ สักวันหรือสองวันก็ได้ เคยชวนพี่จอยแล้ว แต่เขาไม่มีเวลาว่าง ได้มาอย่างนี้แล้ว ก็อยากเที่ยวซะเลย อรัญมีธุระจะรีบกลับหรือเปล่า”“เปล่าครับ เปล่า...เพียงแต่ยังไม่ได้เตรียมตัวเท่านั้นเอง มาแต่ตัวเปล่าๆ เลย”“ตัวเปล่าๆ ที่ไหน เสื้อผ้าก็มีใส่” หล่อนพูดจบก็ต้องหัวเราะกิ๊กเมื่อเห็นเขาค้อนบ้าง เพราะเข้าใจดีว่าหล่อนเย้าเรื่องอะไรอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาจันทิมาขับรถพาเขาไปจอดในโรงแรมแห่งหนึ่ง ในเขตพัทยา-นาเกลือ มันอยู่ลึกจากถนนสุขุมวิทไปหลายกิโลเมตรเช่นกัน เขาเองก็งง ๆ เมื่อหล่อนพามาถึงโรงแรมแห่งนี้ หลังจากที่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหลายเที่ยวจนเขาเองจำทางไม่ถูก แต่ในทางกลับกัน หล่อนคงเคยมาแถวนี้หลายหน จึงจำทางได้แม่นยำหล่อนจองห้องเพียงห้องเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเขากับหล่อนต้องพักด้วยกันในห้องนั้น อรัญยืนมองหญิงสาวที่เดินสำรวจห้องไปมาอยู่พักหนึ่งก่อนจะนั่งบนเตียง และรื้อเอาเสื้อผ้าที่หล่อนและเขาเพิ่งซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าก่อนเข้ามาโรงแรม“ห้ามมอง ห้ามแอบดู ดูทีวีไปก่อน เจนจะอาบน้ำ แน่ะ ๆ ไม่ต้องมองมา จะเปลี่ยนเสื้อผ้า..”เขาต้องนั่งตัวแข็งทื่อตาจ้องทีวีอย่างเดียว มันเป็นรสชาติชีวิตที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวจะสังเกตุเห็นหรือไม่ ว่ามีกระจกบานเล็กยาวที่ติดผนัง ซึ่งเป็นกระจกประดับมากกว่าจะเอาไว้ส่องเงา เยื้องทีวีไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง แม้จะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองกระจกบานนั้น หล่อนช่างไม่เฉลียวใจบ้างเลยหรือไรว่าเขาแอบมองหล่อนผ่านกระจกบานนั้น พยายามหลับตาไม่มองแต่ก็ยังไม่วายที่จะลืมตาดูอีกจนได้ ร่างอวบเรียบเพรียวงามขาวโพลนภายใต้ชุดชั้นในสีขาวลายลูกไม้ ผิวพรรณของหล่อนไม่มีที่ติดเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ได้ฟังเลยว่าหล่อนพูดอะไรไปบ้าง รู้แต่เพียงว่าตัวเองได้ยิน แต่ไม่ได้ฟังว่าหล่อนพูดอะไรบ้าง ไม่นานนัก หล่อนก็พาร่างหายจากกระจกเงาเดินเข้าห้องน้ำไปอรัญถอนหายใจอย่างโล่งออก หน้าท้องมันปั่นป่วนอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะพยายามคิดว่า นั่นคือเพื่อนผู้ตกยาก กำลังต้องการความช่วยเหลือ และการปลอบโยนในทางที่ถูกต้อง ชีวิตของหล่อนผ่านเรื่องเลวร้ายมามาเกินไป แต่เขาก็ยังอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ไม่นานนัก หล่อนก็เดินออกมาและสั่งให้เขาห้ามมองอีกครั้ง หญิงสาวหัวเราะเมื่อเห็นเขานั่งกอดเข่ามองดูทีวีนิ่ง ๆ ในกระจกบานเดิม หล่อนผลัดกระโจมออกผ้าอาบน้ำออก และเปลี่ยนเป็นชุดนอนสีขาวคลุมถึงปลายเท้า โชว์ไหล่สีขาวทั้งสองข้าง หล่อนช่างทรมานให้เขาจินตนาการไปไกลเหลือเกินจากนั้นหล่อนจึงมานั่งที่ขอบเตียง และสั่งให้เขาไปอาบน้ำ พร้อมทั้งโยนเสื้อผ้าผลัดมาให้“ผมหันได้หรือยังครับ...”“ได้แล้วย่ะ...รู้นะแอบมองตรงกระจกน่ะ” อรัญสะดุ้งโหยงกับคำพูดของหล่อน ไม่ใช่จี้ใจดำ แต่เป็นว่าหล่อนรู้ดีต่างหาก รีบฉวยเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำไป และกลับออกมาจากห้องน้ำเมื่อชำระสะสางคราบไคลสะอาดดีแล้ว“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกน่า คิดซะว่าเราเป็นเพื่อนกันสิ” หล่อนหัวเราะอีก เมื่อเห็นเขาไม่มองไปที่หล่อนเลยนับแต่ออกจากห้องน้ำมา เพียงแค่นั่งขัดสมาธิกลางห้อง ใกล้ๆ เตียง ตัวตรง หญิงสาวยิ่งหัวเราะดังกว่าเดิม เมื่อเห็นอาการเกร็งของเขา เหมือนหนุ่มน้อยไม่เคยเข้าใกล้หญิงกระนั้นเสียงหัวเราะของหล่อนมันเงียบหายไปเฉยๆ จากนั้นก็กลายเป็นความเงียบเข้ามาแทนที่ มีเพียงเสียงจากทีวีเท่านั้น เขาไม่อาจรู้ได้ว่าหญิงสาวกำลังคิดอะไร รู้แต่ว่าตัวเองฟุ้งซ่าน ตาดูทีวี แต่ใจไม่ได้ดูเลยแม้แต่น้อยนานเหลือเกินในความรู้สึกของเขากับความเงียบที่เต็มไปด้วยความอึดอัดใจ และหักห้ามใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน หญิงสาวล้มตัวลงนอนไปแล้ว กระทั่งคิดว่าหล่อนคงหลับไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ ไปชำเลืองมองด้วยหางตา หล่อนนอนหันหลังให้ ภายใต้ผ้าห่มนวมสีขาวเมื่อเสียงหัวเราะหายไป ความทุกข์ระทมใจที่เฝ้าอดกลั้นมันก็พรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ น้ำตาที่กลั้นไว้ได้หลายวัน เริ่มเอ่อไหลและไหลจนเปียกชุ่มหมอน ความรักความหลังที่แสนหวานของหล่อนกับอดีตสามีผ่านพ้นไปกลายเป็นความเกลียดและความแค้น แต่หล่อนก็พยายามหักห้ามใจ คิดปลงเสียว่านั่นคือกรรมที่หล่อนต้องเกิดมาชดใช้ในชาตินี้ แต่ผีซ้ำด้ามพลอย เมื่อหล่อนหันมาพึ่งพี่สาว พี่เขยที่เคยเป็นคนรักของหล่อนมาก่อนหน้าได้พบพี่สาวก็พยายามที่จะเข้ามาสานต่อความสัมพันธ์ที่มันขาดสะบั้นไปจากใจหล่อนแล้วหล่อนไม่กล้าบอกพี่สาว เนื่องเพราะหล่อนกลัว กลัวว่าพี่สาวจะโทษเป็นความผิดของหล่อน มากกว่าเป็นความผิดของสามีของเธอ หล่อนพยายามปิดกั้นทุกอย่างไม่ให้กร้ำกรายเข้ามาในชีวิตอันเลวร้ายของหล่อนอีกแต่อรัญ อดีตลูกจ้าง คนเคยกู้ชีวิต และเป็นแม้แต่เพื่อนร่วมห้องของหล่อนในขณะนี้ หล่อนไม่อาจบอกได้ถึงความรู้สึกทีมีต่อเขาได้ เขาทำให้หล่อนหัวเราะยิ้มได้เสมอทุกครั้ง และมักจะโผล่มาให้เห็นหน้า เมื่อยามหล่อนเศร้า และทุกคราที่เขามาเยี่ยมเยียนที่บ้าน เขาเปรียบเหมือนไม้แผ่นเดียวกลางทะใหญ่ให้หล่อนได้เกาะพักพิง ท่ามกลางความเคว้งคว้าง และมรสุมปัญหาชีวิต หล่อนไม่ได้รู้จักเขาดีมากมายนัก เพียงแต่หล่อนเคยโทรศัพท์ไปเรียนถามเรื่องราวของเขาจากหลวงพี่ และท่านสมภาร และพอทราบประวัติของเขาและนิสัยเพียงนิดหน่อยหญิงสาวเช็ดน้ำตาที่เอ่อไหลด้วยปลายนิ้ว ก่อนจะค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นมามอง ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงด้านข้างเตียง และได้สบกับสายตาของเขาที่จ้องมาก่อนแล้ว“จะนอนหรือยัง....” หล่อนถามเบาๆ“เดี๋ยวผมนอนข้างเตียงนี่ก็ได้ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก คุณเจนนอนไปเถอะ” เขาบอกพลางยิ้มให้“นอนบนเตียงนี่ก็ได้ เจนไม่ถือหรอก” หล่อนพูดพลางขยับตัวร่นไปอีกนิดหนึ่ง และขยับตัวจัดผ้าห่มให้เข้าที่เข้าทาง“.. ถ้าจะนอนก็ขึ้นมานอนบนนี้นะ ไม่ต้องเกรงขนาดนั้นหรอก เจนเป็นหญิงยังไม่กลัวเลย อรัญจะกลัวอะไร มาด้วยกันถึงที่นี้แล้ว” หล่อนเหมือนจะรู้ว่าเขาจะพูดอะไรจึงยกนิ้วชูขึ้นกั้นที่ริมฝีปาก เป็นเชิงห้ามพูด ก่อนจะล้มตัวลงนอน ตะแคงหันหลังให้ทีวีไม่ได้มีสาระอะไรเลย หรือมีแต่เขากลับดูไม่รู้เรื่อง เนื่องเพราะความฟุ้งซ่านในขณะนี้ นาฬิกาตั้งโต๊ะข้างๆ ทีวี บอกเวลา 5 ทุ่มกว่าแล้ว อรัญหาวหวอด ก่อนจะตัดสินใจ ล้มตัวนอนกับพื้นตรงนั้น และพยายามหลับตานิ่ง เขาได้ยินเสียงหญิงสาวขยับตัวบนเตียง และคิดว่าป่านนี้หล่อนหลับหรือยังหนอเพียงหลับตาแต่ในหัวใจที่ยังฟุ้งซ่านอยู่ ไม่นานนัก รู้สึกเหมือนมีเงาวูบวาบผ่านอยู่ตรงหน้า แม้จะไม่ลืมตาก็ตาม แต่แสงไฟจากเพดานที่ส่องผ่านมาทำให้เขาสัมผัสได้ เขาสะดุ้งนิดหนึ่ง เมื่อหยีตาขึ้นมองเห็นใบหน้าขาวๆ ที่นอนคว่ำยื่นใบหน้าโผล่มาตรงหน้าเขาพอดี และยื่นมือโบกผ่านแสงไฟที่ส่องตรงหน้าเขาไหวๆ“ทำไมไม่ขึ้นมานอนบนนี้ล่ะ”หญิงสาวถามยิ้ม ๆ แต่เขาสังเกตุได้ว่าหล่อนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา ด้วยเสียงพูดที่ขึ้นจมูกเหมือนคนเป็นหวัด และขนตาที่เปียกชื้น“ข้างล่างก็สบายดีครับ ไม่เป็นไรหรอก” เขาสอดสองมือเข้ามาประคองช้อนใต้ศีรษะ และยิ้มให้“ปวดหลังตายเลย ขึ้นมานอนบนนี้ก็ได้ เจนไม่ถือหรอก”“ไม่เป็นไรครับ....”“รังเกียจที่จะขึ้นมานอนด้วยหรือ”“โอ๊ย....ไม่ใช่ครับ ใครจะไปคิดอย่างนั้นล่ะ เพียงแต่ว่ารู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะเหมาะเท่านั้นเอง”“อะไรคือเหมาะ อะไรคือไม่เหมาะล่ะ” หล่อนพูดลอยๆ“เหมาะเหมาะ คือ คุณเจนนอนผม ผมนอนล่าง ไม่เหมาะ คือนอนบนนั้นด้วยกัน” เขาตอบแบบเล่นลิ้น และลุกนั่งหันหลังมาพิงกับขอบเตียง เอารีโมททีวีมากดเปลี่ยนช่อง หญิงสาวกขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ และถามเบาๆ“ไม่อยากรู้หรือว่าทำไมเจนจึงได้กลัวคนกลุ่มนั่นที่ร้านเคเอฟซี”“ใจอยากจะรู้ครับ แต่กลัวว่าถามแล้วมันจะทำให้คุณเจนเจ็บปวด เลยไม่อยากรู้ดีกว่า”เขาตอบและชายตามามอง หญิงสาวที่โผล่แก้มมาใกล้ๆ ไม่ถึงคืบ หล่อนเพียงนอนคว่ำเท้าศอกโดยมีหมอนรองหน้าอก และลูบไล้นิ้วมือเรียวงามไปมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ หล่อนไม่ได้ไว้เล็บและทาแต้มเติมแต่งสีใด“พวกมัน...ก็พวกที่บังคับพาเจนไปให้เจ้านายมันข่มขืน........” หล่อนพูดไม่ทันจบประโยคดีนัก น้ำตาก็รื้อไหลออกมาอีก และหยดแหมะหลังมือของเขาที่เท้าอยู่กับพื้น“ขี้แยอีกแล้ว..” เขาเอียงไหล่ไปประทบกับแขนของหล่อน และเย้า“...ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันผ่านไป เอาคืนไม่ได้หรอก เสียแล้วก็เสียไป ไม่ตายก็คือประเสริฐสุดแล้ว”“มันทรมานมากนะ อรัญ...บางครั้งเจนก็อยากจะตายซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไป” หล่อนพูดทั้งกลืนน้ำตา และพยายามเช็ดด้วยปลายนิ้ว“ผมคิดว่าผมเข้าใจ แต่ก็คงจะไม่อาจจะสัมผัสได้หรอกว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใด แค่ไหน แต่ผมก็คิดว่า คุณเจนเป็นคนที่เข้มแข็งนะ และควรจะเข้มแข็งตลอดไปด้วย”“พูดน่ะมันง่าย....”“ก็เข้าใจอีกนั่นแหละ ว่าทำน่ะมันยาก....แต่เราก็ต้องทำ มันเป็นทางเดียวที่มีให้เลือก”“จะอยู่จะไป จะเป็นจะตาย จะมีความหมายอะไร เพราะตอนนี้ เจนก็เหมือนตัวคนเดียวอยู่แล้ว”“อย่างน้อยก็มีพี่จอย...”หญิงสาวหัวเราะเบาคำพูดของเขา และเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหล่อนต้องหัวเราะ หล่อนหัวเราะเพราะคิดว่าเขาคงไม่มีวันเข้าใจสภาพของหล่อนในตอนนี้หรอก“อรัญไม่เข้าใจหรอก”“ไม่บอกก็ไม่เข้าใจ ถ้าบอก ก็อาจจะเข้าใจ...ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ แล้วเริ่มไหม่ยังไม่สาย ไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ ผ่านไปแล้ว ลืมมันไป.......” ช่วงท้าย เขาร้องออกมาเป็นเสียงเพลงเบาๆ“ร้องได้จบเพลงหรือเปล่า..”“นิดหน่อย ก็อาจจะจบ หรืออาจจะไม่จบก็ไม่รู้เหมือนกัน”“โยกโย้จัง...ร้องให้ฟังหน่อยสิ”“ตีสิ”“ตีทำไม...”“ตีให้เจ็บจะได้ร้องให้ฟังไง”“เพี๊ยะ”“โอ๊ย...”“ร้องซะทีสิ”“ร้องแล้วไง”“ไหน..เมื่อไหร่....”“ก็โอ๊ย....เมื่อกี้ไง.....แม้ชีวิตไม่เป็นดั่งใจ หากผิดหวังท้อแท้เมื่อไร ยังมีกำลังใจอยู่ตรงนี้ พร้อมเสมอแค่เธอบอกมา จะไปหาช่วยซับน้ำตา ไม่ว่าใครจะทำให้มันไหล อย่าให้คนเพียงคนเดียว ทำชีวิตเธอพัง เก็บความฝันของเธอเอาไว้ ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ แล้วเริ่มไหม่ยังไม่สาย ร้องไห้กับฉันระบายออกจากหัวใจ ผ่านไปแล้ว ลืมมันไป เมื่อเธอนั้นทำดีสุดแล้ว แต่ไม่แคล้วเสียงคนประณาม คำเหยียดหยามมันทำให้เธอท้อ ฉันพอรู้มันเป็นอย่างไร สิ่งที่เสียแล้วก็เสียไป อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลย........”“ความหมายดีนะ” หล่อนเอ่ยขึ้น หลังจากนิ่งไปนานเมื่อเขาร้องจบ“เพราะไหม...” เขาถามยิ้ม ๆ“ม่ายเลย....”“ก็ไม่ใช่นักร้องมืออาชีพนี่นา”“แต่ก็ขอบคุณที่ร้องให้ฟัง แม้เสียงจะเพี้ยนไปหน่อยก็จะให้เต็มร้อยสำหรับความตั้งใจ.....”“อะไร...” หล่อนถามเมื่อเห็นเขายกมือแบบมาเหนือไหล่“รางวัล....”“เอาอะไรดีล่ะ...ยี่สิบบาทเอ้า..”“ม่ายอ่ะ”“ร้อย..”“ม่าย...”“อะไรล่ะ....”“หอมแก้มทีเดียว โอ๊ย....” พูดไม่ทันขาดคำก็ต้องร้องโอ๊ย เพราะหญิงสาวทำนิ้วปูหนีบเข้าที่ต้นแขน“ทะลึ่งก็เป็นด้วย”“เป็นตั้งนานแล้ว” เขาทำเสียงล้อเลียนเหมือนตลกค่าเฟ่ที่พูดกันบ่อย ทำให้หญิงสาวหัวเราะกิ๊ก นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ จุมพิตมาที่ใบหูของเขา“พอใจหรือยัง..”“ยัง...”“แน้....” หญิงสาวค้อน เริ่มหายใจคล่องขึ้น และน้ำตาก็เหือดแห้งไปแล้ว“...จะขึ้นมานอนบนนี้หรือเปล่า รังเกียจหรือ”“ป่าวววว…แต่กลัวห้ามใจไม่ไหว”“ก็ไม่ต้องห้าม ก็แค่คิดว่าเป็นเพื่อนกัน ...ขึ้นมาสิ…มาน่า ไม่ปล้ำหรอก กลัวไปได้”“ปล้ำไม่กลัว กลัวไม่ปล้ำ”อรัญถอดหายใจลึก ก่อนจะลุกขึ้นเดินปิดสวิสไฟและเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกฟากหนึ่งซึ่งหญิงสาวใช้หมอนข้างวางเป็นเขตแดน“หลับหรือยัง…”“ยังครับ”“อรัญ…”“…..”“เจนอาจจะไปอยู่ต่างประเทศกับพี่ชายที่แคนาดา”“แล้วจะกลับมาไหม”“ที่นี่ไม่มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์ มีแต่ความทุกข์ แล้วจะกลับมาทำไม”“……..”“อรัญจะคิดถึงเจนไหม๊”“คิดสิ และจะคิดมากๆ ด้วย”หญิงสาวพลิกตัวนอนแตะแคงผินหน้ามาทางเขา และจ้องมองในความมืด เอื้อมมือข้ามหมอนมาจับที่ท่อนแขนของเขา อรัญขยับมือขึ้นมาจับสัมผัสมือนุ่มอื่นและบีบแน่น เหมือนจะถ่ายถอดความรู้สึกไปให้“อรัญเคยไปนอนค้างกับใครแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า”“ไม่เคย และไม่คิดว่าจะมีอีก”“ถ้าฉันขอให้อรัญช่วยสักอย่าง อรัญจะช่วยไหม?”“เรื่องอะไรครับ ก็ต้องดูเงื่อนไขก่อน”“กับเพื่อนกันต้องมีเงื่อนไขด้วยหรือ”“เอ้า…งั้นว่ามาจะให้ทำอะไร”“ฆ่าคน”“อื๋ออออ…..ฆ่าใคร”“ไม่รู้สิ”“………….แอร์เย็นนะ”“ห่มผ่าสิ”“หมอนมันกินที่ เกะกะแย่งผ้าห่มจัง”“งั้นก็เอาออก” หญิงสาวใช้เท้าดันหมอนจนตกไปทางปลายเตียง“…ขยับเข้ามาสิ”“…………..”“เข้ามาอีกก็ได้”“…………..”“งั้นขยับเองก็ได้”“คุณเจน….”“จ๋า…”“อุ๊ย..อย่าขานอย่างนี้สิ”“ทำไม เป็นไร”“กลัว……ยามที่เธออ่อนล้า รับรู้ได้จากแววตาที่หวั่นไหว ไม่มีใครเคียงข้างช่วยปลอบใจ ขอเป็นฉันได้ไหม ดูแลเธอ จะคอยเป็นกำลังใจ อยู่ข้างหลัง รับรู้และรับฟัง เรื่องราวของเธอเสมอ ความห่างไกล ก็ไม่อาจกางกั้น ความผูกพัน ที่ให้เธอ ขอบเพียงรู้ไว้เสมอ กำลังใจจากฉัน มีให้เธอทุกนาที...”“ว่าต่อสิคะ...”“เพียงแค่เธอหันมองมองมา จะรับรู้ได้ทันทียังมีฉัน คนที่หวงใยเสมอ ในความผูกพัน และไม่เคยปล่อยให้เธอนั้น ต้องเดียวดาย หากวันใดเธอเงียบเหงา ข้างกายว่างเปล่าไร้คนคอยห่วงหา โปรดจงหันมองกลับมา จะรับรู้ทันทีว่าคนๆ นี้ ยังเฝ้ามองเธออย่างห่วงใย”“ยามใดที่ใจฉันท้อแท้ อ่อนแอน้ำตารินไหล มีเธอคอยเป็นกำลังใจ ขอบคุณที่หวงใยนะคนดี”สัมผัสใกล้ชิดไออุ่นกายหอมละมุน ที่อิงแอบแนบสนิทกายอยู่ตรงนี้ มันเป็นความฝันหรือไรหนอท่าเรือข้ามฟากสู่เกาะล้าน เมืองพัทยา สองหนุ่มสาวนั่งเคียงข้างตอนท้ายเรือข้ามฟากสู่เกาะล้าน ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของเมืองพัทยา แสงแดดยามเช้าสาดส่องทาบทางด้านหลัง ขณะเรือมุ่งหน้าสู่เกาะ เรือวิ่งด้วยความเร็วต่ำ เนื่องจากคลื่นแรงเป็นบางช่วงผู้โดยสารยังไม่มากนัก เนื่องจากเป็นเที่ยวแรกยามเช้า เขานั่งกุมมือหญิงสาวผู้ซึ่งนั่งนิ่งเหม่อ พาดท่อนแขนกับราวระเบียงเหล็ก“คุณเจนกำลังคิดอะไรหรือ..” เขาเอ่ยถามเบาๆ“ถ้าเจนโดดลงน้ำตอนนี้ อรัญจะตามลงไปช่วยไหม”“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ…ผมไม่ยอมตั้งแต่ความคิดแล้ว อย่าคิดแบบนี้อีกนะ ไม่ดีหรอก” เขาบีบมือหล่อนเหมือนส่งแรงใจและความหวังดีไปให้“แล้วถ้าโดด อรัญจะช่วยไหม”“ไม่….ไม่ให้คิด”“งั้นก็ไม่โดด…” หล่อนยิ้มน้อยๆ และโน้มศรีษะมาชนเบาๆ เขาเปลี่ยนจากจับมือเป็นโอบกอดเอวคอดกิ่วนุ่มละมุนมือไว้“อย่าท้อ อย่าเศร้า อย่าคิดมาก คิดถึงหัวใจดวงนี้สักนิดหนึ่ง หากคุณเจนเป็นอะไรไป มันคงแตกเป็นเสี่ยง”หญิงสาวไม่ตอบ เพียงแต่สอดมืออ้อมมา กอดตอบ ซึ่งมันมีค่ามากกว่าคำพูดเป็นไหนๆ“ไม่ท้อแล้ว…และจะพยายามไม่เศร้า ไม่คิดมาก ก็อย่าทำให้เจนคิดมากสิ ทำให้เจนหัวเราะเยอะๆ จะได้ไม่ต้องเศร้า…” หล่อนพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเขาจิ้มนิ้วเข้าสีข้าง และหันมาทุบเขาหลายตุบ จนคนผู้โดยสารหลายคนหันมามอง“อย่างนี้ก็แย่สิ…มาจี๋เขาทำไม”“ก็ให้หัวเราะไง จะได้หายเศร้า”“บ้า…” หล่อนไม่พูดเปล่า หยิกบีบหนังตรงสีข้าง จนเข้าต้องสูดปากประมาณครึ่งชั่วโมง ต่อมา เรือก็เทียบท่าที่ท่าเรือเกาะล้าน มันเป็นเกาะที่ไม่ใหญ่นัก และมีหาดให้เที่ยวไม่มาก แต่ก็ใหญ่พอที่จะมีบ้านเรือนประชาชนและโรงเรียนให้เด็กได้เรียนจากนั้นนั่งรถสองแถวต่อไปยังหาดที่ต้องการ เขาเองไม่เคยมา จึงปล่อยให้หญิงสาวเป็นคนเลือกหาดเอาเองว่าจะไปไหนและหล่อนก็เลือกหาดตาแต้มน้ำยังเอ่อท่วมหาดสูงเกินไป จึงไม่ค่อยปรากฏหาดทรายให้เห็นได้มากนัก แต่เขารู้ว่ามันคงเป็นสถานที่ที่สวยไม่น้อยเลย น้ำทะเลแตกต่างจากน้ำทะเลในหาดพัทยาอย่างเทียบกันไม่ได้น้ำเป็นสีฟ้าและดูสะอาดจนแทบอยากจะโดดลงไปเล่นในทันทีทันใดอรัญเช่าเอาเสื่อสำหรับปูชายหาด พาหญิงสาวเดินเลาะไปตามริมตลิ่งโขดหินทะเล ซึ่งห่างไกล และลับมุมออกมาจากหาดที่มีนักท่องเที่ยวกำลังเล่นน้ำกันอยู่เลือกปูเสื่อใต้ซุ้มไม้เล็ก ๆ ซึ่งมีหาดที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยที่กองเป็นพะเนิน มันดูราวกับว่าหาดทั้งหาดไม่มีทราย แต่เต็มไปด้วยเปลือกหอยสีขาวที่กองทับถมสะสมกันอยู่เสียงคลื่นสาดกระทบโขดหินขนาดใหญ่ และลมทะเลพัดหวิวอยู่ตลอดเวลา เขานั่งพิงข้างหญิงสาวได้ไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นเอนตัวลงไปหนุนตักแทน“เอาเปรียบจัง…”“ตักคุณเจนห๊อม หอม …” เขาพลิกตัวหันหน้าเข้า และสูดกลิ่นกายหอมอย่างแสนรัก“สักวันก็คงจะเบื่อ…”“ไม่มีวันเสียล่ะ ต่อให้น้ำทะเลทั้งโลกกลายเป็นน้ำจืดก็จะไม่เบื่อ”“เชื่อได้แค่ไหน….”“จะให้พิสูจน์ด้วยอะไรล่ะ”“ไม่รู้สิ….เอาเป็นว่าจะเชื่อก็แล้วกันนะ”“อยากเห็นคุณเจนใส่ชุดว่ายน้ำจัง”“เมื่อคืนยังดูไม่เบื่ออีกหรือ…”“ไม่เอาสิ…มันคนละอย่างกัน ไปๆ มาๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นดูถูกน้ำใจกันเท่านั้น” เขาท้วงมาพร้อมกับฝังจมูกเข้าที่หน้าท้องนุ่มนิ่มของหล่อนอีกครั้ง และกดแน่น จนหญิงสาวงอตัวหัวเราะด้วยจั๊กจี้เขาหยอกล้อกับหญิงสาวไม่วายเว้นและเที่ยวหอมเทียวจูบลูบไล้อย่างแสนรัก ไม่อยากให้หล่อนต้องคิดมากหรือเศร้าใจ หรือหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต“อรัญ..”“จ๋า....”“มีคำถามที่ต้องการตำตอบ...ก้ได้...ไม่ตอบก็ได้..” หล่อนพูดช้าๆ“ถามสิ”“อรัญเริ่มรักเจนตั้งแต่ตอนไหน” เขามองเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าหญิงสาว ที่ก้มมองเขาอย่างรอคำตอบเช่นกัน“เอ่อ.....”“บอกได้ไหม”“ได้น่ะได้ แต่กลัวจะไม่เชื่อนะสิ”“เจนจะเชื่อทุกคำพูด”“ก็ตั้งแต่...แรกพบ” เขาตอบทั้งหัวเราะเบาๆ“อะไร...แค่เห็นหน้าก็ชอบเลยหรือ”“ไม่รู้สิ...เห็นหน้าปุ๊บก็นึกรักปั๊บเลย ไม่ใช่แค่ชอบ แต่ก็ได้แต่เศร้าใจ กับสถานภาพที่แทบจะไม่มีวันให้ความรักนั้นสมหวังได้เลย”หล่อนไม่ได้ออกความเห็นกับคำพูดของเขา และนิ่งเงียบไป“แล้วคุณเจนล่ะ ชอบผมตอนไหน หรือว่าจะเป็นรักแรกเจอเหมือนกัน อิอิ”“แหม ไม่ค่อยหลงตัวเองสักเท่าไหร่เลย...” หล่อนจับบิดคางเขาและโยกไปมา “..ไม่รู้สิ...มันเป็นความประทับใจนะ แต่ก็ไม่ถึงกับชอบแบบรักหรอก รักแรกพบน่ะไม่ใช่แน่ๆ อรัญไม่ได้หล่อเพียงพอที่จะชนะใจสาวแบบแรกพบหรอก”“แล้วชอบผมตอนไหนเอ่ย”“ชอบวันที่ขาแพลงที่เหวสุวัต แต่รัก ก็ต้องบอกว่า เป็นวันที่เอ่อ....”“วันไหนน๊า...”“วันที่เจนได้ซบอกอรัญ สัมผัสถึงความอบอุ่นที่มีให้ และความห่วงใยที่มีต่อเจนเสมอ” หญิงสาวดึงใบหูของเขาให้กางออกและก้มกระซิบ“วันนั้นเลยหรือ”“จุดเริ่มต้นของความประทับใจ มันมาจากวันนั้น ส่วนความรักจริง ๆ มันเกิดวันไหน บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ”“วันที่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง จนเสื้อเขาเลอะนี่เอง นี่ยังไม่ได้ซักเลยนะ”“บ้า..เขาซักให้ก็ได้ย่ะ” หล่อนบิดจมูกเขาเล่น และยกศีรษะเขาออกจากตัก ดันให้ลุกนั่ง“ไม่อยากลุกเลย...อยากนอนหนุนตักนุ่มๆ ตลอดไป แม้หลับไม่ยอมตื่น ณ ตรงนี้ก็คงเป็นสุขใจ และยินยอม”“สำบัดสำนวนจัง...ไม่เอา ให้เขาหนุนบ้างสิ เมื่อยขาหมดแล้ว” หล่อนไม่พูดเปล่า ขยับตัวลงนอน กับเสื่อและใช้ตักของเขาแทนหมอน ก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างสุขใจกับความรักใหม่ที่เกิดก่อและได้สารภาพต่อกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป