80.เมื่อจิ้งจอกขาวคืนชีพ
ณ งานประลองเบื้องบนหน้าผาของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ
เงาทั้งหลายที่ได้ดูดกลืนเลือดเนื้อของเหล่ามนุษย์พลันมีรูปร่างขึ้นมาพวกมันคือดวงจิตมารซึ่งเป็นลูกสมุนของจอมมารคอยติดตามรับใช้จอมมารมาตั้งแต่สงครามระหว่างเทพมาร เมื่อนานมาแล้ว
เหล่าเซียนและผู้ฝึกตนทุกสำนักพร้อมใจกันร่ายคาถาประคองนิ้วปล่อยลำแสงสีทองพุ่งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า รวมตัวกันเป็นวงแหวนขนาดใหญ่เสียงสวดงึมงำของเหล่าสำนักเซียนดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่วงแหวนเวทสีทองพลันขยับช้าๆก่อนจะเร็วขึ้นๆจนมองไม่ทัน ทุกครั้งที่วงแหวนหมุนวนครบหนึ่งรอบก็จะปล่อยอักขระสีทองพุ่งออกจากกงล้อ เข้าจัดการกับเงาดำทั้งหลายที่บินฉวัดเฉวียนไปมาบ้างก็เข้าจัดการกับเหล่ามารที่มีร่างกายมีเนื้อหนังขึ้นมา
เหล่าจิตมารเห็นดังนั้นพลันเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากพวกมนุษย์หันมาพุ่งโจมตีเหล่าเซียนที่ใช้สมาธิจัดการกับค่ายกลแทนหากเซียนเหล่านี้เสียสมาธิเมื่อไหร่ค่ายกลจะค่อยๆอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ
ขณะที่จิตมารบางส่วนหันไปช่วยจอมมารที่ถูกตรึงไว้ด้วยค่ายกลพวกมันก่อกวนโจมตีเหล่าเซียนสำนักคุนหลุน ยังดีที่มีจ้าวสำนักคุนหลุนอยู่จิตรมารเหล่านั้นจึงถูกจัดการได้อย่างง่ายดาย
แต่ทว่า...พวกมันมีจำนวนมากมายมหาศาล อีกทั้งคล้ายมีไม่หมดไม่สิ้นดังนั้นจ้าวสำนักคุนหลุนเพียงคนเดียวจึงไม่อาจจัดการพวกจิตมารได้จนหมด
มีจิตมารบางส่วนหลุดรอดไปได้จึงพุ่งโจมตีศิษย์สำนักคุนหลุน เมื่อเหล่าศิษย์ถูกก่อกวนจนเสียสมาธิ ค่ายกลก็ค่อยๆอ่อนกำลังลง
จอมมารที่ทำสีหน้าเจ็บปวดจากการถูกค่ายกลเล่นงานมาโดยตลอดพลันยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะกระแทกฝ่ามือออกไปรอบด้านพร้อมกับคลื่นพลังสีดำกวาดเหล่าเซียนสำนักคุนหลุนล้มระเนระนาดเพียงพริบตาเดียว วงแหวนเวทใต้ฝ่าเท้าก็อ่อนกำลังลง
แต่ค่ายกลยังมีพลังมากพอที่จะตรึงเท้าจอมมารเอาไว้กับที่ทำให้จอมมารไม่อาจขยับขาอีกข้างออกจากที่เดิมได้ เพราะเหล่าเซียนสำนักคุนหลุนไม่กลัวตายทุ่มเท พลังสุดชีวิตสวดร่ายคาถาต่อไป
จอมมารที่เคยมีสีหน้าอย่างคนที่เหนือกว่าพลันสีหน้าบิดเบี้ยวเมื่อพบว่ากายเนื้อและจิตกำลังจะแยกจากกัน
“ไม่...ไม่...ม่ายยยยย!”เสียงร้องโหยหวนของจอมมารดังขึ้นอย่างไม่ยินยอมขณะที่ดวงจิตถูกกระชากออกจากกายเนื้อ
“ตุบ”กายเนื้อที่ปราศจากวิญญาณพลันล่วงหล่นลงบนพื้นขณะที่ดวงจิตของจอมมารเป็นเงาสีดำทะมึนลอยอยู่เหนือวงแหวนเวทที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้จอมมารขยับหนีไปไหนได้
เมื่อเห็นดังนั้นเหล่าเซียนต่างนึกโล่งอกที่จอมมารถูกกักขังไว้ในค่ายกลได้สำเร็จ เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเหล่าเซียนดังขึ้น
เหล่าเซียนกลุ่มที่ทำหน้าที่จัดการเหล่าจิตมารที่บินฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้าได้ยินดังนั้นก็พลันมีกำลังใจมากขึ้น เร่งพลังเสริมทัพ รวมพลังกับจิ้งจอกเงินเสี่ยวไป๋และจิ้งจอกแดงเก้าหางเสี่ยวเมิ่ง สุดท้ายก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ผลิกสถานะขึ้นมาเป็นต่อ มีกำลังเหนือกว่าเหล่าจิตมารที่พลัง และกำลังพลถดถอยลงเนื่องจากตัวหัวหน้า(จอมมาร)ถูกจัดการไปแล้วทำให้ขบวนทัพแตกพ่าย
แต่ทว่าความดีใจของเหล่าเซียนเป็นอันต้องสะดุดเมื่อจอมมารหัวเราะลั่น คล้ายกับกำลังดูเรื่องตลกอยู่
“ฮึ...อย่าคิดว่าค่ายกลนี้จะจัดการข้าได้!”จอมมารที่ถูกค่ายกลตรึงวิญญาณกล่าวขึ้นด้วยท่าทางคล้ายกับว่าเห็นค่ายกลนี้เป็นแค่ของเล่น
“ค่ายกลนี้อย่างมากก็กักขังข้าไว้ได้แค่ชั่วเวลาก้านธูปเท่านั้น...ฮึฮึ!”จอมมารหัวเราะก้องกังวาลรุนแรงทำให้แก้วหูมนุษย์สั่นสะเทือน เจ็บปวดจนมนูษย์ต่างยกมือขึ้นมาปิดหูด้วยความทรมาน
“คิดจะถ่วงเวลา ให้เทพมังกรขาวไป๋หลงมาจัดการข้าหรือ”จอมมารกล่าวอย่างรู้ทันแผนการของเหล่าเซียน
จ้าวสำนักคุนหลุนขมวดคิ้ว“ใช่ข้ากำลังรออยู่จริงๆ”จ้าวสำนักตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เกรงว่า เจ้าคงต้องผิดหวัง”จอรมารว่าพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย“เพราะต่อไปนี้จะไม่มีเทพมังกรขาวอีกต่อไป ฮ่า ฮ่า”
เหล่ามนุษย์และเซียนต่างรีบใช้นิ้วอุดหูในทันทีเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของจอมมารที่ดังจนสั่นสะเทือนแก้วหูจนเจ็บปวด
จ้าวสำนักคุนหลุนขมวดคิ้วเล็กน้อยนึกสงสัยว่าจอมมารทำสิ่งใดลงไป จึงมั่นใจว่าจะกำจจัดเทพไป๋หลงได้
เจ้าเสี่ยวไป๋ที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลนักยกนิ้วอุดหู เบ้ปากด้วยความรังเกียจเสียงหัวเราะ
และเมื่อจอมมารหยุดหัวเราะเสี่ยวไป๋ก็ตะโกนใส่จอมมาร“นี่ ตาแก่จอมมาร!”
คนถูกเรียกว่าตาแก่ถึงกับคิ้วกระตุกหันไปมองเจ้าจิ้งจอกเงินเสี่ยวไป๋ด้วยความโมโห
เนื่องจากตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครหาญกล้าท้าทายเรียกตนว่าตาแก่เลยสักคนอีกทั้งจอมมารก็นึกค้านในใจว่าตน ยังคงรูปงามหนุ่มแน่นเช่นนี้การถูกเรียกว่าตาแก่ช่างหยาบคายจนไม่น่าฟังเหลือเกิน!แม้ว่าตนจะมีอายุมาหลายแสนปีแล้วก็ตาม!
“เรียกใครตาแก่!”จอมมารหันไปตะคอกใส่เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ถือกำเนิดได้เพียงไม่กี่ร้อยปี “ระวังปากเจ้าไว้ให้ดี ข้าจะลากมันออกมาตัดให้สุนัขกินเสีย!”
“อู้ยยย”เสี่ยวไป๋แสร้งสูดปากร้องด้วยความสยดสยอง
“ขออภัยๆ”เจ้าเสี่ยวไป๋แสร้งก้มหัวขออภัยด้วยท่าทางที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าเสแสร้ง“ข้าไม่เรียกว่าตาแก่ก็ได้!”เสี๋ยวไป๋เน้นย้ำคำว่าตาแก่ แล้วรีบกล่าวต่อ
“แต่ว่าตาเฒ่าอย่างท่านหัวเราะได้รังเกียจเกินไปจริงๆข้าทนฟังไม่ไหว เลยต้องขอให้ท่านอย่าได้ปล่อยเสียงหัวเราะ อันน่ารังเกียจนั่นออกมาอีกเลยข้าได้ยินแล้วกลัวจะขี้! ไม่ออกไปหลายวัน!”
คำพูดแสนกลัวบาทาของเสี่ยวไป๋ทำให้สถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดพังลงทันทีเมื่อคนที่ได้ยินส่วนใหญ่พากันหัวเราะลั่นด้วยความขบขัน กับคำพูดของเจ้าเสี่ยวไป๋
“หนอย...เด็กเวร!”จอมมารถูกเสี่ยวไป๋ปั่นหัว จนทนไม่ไหวต้องสบถด่าออกมา“คอยดูข้าจะฉีกเจ้าออกเป็นชิ้นๆ!
“แบร่!”เสี่ยวไป๋แลบลิ้นปลิ้นตาทั้งยังกระโดดหันหลังส่ายก้นไปมา กวนโทสะจอมมารแบบสุดฤทธิ์!
จอมมารโมโหจนตาลุกวาวท้องฟ้าที่สว่างขึ้นทีละน้อยเพราะ เหล่าจิตมารได้ถูกกำจัดไปจำนวนมาก พลันกลับมามืดมิดดำทะมึนอีกครั้งเมื่อจอมมารมีโทสะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาอีกรอบ
“โอ๊ะ...แย่แล้วตาเฒ่ามีโทสะ!”เสี่ยวไป๋แหกปากทำท่าตื่นตระหนก แต่ดูอย่างไรก็จงใจกวนบาทาจอมมารชัดๆ
เหล่าเซียนทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์แอบยกนิ้วให้เจ้าเสี่ยวไป๋ ชื่นชมความกล้าหาญของมันที่กล้าไปยั่วโทสะจอมมาร...
แต่ทว่าเหตุการณ์ในเวลาต่อมากลับทำให้เหล่าเซียนทั้งหลาย ต่างก่นด่า สาปแช่งเจ้าเสี่ยวไป๋สารพัด
จอมมารร่ายเวทสูบพลังจากสมุนของตนรวบรวมพลังจนเงาสีดำเท่ามนุษย์ กลายร่างเป็นอสูรกายรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์ถึงห้าเท่าเพียงพริบตาเดียวที่จออมารรวบรวมพลังได้จอมมารโบกมือเพียงครั้งเดียวเหล่าเซียนที่ควบคุมค่ายกลอยู่ ต่างก็ถูกปัดกระเด็นหมดค่ายกลพังทลายลงในทันที
“บรรลัยแล้ว!”เสี่ยวไป๋ตกใจจนตาเหลือกก่อนจะรีบวิ่งหนีเมื่อมืออันใหญ่โตของจอมมารในร่างอสูรกายยักษ์ ตบลงมาทางตน
เคราะห์ดีที่เจ้าตัวแสบว่องไววิ่งหนีไป๋หลงบ่อยๆ มันจึงคล่องแคล่วหลบหลีกฝ่ามือจอมมารไปได้
จอมมารในร่างยักษ์วิ่งตามไล่จับเจ้าเสี่ยวไป๋พยายามไล่ตบตีเจ้าตัวเล็กครั้งแล้วครั้งเล่าทว่าไม่สำเร็จเลยสักครั้ง
แต่โชคร้ายที่เซียนหลายคนไม่ว่องไวเท่าเจ้าเสี่ยวไป๋ หลบฝ่ามือของจอมมารไม่พ้น ถูกตบกระเด็นลอยละลิ่วไปไกลหลายคนที่ตบะอ่อนแอ ถึงขั้นสิ้นใจตายในทันที ขณะที่บางส่วนบาดเจ็บสาหัส
“เวรเอ้ย!”หลายคนสบถด่าเจ้าเสี่ยวไป๋
“เจ้าวิ่งไปทางอื่นเลยไม่ต้องมาทางนี้...อ๊ากกกบอกว่าอย่ามาทางนี้ไงเล่า!”
ที่ใดที่เสี่ยวไป๋วิ่งผ่านล้วนเต็มไปด้วยความโกลาหลและเสียงสบถด่า เมื่อจอมมารดันวิ่งไล่ตามเสี่ยวไป๋ไม่ลดละใช้มือไล่ตบตีใส่เจ้าเสี่ยวไป๋ไปตลอดทาง แน่นอนว่าผู้คนพากันหนีตายอลม่าน เมื่อจอมมารฟาดฝ่าอันใหญ่โตลมาทางพวกตน
ส่วนจ้าวสำนักคุนหลุนยกดาบในมือขึ้นมาต้านพลังของจอมมารเอาไว้ ไม่ให้พลังจากฝ่ามือของจออมารนั้นพุ่งไปทางเหล่าฝูงมนุษย์ที่อยู่ด้านหลังได้รับอันตราย
หลายครั้งที่เสี่ยวไป๋วิ่งผ่านมาพลังของจอมก็ฟาดฟันลงมาทางจ้าวสำนัก รุนแรงและกดดันจนร่างของจ้าวสำนักถูกดันถอยหลังไปหลายก้าวแต่ยังดีที่ต้านไว้ได้ มนุษย์ทั้งหลายจึงไม่เป็นอะไร
หลายครั้งหลายคราที่จ้าวสำนักคุนหลุนนึกอยากจะกระโดดถีบเจ้าจิ้งจอกขาวเสี่ยวไป๋สักที มันจะได้ถูกจออมารจับไปหักแขนหักขาเล่นจะได้จบๆเรื่อง ไม่พลอยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปกับมันด้วย!
เสี่ยวไป๋วิ่งวนไปมาอยู่นานท่ามกลางเสียงก่นด่าของเหล่าเซียนที่ไม่ต้องการให้เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปใกล้พวกตน
“แฮ่กแฮ่ก”เสี่ยวไป๋วิ่งอยู่นานถึงขั้นหอบหายใจตัดสินใจรีบส่งกระแสจิตตามไป๋หลงให้มาจัดการจอมมาร แต่ไป๋หลงกลับตอบว่ากำลังตกอยู่ในห้วงเวลาคับขันเช่นกันถูกเยี่ยนเฟยกำลังบังคับจับวิญญาณเข้าร่างจิ้งจอกขาวเก้าหาง ซึ่งเป็นร่างในอดีตชาติของไป๋หลง
ท่าทางไป๋หลงจะมีปัญหาหนักแต่สำหรับเสี่ยวไป๋ เรื่องนี้แค่ไป๋หลงยอมกลับไปเป็นจิ้งจอกขาวเก้าหางก็จะหมดปัญหาเพราะเสี่ยวไป๋เชื่อมั่นว่า หากไป๋หลงกลับไป๋เป็นจิ้งจอกขาว ต่อให้นางถูกล้างสมองจดจำตอนเป็นเทพมังกรไม่ได้ ทว่าไป๋หลงก็คือไป๋หลง ไม่ว่าจะอยู่ในร่างใดจิตใจของนางจะไม่มีวันเปลี่ยน สิ่งแรกที่นางทำหลังจากฟื้นขึ้นมาในร่างจิ้งจอกขาวนางจะต้องตรงดิ่งไปกำจัดจอมมารก่อนแน่นอน! เมื่อพบว่าจอมมารกำลังสร้างหายนะให้แก่โลก
เสี่ยวไป๋ยังคงหลอกล่อจอมมารให้วิ่งไล่จับตนต่อไปเพื่อถ่วงเวลาให้ไป๋หลง
ส่วนเหล่าเซียนเองก็ต่างจับดาบร่ายคาถาพายุดาบพุ่งเข้าฟาดฟันใส่จออมารที่มีร่างกายใหญ่โตกว่าพวกตนถึงห้าเท่า...
ทว่าพายุดาบเหล่านี้คล้ายไม้จิ้มฟันทำให้จอมมารรู้สึกเจ็บๆคันๆ เพียงเล็กน้อย ไม่อาจทำร้ายจอมมารให้บาดเจ็บสาหัสได้
พายุดาบรวมกับโทสะที่ต้องวิ่งไล่จับเจ้าเสี่ยวไป๋อยู่พักใหญ่ สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่จอมมารเป็นอย่างมากสุดท้ายจอมมารหยุดชะงัก เลิกวิ่งไล่จับเจ้าเสี่ยวไป๋ตัวแสบท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคนที่เฝ้ามอง
แต่แล้วเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นเมื่อจอมมารหันไปจัดการกับเหล่าเซียนแทน
ศิษย์สำนักเซียนบางคนใจเสาะถูกความหวาดกลัวเล่นงาน เมื่อเห็นจอมมารเดินเข้าหาขณะที่อาวุธของพวกตนทำอันตรายจอมมารไม่ได้ พวกเขาพลันวิ่งหนีด้วยความตกใจเมื่อเงาดำทะมึนของจอมมารย่างเท้าเข้ามาใกล้
จอมมารคว้าร่างของคนเหล่านั้นได้ก็จับฉีกเป็นชิ้นๆกระชากแขนขาขาดจนเลือดพุ่งสาดกระจาย ก่อนจะโยนเข้าปากร่างแล้วร่างเล่า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเหล่ามนุษย์และความเจ็บปวดของเหล่าเซียนที่ถูกฉีกทึ้งร่าง
คนที่หนีตายก็หนีส่วนคนที่พยายามสู้ก็สู้ ทว่าสู้อย่างไรก็ทำอะไรจอมมารไม่ได้สุดท้ายก็กลายเป็นอาหารของจออมาร
เมื่อจอมมารกินจนอิ่มในที่สุดเงาดำทมิฬสูงใหญ่ ก็หดย่อลงเท่ามนุษย์ ปรากฎเป็นเนื้อหนังขึ้นมา จออมารกลับสู้รูปลักษณ์หล่อเหลา งดงาม อันเป็นรูปลักษณ์แต่ดั้งเดิมของจอมมาร
แววตาของจอมมารรูปงามนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและโหดเหี้ยมประกอบกับเลือดบนใบหน้าและมือ ที่เกิดจากการกินเลือดเนื้อทำให้คนรูปงามนั้นดูน่าสยดสยองมากกว่าน่ามอง
จอมมารบิดคอเกิดเสียงลั่นดังกรอบของกระดูก ข่มขวัญศัตรูให้รู้สึกสะพรึงกลัว แล้วแสยะยิ้ม
“เรามาเล่นกันต่อดีกว่า...เริ่มจากจัดการใครก่อนดี?”
เซียนทั้งหลายล้วนสีหน้าหวาดผวาเมื่อภาพที่จอมมารฉีกกระฉากสหายเซียนด้วยกันยังคงติดตาอยู่ หลายคนชักเท้าถอยหลังยกดาบชี้ไปที่จอมมารด้วยมืออันสั่นเทา
เสี่ยวไป๋เห็นแล้วถึงกับหน้าซีด“ตายละหว่า เอาไงดีละทีนี้!”เสี่ยวไป๋บ่นพึมพำ ขณะใช้หัวสมองอันน้อยนิดคิดหาทางออก
“เสี่ยวไป๋..เจ้าบอกไป๋หลงให้รีบมาจัดการจอมมารหรือยัง!”เสี่ยวเมิ่งตะโกนถามเจ้าเสี่ยวไป๋ ขณะช่วยจ้าวสำนักคุนหลุนคุ้มครองเหล่ามนุษย์ไม่ให้ตกเป็นเหงื่อของจิตมารทั้งหลายที่บินฉวัดเฉวียนบนฟ้า ขณะเดียวกันก็ร่ายเวทฟาดฟันเหล่าจิตมารที่เพิ่มจำนวนขึ้น ตามพละกำลังของจอมมารที่มีมากขึ้น
“บะ...บอกแล้ว”เสี่ยวไป๋กล่าวขณะเสียงสั่นเนื่องจากเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าไป๋หลงหลังจากเข้าร่างจิ้งจอกขาวนางจะมาจัดการกับจออมารหรือไม่ เนื่องจากเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว(หนึ่งชั่วโมง)
‘ทั้งเสียงสั่น ทั้งเหงื่อตกคงไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องใช่ไหม!’เสี่ยวเมิ่งส่งกระแสจิตถาม
‘เกิดเรื่องแล้วจริงๆ’เสี่ยวไป๋ตอบกลับเสียงอ่อยขณะเล่าเรื่องของเสี่ยวไป๋ให้ฟัง...
ทางด้านของไป๋หลง
หลังจากเข้าร่างของจิ้งจอกขาวความทรงจำมากมายหลั่งใหลเข้าสู่ความทรงจำจนถึงห้วงเวลาสุดท้ายของจิ้งจอกขาวที่ได้จบชีวิตลง เพราะได้เสียสละชีวิตตัวเองระเบิดมุกวิญญาณทำลายจอมมาร
เมื่อความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมาเสียงๆหนึ่งพลันดังขึ้นในหัวของจิ้งจอกขาว
‘ยอดรัก ได้เวลาตื่นแล้ว’เสียงอบอุ่นอ่อนโยนที่คุ้นเคย ทำให้ร่างของจิ้งจอกขาวที่หลับไหลพลันลืมตาขึ้นมา
ทันใดนั้นทั่วทั้งถ้ำพลันสว่างเจิดจ้าราวกับมีแสงอาทิตย์สาดส่องออกมาจากร่างจิ้งจอกขาวแสงแห่งบารมีของจิ้งจอกขาวสว่างไสว งดงามน่าเกรงขาม
เยี่ยนเฟยยิ้มด้วยความปลาบปลื้มเมื่อเห็นสตรีที่ตนรักและหลงใหลมาหลายแสนปีฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง....
“ยินดีต้อนรับเจ้ากลับมาอีกครั้ง”เสียงของเยี่ยนเฟยดังขึ้นเรียกสายตาของจิ้งจอกขาว ให้หันไปมอง
“เยี่ยนเฟย...”น้ำเสียงของจิ้งจอกขาวเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ปล่อยวางข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เจ้าปลุกข้าขึ้นมาอีกครั้งด้วยเหตุใด!เจ้าย่อมรู้ดีว่าวิธีการที่เจ้าใช้จะนำพาเคราะห์กรรมมาสู่ตัวเจ้า”จิ้งจอกขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิติเตียนด้วยโทสะ
เยี่ยนเฟยได้แต่ยิ้มอย่างเศร้าโศกขณะตอบ“ในช่วงเวลาที่ข้าสูญเสียเจ้า เห็นเจ้ามุกวิญญาณสลายไปต่อหน้าต่อตาใจข้าได้แตกสลาย เจ็บปวดเจียนตาย ช่วงเวลานั้นหลอกหลอนข้ามาเนิ่นนานนานจนข้าวางมันไม่ลง เจ้าอภัยให้ข้าได้ไหม”เยี่ยนเฟยกล่าวขณะน้ำตาคลอเบ้าเต็มไปด้วยความโหยหาและความคิดถึง “ข้าผิดไปแล้ว ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน...”
แววตาของจิ้งจอกขาวพลันสั่นไหวเมื่อหวนนึกถึงความทรงจำทั้งหมดที่ผ่านมา ที่ได้ใช้ชีวิตกับเยี่ยนเฟย
“ได้...ข้าอภัยให้เจ้า”น้ำเสียงของจิ้งจอกขาวเต็มไปด้วยสายใยแห่งความผูกพันธุ์“แม้ว่าเจ้าจะทำเรื่องเลวร้ายผิกกฎฟ้าดิน ใช้พลังวิญญาณมนุษย์ทำให้ข้าคืนชีพ ทว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปก็เพื่อข้า...ข้าในฐานะผู้ได้รับผลประโยนช์ทั้งหมด คงได้แต่กล่าวว่า ขอบใจที่ทำทุกอย่างเพื่อข้าทว่าผลกรรมที่เจ้าทำลงไปทั้งหมดจะคืนสู่เจ้าในไม่ช้า”
เยี่ยนเฟยยิ้มรับ “เพื่อเจ้าแล้วเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ข้ายินดี”
จิ้งจอกขาวได้ยินแล้วพลางก้มหัวอันใหญ่โตลงซุกหน้าอกของเยี่ยนเฟยพลางกล่าว “เจ้าพูดเช่นนี้ทำให้ความโกรธเกลียดที่ข้ามีต่อเจ้าในอดีตพลันหมดไปหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะคุยเรื่องของเราในอดีตอีกครั้ง”
เยี่ยนเฟยสวมกอดศีรษะอันใหญ่โตของจิ้งจอกขาวที่ตนโอบได้ไม่รอบ ด้วยความปิติยินดี
มังกรฟ้าหรือหลันหลงยืนมองคนทั้งคู่ด้วยสีหน้าเย็นชา ทว่าแววตาสั่นไหว ทั้งยินดีที่ได้เห็นจิ้งจอกขาวแสนสวยผู้นี้อีกครั้งและเศร้าโศกที่ดูเหมือนจิ้งจอกขาวตนนี้จะไม่เห็นตนอยู่ในสายตาไม่เหลือบมองมาแม้แต่หางตา!
จู่ๆจิ้งจอกขาวพลันยื่นจมูกสูดกลิ่นในอากาศ สะบัดอ้อมกอดของเยี่ยนเฟยออก เนื่องจากได้กลิ่นคาวเลือดของมนุษย์และเซียนรวมทั้งกลิ่นอายมารที่คละคลุ้งในอากาศแววตาของจิ้งจอกขาวพลันลุกโชนด้วยโทสะอย่างรุนแรง
“จอมมารเจ้าช่างบังอาจนัก!”จิ้งจอกขาวคำรามดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำขณะกระทุ้งเท้าหนึ่งทีด้วยโทสะ ส่งผลให้ค่ายกลทั้งหมดพลันพังทลายลง
เหล่าจิ้งจอกเก้าหางที่ถูกเวทมนต์ควบคุมไว้พลันหลุดออกจากการควบคุมของเวทมนต์วิญญาณส่วนหนึ่งที่ถูกค่ายกลดึงดูด แต่ยังไม่ถูกดูดเข้าร่างจิ้งจอกขาวพลันแตกกระจายออกเป็นอิสระ
ท่านพญายมและยมทูตทั้งสองต่างรีบกระโดดออกจากมุมหนึ่งของถ้ำไล่คว้าจับดวงวิญญาณจนหัวหมุน
และในชั่วขณะที่ค่ายกลถูกทำลายเหล่าจิ้งจอกเก้าหางที่เป็นผู้ควบคุมค่ายกล พลันตื่นขึ้นจากการถูกควบคุมจิตวิญญาณพวกเขาต่างพากันตกตะลึงเมื่อพบว่าจิ้งจอกขาวศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าตนคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งพวกเขาต่างคุกเข่า น้ำตาไหลด้วยความปิติยินดีที่ความหวังในหลายแสนปีที่ผ่านมาได้สำเร็จลงขณะเดียวกันก็ร่ำไห้เศร้าโศกให้กับการกระทำชั่วร้ายของตนที่ได้ทำทุกอย่างลงไป
แม้ว่าพวกตนจะถูกควบคุมให้ทำทุกอย่างแต่การถูกควบคุมนี้ พวกตนยอมขายวิญญาณให้แก่มารเพื่อปรารถนาปลุกให้จิ้งจอกขาวเก้าหางตื่นขึ้นมา เนื่องจากพวกตนกลัวว่าจิตสำนึกจะเกิดขึ้นและทิ้งการปลุกชีพของจิ้งจอกขาวกลางทาง หากว่าทำทุกอย่างขณะที่มีสติอยู่
“พวกเจ้าทั้งหมดรู้ใช่หรือไม่ว่าตนมีความผิด”เสียงจิ้งจอกขาวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะทำให้เหล่าจิ้งจิดทั้งหมดได้แต่หมอบกราบด้วยความสำนึกผิดกระนั้นต่อให้ย้อนกลับไปอีกครั้งพวกตนก็จะไม่เปลี่ยนใจ
“พวกเจ้าช่างน่าผิดหวังนักเป็นถึงอาวุโสของเผ่าและผู้สืบทอดพลังของเหล่าผู้อาวุโส กลับทำเรื่องโง่เง่าขายวิญญาณให้เหล่ามาร”จิ้งจอกขาวตำหนิด้วยน้ำด้วยโทสะอันรุนแรง “รอข้าจัดการจอมมารเสร็จจะกลับมาจัดการพวกเจ้าก็เป็นรายต่อไป!”
จิ้งจอกสาวพลันหายวับไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปจัดการกับจอมมาร!