จื่อฮุ่ยเห็นการกระทำของลุงของเขาก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบรับเพราะทางจื่อฮุ่ยเองก็คิดเช่นเดียวกันกับลุงของเขาเช่นกัน
.................
หลังจากที่เฟิ่งหยูเดินรับรู้เรื่องของตระกูลฉีแล้วเขาพลันคิดถึงหนิงเอ๋อว่าจะเป็นยังไงบ้าง อีกอย่างอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่สมาคมการค้ามังกรดำจะเริ่มนำของออกมาประมูลแล้วเฟิ่งหยูคิดจะหาของไปประมูลเพิ่มเติมอีก จึงหันไปถาม จื่อซ่ง
“ท่านผู้อาวุโส งานประมูลครั้งนี้ นอกจากโลหิตมังกรแล้วพวกเราน่าจะหาของมีค่าไปประมูลเพิ่มเติมทางตระกูลของท่านมีอะไรที่จะนำไปประมูลได้บ้าง”
“ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของพวกเราถูกขายไปเกือบหมดแล้วของมีค่าก็มีอยู่ไม่มาก มีก็แต่ตำราโบราณเก่าแก่ ที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลมานานแต่พวกเราก็ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้เลย จนมันแทบจะไม่มีค่าอะไรเลยมันเกือบจะตกไปอยู่ในมือตระกูลหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่จนแล้วจนรอดพวกเราก็ยังสามารถรักษามันเอาไว้ได้”จื่อซ่งกล่าว
“มันเป็นตำราโบราณอะไรอย่างนั้นหรือท่านผู้อาวุโสข้าเองก็ชักจะสนใจขึ้นมาแล้วสิ”
“มันเป็นตำราโบราณเกี่ยวกับมิติพวกเราศึกษามาหลายครั้งแล้วก็ยังไม่อาจจะเข้าใจอยู่ดี มันเป็นเรื่องที่ยาก มาก ๆมันเป็นศาสตร์ความรู้โบราณที่แทบจะไม่มีใครรู้จักหากท่านสนใจลองนำมันไปศึกษาดูก็ได้”
จื่อซ่งนำตำราออกมาจากแหวนมิติยื่นให้เฟิ่งหยู
“หากข้าเรียนรู้แล้วเข้าใจมันข้าก็คงสามารถสร้างแหวนมิติแบบนี้ได้สินะแหวนมิติพวกนี้ราคาสูงเป็นอย่างมากเพราะน้อยคนที่จะมีแหวนมิติส่วนใหญ่จะเป็นตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่ ๆ ที่พอจะมีแหวนมิติใช้กัน”
“หากเรียนรู้ง่ายแบบนั้นแหวนมิติคงมีเกลื่อนตลาดแล้วหละนายน้อย”
“ก็จริงอย่างท่านว่านะหากเรียนรู้ได้ง่ายก็คงมีแหวนมิติเกลื่อนตลาดจริงๆ นั่นแหละ”เฟิ่งหยูพูดพลางหัวเราะออกมา
เดียวมีเวลาข้าจะลองศึกษาดู
“ไหนๆ นายน้อยก็จะศึกษาเรื่องของมิติแล้วของสิ่งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่น้อย”จื่อซ่งหยิบหินก้อนหนึ่งขนาดเท่ากับหัวแม่มือสีดำสนิทมันปล่อยพลังงานบางอย่างออกมาอย่างต่อเนื่องให้กับเฟิ่งหยู
“หินอะไรท่านผู้อาวุโสทำไมพลังงานที่ออกมามันถึงได้วุ่นวายแบบนี้”
“หินมิติ หากเจ้าศึกษาตำราโบราณพร้อมกับหินนี้น่าจะเรียนรู้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ข้าและตระกูลของพวกเราศึกษามาหลายชั่วคนแต่ยังไม่มีใครเข้าใจได้แม้แต่ส่วนเดียว”
จื่อซ่งตัดสินใจมอบตำราโบราณนี้ให้กับเฟิ่งหยูสาเหตุเพราะหากเฟิ่งหยูสามารถทำความเข้าใจมันได้แม้จะเป็นเพียงส่วนเดียวก็สามารถทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวตัวอย่างเช่นแหวนมิติ หากสามารถผลิตได้พวกเขาจะสามารถทำเงินได้อีกมากมายก่ายกองเลยทีเดียว
หากจื่อซ่งเก็บตำราเอาไว้เองมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะตัวเขาและตระกูลศึกษากันมาหลายชั่วคนแล้วยังไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจมันได้จนตำราโบราณมันแทบไม่มีประโยชน์อะไร สำหรับพวกเขาอีกแล้วดังนั้นสู้ให้เฟิ่งหยูลองศึกษาดูจะดีกว่า
คืนนั้นเฟิ่งหยูเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาไป เขาไปพบกับผู้อาวุโสอู่หวังฉี พร้อมกับนำตำราโบราณและหินมิติยื่นให้ผู้อาวุโสดู
“ตำราศาสตร์แห่งมิติ” เจ้าหนูเจ้าไปได้ตำราโบราณนี้มาได้อย่างไร
“คนของตระกูลจื่อมอบมันให้กับข้า เดิมทีพวกเขาเป็นคนของตระกูลซูที่ต้องเปลี่ยนแซ่เพื่อหลบหนีจากคนของตระกูลฉีท่านผู้อาวุโสพอจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตำรานี้หรือไม่?” “ทำไมพวกตระกูลจื่อถึงศึกษากันหลายชั่วคนแล้วไม่สามารถเข้าใจความหมายของมันได้เลยมันเรียนรู้ยากมากเลยอย่างนั้นหรือ?”เฟิ่งหยูเอ่ยถาม
“ตำราศาสตร์แห่งมิติเล่มนี้ เดิมทีเป็นของที่หาได้ยากมากข้าเองก็ยังคิดว่ามันหายสาบสูญไปนานแล้ว เจ้าคิดว่าใครอยากจะเรียนก็เรียนได้อย่างนั้นหรือพวกเขาเคยเข้าใจเรื่องของมิติกันบ้างไหม พวกเขามีพื้นฐานอะไรกันบ้างพวกเขารู้ไหมจะเรียนรู้เริ่มต้นยังไง สามารถนำมิติมาใช้งานอย่างไรพวกเขาไม่รู้แม้แต่เรื่องเดียวต่อให้เวลาอีกเป็นพันปีพวกเขาก็ไม่สามารถศึกษาตำราโบราณเล่มนี้ได้หรอกแต่ก็นับว่าเป็นโชคของเจ้าเองเจ้าหนู
เมื่อก่อนเจ้าของเจดีย์ฟ้าสวรรค์คนก่อนนั้นก็เคยฝึกฝนและเคยสอนให้กับข้าถึงแม้จะไม่ได้ครบถ้วนแต่ในตอนนี้เจ้ามีตำรานี้แล้วมันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะเรียนรู้แล้วหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆ” อู่หวังฉีกล่าวพร้อมหัวเราะชอบใจออกมา
“เอาละเจ้านั่งลงก่อนข้าจะอธิบายหลักการของมิติอย่างง่าย ๆให้เจ้าฟังก่อน”
“มิติ โดยทั่วไปหมายถึง สิ่งที่บอกคุณสมบัติของวัตถุ ได้แก่ ความกว้าง ความยาวและ ความสูง หากต้องการระบุตำแหน่งและคุณสมบัติของวัตถุใด ๆ ในส่วนที่ไร้ขอบเขตเป็นปริมาณสามมิติในวัตถุและเหตุการณ์ และมีตำแหน่งสัมพัทธ์และทิศทาง จำนวนมิติและโครงสร้างที่ต่างกันสามารถตรวจสอบได้ การมองมิติและพิจารณาว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญเพื่อการทำความเข้าใจในจักรวาล
ถึงแม้ว่ามิติจะเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักปราชญ์โบราณถึงความมีตัวตนของมิติความสัมพันธ์ของการมีตัวตนหรือความเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความคิดเรื่องมิติ ในศาสตร์ต่าง ๆ อาจนิยามความหมายของคำว่า มิติ ตัวอย่าง เช่น จุดบนพื้นโลก สามารถกำหนดได้โดย........................................................................................................................เวลาสามารถใช้เป็นมิติที่สามหรือที่สี่ เพิ่มจากพื้นที่สองหรือสามมิติเดิมและความสามารถในการกำหนดตำแหน่งได้”
อู่หวังฉีใช้เวลาเจ็ดวันในเจดีย์ฟ้าสวรรค์บรรยายให้กับเฟิ่งหยูฟังอย่างละเอียด
เฟิ่งหยูศึกษาอย่างตั้งใจและใช้เวลาในการย่อยข้อมูลที่อู่หวังฉีสอนเขาถึงหนึ่งเดือนเต็มข้อมูลต่าง ๆ ถูกเขาย่อยจนเข้าใจอย่างถ่องแท้
“มิน่าหละตระกูลจื่อถึงไม่สามารถเรียนรู้ตำราโบราณนี้ได้หากให้ข้าศึกษาเองเกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเข้าใจถึงจุดที่ผู้อาวุโสพร่ำสอนมาได้”เฟิ่งหยูบ่นพึมพำ
“เมื่อเจ้าเข้าใจแล้วต่อไปเจ้าต้องศึกษาถึงเส้นสายของมิติแล้วนำไปเชื่อมโยงกับสิ่งของหรือสิ่งที่เจ้ากำหนดเอาไว้ดังเช่นเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้ก็สร้างมาจากหลักการเดียวกันเพียงแต่ว่ามันต้องใช้ความรู้ที่ลึกซึ้งและละเอียดเป็นอย่างมากเจ้าต้องศึกษาอีกมากจนกว่าจะเชี่ยวชาญถึงจะสร้างสิ่งของแบบนี้ได้ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตำราศาสตร์แห่งมิติที่เจ้าครอบครองอยู่นั่นแหละ”
เฟิ่งหยูใช้เวลาศึกษาตำราศาสตร์แห่งมิติในมิติของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ โดยมีผู้อาวุโสอู่หวังฉีคอยชี้แนะอยู่ตลอดเวลาพวกเขาใช้เวลาในการศึกษาอยู่ด้านในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เป็นเวลากว่า 10 ปี เฟิ่งหยูลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา จนมีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น
วันนี้เฟิ่งหยูทำแหวนมิติได้สำเร็จเป็นผลงานชิ้นแรกของเขาที่สามารถสร้างขึ้นมาได้ โดยขนาดพื้นที่ด้านในแหวนมิติของเขามีขนาดกว้างสองเมตรยาวสองเมตร สูงสองเมตร นับเป็นแหวนมิติที่เขาสามารถทำได้เอง เฟิ่งหยูออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์และขอร้องให้จื่อฮุ่ยไปซื้อเครื่องประดับทั้งของผู้หญิงและของผู้ชายมาให้เขา
“เจ้าจะเอาเครื่องประดับมากมายพวกนั้นไปทำอะไร”จื่อฮุ่ยกล่าวถามด้วยความสงสัย
“เดียวถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง เพียงแต่เจ้าซื้อมาให้เยอะ ๆ หน่อยก็แล้วกัน”
ถึงแม้ปัจจุบันการทำแหวนมิติจะสำเร็จแต่ก็ยังมีการล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง ในปัจจุบันเฟิ่งหยูสามารถทำแหวนมิติสำเร็จสามชิ้นในจำนวนสิบชิ้น ซึ่งเขายังไม่พอใจเท่าใดนักเขาตั้งเป้าไว้ที่สิบชิ้นเสียหายไม่เกินสองชิ้นแต่ก็นับเป็นความก้าวหน้านับตั้งแต่เขาเริ่มศึกษาตำราศาสตร์แห่งมิติเขาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ข้าไปเหมามาหมดเกือบทั้งตลาดได้มาแค่นี้เอง”
จื่อฮุ่ยเอ่ยพร้อมกับถุงเครื่องประดับต่างๆ มากมายวางอยู่ตรงหน้าของเฟิ่งหยู
“ขอบใจเจ้ามากพรุ่งนี้เช้าข้าจะตอบแทนให้เจ้าเอง”เฟิ่งหยูกล่าวตอบพร้อมกับหยิบถุงเครื่องประดับกลับเข้าห้องไป ปล่อยให้จื่อฮุ่ยงุนงงอยู่อย่างนั้น
“เขาจะเอาไปทำอะไรของเขากันนะแต่ก็ช่างเหอะ ไม่ใช่เรื่องของข้าสักหน่อย”จื่อฮุ่ยเดินกลับไปทำงานต่อ
ภายในมิติเจดีย์ฟ้าสวรรค์.........
เฟิ่งหยูกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างเครื่องประดับต่างๆ ให้เป็นที่เก็บของมิติ ยิ่งเขาทำสร้างที่เก็บของมิติมากเท่าไหร่ความเข้าใจของเฟิ่งหยูก็มากขึ้นเท่านั้น เครื่องประดับที่จื่อฮุ่ยซื้อมาให้เขามีจำนวนมากมายทำให้เฟิ่งหยูสามารถสร้างเครื่องประดับมิติออกมาได้เป็นจำนวนมาก
เขาใช้เวลาอยู่หลายเดือนในมิติแห่งนี้สร้างที่เก็บของมิติโดยเครื่องประดับออกมาจำนวนมากปัจจุบันเขาสามารถทำความเข้าใจและสามารถสร้างเครื่องประดับที่มีมิติพื้นที่กว้างถึงยี่สิบเมตรได้อย่างสบายๆ ส่วนความสำเร็จของเขาอยู่ที่ห้าในสิบชิ้นแล้ว
เฟิ่งหยูหยิบหินมิติออกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมองดูการเคลื่อนไหวของมิติภายในก้อนหินนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของกระแสพลังมิติอย่างต่อเนื่องทุกวันจนแทบจะเรียกได้ว่าเฟิ่งหยูเป็นผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดในเรื่องของมิติในยุคนี้เลยก็ว่าได้เพราะแทบไม่มีใครสามารถเรียนรู้ได้ถึงระดับนี้ผู้คนส่วนมากที่ฝึกฝนวิถีแห่งมิติส่วนมากจะมีอายุมากแล้วและที่สามารถทำแหวนมิติได้นั้นก็เป็นเพียงแค่แหวนมิติที่มีระดับต่ำซึ่งจะมีอาณาบริเวณภายในมิติเพียงแค่ไม่เกินสิบตารางเมตรเท่านั้น
ส่วนของเฟิ่งหยูที่สามารถสร้างได้ในปัจจุบันและเขาถือว่ายังเป็นระดับต่ำอยู่คือมีพื้นที่ภายในมิติยี่สิบตารางเมตร หากคนที่สร้างแหวนมิติคนอื่นรู้ว่าเฟิ่งหยูสร้างมาตรฐานขนาดนี้อยู่ในระดับต่ำคงกระอักเลือดตายไปกี่คนไม่รู้ต่อกี่คนแล้วหลังจากที่เครื่องประดับที่จื่อฮุ่ยซื้อมาหมดลงเฟิ่งหยูจึงออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์
หลังจากออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ก็พลันเป็นเวลาพลบค่ำร้านพฤกษาสวรรค์ของพวกเขาปิดทำการไปแล้ว เฟิ่งหยูจึงบอกให้จื่อซ่งเรียกทุกคนมาประชุมกัน
ภายในห้องโถงหลักของร้านพฤกษาสวรรค์ชั้นที่สามเฟิ่งหยูนั่งอยู่หัวโต๊ะ พร้อมกับผู้คนตระกูลจื่อ (ตระกูลซู) ทั้งหมดร้อยกว่าชีวิตพวกเขาพร้อมใจกันมาอย่างถ้วนหน้า
“ที่ข้าเรียกพวกท่านมาข้ามีเรื่องจะปรึกษาพวกท่านทุกคน”
“ข้าเฟิ่งหยูได้รับตำราโบราณจากท่านผู้อาวุโสจื่อซ่งตอนนี้ข้าสามารถสร้างเครื่องประดับที่เป็นที่เก็บของมิติได้เป็นจำนวนมากแล้วข้าอยากจะปรึกษาพวกท่านทุกคนในที่นี้ว่าพวกเราจะทำอย่างไรกับเครื่องประดับพวกนี้เพราะพวกท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมา หากข้าไม่ได้ตำรานั้นข้าเองก็คงไม่สามารถสร้างของพวกนี้ออกมาได้อย่างแน่นอน”
“นายน้อยท่านสามารถเรียนรู้และศึกษาทำความเข้าใจตำราโบราณเล่มนั้นได้อย่างนั้นหรือ”จื่อซ่งกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ข้าสามารถสร้างแหวนมิติ กำไลมิติ หรือเครื่องประดับต่าง ๆ ให้เป็นที่เก็บของมิติได้แล้วข้าต้องของขอบคุณผู้อาวุโสเป็นอย่างมากที่ทำให้ข้าสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้”เฟิ่งหยูตอบ
“ส่วนเจ้าจื่อฮุ่ย เจ้าลองเลือกไปสักชิ้นสิข้าเอ่ยว่าจะตอบแทนที่เจ้าหาเครื่องประดับพวกนี้มาให้ข้า”
เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับนำเครื่องประดับมากมายออกมาจากแหวนมิติของเขาจื่อฮุ่ยหน้าแดงพร้อมกับเลือกเครื่องประดับไปชิ้นหนึ่งจากของที่กองอยู่ข้างหน้าไม่ต่ำกว่าห้าร้อยชิ้นกองอยู่ตรงหน้า
“ข้าคิดว่าพวกเราควรเอาของพวกนี้ส่งไปประมูลสักสิบชิ้นส่วนที่เหลือพวกเราเก็บไว้ขายที่ร้านพฤกษาสวรรค์ของพวกเรา เราเอาออกมาเพียงเดือนละสิบชิ้นเพียงเท่านี้ของพวกนี้เราสามารถตั้งราคาที่สูงได้ หากเราปล่อยของออกมาจำนวนมากของก็จะมีราคาที่ต่ำ แลดูเหมือนของไม่จำเป็นไป”จื่อฮุ่ยเสนอความคิดเห็นออกไป
“ก็ดีเหมือนกันพวกเราสนับสนุนความคิดนี้” เหล่าผู้อาวุโสและจื่อซ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ข้าเอาตามพวกท่านว่าก็แล้วกันของพวกนี้ถือว่าเป็นของพวกเราทุกคนดังนั้นกำไรทุกอย่างจะถูกแบ่งครึ่งทั้งหมด”เฟิ่งหยูกล่าว
ทุกคนดีใจเป็นอย่างมากพวกเขาเลือกถูกแล้วที่เลือกที่จะติดตามเฟิ่งหยูเพราะตั้งแต่พวกเขาติดตามเฟิ่งหยูพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกันแทบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือจากทุกวันต้องคิดว่าจะเอาเงินมาจากไหนจะกินอะไร ตอนนี้ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกคนงานยุ่งนับเงินกันอย่างไม่หวาดไม่ไหว กิจการทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเงินทองไหลมาเทมายิ่งได้เครื่องประดับมิติชุดนี้ชิ้นหนึ่งราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทองอย่างแน่นอนทั้งหมดมีมากกว่าห้าร้อยชิ้นนั้นหมายถึงพวกเขาจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าห้าล้านเหรียญทองเลยทีเดียว
“งั้นข้าก็เอาตามที่พวกท่านว่าก็แล้วกันท่านผู้อาวุโสท่านช่วยแจ้งไปยังสมาคมสมาคมการค้ามังกรดำด้วยแล้วกันว่าพวกเรามีเครื่องประดับมิติเก็บของเข้าร่วมประมูลด้วยจำนวนสิบชิ้น ราคาเริ่มต้นให้ประกาศไปว่าเริ่มต้นเพียงหนึ่งเหรียญทองเท่านั้น”
ทุกคนต่างแปลกใจกับราคาที่เฟิ่งหยูตั้งขึ้นมาแต่พวกเขาก็ไม่มีใครคัดค้านเฟิ่งหยูเพราะพวกเขามั่นใจว่าเฟิ่งหยูต้องมีเหตุผลที่ดีในการตั้งราคาเช่นนั้นอย่างแน่นอน