ตอนที่ 14
ดวงตาเขียวจางของหญิงวัยห้าสิบมองเด็กหนุ่มในสุดสูทสีเทาสลับกับชายหนุ่มในสูทสีเดียวกันที่ยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเธอภายในห้องทำงานที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานิญญาด้วยสายตาขรึมๆ
“รู้ไหมว่า การเข้าไปก้าวก่ายิญญาดวงอื่นที่อยู่นอกเหนือหน้าที่มีความผิด” เซซีลเลียสประสานฝ่ามือไว้บนตักพลางหรี่ตามองทั้งสอง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง
“เราสองคนไม่ได้ทำไปเพื่อปลุกพวกเขาครับ เราแค่ช่วยปลดห่วงของคุณทอร์ตันเพื่อให้เขาเดินทางไปยังแท่นตัดสินชะตาได้อย่างสบายใจครับท่านเซซีลเลียส” อีวานยืดตัวขึ้นแล้วเอ่ยถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจช่วยคุณทอร์ตันปลดห่วงสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาในตอนที่เขารู้ตัวว่า ตนได้เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยท่าทีอันสุขุม
“เธอกำลังพูดถึงเื่เจตนาอยู่เหรอ?” เซซีลเลียสถอนลมหายใจออกมาเบาๆ เธอไม่นึกว่าพวกเขาจะเอ่ยถึงประเด็นนี้ขึ้นมา จึงทวนถามอีวานด้วยสุ้มเสียงที่ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
ปกติแล้วผู้นำทางิญญาที่ทำงานให้สำนักงานิญญาจะไม่เข้าไปก้าวก่ายิญญาดวงอื่นที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของพวกเขา นอกจากว่าผู้นำทางิญญาเ่าั้จะมีเจตนาแหกกฎ ส่วนเหตุผลที่อีวานยกขึ้นมาอ้างนั้น ผู้ที่ปกครองมิติกึ่งกลางมาอย่างยาวนานอย่างเธอก็พึ่งจะเคยได้ยินเหมือนกัน
เจตนาเป็สิ่งสำคัญเพราะมันพัวพันไปถึงจุดตัดที่จะชี้ว่า สิ่งที่พวกเขาทำมันแหกกฎของมิติกึ่งกลางหรือไม่
“ใช่ครับ เขากำลังพูดถึงเื่นั้นอยู่” แซ็กรีบะโเข้ามาสนับสนุนอีวานอย่างกระตือรือร้นทันที แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจหลักการนี้เท่าไหร่เพราะอ่านคู่มืออย่างผ่านๆ ก็ตาม
“พวกเธอกำลังบอกฉันว่า ทำไปเพราะความต้องช่วยปลดห่วงของิญญา?” เซซีลเลียสเคลื่อนฝ่ามือมาที่โต๊ะหินสีเทาแล้วประสานฝ่ามือเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงเลิกคิ้วเอ่ยกับทั้งสองด้วยความอันใคร่รู้
หลักการในคู่มือเ่าั้ผู้ปกครองมิติกึ่งกลางย่อมรู้ดีกว่าใคร บวกกับอีวานนำหลักการนี้ขึ้นมาเป็เหตุผล ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องสืบหาความผิดกับพวกเขาต่อ
“ครับ” อีวานขานรับเสียงขรึมด้วยใบหน้าอันจริงจัง พาให้แซ็กยืดอกผงกหัวด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจตามไปด้วย
ดวงตาสีเขียวจางมองทั้งสองเงียบๆ จากนั้นเธอก็ถอนหายใจออกมายาวๆ ขณะที่ในหัวก็ได้แต่รำพันออกมาว่า โชคดีเหลือเกินที่การแตะต้องข้าวของจากโลกคนตายไม่ส่งผลกับโลกคนเป็
….ไม่เช่นนั้นเ้าหน้าที่พวกนั้นคงจะใเสียงเตือนของเครื่องบินที่กำลังดิ่งพสุธาเป็แน่!
“เฮ้อ ในเมื่อพวกเธอ ไม่มีเจตนาแบบนั้นก็ถือว่า ไม่ได้ทำผิด แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จะขอเตือนว่า อย่าเข้าไปยุ่งเื่ของิญญาที่ยังไม่รู้ตัวว่าตายนัก เพราะหากว่ามันผิดพลาดขึ้นมา ดวงิญญาเ่าั้จะทำให้เส้นทางิญญาโกลาหล” ในเมื่อทั้งสองมีเหตุผลที่เพียงพอบวกกับมันไม่ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งสอง เซซีลเลียสจึงได้แต่เอ่ยเตือนเสียงเข้มในเื่ที่ดวงิญญาอย่างพวกเขาคงไม่เข้าใจไปแบบนั้น
เื่ของเส้นทางิญญา เป็เื่ใหญ่ที่ซับซ้อนและเปราะบางมาก ดังนั้นเซซีลเลียสจึงไม่คาดหวังให้พวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้อยู่แล้ว
“ครับท่าน” แซ็กขานรับด้วยสุ้มเสียงอันมีชีวิตชีวาราวกับว่า รอดตายจากแดนปะาอย่างไรอย่างนั้น
ท่าทีเบิกบานของแซ็กไม่ทำให้ใบหน้าอันจริงจังของอีวานคลายความเครียดเกร็งเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้มาที่นี่เพียงเพราะเื่ถูกสอบสวนเพราะเข้าก้าวก่ายดวงิญญาที่ยังอยู่ในภวังค์คนเป็เท่านั้น มันยังมีอีกเื่หนึ่งที่เขาค่อนข้างติดใจและอยากจะแจ้งให้เซซีลเลียสทราบ
“ผมมีเื่หนึ่งที่ต้องรายงานครับ” อีวานเอ่ยด้วยท่าทีอันเคร่งเครียดพลางนำกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อไปด้วย
“ว่ามาสิ” เซซีลเลียสที่เกือบจะไล่ทั้งสองออกจากห้องไปแล้วเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีการสอบสวนพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
“ผมเห็นสัญลักษณ์นี้ที่ซากเครื่องบิน และ ที่บ้านของรูบี้” อีวานเอ่ยถึงสถานที่ที่เขาพบเจอสัญลักษณ์ประหลาดเสียงเครียด ขณะที่ฝ่ามือสีขาวสว่างกางสัญลักษณ์ประหลาดที่เขาตั้งใจวาดเลียนแบบมันขึ้นมาบนกระดาษเมื่อตอนที่กำลังรอแซ็กทำมื้อเช้าลงบนโต๊ะทำงานหินตัวยาวของเซซีลเลียส
“รูบี้?” เนื่องจากผู้ปกครองมิติกึ่งกลางไม่ได้มีอำนาจที่จะรับรู้เื่ของดวงิญญาที่ถูกส่งไปยังแท่นตัดสินิญญาได้โดยตรง เซซีลเลียสจึงเลิกคิ้วเอ่ยทวนชื่อที่ไม่คุ้นหู จากนั้นจึงก้มลงมองสัญลักษณ์โบราณบนกระดาษที่อีวานวางเอาไว้เบื้องหน้า
“ดวงิญญาดวงแรกที่ผมกับไอแซ็กนำทาง” อีวานเอ่ยถึงเด็กชายตัวน้อยเสียงเรียบ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างนิ่งมองเซซีลเลียสเป็เชิงรอคำตอบ
“นี่ไม่ใช่สัญลักษณ์ของลัทธิประหลาดเหรอ?” แซ็กหันมาเอ่ยกับอีวาน แล้วเอียงคอมองสัญลักษณ์ประหลาดที่คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเห็นที่บ้านของรูบี้ไปด้วย
ดวงตาั์ตาสีเขียวจางของเซซีลเลียสขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ห้วงความคิดของเธอพลันปั่นป่วนทันทีที่นึกขึ้นมาได้ว่า สัญลักษณ์โบราณนี้คือวงเวทย์อะไร
เซซีลเลียสเพ่งมองสัญลักษณ์ต่างๆ บนวงเวทย์เบื้องหน้าราวกับกำลังภาวนาให้ตัวเองตาฝาด ถึงแม้ว่าอีวานจะวาดมันออกมาได้ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ตำแหน่งของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยกลับชี้ไปในทางเดียวกัน
…นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ! คำคำนี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของหญิงผู้ปกครองมิติกึ่งกลางทันที
“ที่เธอวาดมามันคือวงเวทย์อัญเชิญซาตาน เื่นี้ฉันจะให้คนอื่นช่วยจับตาดู ถ้ามีอะไรคืบหน้าแจ้งฉันได้ทุกเมื่อ” เซซีลเลียสเอ่ยเสียงเครียดราวกับว่า เจอวิกฤติแล้วจริงๆ จากนั้นก็หันมาสั่งการทั้งสองให้รายงานเธอทันทีที่พบเห็นวงเวทย์นี้เสียงเข้ม
“ครับ” อีวานกับแซ็กขานรับพร้อมกันเสียงเครียด แม้ว่าพวกเขาจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเท่าไหร่ก็ตาม
เซซีลเลียสไม่สนใจใบหน้าทึ่มทื่ออันจริงจังของชายหนุ่มทั้งสองที่้าให้เธออธิบายเื่วงเวทย์เท่าไหร่ เนื่องจากเวลานี้เธอเอาแต่คิดว่า ควรจะจัดการกับเื่ร้ายแรงที่มีเค้าลางว่ากำลังจะเกิดขึ้นนี้อย่างไรดี
“เป็แบบนี้ไม่ดีแน่ เห็นทีว่า ฉันต้องรีบไปหารือกับเ้านรกเอาไว้ก่อน” ว่าแล้วฝ่ามืออันเหี่ยวย่นของหญิงวัยห้าสิบก็คว้ากระดาษบนโต๊ะพลางบ่นเสียงเครียดด้วยใบหน้ายุ่งๆ จากนั้นก็วาร์ปหายไปต่อหน้าพวกเขาทันที
“?”
อีวานหันไปมองหน้าแซ็กด้วยความตกตะลึงที่อยู่ๆ เซซีลเลียสก็วาร์ปหายไปต่อหน้าพวกเขา แต่เมื่อหันไปหาแซ็ก อีวานก็พบว่าอีกฝ่ายก็ตะลึงงันไม่ต่างจากเขาเลยสักนิด
เมื่อทั้งสองก้าวเท้าออกจากลิฟต์มายังโถงชั้นหนึ่ง หญิงสาวเ้าของเส้นผมสีชมพูพาสเทลผู้มีนามว่า แคร์ลก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแล้วยื่นซองกระดาษบางๆ สีเทามาให้ด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
“สลิปเงินเดือนของพวกนาย” แคร์ลเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันสดใส จากนั้นก็ขยิบตาให้อีวานหนึ่งทีอย่างขี้เล่น แล้วจึงฮัมเพลงกลับแผนกบุคคลไป
แซ็กคลี่ยิ้มกว้าง จากนั้นเขาก็รีบเปิดซองใส่สลิปเงินเดือนทันที ขณะที่อีวานซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้กันพยายามเก็บอาการเล็กน้อย
ชายหนุ่มค่อยๆ ลงมือเปิดสลิปด้วยท่าทางสุขุมราวกับว่า เขากำลังเปิดซองจดหมายธรรมดาฉบับหนึ่งที่มีความหนามากกว่าของแซ็กเล็กน้อย
เดิมอีวานกังวลไม่น้อยว่า เงินเดือนของเขาจะถูกจ่ายออกมาในรูปแบบไหน แต่เมื่อพบว่า ฝ่ายบุคคลได้สร้างบัญชีให้เขาแล้ว ทั้งยังแนบสมุดบัญชีธนาคารกลางประจำมิติกึ่งกลางมาด้วย พร้อมทั้งระบุในหมายเหตุว่า เขาสามารถใช้บัตรผู้นำทางิญญาแทนบัตรเดบิตไปรูดจ่ายได้ก็ทำให้ชายหนุ่มสบายใจขึ้นมาก เพราะไม่ต้องยุ่งยากเก็บเงินก้อนไว้กับตัว
“ไม่เลวเลยแฮะ” ดวงตาสีฟ้าสว่างหลุบมองสลิปที่ระบุจำนวนเงินกว่าสองหมื่นเหรียญสลับกับเงินโลกคนเป็ที่ผู้นำทางิญญาอย่างพวกเขาจะได้รับสำหรับใช้สอยบนโลกคนเป็ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีกสี่หลักปลายๆ ที่ถูกโอนเข้าบัญชีกลางประจำมิติกึ่งกลางของเขาด้วยความพึงพอใจ
ชั่วเวลานั้นอีวานพลันอยากรู้รายได้ของเพื่อนร่วมห้องขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเหลือบมองตัวเลขที่ระบุอยู่บนสลิปในมือของแซ็กเงียบๆ
“ดูเหมือนว่า นายจะได้เงินเดือนเยอะกว่าฉันนะ” อีวานเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากลับรู้สึกแย่นิดๆ ที่รายได้ของอีกฝ่ายมีมากกว่าเขาเป็เท่าตัว
“ก็ฉันมีอายุงานมากกว่านายนี่นา” แซ็กที่ทำงานเอกสารมาตั้งเกือบแปดปีหันมาเดาะลิ้น แล้วส่งยิ้มกวนๆ ด้วยท่าทางอันเบิกบานมาให้ พาให้อีวานนึกหมั่นไส้ขึ้นมา
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น ท่อนแขนล่ำๆ ของฟอร์เรสท์ก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอของแซ็กด้วยท่าทางสนิทสนมอย่างแรงตามประสาคนรู้จักกันมานาน
“ไงเพื่อน เสร็จงานแล้วไปฉลองกันไหม?” ฟอร์เรสท์ผิวปากพลางเอ่ยกับแซ็กอย่างอารมณ์ดี โดยมีคู่ของเขากำลังยืนเล่นโทรศัพท์อยู่เคียงข้าง
ก่อนนี้อีวานกังขาอยู่ไม่น้อยว่า ทำชายหนุ่มคนนั้นถึงได้มีโทรศัพท์เล่น แต่เมื่อได้เห็นสลิปเงินเดือนเขาจึงกระจ่าง
“ก็ถ้าพวกฉันมีแรงน่ะนะ” แซ็กตอบรับคำเชิญอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากวันนี้ไม่ใช่วันหยุดของพวกเขาเหมือนกับคู่ของฟอร์เรสท์
อีวานนิ่งฟังทั้งสองสนทนากันเงียบๆ ด้วยใบหน้าอันราบเรียบ โดยไม่คิดที่จะมีส่วนร่วมในการสนทนาของพวกเขา จนกระทั่งโซ่ที่สวมอยู่บนข้อมือเปล่งแสงออกมา
“ิญญาดวงถัดไปส่งที่อยู่มาแล้ว ไว้เจอกัน” แซ็กบอกลาฟอร์เรสท์ด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบาน จากนั้นเขาก็หันมาสบตากับอีวานหนึ่งที
ชั่วนาทีถัดมาทั้งสองก็หันกายมุ่งหน้าไปยังประตูมิติด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าตามประสาคนที่มีเงินไหลเข้าบัญชี
แสงไฟจากชิงช้า์ตัดกับท้องฟ้าสีส้มในยามเย็นส่องลงมาบนระเบียงปราสาทเ้าหญิงอันงดงาม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีเด็กผู้หญิงเสียชีวิตจากอาการฮีทสโตรก
“ถึงเวลาของหนูแล้ว” แซ็กเอ่ยพลางยื่นมือไปเบื้องหน้าเด็กหญิงผิวแทนที่กำลังนั่งรอพวกเขาอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันหล่อเหลา
“ค่ะพี่ชาย” เด็กหญิงตัวเล็กๆ ในชุดเดรสลายสก็อตสีชมพูน่ารักลุกขึ้นจากพื้นระเบียง แล้วยื่นมือไปััฝ่ามือของพี่ชายสุดหล่อด้วยท่าทางอันสดใส
อีวานยืนมองแซ็กที่จับมือเด็กหญิงเงียบๆ เหมือนกับทุกครั้งที่เขาปล่อยให้อีกฝ่ายทำหน้าที่นำทางิญญา ส่วนเขามักจะรับหน้าที่เป็คนเปิดประตูโลกคนตายโดยไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับดวงิญญามากนัก ซึ่งก็เข้าทางคนอินโทรเวิร์ตอย่างเขามาก
แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยหารือเื่หน้าที่กันตรงๆ แต่ดูเหมือนว่าเขากับแซ็กต่างก็พบทางที่ถนัดของตัวเองโดยไม่ต้องเกี่ยงงานกัน
…นอกจากตอนที่แซ็กเกิดใจเสาะอ่ะนะ
ทั้งสามค่อยๆ ก้าวเท้าไปยังประตูระเบียงอย่างไม่เร่งรีบ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของสวนสนุกชื่อดังที่อยู่นอกเมืองที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอันเงียบเหงาของโลกคนตาย
วูบ~~~
ทั้งสองเดินออกมาจากประตูระเบียงด้วยความกระฉับกระเฉงตามประสาคนที่นำทางิญญาดวงสุดท้ายของวันเสร็จ ขณะที่บรรยากาศโดยรอบก็ได้เปลี่ยนจากเงียบเหงาวังเวงเป็ความครึกครื้นจอแจของสวนสนุกที่เต็มไปด้วยผู้คนของโลกคนเป็
“ฉันขอดูโชว์ดอกไม้ไฟก่อนได้ไหม?” ขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกของสวนสนุกท่ามกลางนักท่องเที่ยวมากมาย แซ็กก็หันมาเอ่ยถามอีวานด้วยดวงตาที่เป็ประกายนิดๆ ใน่เวลาที่การแสดงดอกไม้ไฟกำลังจะเริ่มพอดี
“หึ ทำตัวอย่างกับเด็กๆ” อีวานพ่นหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นเขาก็ปล่อยให้แซ็กได้ดูดอกไม้ไฟราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังพาลูกหลานมาเที่ยวสวนสนุกอย่างไรอย่างนั้น
แซ็กดึงแขนเสื้อของอีวานไปนั่งบนขั้นบันไดที่มีกลุ่มของวัยรุ่นจำนวนหนึ่งกำลังนั่งดูการแสดงพาเหรดมาสคอตกันอย่างครื้นเครง
ครู่ต่อมาดอกไม้ไฟดวงแรกก็ถูกจุดขึ้นไปบนท้องฟ้าสีม่วงอันงดงาม จากนั้นก็ตามไปด้วยดอกไม้ไฟอีกหลายลูกที่ถูกจุดขึ้นไปเปล่งประกายเป็แสงสีอันตระการตาบนผืนฟ้า พาให้เกิดทิวทัศน์อันงดงามเหนือปราสาทเ้าหญิงราวกับภาพฝัน
“สวยดีเนอะ” แซ็กเอ่ยอย่างตื่นตาตื่นเหมือนกับั้แ่เกิดมาไม่เคยเห็นการแสดงดอกไม้ไฟมาก่อน
“ดอกไม้ไฟก็สวยแบบนี้ทั้งนั้น” อีวานเอ่ยนิ่งๆ ตามประสาผู้ใหญ่ที่ผ่านการชมทิวทัศน์อันตระการตาแบบนี้ทุกปี
ถึงแม้ว่าอีวานจะเป็แค่เด็กทุนจนๆ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นการแสดงดอกไม้ไฟในคืนสิ้นปีที่เมืองนาฟรี่ย์จัดขึ้นทุกปีเสียที่ไหน และเขาก็ไม่เข้าใจว่า คนรวยที่น่าจะเห็นดอกไม้ไฟจนชินแล้วอย่างแซ็กจะตื่นเต้นทำไม
“วันนั้นฉันคิดว่านายจะมานะ” แซ็กเอ่ยถึงนัดหมายในคืนงานกีฬาสีเมื่อปีนั้นออกมายิ้มๆ ด้วยสีหน้าอันผ่อนคลาย ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขายังคงจับจ้องความงามของดอกไม้ไฟที่เปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้าสีม่วงอันงดงาม
ลมหายใจของอีวานสะดุดลงเล็กน้อย ดวงตาของเขาสั่นไหวในยามที่นึกถึงเื่ในปีนั้น
“...ขอโทษ ที่ไม่ได้ไป” อีวานเอ่ยเสียงเบา แต่กลับแฝงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เขาไม่ได้ไปหาแซ็กในตอนนั้น
ถึงแม้ตามตรรกะแล้ว มันจะเป็ไปได้ยากที่เขาจะไปตามนัดหมาย แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ อีวานจะทิ้งเื่ต่างๆ เอาไว้ข้างหลังแล้วไปหาแซ็กที่ดาดฟ้าอาคารเรียนเพื่อดูดอกไม้ไฟด้วยกัน
“ฉันไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม?” แซ็กขำพรืดพลางหันมามองใบหน้าอันหล่อเหลาของอีวานที่ตอนนี้มีความรู้สึกผิดเจืออยู่
“ฉันแค่คิดว่า บางทีนายอาจไม่ได้อยู่ตรงนี้ก็ได้ ถ้าฉันไป” อีวานเอ่ยสิ่งที่เขาคิดออกมาอย่างจริงจัง ขณะที่ดวงตาของเขาเคลื่อนไปมองใบหน้าของแซ็กซึ่งในเวลานี้สะท้อนแสงหลากสีของดอกไม้ไฟที่เปล่งประกายอยู่บนท้องนภาด้วยความเสียใจ
“ก็จริง แต่ฉันไม่เสียใจหรอก” แซ็กตบไหล่ของอีวานเบาๆ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นไปดูการแสดงดอกไม้ไฟต่อ
“...” อีวานมองแซ็กเงียบๆ เขาพอจะเดาได้ว่า ที่แซ็กทำท่าไม่จริงจังแบบนี้เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกผิด
ไม่รู้ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น แต่กระนั้นแล้วเขาก็มั่นใจว่า มันคงเป็แบบนั้นจริงๆ
“จริงๆ วันนั้นฉันมีเื่จะคุยกับนาย” การถูกอีวานจ้องเขม็งแบบนี้ทำให้แซ็กอดที่จะบ่นถึงสิ่งที่เขาเคยคิดที่จะทำในวันนั้นออกมาไม่ได้
“ถ้ามันเป็เื่สำคัญ นายคุยกับฉันตอนนี้ได้นะ” อีวานกะพริบตาปริบๆ พลางเอ่ยเร่งแซ็กเป็เชิงว่า เขากำลังทำหน้าที่ปลดห่วงิญญาให้กับอีกฝ่ายอยู่
“ไม่ดีกว่า มันจบไปแล้ว” แซ็กเอ่ยยิ้มๆ พลางขยิบตาให้อีวานด้วยท่าทางกวนๆ จากนั้นเขาก็หันไปเพลิดเพลินกับทิวทัศน์หลากสีอันงดงามบนท้องฟ้าเหนือปราสาทเ้าหญิงต่อ
“หึ ทำตัวอย่างกับเด็กๆ คงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็เด็กจริงๆ ใช่ไหมไอแซ็ก?” ท่าทางกวนประสาทของแซ็ก ทำให้อีวานได้แต่กลอกตา แล้วหันไปมองดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าพลางเอ่ยเสียงขรึมด้วยความหมั่นไส้ไปด้วย
“ก็ต้องไม่อยู่แล้วสิ ฉันถึงรู้แล้วว่า มันไม่ถูกเวลา…ว๊า~~ ดอกไม้ไฟหมดพอดี เรากลับกันเถอะ” แซ็กเอ่ยอย่างรัวเร็วด้วยท่าทางกวนประสาท จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากบันไดอิฐสีแดงแล้วเดินนำอีวานไป
“อืม” อีวานได้แต่ขานรับเสียงเบา แล้วก้าวเท้าตามแซ็กไปเงียบๆ โดยไม่ได้ติดใจอะไร
อาจเป็เพราะท่าทางกวนประสาทของแซ็กทำให้อีวานอารมณ์ดีขึ้นมาก แต่ลึกๆ แล้วเขายังคงรู้สึกผิดที่ตัดสินใจไม่ไปดาดฟ้าอาคารเรียนในคืนนั้นอยู่ดี
…ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ บางทีเขาอาจไปอยู่บนนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในคืนนั้น
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไปด้วยกัน ลงนิยายเพิ่มเวลา 10.00 น.
ในวันที่ 30 31 และ 1 มกราคม 2569 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 160 (หน้า 165 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ