สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 224 บุกรุก

        อันเฉิงมองอันเจิงแวบหนึ่ง “บะหมี่นี้อร่อยหรือไม่?”

 

        อันเจิงกลืนบะหมี่ลงไปอย่างยากลำบากหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่อร่อย”

 

        อันเฉิงชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หยิบตะเกียบจากมืออันเจิงแล้วคีบบะหมี่เข้าปากหนึ่งคำ ก่อนจะขมวดคิ้ว“ไม่อร่อยจริง ๆ ด้วย...แต่ฝ่าบาทกลับเสวยจนหมด ยังทรงทำเหมือนอร่อยมากด้วย...”

 

        อันเจิงชูนิ้วโป้ง “ทรงดีกับเจ้าจริง ๆ”

 

        “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นคนต้มบะหมี่ถ้วยนี้?” อันเฉิงถาม

 

        “หากไม่ใช่บะหมี่ที่เจ้าต้มเจ้าจะถามทำไมว่าอร่อยหรือไม่?”

 

        อันเฉิงถอนหายใจก่อนพูด“ที่แท้ข้าก็เป็นเจ้าโง่”

 

        อันเจิงมองไปยังด้านนอก “เตือนฝ่าบาทหน่อยอย่าให้เนี่ยชิงมาเป็นหัวหน้าองครักษ์ประจำพระองค์ ข้ารู้สึกว่าเนี่ยชิงผิดปกติ”

 

        “ทำไมเจ้าไม่พูดเอง”

 

        “ข้าพูดแล้ว แต่ฝ่าบาททรงนึกว่าข้าอิจฉาที่เนี่ยชิงได้เป็นหัวหน้าองครักษ์”

 

        อันเฉิงพยักหน้า “ข้าจะเก็บไว้พิจารณาแต่...”

 

        เขาหันไปมองด้านนอก เมื่อเห็นราชามู่ฉางเยียนยังไม่ได้เสด็จกลับมาจึงพูดต่อ“ในบางครั้งฝ่าบาทก็ทรงเหมือนเด็กคนหนึ่ง มักจะแน่วแน่ว่าสิ่งที่ทรงเลือกถูกต้องที่สุดเจ้าก็น่าจะรู้ หากราชาคนหนึ่งไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองคิดว่าการตัดสินใจของตัวเองเป็นสิ่งที่ผิด แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีฉะนั้นในบางครั้งต้องพูดอ้อมค้อมหน่อย ตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ อย่างไรเนี่ยชิงต้องได้เป็นแน่แต่ข้าจะเตือนไม่ให้ฝ่าบาทนำเนี่ยชิงมาอยู่ข้างพระวรกายก่อน”

 

        อันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง“เจ้าว่าการเป็นรองเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง กับการเป็นองครักษ์ประจำพระองค์ อย่างไหนดีกว่ากัน?”

 

        “แน่นอนว่าต้องเป็นองครักษ์ประจำพระองค์อยู่แล้ว”

 

        อันเจิงพยักหน้า “อย่างนั้นดีข้าจะไปเป็นรองเจ้าสำนักวรยุทธ์ชางเอง”

 

        อันเฉิงถอนหายใจ“ที่แท้เจ้าไม่ใช่คนที่ซื่อตรงนี่เอง”

 

        อันเจิงลุกขึ้น “ข้าไปก่อนล่ะ ขอประทานอภัยฝ่าบาทแทนข้าด้วยข้าไม่ได้ล้อเล่นและไม่ได้อิจฉาเนี่ยชิง เขาอาจผิดปกติจริง ๆ ก็ได้วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือให้จูเก๋อเชียวหยุนดู ด้วยความสามารถทางการแพทย์ของเขา ไม่มีทางจะดูไม่ออก”

 

        อันเฉิงถามขึ้น “ทำไมต้องให้จูเก๋อเชียวหยุนดู? เจ้าคิดว่าเนี่ยชิงถูกคนอื่นทำอะไร?”

 

        อันเจิงเบ้ปาก “การแก่งแย่งชิงดีแบบนี้มีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นไม่ได้”

 

        เขาเดินออกไปจากตำหนัก“เจียงหูดีกว่าเยอะ อย่างไรก็ดีกว่าราชสำนัก”

 

       อันเฉิงมองไปยังแผ่นหลังของอันเจิงที่จากไป จากนั้นก็พูดพึมพำ“หากเจียงหูดีกว่าจริง อย่างนั้นจะต้องการตำแหน่งสูงส่งอีกทำไม?”

 

        หลังจากอันเจิงกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เขาก็ให้กู้เฉาโถงและชวีเฟิงจื่อจัดการคนที่เข้ามาใหม่ จัดการที่ดินที่เพิ่งได้มาและบอกกฎระเบียบในสำนักจากนั้นก็พาตู้โซ่วโซ่ว กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีไปสำนักวรยุทธ์ชาง ดูแล้วสำนักวรยุทธ์ชางไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนั้น แต่สภาพที่เป็นอยู่กลับทำให้รู้สึกหนาวขึ้นมาในหัวใจก่อนหน้านี้ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเสียงคนพลุกพล่าน เมื่อมาเดินในสำนักตอนนี้กลับมีเพียงเงาของคนไม่กี่คนที่อยู่ข้างกายเท่านั้น

 

        เมื่อเดินเข้าไปด้านในของสำนักวรยุทธ์ชางอันเจิงจึงเห็นซ่งเฉาเซิงที่กำลังเหม่อลอยอยู่

 

        “คารวะอาจารย์ซ่ง” อันเจิงพูดขึ้น

 

        ซ่งเฉาเซิงหันไปมองยังอันเจิงจากนั้นก็พูดตะกุกตะกัก “คารวะรองเจ้าสำนัก”

 

        อันเจิงยังไม่ชินกับตำแหน่งใหม่ที่ได้เมื่อนึกแล้วก็รู้สึกขัน

 

        ซ่งเฉาเซิงยกนิ้วตัวเองขึ้นมานับ“ปั๋วขั้นหนึ่ง รององครักษ์ตำหนักวิหารสวรรค์ขั้นสี่รองเจ้าสำนักวรยุทธ์ชาง...เมื่อถึงวันเกิดเจ้าในปีหน้าไม่แน่เจ้าอาจเป็นขุนนางขั้นสามไปแล้ว”

 

        อันเจิงหัวเราะ “ฟังดูแล้วเหมือนข้าเสียเปรียบ”

 

        ซ่งเฉาเซิงถอนหายใจแล้วพูด “ต่อไปทุกครั้งที่ข้าเห็นเจ้าข้าต้องเรียกว่ารองเจ้าสำนักแล้วล่ะสิ?”

 

        อันเจิงเดินเข้าไปพร้อมพูดเสียงต่ำ“เจ้ายังดี หากเจ้าสำนักฉางและรองเจ้าสำนักฮวาเจอข้าสิถึงจะไปไม่ถูก”

 

        ในขณะนี้เอง ฮวาถางถางก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเย็นยะเยือกนางเดินมาพลางพูดขึ้น “ต่อให้เจ้าจะเป็นรองเจ้าสำนักแล้วแต่เจ้าก็ยังต้องเป็นศิษย์ข้าอยู่ดี”

 

        อันเจิงรู้สึกไปไม่ถูก

 

        “มากับข้า”ฮวาถางถางพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก จากนั้นก็เดินนำออกไป

 

        อันเจิงให้ตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆหาอะไรทำไปก่อน จากนั้นก็เดินตามฮวาถางถางไป ฮวาถางถางหยุดฝีเท้าตรงหน้าประตูบ้านตัวเองแล้วหันกลับมามองอันเจิง“มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าไปสืบ เมื่อวานเนี่ยชิงกลับมาแล้วจากนั้นก็ขึ้นไปยังชั้นสามของหอตำรา ตอนนั้นข้าไม่อยู่ เมื่อกลับมาข้าสังเกตเห็นว่าเขาหยิบตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสูงไปหลายเล่ม โดยปกติแล้วเขาไม่มีความจำเป็นต้องนำไปเลยแม้แต่เล่มเดียว”

 

        “อาจารย์แน่ใจหรือ?”

 

        ฮวาถางถางพยักหน้า “ข้าตรวจสอบอย่างดีแล้ว”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “ข้าคิดว่าเนี่ยชิงอาจถูกคนควบคุมแล้ว”

 

        สีหน้าของฮวาถางถางเปลี่ยนไปทันที“คนคนนั้นกลับมาแล้ว?!”

 

        อันเจิงถามขึ้น “ใคร?”

 

        ฮวาถางถางเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดขึ้น “มีบางเรื่องที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ในเมื่อตอนนี้เจ้าก็เป็นรองเจ้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้ว ถึงแม้จะไม่ค่อยมีความเหมาะสมนักก็ตามหลายปีก่อนหน้านี้ สำนักวรยุทธ์ชางเคยประสบปัญหาที่ร้ายแรงมาก่อนตอนนั้นมีคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปบุกเข้าสำนัก อาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางก็ปะทะกับเขาแล้วเกือบตายกันหมดโชคดีที่ตอนนั้นเจ้าสำนักคนก่อนกลับมาทัน จากนั้นก็โจมตีผู้บุกรุกจนล่าถอยไปแต่ถึงกระนั้น เพราะเจ้าสำนักคนก่อนบาดเจ็บสาหัส วันต่อมาจึงเสียชีวิต”

 

       “ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าคนที่บุกเข้ามาคือใคร รู้เพียงว่าเขาคนนั้นใช้วรยุทธ์ที่แปลกประหลาดอีกทั้งยังเก่งกาจไม่น้อย เมื่อตกดึกของคืนที่สอง คนคนนั้นก็กลับมาอีกครั้งและพอดีกับนักพรตกานหยวนที่อยู่ในตำหนักวิหารสวรรค์มาที่นี่ นักพรตกานหยวนและคนคนนั้นต่อสู้กันอย่างดุเดือดสุดท้ายนักพรตกานหยวนใช้วิชาขัดเกลาจิตใจมาผนึกคนคนนั้นไว้กลางอากาศ แต่คนคนนั้นก็เหมือนหายตัวไปแล้วไม่เคยปรากฏตัวอีกเลยนักพรตกานหยวนยืนยันว่าผนึกเขาไว้แล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสำนักวรยุทธ์ชางก็เริ่มสั่งให้คนมาเฝ้าที่นี่เอาไว้ ข้าเป็นรุ่นที่สองที่มาสืบทอดการเฝ้าที่นี่”

 

        “นักพรตกานหยวนคือใคร?” อันเจิงถาม

 

        “นักพรตกานหยวนก็คือคนที่จับตัวปีศาจหินที่ชาวโยวนำมาและคิดลอบสังหารไทเฮากับราชาในตำหนักวิหารสวรรค์แต่นักพรตท่านนี้เสียชีวิตมาหลายปีแล้วนั่นเป็นเพียงเงาพลังที่ถูกผนึกเอาไว้เท่านั้น อีกอย่างสำนักไท่ซ่างเต้าก็สร้างขึ้นโดยนักพรตกานหยวนนั่นแหละ...ผู้อาวุโสสองคนที่ถูกเกาหยวนหูฆ่าในตำหนักวิหารสวรรค์ก็คือศิษย์ของนักพรตกานหยวนและเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักไท่ซ่างเต้า พวกเขาทั้งสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝด”

 

        “คนคนนั้นคือมาร?”

 

        ฮวาถางถางส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”

 

        อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูด“เนี่ยชิงอาจไม่ได้ถูกคนคนนั้นควบคุม แต่เป็นคนอื่นมากกว่า ข้าสงสัยว่าจะเป็นคนของไทเฮา”

 

        ฮวาถางถางยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“หากใต้หล้านี้จะมีมารสักคน ไทเฮาก็คงเป็นคนแรก”

 

        นางมองออกไปรอบด้าน “สำนักวรยุทธ์ชางว่างเปล่ามากตอนนี้คนที่สามารถสืบเรื่องของเนี่ยชิงก็เห็นจะมีแต่เจ้าแล้วซ่งเฉาเซิงต้องคอยเฝ้าที่นี่ ถึงแม้จะรู้ว่าคนคนนั้นคงไม่กลับมาแต่เพราะยังอยู่ในหน้าที่ ช่วงนี้ข้าและเจ้าสำนักฉางต้องไปตำหนักวิหารสวรรค์บ่อยหน่อยฉะนั้นเรื่องในสำนักวรยุทธ์ชางมากกว่าครึ่งจึงต้องมอบให้เจ้าดูแล ตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วง...สามารถทำให้คนเปลี่ยนถ่ายร่างกายได้”

 

        “อย่างนั้นพวกท่านต้องระวังเนี่ยชิงหน่อยเพราะเขาอยู่ในตำหนักวิหารสวรรค์”

 

        ฮวาถางถางพยักหน้า “เจ้าไปเถอะหากเนี่ยชิงกลับมาอีก เจ้าก็ลองคุยกับเขาหน่อย ไม่แน่อาจได้ข้อมูลอะไรมาก็ได้”

 

        อันเจิงขานรับ “อย่างนั้นข้าขอตัวไปก่อน”

 

        รออันเจิงเดินออกไปช่วงหนึ่งแล้ว ฮวาถางถางจึงพูดขึ้น“เจ้าจะขึ้นชั้นสามของหอตำราก็ได้นะ ต้นฉบับตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงยังอยู่”

 

        หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง อันเจิงก็ส่ายหน้า“ตำรากระบวนวรยุทธ์...ต่อให้จะเป็นระดับสีม่วงก็ตาม แต่มันก็คือของนอกกาย”

 

        ฮวาถางถางชะงักไปครู่หนึ่งและดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

 

       ความจริงเรื่องในสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่มีอะไรต้องจัดการหลังจากอันเจิงพาตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ บ่มเพาะพลังวัตรครึ่งวันพวกเขาก็เตรียมตัวไปคุยกับซ่งเฉาเซิง เขามีคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่องของมารขณะที่เดินออกมาถึงด้านนอก เขาก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล ฟ้าสว่างขนาดนี้ ทำไมถึงมีเงาดำปรากฏขึ้นตรงหน้าต่าง? ส่วนซ่งเฉาเซิงก็ยืนอยู่ที่หน้าประตู

 

        “ระวัง!”

 

        อันเจิงตะโกนขึ้น ทันใดนั้นกระดิ่งแก้วก็พุ่งตรงไปยังที่หน้าต่างทันที

 

        เพียงชั่วพริบตาเงาดำนั่นก็หายไปแล้วหลังจากกระดิ่งแก้วไม่มีเป้าหมาย มันจึงหมุนตัวกลางอากาศราวกับมึนงงเล็กน้อย

 

        ในขณะนี้เองอันเจิงก็รู้สึกเย็นยะเยือกมาจากด้านหลัง

 

        อันเจิงหมุนตัวกลับ จากนั้นก็ใช้พลังจิตเรียกเกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตแล้วมากั้นเหมือนกำแพงอยู่ตรงหน้า โครม!พลังมารมหาศาลพุ่งชนเข้ากับเกล็ดมัจฉาอย่างจังอันเจิงกระเด็นไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมได้ ส่วนเท้าทั้งสองก็ลากไปกับพื้นจนเกิดแนวยาว

 

        เกล็ดมัจฉาแตกออกเป็นรอยใหญ่อันเจิงมองออกไปด้านนอกจากรอยแตกนั้น

 

        คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขาก็คือติงเซิ้นซาที่กำลังยิ้มอย่างดุร้าย

 

        มุมปากของอันเจิงกระตุกขึ้นด้านบนนั่นคือกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมา

 

        “วิญญาณไม่แตกซ่าน” เขายืนตัวตรงจากนั้นกระดิ่งแก้วก็ลอยมาอยู่ข้างกายเขา

 

        ในมือของติงเซิ้นซาถือทวนขนาดใหญ่และยาวส่วนบนตัวก็สวมชุดเกราะสีแดง เมื่อดูแล้วไม่อาจเดาได้เลยว่าสร้างมาจากอะไร บนชุดเกราะยังมีอักษรกะพริบแสงอยู่ตลอดเวลาคาดว่าเป็นของที่มีพลังอยู่ในระดับที่สูงไม่น้อย แต่ของทุกอย่างบนตัวติงเซิ้นซาต่างก็เป็นของมารทั้งนั้นจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันอยู่ในระดับอะไร

 

        “เจ้าพูดไม่ผิดข้าก็คือคนที่วิญญาณไม่แตกซ่าน”

 

        ติงเซิ้นซาพูดพลางยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“หากยังฆ่าเจ้าไม่ได้ ข้าจะไม่มีทางสงบสุข อย่างไรข้าต้องตามล่าเจ้า ต่อให้ต้องตามไปสุดหล้าฟ้าเขียวตราบใดที่ข้าไม่ตาย ข้าไม่มีวันลดละต่อเจ้าแน่”

 

        อันเจิงคำราม “อย่างนั้นเจ้าก็ตายเถอะ”

 

        เขายื่นมือออกไปจากนั้นกระดิ่งแก้วก็พุ่งออกไปทันที

 

        ทวนในมือติงเซิ้นซาพุ่งออกไปด้านหน้าจากนั้นลำแสงสีดำก็เปล่งประกายออกมา กระดิ่งแก้วที่อยู่กลางอากาศหยุดลงจากนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นและมีคลื่นพุ่งออกมาจากกระดิ่งแก้วเป็นระลอกทำให้รัศมีคลื่นจากกระดิ่งแก้วที่พุ่งออกไปไกลมากขึ้น ลำแสงสีดำถูกคลื่นต้านไว้ถึงแม้จะไม่ได้แตกสลาย แต่ทว่ามันก็พุ่งมาด้านหน้าได้ยาก หลังจากกระดิ่งแก้วป้องกันลำแสงสีดำแล้วบนตัวของมันก็เปล่งแสงที่เต็มไปด้วยอักษรโบราณสองสาย แล้วพุ่งตรงไปยังติงเซิ้นซา

 

        ติงเซิ้นซายิ้มอย่างเย็นยะเยือก“เจ้าคิดว่าของชิ้นเดียวจะสามารถทำร้ายข้าได้ถึงสองครั้งรึ?”

 

        เขาไม่สนใจกระดิ่งแก้วเลยสักนิดจากนั้นก็พุ่งตัวมาที่อันเจิง ลำแสงตัวอักษรหมุนรอบตัวติงเซิ้นซา แต่กลับถูกชุดเกราะสีแดงบนตัวเขาต้านเอาไว้ดูเหมือนลำแสงตัวอักษรสองสายนี้จะถูกอะไรบางอย่างซัดออกไป เพราะหลังจากพุ่งไปถึงหลังติงเซิ้นซามันก็ระเบิดออกดอกไม้จำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในบริเวณนั้นปลิวไปทั่วพื้นดินและต้นหญ้าก็กระเด็นเกลื่อน

 

        ติงเซิ้นซาหัวเราะเสียงดังพร้อมเดินมายังด้านหน้า“บนร่างข้ามีอาวุธระดับสูงสุด เจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”

 

        ทวนในมือของเขาพุ่งมาด้านหน้าอีกครั้งติง! ทวนแทงลงบนเกล็ดมัจฉา ทวนนี้มีพลังบางอย่างที่แปลกประหลาดราวกับมันสามารถทะลุพลังคุ้มกันของเกล็ดมัจฉาได้ตลอดเวลาเดิมทีเกล็ดมัจฉาจากปลาวิเศษเป็นของวิเศษที่แข็งแกร่งมากที่สุดในใต้หล้าเพียงแค่มันยังมีจำนวนไม่ครบ ฉะนั้นจึงไม่อาจแสดงพลังที่มีออกมาได้ถึงขีดสุด พลังทวนไม่ต่างจากน้ำมันมุดซอกเล็ก ๆ ของเกล็ดมัจฉาและตรงเข้ามาที่อันเจิง

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว ติงเซิ้นซาแข็งแกร่งขึ้นมาก

 

        มันเป็นวิชาอะไรกันแน่ สามารถทำให้คนคนหนึ่งแข็งแกร่งขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้?

 

        ในขณะนี้เองฉางฮวันและฮวาถางถางก็มาถึงแล้ว อันเจิงจึงรีบชี้ออกไปด้านนอก “รีบไปอาจารย์ซ่งคนเดียวไม่อาจต้านได้”

 

       สีหน้าของฉางฮวันและฮวาถางถางเปลี่ยนไปทันที จากนั้นก็พุ่งตามกันออกไป

 

        ติงเซิ้นซามองตามแวบหนึ่งจากนั้นก็ยิ้มด้วยความดุร้ายพร้อมเดินเข้ามาหาอันเจิง “เจ้าช่างใจกล้าจริง ๆถึงกับให้ผู้ช่วยของตัวเองออกไป...ก็ดีเหมือนกัน ระหว่างเจ้ากับข้าจะได้จบ ๆกันสักที ความแค้นของคนในตระกูลข้า เจ้าควรชดใช้มันได้แล้ว”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ“ยังไม่ครบทั้งตระกูล...ขาดเจ้าไปหนึ่งคน”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน