ความมืดในป่าเริ่มเปลี่ยนสี ไม่ใช่เพราะฟ้าสางแต่เพราะเืที่ยังอุ่นไหลรินอยู่บนพื้นหิน ซากอสูรร่างใหญ่ล้มตะแคง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปก่อนตาย เกล็ดแข็งตามลำตัวแตกกระจาย กลิ่นคาวคลุ้งปะปนกับกลิ่นดินเปียก หลัวอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ค้อนโลหะในมือยังมีคราบเืติดอยู่เป็ทาง
ลมหายใจของเขาหนักแต่มั่นคง นี่ไม่ใช่อสูรระดับต่ำและไม่ใช่ระดับกลางธรรมดา มันคืออสูรที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “กลาง” กับ “สูง” สัตว์อสูรที่สามารถฆ่าจอมยุทธ์ระดับรวมปราณได้ หากประมาทเพียงครั้งเดียว
หลัวอวิ๋นไม่รีบเข้าไปใกล้ รอจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายสิ้นใจจริง รอจนลมปราณที่แผ่ออกมาจากซากนั้นสลายไปจนหมด จากนั้นจึงก้าวเข้าไปช้าๆ เขางัดกะโหลกที่แตกออกครึ่งหนึ่ง ดึงแกนอสูรสีหม่นออกมาอย่างระมัดระวัง แกนก้อนนี้มีลวดลายคล้ายเส้นเืฝังอยู่ด้านใน มันเต้นเบาๆ ราวกับยังมีชีวิต หลัวอวิ๋นมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บใส่แหวนมิติ นี่คือทรัพยากรที่เขา้า ไม่ใช่จำนวนแต่เป็คุณภาพ
เขาเดินออกจากพื้นที่อย่างเงียบเชียบ ไม่ทิ้งร่องรอยการต่อสู้นานเกินไป เพราะในูเาอสูร การยืนอยู่กับที่นานเกินไป เท่ากับเชื้อเชิญความตาย
่หลายวันที่ผ่านมา หลัวอวิ๋นไม่ได้พักเต็มที่แม้แต่วันเดียว เขาล่า เขาหนี เขาฝึก วนซ้ำอยู่เช่นนั้น ทุกการปะทะกับอสูร เขาจะประเมินตัวเองอย่างละเอียด ใช้ค้อนมากแค่ไหน ใช้อาคมเมื่อใดและหลังการต่อสู้ ร่างกายตอบสนองอย่างไร
เขาพบว่าร่างกายของเขา แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะระดับพลังเลื่อน แต่เพราะร่างกายรับพลังได้มากขึ้น กล้ามเนื้อทนแรงสะท้อนได้ดีขึ้น กระดูกทนทานแข็งแกร่ง ลมหายใจไม่สะดุดเหมือนก่อน โดยเฉพาะหลังจากดูดซับแกนอสูรคุณภาพสูง การเปลี่ยนแปลงจะชัดเจนกว่าปกติ
หลัวอวิ๋นเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ไม่ใช่แค่การฝึก แต่มันคือการหล่อหลอมร่างกาย เขาเลือกถ้ำใหม่เป็ที่พัก ถ้ำนี้ลึกกว่าเดิมปากถ้ำแคบด้านในคดเคี้ยว เหมาะสำหรับซ่อนตัว และยากต่อการถูกอสูรขนาดใหญ่บุกเข้ามา
เมื่อจัดการพื้นที่เรียบร้อย หลัวอวิ๋นจึงนั่งลงกลางถ้ำ นำแกนอสูรออกมาไว้ด้านหน้า เขาไม่รีบร้อนหยิบขึ้นมาใช้ แต่หลับตาลงก่อน ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ เมื่อจิตใจนิ่ง เขาจึงเริ่มดูดซับ
แกนอสูรก้อนแรกถูกวางลงบนฝ่ามือ พลังภายในไหลออกมาทันที ราวกับของเหลวอุ่นที่ถูกเทลงในภาชนะ เขาปล่อยให้ร่างกายรับไปตามจังหวะของมันเอง
ลมปราณในตันเถียนเริ่มหมุนช้าลง แน่นขึ้น หนักขึ้น แต่ยังไม่ถึงจุดแตก หลัวอวิ๋นไม่ขมวดคิ้ว เขารู้ดีว่านี่คือสภาพปกติ ยิ่งฐานแน่นการเลื่อนระดับยิ่งยาก
เขาดูดซับแกนอสูรทีละก้อนอย่างช้าๆ ไม่ฝืน เมื่อพลังเริ่มเต็ม เขาก็หยุด ไม่ว่าจะแกนอสูรจะเหลืออีกกี่ก้อนเขาก็ไม่ใช้ ร่างกายของเขาไม่ใช่ภาชนะที่ต้องยัด แต่มันเปรียบเหมือนโลหะที่ต้องหลอม
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น เหงื่อไหลซึมออกมาตามขมับแต่สีหน้ากลับนิ่งเขายกมือขึ้น กำหมัดแน่น แรงกดอากาศเล็กน้อยเกิดขึ้นรอบกำปั้น หินก้อนเล็กๆ บนพื้นสั่นเบาๆ นี่คือสิ่งที่เขา้า ไม่ใช่พลังที่ะเิออกมาแบบมั่วๆ แต่เป็พลังที่ควบคุมได้
เขายืนขึ้นเรียกค้อนออกมา หลัวอวิ๋นเริ่มเหวี่ยงค้อนในจังหวะช้าๆ หนึ่งครั้ง สองครั้ง ทุกการเคลื่อนไหวหนักแน่น แต่ไม่สิ้นเปลืองแรงเขาไม่ได้ฝึกท่าโจมตี แต่ฝึกการควบคุม
เมื่อเหงื่อเริ่มชุ่มแผ่นหลัง เขาจึงหยุด วางค้อนลงข้างตัว แล้วพึมพำเสียงต่ำ
“อาคมเสริมกาย โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาอย่างราบเรียบ ไม่มีแรงสะท้อน ไม่มีความเจ็บ หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นเล็กน้อย ผลกระทบจากอาคมลดลงอีกแล้ว นี่คือสัญญาณที่ดี เขานั่งลงพิงผนังถ้ำ มองออกไปยังความมืดเบื้องหน้า
ูเาอสูรไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย แต่สำหรับเขาในตอนนี้ มันคือที่ที่เหมาะสมที่สุด ที่นี่ไม่มีอดีต ไม่มีศัตรูจากโลกภายนอก มีเพียงอสูร และพลัง หลัวอวิ๋นสูดลมหายใจลึกแล้วหลับตาลงอีกครั้ง การฝึกเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
เสียงแตกหักดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา ก้อนหินขนาดใหญ่กลิ้งหล่นจากหน้าผา ฝุ่นดินฟุ้งกระจาย อสูรร่างมหึมาค่อยๆ โผล่ออกมาจากเงามืด เกล็ดสีคล้ำปกคลุมทั้งร่าง ดวงตาสีแดงหม่นจับจ้องมาที่หลัวอวิ๋นอย่างเ็า
มันไม่คำรามเหมือนอสูรที่เคยเจอ เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ แรงกดดันจากลมปราณก็แผ่ออกมาอย่างชัดเจน
“อสูรระดับสูง”
หลัวอวิ๋นกำค้อนแน่น ร่างกายขยับถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะสัญชาตญาณเตือนว่า หากพลาดเพียงครั้งเดียว ผลลัพธ์จะไม่ใช่าเ็ แต่คือความตาย
เขาไม่หนี ทางถอยถูกปิดด้วยแนวผาหิน และที่สำคัญ เขาไม่ตั้งใจจะหนี หลัวอวิ๋นปรับลมหายใจให้ช้าลง ร่างกายตึงเครียดในระดับที่ควบคุมได้ ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของอสูรตรงหน้า
เมื่ออสูรก้าวเท้าลงพื้น เสียงดังหนักพื้นดินสั่นะเื มันพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วขัดกับร่างกายที่ใหญ่โต ความเร็วเหนือความคาดหมาย ระยะห่างถูกลบหายไปในพริบตา กรงเล็บขนาดใหญ่ฟาดลงมาจาก้า หลัวอวิ๋นบิดตัวหลบ คมกรงเล็บเฉือนผ่านอากาศห่างจากศีรษะเพียงเส้นผม
เขาฟาดค้อนสวนกลับทันที เสียงโลหะกระแทกเกล็ดดังสนั่น แรงสะท้อนแล่นขึ้นแขนจนชา อสูรไม่ถอยแม้แต่น้อย มันเหวี่ยงหางใส่ด้วยแรงมหาศาล หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นรับ ร่างกระเด็นถอยไปหลายก้าว เืซึมออกจากมุมปาก
การโจมตีของมันรุนแรง หนักและไม่เปิดช่องว่าง มันไม่ใช่อสูรที่ใช้แรงดิบอย่างเดียว มันมีสติ หลัวอวิ๋นไม่รีบลุก เขากลิ้งตัวหลบการโจมตีซ้ำ ก่อนจะะโถอยออกมาสร้างระยะ มือกำค้อนแน่นขึ้น ลมหายใจเริ่มถี่
“อาคมเสริมกาย โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาอย่างรวดเร็ว ร่างกายตอบสนองดีขึ้นเล็กน้อย แต่เขาไม่กล้าฝืนมากกว่านี้ เพราะรู้ดีว่าหากเกินขอบเขต ผลสะท้อนจะตามมาในทันที
อสูรพุ่งเข้ามาอีกครั้ง หลัวอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบอย่างเฉียดฉิว ค้อนฟาดสวนใส่ข้อต่อขาหลัง เสียงเกล็ดแตกดังแ่ อสูรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที แต่เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเพียงพอแล้ว
“อาคมควายธนู”
สิ้นเสียงเรียก แรงสั่นะเืรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว รูปร่างอสูรมีเขาปรากฏขึ้นเลือนราง แต่มั่นคงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ควายธนูพุ่งออกไปด้วยแรงควบคุม ไม่ะเิ ไม่พุ่งมั่ว
มันชนเข้าที่ลำตัวอสูรอย่างจัง เสียงดังสนั่น ร่างมหึมากระเด็นถอยไปหลายก้าว เกล็ดแตกกระจาย เืสีคล้ำสาดออกมา อสูรคำรามด้วยความเ็ป แต่ยังไม่ล้ม
หลัวอวิ๋นไม่รีรอ เขาพุ่งเข้าใกล้ ฟาดค้อนใส่จุดเดิมซ้ำอีกครั้งเสียงกระดูกแตกดังชัด อสูรทรุดลงในที่สุด ร่างกระแทกพื้นจนฝุ่นตลบ ก่อนจะนิ่งไปอย่างช้าๆ ลมปราณที่แผ่ออกมาค่อยๆ สลายหายไป
หลัวอวิ๋นยืนหอบหายใจอยู่ตรงนั้น แขนสั่นเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงนิ่ง เขารอจนแน่ใจว่าอสูรสิ้นใจจริง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ แกนอสูรสีเข้มถูกดึงออกมาจากอกของมัน พลังที่แผ่ออกมาจากแกนนี้ หนักแน่นกว่าที่เขาเคยััมา สิ่งนี้คือทรัพยากรที่เขารอคอย
หลัวอวิ๋นไม่รอช้า เขากลับไปยังถ้ำ จัดการปิดทางเข้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นนั่งลงกลางถ้ำ วางแกนอสูรระดับสูงไว้ตรงหน้า เขาหลับตา ปรับลมหายใจและเริ่มดูดซับ
พลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างรุนแรง ร่างกายสั่นสะท้าน กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นลมปราณถูกบังคับให้รับแรงกดอย่างต่อเนื่อง หลัวอวิ๋นกัดฟันทน เมื่อถึงจุดหนึ่งเขารู้สึกได้ ตันเถียนแน่นลมปราณหมุนวนจนแทบหยุด
นี่คือขีดจำกัด หากไม่เลื่อนระดับ พลังจะล้นและสูญเปล่า หลัวอวิ๋นตัดสินใจทันที เขาปล่อยการควบคุม ลมปราณทะลักออกมาในพริบตา ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความเจ็บแล่นผ่านทุกอณู แต่ในความเจ็บนั้น มีความรู้สึกมั่นคงซ่อนอยู่
เมื่อทุกอย่างสงบลง หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ถอนหายใจยาวด้วยความโล่ง ระดับพลังของเขาเลื่อนขึ้นสู่อีกระดับ
“รวมปราณขั้นต้น”
เมื่อทุกอย่างดำเนินการเสร็จสิ้น หลัวอวิ๋นก็ปลดปล่อยร่างกายจากความเหนื่อยล้า เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างเงียบๆ
วันเวลาเดินต่อไปอย่างเงียบงัน
“หกเดือนผ่านไป”
ูเาอสูรยังคงอันตรายเช่นเดิม แต่ภายในนั้น มีบางอย่างเปลี่ยนไป อสูรระดับกลางถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง เสียงคำรามลดน้อยลง เส้นทางบางสายกลายเป็พื้นที่ว่างเปล่า
ชายคนหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางนั้น ค้อนในมือ รอยเืแห้งกรังบนเสื้อคลุม แววตานิ่งสงบ เมื่อครบครึ่งปี หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนสันเขา มองออกไปยังโลกภายนอก ูเาอสูรอยู่ด้านหลัง เส้นทางแห่งการล่าอยู่เบื้องหน้า
เขารู้ดีเวลาซ่อนตัวจบลงแล้ว จากนี้ไปเขาจะเป็ฝ่ายตามล่า และการล้างแค้น กำลังจะเริ่มต้นอย่างแท้จริง