ตอนที่ 11
ผู้ใดบอกว่าพวกเรามาเพื่อเฝ้าระวังกัน?
ที่ด้านนอกอุโมงค์สุสานเจียงหวัง
ใจกลางหมู่หินที่ยาวเหยียดสายหนึ่งได้มีมือสังหารกลุ่มหนึ่งที่ในมือผูกเอาไว้ด้วยผ้าขาวมุ่งหน้าเข้าใกล้ยังอุโมงค์หลบหนีแสงไฟสลัวบนกำแพงส่องไปยังใบหน้าที่เรียบเฉยของพวกเขาองครักษ์ที่คอยเฝ้ายามทางเข้าออกของอุโมงค์เมื่อได้พบเห็นคนที่อยู่ทางด้านหน้าสุดผู้นั้นได้ยิ้มแล้วกล่าว : “ที่แท้ก็เป็ท่านจ้าวตำหนักเย่หยิงไม่ทราบว่าจ้าวตำหนักเย่หยิงมายังที่แห่งนี้ทำไมกันท่านใต้เท้าจ้าววังสั่งการให้ใต้เท้าเย่หยิงมาตรวจสอบที่อุโมงค์งั้นหรือ ?”
เย่หยิงมีรูปร่างที่ซูบผอมอยู่เป็พิเศษ ดูแล้วไม่มีพิษสงอะไรแต่ว่าคนของตำหนักคร่าชีวิตต่างทราบกันดีว่าเย่หยิงถือได้ว่าเป็ผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีผู้หนึ่งอีกทั้งยังเป็แนวหน้าของตำหนักคร่าชีวิตมานานนับสิบปีทั้งยังทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทว่าตอนนี้เย่หยิงกลับไม่ได้กล่าวมากความเขาเพียงยื่นมือออกมาพร้อมกับรูดเชือกผ้าสีขาวเส้นหนึ่งออกองครักษ์รู้สึกถึงความไม่ปกติในทัน แต่ก็สายเกินกาลแล้วเย่หยิงได้ปลดดาบยาวออกจากข้างเอว ะโออกด้วยเสียงกังวาน : “ฆ่าอย่าให้เหลือพยานปากแม้แต่คนเดียว ! ”
เย่หยิงถือว่าเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีคนหนึ่งเดิมทีองครักษ์อุโมงค์จักต้องเป็ยอดฝีมือขอบเขตสู่วิถีแต่ว่าพวกเขาได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากจ้าววัง ไม่ว่าเื่สำคัญเพียงใดเย่หยิงล้วนแต่ทราบอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถที่จะรวมกำลังพลใหญ่ได้อย่างอิสระบุกโจมตีเมืองหลวงทว่านี้กลับเป็การมอบโอกาสให้แก่เย่หยิงให้เขาลงมือได้ดีที่สุดครั้งหนึ่ง
เมื่อเย่หยิงขยับดาบยาวอันเย็นเยียบในมือฟันองครักษ์ของตนเองแยกออกเป็สองเสี่ยงจากนั้นจึงถือดาบยาวในมือที่ชุ่มเืไปทางด้านหน้าต่อวิชาดาบที่เขาบัญญัติขึ้นชื่อว่าเป็ดั่งทรราชของเขาแม้จะเป็ยอดฝีมือขอบเขตสู่วิถี แต่เมื่อประมือกับเขาแล้วก็ล้วนแต่เกิดความหวาดผวาอยู่ถึงที่สุดบัดนี้การฆ่าผู้ฝึกตนขอบเขตกลิ่นอายวิถีเหล่านี้แทบจะคล้ายกับพยัคฆ์ะโเข้าไปในฝูงหมาป่าเลยทีเดียว
เย่หยิงตวัดดาบฟันไปที่ทั้งสามคนอีกครั้งจนทำให้ทั้งสามถูกแยกเป็ท่อนๆ พร้อมกับหันไปะโให้ทางด้านหลังว่า :“รีบจัดการกับคนเหล่านี้เร็ว ไม่เช่นนั้นพวกเราจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ! ”
ทางด้านหลังยังมีคนกว่าร้อยคนเร่งเข้ามาใกล้กับอุโมงค์ดาบในมือหันไปห้ำหั่นกับองครักษ์ห้าสิบนายกันไม่หยุด
เมื่อมีเย่หยิงอยู่ด้วยอีกฝ่ายก็แทบจะไม่มีพลังที่จะต้านทานเอาไว้ได้เลยทว่าเพียงแค่ชั่วหนึ่งกาน้ำชาเดือด บนพื้นก็ได้มีโลหิตไหลรินออกมาเป็สายธาร
เย่หยิงหันไปมองยังทางด้านอุโมงค์เพื่อที่จะสะดวกต่อการเคลื่อนทัพจากไปได้อย่างรวดเร็วอุโมงค์เหล่านี้มีโครงสร้างที่ไม่แคบเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมีขอนไม้คอยค้ำเย่หยิงมองเพียงแวบเดียว ก็โบกมือขึ้นแล้วกล่าว : “จัดการผ่าขอนไม้เหล่านี้ทั้งหมดลง”
ที่เขาพามาด้วยในตอนนี้ล้วนแต่เป็ผู้มีฝีมืออันโดดเด่นการผ่าขอนไม้เหล่านี้จึงใช้เพียงแค่ดาบเดียวเท่านั้น
ในขณะที่กำลังมองไปที่ขอนไม้เหล่านี้ที่หักไปทีละท่อนเมื่อได้ผ่าเสาไม้ในระยะกว่าร้อยตั้งได้ มือสังหารที่เป็ลูกน้องต่างก็ได้แยกย้ายกันออกไปเย่หยิงเมื่อได้พบว่าเพดานอุโมงค์มีรอยแตกร้าว จึงทะยานร่างขึ้นมุ่งหน้าฟาดฝ่ามือไปที่ส่วนเพดานอุโมงค์ จนถล่มลงมา !
แต่เดิมก็เป็อุโมงค์ที่ไม่มั่นคงและอันตรายเป็อย่างยิ่งเมื่อไม่มีเสาไม้เพื่อใช้ค้ำ อุโมงค์ก็ได้ถล่มลงมา
เย่หยิงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ โบกมือแล้วกล่าว : “ไปพวกเราไปทะลวงวงล้อมกัน ! ”
ที่ด้านหลังเย่หยิง คนสนิทคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นว่า :“ใต้เท้าเย่หยิง ศึกนี้ พวกเราจะได้รับชัยกันจริงงั้นหรือ ? เดิมทีมือสังหารในห้องโถงเมื่อรู้ตัวกันก็ยังสามารถที่จะสลายตัวจากไปได้ แต่ว่าในขณะนี้ อุโมงค์เองได้ถล่มลงมาแล้วพวกเขาไม่มีทางให้ถอยหนีแล้ว และองค์ผู้สืบทอดมีทัพใหญ่เพียงสามหมื่นเท่านั้น”
เย่หยิงหันไปมองคนสนิทคราหนึ่งด้วยความเยือกเย็น ตวาดกลับไปว่า :“จงจำเอาไว้ พวกเราเป็ทหาร ขึ้นชื่อว่าทหาร มีแต่ต้องฟังคำสั่งเท่านั้นในส่วนที่จะรบชนะได้หรือไม่นั้น นั่นล้วนแต่ไม่ใช่เื่ที่พวกเราต้องไปใคร่ครวญ !”
ภายในใจกลางห้องโถงสุสานของตำหนักคร่าชีวิต
จ้าววังที่นั่งอยู่บนที่นั่งหลักได้มองไปยังบรรดาเ้าตำหนักที่อยู่โดยรอบ: “จ้าวตำหนักมารวมตัวกันครบแล้วหรือไม่ ? ”
องครักษ์ที่อยู่ทางด้านข้างจึงกล่าวว่า :“ยังขาดแต่เพียงจ้าวตำหนักเย่หยิง”
จ้าววังไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพียงแต่กล่าวว่า :“รอแต่เขาไม่ได้แล้ว อีกเดี๋ยวค่อยนำข้อสรุปไปบอกกล่าวต่อเขาเถิด”
จ้าววังยันกายลุกขึ้น ยิ้มแล้วกล่าว : “ข้าทราบว่าตลอดมานี้พวกเ้าต่างพากันสงสัยตัวตนของข้า วันนี้ข้าจะบอกให้พวกเ้ารับรู้ว่าตัวข้าคือผู้ใด ! ”
จ้าววังยื่นมือถอดหน้ากากทองสัมฤทธิ์ออก เผยให้เห็นโฉมหน้าของเขาจ้าวตำหนักที่อยู่กันทางด้านล่างเมื่อมองไปที่ใบหน้าจ้าววังก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านกันขึ้นมา ถึงอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่าจ้าววังแห่งตำหนักคร่าชีวิตของพวกเขา จะเป็ถึงองค์รัชทายาท !
จ้าววังหัวเราะไปมา กล่าว : “มิผิดข้าก็คือองค์ชายของแคว้นเหยียน ผู้สำเร็จราชการ เฉินหวังกระทำความผิดอย่างมหันต์ทั้งเมื่อพบพานข้ายังไม่ให้ความเคารพแก่ข้าทั้งยังไม่ยึดถือต่อคำสั่งขององค์จักรพรรดิองค์ก่อนมันเป็ทรราชที่เลวร้ายที่สุดนับั้แ่ก่อตั้งแคว้นเหยียนขึ้นมาทว่าเมื่อใช้ความโหดร้ายก็ต้องใช้ความโหดร้ายในการโต้กลับบุตรชายบังเกิดเกล้าของมัน ผู้ที่เป็เหมือนกับมันเช่นเดียวกันได้ก่อความผิดอย่างมหันต์ ตั้งตนก่อฏต่อบิดาตน คนกระทำมิสู้ชะตาฟ้าลิขิตจริงๆบัดนี้ผู้สำเร็จราชการและแม่ทัพใหญ่ต่างรบกันจนาเ็ทั้งสองฝ่าย นี่จึงเป็โอกาสที่ดีที่สุดที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสงบสุขรอดพ้นจากความวุ่นวาย[1] ! ”
จ้าวตำหนักที่อยู่ทางด้านล่างเดิมยังคิดว่าสถานภาพทั้งชีวิตของตนเองนั้นต่างก็ไม่อาจที่จะพบเห็นทางสว่างกันได้แล้วแต่ว่าบัดนี้ พวกเขาราวกับได้เห็นโอกาสที่จะล้างมลทินได้ ความจงรักภักดีของพวกเขาได้มอบถวายให้ใต้ฝ่าพระบาทองค์รัชทายาทแล้ว !
อีกทั้งตอนนี้ราวกับว่ามีโอกาสอีกมากที่สามารถทำให้บ้านเมืองกลับสงบสุขรอดพ้นจากความวุ่นวายสร้างคุณความดีความชอบอันใหญ่หลวงต่อราชสำนัก เมื่อเวลานั้นมาถึงพวกเขาจะได้รับการอวยยศเป็ขุนนางเ้าเมือง ! ทั้งยังมีอำนาจเมื่อเทียบกับพวกเขาในตอนนี้ที่มีสถานะภาพไม่ต่างอะไรไปจากมุสิกย่อมต้องถือได้ว่าดีกว่าเป็อย่างมากจนแทบจะเรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว !
บรรดาจ้าวตำหนักก็ได้คุกเข่ากันอย่างพร้อมเพรียง :“พวกข้าจะช่วยเหลือใต้ฝ่าพระบาทองค์รัชทายาทขจัดความวุ่นวายให้แก่บ้านเมืองปกป้องรักษาเกียรติยศอันเกรียงไกรของราชสำนัก ! ”
จ้าววังพยักหน้าด้วยความปลาบปลื้มข้ารอคอยวันนี้มานานแค่ไหนกันนะ สิบปีมาแล้ว ในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึง :“ฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม ข้าขอดื่มให้หนึ่งจอก ! ”
กล่าวจบ จ้าววังก็ยกจอกสุราที่อยู่ในมือขึ้นแล้วดื่มสุราจนหมดจอกในอึกเดียว ทันใดนั้นได้มีองครักษ์เข้ามากล่าวรายงาน :“รายงานท่านจ้าววัง สถานการณ์ย่ำแย่จ้าวตำหนักเย่หยิงได้นำคนกลุ่มหนึ่งทำลายอุโมงค์ ! ”
จ้าววังแตกตื่นใ ะเิโทสะขึ้นโดยบีบจอกสุราที่อยู่ในมือแตกละเอียดกล่าวด่าทอออกมา : “เย่หยิงเ้ามันน่าตายนัก ถึงกับหาญกล้าทรยศข้า ทหารรีบไปจับกุมตัวเย่หยิงมา ! ”
องครักษ์นายนั้นไม่ทันได้เดินออกไปก็มีหน่วยลาดตระเวนเดินเข้ามาในโถงสุสาน มุ่งหน้าไปหาจ้าววังผสานมือคารวะกล่าว :“ท่านผู้สำเร็จราชการ บัดนี้ผู้สืบทอดได้นำทัพทัพใหญ่ที่มีทหารประมาณสามหมื่นมาถึงยังปากน้ำเต้าแล้ว ! ”
จ้าววังหัวเราะเสียงดังออกมา : “เฉินิงั้นสินะมันช่างใจกล้าเสียจริงเ้าแน่ใจแล้วนะว่าพวกมันมีกำลังพลเพียงสามหมื่นนายเท่านั้น ?”
หน่วยลาดตระเวนกล่าว :“ทัพพยัคฆ์เหินอื่นหาได้มีความเคลื่อนไหวไม่ หากทัพพยัคฆ์เหินกล้ายกทัพบุกมาก็จำเป็ต้องเตรียมการสามถึงห้าวันเป็อย่างต่ำ”
จ้าววังหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าว : “อุโมงค์ข้ายัง้าอุโมงค์ไปทำไมกันเขายังคิดจริงหรือว่าตำหนักคร่าชีวิตเราจะมีเพียงแค่สามพันคนกันเมื่อพบเห็นทัพใหญ่สามหมื่นของเขาจะต้องหลบหนีงั้นหรอกหรือ ? ไม่ ข้าที่ซึ่งมีทัพใหญ่ถึงสิบหมื่นอีกทั้งยังมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ สามหมื่นบุกโจมตีสิบหมื่นเฉินิผู้นี้ไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่อีกแล้วหรือ ถ่ายทอดคำสั่งไปให้รวมกำลังพลโดยพลัน เตรียมการจับกุมเฉินิ ไม่ว่าจะเป็หรือตายผู้ใดจำตัวเฉินิได้ จะได้รับอวยยศเป็เ้าเมือง ! ”
“ในเมื่อเขาอยากตาย เช่นนั้นก็ทำให้เขาได้ตายสมใจอยาก! ”
เหล่าบรรดาจ้าวตำหนักทั้งหลายเมื่อได้ยินเื่การอวยยศต่างพาทอแววตาส่องประกาย หากพวกเขาคนใดคนหนึ่งในนี้สามารถฆ่าเฉินิสำเร็จกลับมาย่อมได้เลื่อนยศเป็ท่านเ้าเมือง
“พวกข้าจะไปจับกุมเฉินิมาเอง ! ”
เฉินิในขณะนี้หาได้รีบร้อนถึงเพียงนั้นไม่ นั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์อย่างเบื่อหน่ายทันใดนั้น ที่เบื้องหน้าสุสานเจียงหวังได้มีแสงไฟแลบขึ้นมาหวังเิจึงได้เอ่ยขึ้นว่า : “องค์ผู้สืบทอดเย่หยิงคล้ายกับว่าได้ลงมือสำเร็จแล้ว ทั้งอีกฝ่ายได้พบเห็นพวกเราแล้ว”
เฉินิเพียงแต่โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ : “ถูกพบเจอก็ปล่อยให้ถูกพบเจอไปใช่แล้ว ไม้ฟืนได้นำมาต่อกันแล้วหรือยัง ? ”
หวังเิกล่าว : “ได้ทำเสร็จสิ้นแล้วขอให้องค์ผู้สืบทอดรีบรุดหน้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้สถานที่แห่งนี้อันตรายเป็อย่างยิ่ง พวกเรามีกำลังพลไม่เพียงพออีกทั้งยังไม่มีป้อมปราการ เกรงว่าคงจะป้องกันอยู่ในสถานที่แห่งนี้เอาไว้ไม่ได้ยากที่จะรับรองความปลอดภัยขององค์ผู้สืบทอดได้ ! ”
เฉินิเผยรอยยิ้มที่พอใจออกมา กล่าว :“ผู้ใดบอกว่าพวกเรามาเพื่อเฝ้าระวังกัน ไม่ ไม่ ไม่ พวกเราต้องบุกโจมตี”
.
.
.
.
[1]วลีจาก การศึกษาการแปลวรรณกรรมจีนเื่ไซ่ฮั่นในสมัยรัชกาลที่ 1ตอนที่ 110 หน้า 478