เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 ความกลัดกลุ้มของหวังเฉิน

            ตลาดการค้ามหาวิทยาลัยเหยียนหลง

            “ไม่มีเลยเหรอครับ?”

            หวังเฉินนั่งอยู่บนโซฟาเมื่อได้ยินคำตอบจากผู้จัดการตลาด เขาก็อดไม่ได้ที่จะขยับตัวนั่งหลังตรง

            หลังจากออกมาจากโถงดันเจี้ยนลับเขาก็รีบรุดมายังตลาดการค้าทันที เพื่อต้องการซื้อหญ้าหางจิ้งจอกซึ่งเป็นไอเท็มสำคัญสำหรับเลื่อนขั้นของซูซู

            แต่ผลลัพธ์ที่ได้…

            หลังจากสอบถามไปหลายร้านแล้วแต่คำตอบที่ได้กลับเป็น ‘ไม่มี’ ทั้งหมด

            แม้หวังเฉินจะเสนอราคาที่สูงกว่าปกติถึงสองเท่าของวัสดุระดับSผู้จัดการตลาดก็ยังบอกว่าไม่สามารถช่วยอะไรได้

            “ผู้จัดการหลี่ แม้ว่าหญ้าหางจิ้งจอกจะเป็นวัสดุระดับ S แต่มันก็ไม่น่าจะหายากขนาดนี้ไม่ใช่เหรอครับ?”

            หวังเฉินมองผู้จัดการตลาดที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความเคารพแล้วเกาศีรษะถามด้วยความจนใจว่า

            “ที่นี่คือตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยเหยียนหลงจะไม่มีช่องทางเลยจริงๆ เหรอครับ?”

            “คุณหวัง ผมต้องขออภัยจริงๆ ครับ!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเขาผู้จัดการหลี่ก็ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขื่น

            “ถ้าเป็นวัสดุระดับ S อื่นๆ หรือแม้แต่ระดับ SSร้านของเราก็พอจะมีวิธีหามาให้ได้”

            “แต่หญ้าหางจิ้งจอกนั้นพิเศษเกินไปแถมยังไม่มีประโยชน์ต่อผู้เปลี่ยนอาชีพเลย ทางเราเลยหมดหนทางจริงๆ ครับ”

            ผู้จัดการหลี่มองหวังเฉินด้วยความรู้สึกจนใจอย่างยิ่ง

            ตั้งแต่หวังเฉินเข้ามาในร้านเขาก็จำได้ทันทีว่าคนคนนี้คือดาวเด่นอันดับหนึ่งของนักศึกษาปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยเหยียนหลง

            พูดตามตรงสำหรับวัสดุระดับ S ชิ้นเดียวไม่ต้องพูดถึงว่าหวังเฉินจะเสนอราคาสองเท่า เพราะแม้ว่าจะไม่ได้เงินเลยสักแดงเขาก็ยินดีมอบให้ด้วยสองมือ

            แต่สำหรับหญ้าหางจิ้งจอกเขาหมดหนทางจริงๆ

            “หืม?”

            “ผู้จัดการหลี่ หญ้าหางจิ้งจอกมีความพิเศษอย่างไรกันครับ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็อดไม่ได้ที่จะนั่งตัวตรงขึ้น จ้องมองไปยังอีกฝ่ายไม่วางตา

            หญ้าหางจิ้งจอกเป็นวัสดุสำคัญสำหรับซูซูที่จะเข้าสู่ช่วงการเติบโตต่อไปไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องหามันมาให้ได้

            “คุณหวัง หญ้าหางจิ้งจอกมีต้นกำเนิดมาจากเผ่าชิงชิวเป็นของศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าของเผ่านี้ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพพิเศษในการเปิดใช้งานความทรงจำในอดีตของเผ่าจิ้งจอกซึ่งถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเผ่าชิงชิวมาโดยตลอด”

            “ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินและเผ่าชิงชิวตึงเครียดนักยิ่งไปกว่านั้นหญ้าหางจิ้งจอกก็ไม่มีประโยชน์ต่อผู้เปลี่ยนอาชีพเลยจึงไม่มีหญ้าหางจิ้งจอกหมุนเวียนอยู่ในตลาด”

            ผู้จัดการหลี่มองหวังเฉินแล้วพูดด้วยรอยยิ้มขื่น

            ในสมรภูมิแห่งสวรรค์เผ่าจิ้งจอกชิงชิวกับมนุษย์บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินมีความสัมพันธ์เป็นศัตรูกันแม้ว่าจะยังไม่มีสงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้น แต่การปะทะเล็กๆ น้อยๆก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดมาก

            แน่นอน

            สำหรับผู้ค้าอย่างผู้จัดการหลี่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา หากมีผลประโยชน์ 100 % พวกเขาก็กล้าที่จะเสี่ยง

            สาเหตุหลักก็คือหญ้าหางจิ้งจอกไม่มีประโยชน์ต่อผู้เปลี่ยนอาชีพเลย

            แม้ว่าจะแอบหาหญ้าหางจิ้งจอกมาจากเผ่าชิงชิวก็ไม่มีช่องทางขายเลย

            ดังนั้นตลอดมาหญ้าหางจิ้งจอกจึงถูกบันทึกไว้ในสารานุกรมวัสดุเวทมนตร์เท่านั้นการจะหาได้ในตลาดจึงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็รู้สึกปวดหัวอย่างมาก

            ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง

            “ไม่มีวิธีอื่นเลยจริงๆ เหรอครับ?”

            “ถ้าผู้จัดการหลี่ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับหญ้าหางจิ้งจอกผมก็ยินดีซื้อในราคาที่สูงขึ้นครับ”

            หวังเฉินมองผู้จัดการหลี่และถามด้วยความไม่ยอมแพ้

            “คุณหวัง ไม่มีทางจริงๆ ครับ”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเขาผู้จัดการหลี่ก็แบสองมือออกอย่างจนใจ สิ่งของที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแบบนี้บรรดาพ่อค้าอย่างพวกเขาย่อมไม่ให้ความสนใจ

            “หรือว่า... คุณลองถามผู้ใหญ่ท่านนั้นดูไหมครับ”

            ผู้จัดการหลี่นึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดในมหาวิทยาลัยเหยียนหลงเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงเสนอแนะอย่างระมัดระวัง

            ผู้ใหญ่?

            หวังเฉินย่อมรู้ดีว่าผู้จัดการหลี่หมายถึงใคร

            แต่ว่าเพิ่งจะได้ประโยชน์มากมายจากอาจารย์มาหยกๆ แถมเขาก็ยังไม่ได้ฝึกฝนจนมีผลงานอะไรต้องไปรบกวนเขาอีก

            หวังเฉินคิดว่าตัวเองยังหน้าไม่หนาขนาดนั้น

            แต่หญ้าหางจิ้งจอกเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการเลื่อนขั้นของซูซูถ้าหาไม่ได้ละก็ จะให้ซูซูติดอยู่ที่เลเวล 40 ตลอดไปอย่างนั้นเหรอ?

            เขาคิดในใจพลางหันไปมองจิ้งจอกเก้าหางเทวะที่กำลังจ้องตาปิงชิงอยู่

            เจ้าตัวน้อยนี่ช่างสร้างปัญหาใหญ่ให้เขาจริงๆ

            “เฮ้อ!”

            “ดูเหมือนจะไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ!”

            ครุ่นคิดในใจเขาลุกขึ้นและกำลังจะบอกลาผู้จัดการหลี่

            แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมา

            “หวังเฉิน!”

            หวังเฉินหันไปมองก็เห็นซือถูอวี้เดินเข้ามาในตลาดการค้าอย่างสดใส

            “บังเอิญจังเลย เธอมาซื้อของเหมือนกันเหรอ?”

            หวังเฉินมองซือถูอวี้ด้วยความสงสัย

            “ซื้ออะไรล่ะ ฉันมาหานายนั่นแหละ”

            เมื่อได้ยินดังนั้นซือถูอวี้ก็กลอกตามองบน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความอิจฉาเล็กน้อยว่า

            “นายนี่เป็นคนสำคัญจริงๆ เลยนะฉันเห็นกระทู้ในฟอรัมก็เลยรีบไปที่โถงดันเจี้ยนลับ แต่ก็ไปเสียเที่ยว”

            “ส่งข้อความไปหานายก็ไม่ตอบ ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนบอกละก็ฉันก็ไม่รู้ว่านายมาอยู่ที่นี่”

            “กระทู้เหรอ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็งงเป็นไก่ตาแตก หลังจากออกมาจากโถงดันเจี้ยนลับเขาก็ตรงมายังตลาดการค้าทันที ไม่ได้สังเกตข้อมูลบนนาฬิกาข้อมือเลย

            “ดูเหมือนว่าตอนนี้นายจะยังไม่รู้ว่าตัวเองดังแค่ไหน?”

            เห็นท่าทางของหวังเฉินซือถูอวี้ก็พูดอย่างไม่พอใจ

            ขณะพูดเธอก็เปิดนาฬิกาข้อมือ แล้วคลิกเข้าไปดูกระทู้ที่ปักหมุดอยู่ในฟอรัม

            เห็นกระทู้นี้หวังเฉินก็เกาศีรษะแกรกๆ ไม่คิดว่าตนจะดังด้วยวิธีนี้อีกแล้ว

            ไม่แปลกใจเลย

            ระหว่างทางที่มาตลาดการค้ารุ่นพี่หลายคนมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ

            “แล้วเธอมีอะไรจะคุยกับฉันเหรอ?”

            เขาเหลือบมองกระทู้คร่าวๆแล้วหันไปมองซือถูอวี้

            “ก็คนบางคนส่งข้อความไปไม่ตอบ อาจารย์คณะกำลังสนับสนุนเรียกตัวฉันที่เป็นคนช่วยงานก็เลยต้องมาวิ่งเต้นตามหา”

            ซือถูอวี้กลอกตาแล้วพูดอย่างหมดคำพูดว่า “อย่างน้อยนายเปิดเสียงเรียกเข้าไว้ไม่ได้เหรอ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็รู้สึกอายเล็กน้อย

            ช่วงหลายวันที่ผ่านมามีคนเพิ่มเพื่อนเขาเยอะเกินไป ทุกวันมีแต่คนถามไถ่จนเขารำคาญใจจึงปิดเสียงนาฬิกาข้อมือไปเลย

            “อาจารย์เรียกฉันไปทำไมเหรอ?”

            เขาลูบจมูกตัวเองแล้วถามด้วยความอายเล็กน้อย

            “ฉันไม่รู้รายละเอียดหรอก” ซือถูอวี้ส่ายหน้าแล้วพูดว่า“แต่บอกว่าเกี่ยวกับจิ้งจอกเก้าหางของนาย”

            อืม?

            พอได้ยินแบบนั้นหวังเฉินก็ตาเป็นประกายทันที เขาลากซือถูอวี้แล้ววิ่งตรงไปยังคณะกำลังสนับสนุน

            “แล้วจะรออะไรล่ะ รีบไปกันเถอะ!”

            …

            ไม่นานนัก

            หวังเฉินและซือถูอวี้ก็มาถึงคณะกำลังสนับสนุนและพบอาจารย์ผู้เป็นที่ปรึกษาของทั้งสอง คือ มู่หว่านอิ๋ง

            “สวัสดีครับอาจารย์”

            ทันทีที่เจอหน้าหวังเฉินก็มองมู่หว่านอิ๋งด้วยความคาดหวัง

            เมื่อครู่กลับมาจากตลาดการค้าด้วยมือเปล่าตอนนี้เขาจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับข่าวดีจากอาจารย์

            “มาเร็วดีนี่”

            เห็นท่าทางของหวังเฉินมู่หว่านอิ๋งก็ยิ้มแล้วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างหยอกล้อ

            “ฉันเรียกเธอมา คิดว่าเธอก็คงเดาจุดประสงค์ของฉันได้แล้วสินะ”

            “แต่สิ่งที่เธอต้องการ ฉันไม่สามารถมอบให้เธอได้โดยตรงเธอต้องไปแย่งชิงมันมาเอง”

            มู่หว่านอิ๋งพูดพลางโบกมือแล้วหยิบเทียบเชิญฉบับหนึ่งออกมาจากบนโต๊ะ

            หืม?

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อเขาอ่านเนื้อหาบนเทียบเชิญดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน