กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลก็ปาเข้าไปแปดโมงกว่าแล้ว ปัณณวัตรจึงพาเมียและลูกน้อยเข้าไปฝากครรภ์กับหมอคนเดิม เมื่อได้พบคุณหมอ คุณหมอก็ยิ้มทักราวกับจำคนไข้ของตัวเองได้“เป็นอะไรหรือคะ”“มาฝากครรภ์ค่ะ”อนงค์นางตอบพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงานของคุณหมอ และปัณณวัตรที่อุ้มลูกน้อยอยู่ก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว“คะ ท้องอีกแล้วหรือคะ” คุณหมอถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มอย่างแปลกใจ เพราะเหมือนเพิ่งจะทำคลอดให้อนงค์นางไปไม่นานนี้เอง“ค่ะ” คนมาฝากครรภ์ยิ้มเขินที่ใครๆ ก็เอ่ยถามแบบนี้ นั่นหมายความว่าสามีของเธอขยันนัก อนงค์นางถึงกับแอบค้อนใส่เขาหนึ่งที“ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไรคะ” คุณหมอเริ่มถามอาการของคนท้อง“จำได้ว่าวันที่สิบห้าเดือนพฤษภาค่ะ”“ทราบผลจากการใช้เครื่องตรวจครรภ์ใช่ไหมคะ”“เปล่าค่ะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นก็สงสัยอยู่ว่าตั้งครรภ์ เลยแวะเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณหมอที่นั่นยืนยันว่าท้องได้ห้าสัปดาห์แล้ว ตอนนี้ก็หกสัปดาห์” อนงค์นางเล่ายาว“แล้วคุณหมอที่นั่นตรวจเลือดให้หรือเปล่าคะ”“เปล่าค่ะ แค่ตรวจปัสสาวะเฉยๆ”“อ๋อ...งั้นเดี๋ยวชั่งน้ำหนัก วัดความดัน ขอตรวจปัสสาวะอีกรอบ และขอเจาะเลือดตรวจเพื่อความแน่ใจนะคะ”“ได้ค่ะ”“แล้วมีอาการแพ้ท้องอะไรบ้างหรือเปล่า ครั้งนี้คุณสามีแพ้ท้องแทนไหมคะ” คุณหมอมองไปทางปัณณวัตรยิ้มๆ ด้วยความรู้สึกเอ็นดูครอบครัวนี้“ไม่มีเลยค่ะ” อนงค์นางตอบแทน “ครั้งนี้นางมีอาการแพ้ท้องเอง รู้สึกเวียนหัว พอได้กลิ่นกระเทียมก็เหม็นจนอาเจียน เวลาแปรงฟันในตอนเช้ากับก่อนนอนก็อาเจียนออกมา เมื่อเช้าตอนทำแกงมะเขือเปราะใส่เนื้อหมูก็เหม็นกลิ่นสาบเนื้อสัตว์จนไม่อยากจะกิน”“ช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง หมอจะให้ยาแก้แพ้และยาบำรุงไปนะคะ ส่วนเรื่องแปรงฟันแล้วอาเจียน คุณลองบีบยาสีฟันน้อยๆ และโรยเกลือลงไปนิดหน่อย อาจจะช่วยได้ค่ะ”“อ๋อค่ะ”ขณะที่อนงค์นางกำลังพูดคุยเรื่องการตั้งครรภ์กับคุณหมอ อัญชันที่อยู่ในอ้อมแขนของคนเป็นพ่อก็ถูกนางพยาบาลเย้าแหย่ เนื่องจากหนูน้อยมีหน้าตาจิ้มลิ้ม แม้แต่คุณหมอก็ยังยื่นมือออกมาจับแก้มยุ้ยๆ ด้วยความมันเขี้ยว“โตเร็วจังเลย หน้าตาน่ารักเชียว” นางพยาบาลเอ่ยน้ำเสียงเอ็นดูและยิ้มให้อัญชัน“ครั้งนี้หมอยังไม่อัลตราซาวนด์ให้นะคะ เพราะอายุครรภ์ยังอ่อนอยู่มาก นัดพบครั้งหน้าจะทำอัลตราซาวนด์ให้ค่ะ” คุณหมอพูดแล้วจรดปากกาลงบนเวชระเบียนของอนงค์นางที่วางอยู่ตรงหน้า“ค่ะ”“ยินดีด้วยนะคะที่ตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง”“ขอบคุณค่ะ”“ลูกสาวน่ารักมากค่ะ ลูกคนต่อไปต้องหน้าตาน่ารักเหมือนกันแน่เลย”“ค่ะ”เมื่อออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมสมุดฝากครรภ์ อนงค์นางบอกกับสามีให้แวะห้างฯ เนื่องจากต้องซื้อนมผงให้เหมือนฝันและซื้อนมพาสเจอร์ไรซ์ยกลังให้ลูกสาว ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของอัญชันยิ่งนักเพราะจะได้นั่งในรถเข็น
ภายในห้างฯ ที่ขายของแบบยกแพ็ก ปัณณวัตรเป็นฝ่ายเข็นรถโดยมีเมียรักเป็นคนเลือกสินค้าแล้วนำมาวางไว้ในรถเข็น ซึ่งก็มีทั้งผงซักฟอง น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ น้ำมัน กะทิกล่อง นมพาสเจอร์ไรซ์ และนมผงของเหมือนฝัน“เขม? นั่นเขมใช่ไหม”ทั้งสองหันไปมองผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งที่ลังเลไม่กล้าเดินเข้ามาหา ด้วยไม่แน่ใจว่าใช่คนที่ตัวเองรู้จักหรือเปล่า ผู้หญิงคนนั้นมีผิวพรรณขาวผ่อง ดั้งโด่ง ริมฝีปากทาด้วยลิปสติกสีชมพูอมส้ม แต่งกายหรูหรา และมือหนึ่งถือกระเป๋าแบรนด์เนม“เข็ม?” ปัณณวัตรส่งเสียงอย่างไม่แน่ใจเช่นกัน พร้อมกันนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว“ใช่เขมจริงๆ ด้วย”อนงค์นางมองผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาหา เธอสงสัยจังเลยว่าเป็นใคร แล้วผู้หญิงคนนั้นก็มองมาทางเธอก่อนจะมองไปทางอัญชัน และถามปัณณวัตรด้วยความสงสัย“ลูกสาวเหรอ แต่งงานแล้วเหรอ”“ใช่ นี่ลูกสาว นี่เมีย” เขาวางมือหยาบกร้านลงบนศีรษะของอัญชันก่อนจะชี้นิ้วไปทางอนงค์นางที่ยืนถัดไปไม่กี่ก้าวอนงค์นางจะทำอะไรได้นอกจากมองทั้งสองคนคุยกัน แล้วมองสามีชี้นิ้วมาที่หน้าท้องของเธอพลางพูดอีกครั้งให้อีกฝ่ายรับรู้“ในนี้กำลังมีอีกคน”“ยินดีด้วย แต่งงานนานแล้วเหรอ” กนกศิลป์ถามพร้อมรอยยิ้ม แน่นอนอยู่แล้วไม่ได้เจอกันตั้งสิบกว่าปีตั้งแต่ที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ป่านนี้คงแต่งงานกันไปหมดแล้ว ตนเองก็เช่นกัน“สองปี” เขาตอบเรื่อยๆ สีหน้าและท่าทางดูนิ่งราวกับไม่ได้ยินดีอะไรมากมายที่เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเวลาผ่านมาเนิ่นนานถึงขนาดนี้ จะตื่นเต้นยินดีได้อย่างไร“สองปีเอง” กนกศิลป์แปลกใจเพราะอายุก็ปาเข้าไปสามสิบปลายๆ แล้ว“ใช่ แล้วมาทำอะไรที่นี่” เจ้าของสวนผักสงสัย เพราะจำได้ว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนกรุงเทพฯ และอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทว่าทำไมมาเจอในห้างฯ ที่เพชรบูรณ์“ย้ายมาอยู่เพชรบูรณ์นานแล้ว ย้ายมาเจ็ดปีได้ละ”คนเข้ามาทักพูดพลางหัวเราะ และด้วยใบหน้าที่สะสวยทำให้อนงค์นางที่อยู่ในช่วงอารมณ์ไม่คงที่อารมณ์ไม่ดีขึ้นมาโดยที่หญิงสาวก็ไม่รู้ตัว“อ๋อ...” ปัณณวัตรครางรับรู้“แต่งงานแล้วก็ย้ายตามสามีมาอยู่ที่นี่” กนกศิลป์ชวนคุยไปเรื่อยๆ“มีลูกแล้วหรือยัง” ปัณณวัตรถามกลับ“ไม่มี แต่ลูกสาวเขมน่ารักนะ ชื่ออะไรหรือจ๊ะ” กนกศิลป์จับแก้มยุ้ยๆ ของอัญชัน“น้องอัญ...อัญชัน” พ่อหลุบสายตามองลูกน้อยที่นั่งเฉยๆ“น่ารักจังเลย แก้มยุ้ยน่าหยิก แล้วเขมทำงานอะไร”“ปลูกผักขาย”“ปลูกผักขาย?”“ใช่”“ผักอะไร กะหล่ำปลีหรือเปล่า”“เปล่า มะเขือเปราะ แตงกวา พริกขี้หนู ชะอม”อนงค์นางทนฟังต่อไปไม่ไหวเมื่ออารมณ์หงุดหงิดตีขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล จึงเดินออกไปเลือกซื้อของโดยที่ไม่รอสามี ปล่อยให้เขาคุยกับเพื่อนเก่าอยู่ทางด้านหลังปัณณวัตรมองตามหลังเมีย ทันใดนั้นก็หันไปมองกนกศิลป์เพื่อที่จะบอกลา แต่อีกฝ่ายยังชวนคุยไม่เลิกราราวกับมองไม่เห็นว่าเขาต้องการจะไปแล้ว“ฉันช่วยสามีทำรีสอร์ตชมดาวที่ภูทับเบิก ถ้าเบื่อบ้านก็มานอนพักได้นะ ยินดีต้อนรับ”“สบายดีใช่ไหม”“สบายดี มีเบอร์โทรศัพท์ไหม เอาไว้ติดต่อกัน จริงสิ! เมียชื่ออะไรหรือ ลืมถามไปเลย” กนกศิลป์หันไปมองอนงค์นางที่เดินหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้“นางหรืออนงค์นาง” เขาตอบเสียงเข้มอย่างไม่รู้ตัวเนื่องจากเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว“ไม่เห็นทักทายฉันเลย”“เมียฉันกำลังอารมณ์ไม่ดี”“หือ...”“คนกำลังตั้งครรภ์ก็อย่างนี้แหละ ฉันอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต”“อ๋อ...”“ไปก่อนนะ!”“เดี๋ยวสิ!”ปัณณวัตรมองหน้ากนกศิลป์เมื่อถูกอีกฝ่ายรั้งเอาไว้ด้วยการใช้มือหนึ่งจับรถเข็น จากนั้นก็พูดอีกขณะมองหน้าราวกับจะสื่ออะไรบางอย่าง“เดี๋ยว...ขอเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ติดต่อหน่อย”สิ้นคำนั้นปัณณวัตรก็ให้เบอร์ไปอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้เดินตามเมียรักไปสักที ใจของเขาตอนนี้พุ่งไปหาเมียแล้ว หาได้สนใจที่จะสนทนากับเพื่อนเก่า“ช้าๆ หน่อย”กนกศิลป์ร้องเตือนเมื่อบันทึกเลขหมายลงในโทรศัพท์มือถือไม่ทัน เวลานั้นอัญชันที่ต้องอยู่นิ่งๆ เนื่องจากพ่อหยุดคุยกับคนอื่นนานแล้วก็เริ่มโยเยด้วยความหงุดหงิด และมองหามารดาที่เดินหายไปไหนก็ไม่รู้“แมะ...แมะ...”ปัณณวัตรเห็นลูกสาวเบะปากก็ออกแรงดันรถเข็นพุ่งตามหาเมียรักที่เดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้“แมะ...แมะ...”สายตาของกนกศิลป์มองตามร่างสูงใหญ่ พลันรอยยิ้มเมื่อครู่ก็จางหาย ความเศร้าปรากฏขึ้นมาในดวงตาเพราะมีเรื่องบางอย่างภายในใจที่อยากระบายให้ใครสักคนฟัง