ผู้อาวุโสที่อยู่ ณ ที่นี้มือต่างชุ่มไปด้วยเหงื่อ เทียบกับโอสถเลือดมังกรแล้ว พวกเขาอยากเห็นอัจฉริยะหลอมโอสถผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นด้วยตาตนเองมากกว่า เพราะสิ่งนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของสำนักชิงอวิ๋นเลยก็ว่าได้!
“บัดซบ คงไม่ใช่กระมัง?” มู่เชียนจิ่วก็เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆสีดำเช่นกัน ขณะที่โอสถทั้งสามเม็ดถูกสายฟ้ากลืนกินเข้าไป นางรู้สึกเหมือนกับใจจะขาดเสียให้ได้
ทว่าอึดใจต่อมา โอสถสีเลือดสามเม็ดนั้นก็พุ่งออกมา ลายเมฆาบนเม็ดโอสถชัดเจนขึ้น!
มู่เชียนจิ่วยังไม่ทันดีใจ สายฟ้าหลายสายก็ฟาดฟันลงมาติด ๆ กันทันที
รวมทั้งสิ้นเก้าสาย
พลานุภาพของแต่ละสายทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ!
เมื่อสายฟ้าสายสุดท้ายฟาดลงมา โอสถเลือดมังกรหนึ่งในสามเม็ดพลันระเบิดออก ส่วนโอสถเลือดมังกรอีกสองเม็ดกลับแผ่กลิ่นโอสถอันรุนแรงออกมา
เมฆดำเกิดเสียงคำรามหลายครั้งหลายคราราวกับว่ามันไม่พอใจ ก่อนจะค่อย ๆ สลายไป
มู่เชียนจิ่วยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงหู พลางสะบัดมือหนึ่งครั้ง โอสถเลือดมังกรที่เหลืออีกสองเม็ดก็ลอยลงมาอยู่ในมือของนาง
…ไม่เลว ๆ แม้โอสถแค่สองเม็ดจะเป็นจำนวนที่น้อยไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่เหลืออะไรเลย
นางอยากรู้สรรพคุณของโอสถเลือดมังกรจนแทบจะรอไม่ไหวอยู่แล้ว!
“สำเร็จจริง ๆ ด้วย!” ตันซิงจื่อโห่ร้องด้วยความดีใจ ตอนนี้เขาดีใจเสียยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองหลอมโอสถขั้นสุดยอดได้เสียอีก สายตาที่เขามองไปยังมู่เชียนจิ่วราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยู่ก็มิปาน!
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ มองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมา พวกเขาได้เห็นอัจฉริยะผู้หนึ่งหลอมโอสถด้วยตาตนเองแล้ว…ไม่ใช่สิ พรสวรรค์ในการหลอมโอสถเช่นนี้ยิ่งกว่าอัจฉริยะเสียอีก!
แม้แต่สำนักโอสถ ก็ไม่แน่ว่าจะมีศิษย์ที่เก่งกาจเช่นนี้!
“ไม่ได้การ หากท่านเจ้าสำนักกลับมา ข้าต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง!” ตันซิงจื่อชี้ไปทางมู่เชียนจิ่วที่อยู่เบื้องล่าง “พรสวรรค์ในการหลอมโอสถของศิษย์ผู้นี้ เก่งกาจกว่าบรรพจารย์น้อยอวิ๋นเสียอีก!”
นอกจากจิ่งอี๋แล้ว ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้ายินดี เพราะอย่างไรเสียศิษย์ผู้นี้ก็เป็นศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นของพวกเขา หากได้รับการฝึกฝนมากพอ เชื่อว่าไม่นานต้องไม่มีผู้ใดเทียบได้อย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่ใหญ่ โอสถเลือดมังกรนั่น...” จิ่งอี๋มีท่าทีอึกอัก ไม่กล้าเอ่ยออกมา
ผู้อาวุโสสูงสุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจได้ทันที “เจ้าอยากได้โอสถนั่นไปให้ศิษย์รักของเจ้าใช่หรือไม่?”
จิ่งอี๋พยักหน้ารับ “แต่เด็กคนนี้กับเซี่ยเอ๋อร์ไม่ถูกกัน ยิ่งกว่านั้น...”
แม้จิ่งอี๋จะไม่ได้อธิบายให้กระจ่าง แต่พวกเขาก็คาดเดาสิ่งที่นางจะสื่อได้ ไม่ว่าอย่างไรจิ่งอี๋ก็เป็นผู้อาวุโส ให้นางลดเกียรติไปอ้อนวอนขอโอสถจากศิษย์ผู้หนึ่ง ดูไม่เหมาะจริง ๆ
แต่เรื่องนี้พวกเขาเองก็จนปัญญาที่จะช่วยได้ ใคร ๆ ต่างก็รักเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองทั้งนั้น
“เอ่อ...” ผู้อาวุโสสูงสุดหัวเราะแห้ง ๆ “หากไม่อยากขอร้อง บางทีเจ้าอาจลองใช้วิธีแลกเปลี่ยนกับเขาดู”
จิ่งอี๋ดวงตาเป็นประกายโดยพลัน
จริงด้วย เหตุใดนางจึงคิดไม่ถึงกัน!
เพียงแต่จะเอาอะไรไปแลกเปลี่ยนดีล่ะ?
เด็กคนนี้มีอาวุธเซียนถึงสี่ชิ้นแล้ว แค่สมบัติวิญญาณต้องไม่อยู่ในสายตาของเขาอย่างแน่นอน แต่นางมีสมบัติสวรรค์บางอย่างอยู่ ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจะยอมตกลงหรือไม่
“ไป พวกเราลงไปดูกันเถอะ” ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้อาวุโสสูงสุด ร่างของตันซิงจื่อก็หายวับไป
เวลานี้มู่เชียนจิ่วเพิ่งจะเก็บโอสถเสร็จ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่า ผู้อาวุโสสี่ตันซิงจื่อกำลังจ้องมองนางด้วยรอยยิ้ม…รอยยิ้มนั้นช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
มู่เชียนจิ่วก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณทันที แววตาระแวดระวัง เจ้าเด็กบ้านี่กินโอสถผิดขนานมาหรืออย่างไรกัน?
“อะแฮ่ม” ตันซิงจื่อเพิ่งได้สติและรู้ว่าตัวเองเสียมารยาท เขาแสร้งไอเล็กน้อย ก่อนจะยึดตัวตรงและวางท่าสูงสง่าเช่นผู้อาวุโสอีกครั้ง “เด็กน้อย โอสถนั่น”
“มันเป็นของข้า!” มู่เชียนจิ่วสวนกลับทันควัน แววตาระแวดระวังยิ่งกว่าเดิม นางรู้ดีว่าตันซิงจื่อโปรดปรานโอสถยิ่งกว่าสิ่งใด นางไม่มีทางนำโอสถของตัวเองให้เขาไปศึกษาเด็ดขาด
ตันซิงจื่อถึงกับผงะไปทันที ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้น “เด็กน้อย ข้าไม่ได้จะมาเอาโอสถของเจ้า”
เวลานี้ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็โรยตัวลงมาถึงแล้วเช่นกัน ใบหน้าแต่ละคนล้วนประดับไปด้วยรอยยิ้ม
มู่เชียนจิ่วใจเต้นรัว นางเพียงแค่หลอมโอสถธรรมดา ๆ เหตุใดเจ้าเด็กพวกนี้ถึงยกโขยงมาหานางเช่นนี้ล่ะ?
“ศิษย์ซูจิ่วคารวะผู้อาวุโสทุกท่านขอรับ” มู่เชียนจิ่วเมื่อได้สติก็รีบประสานมือคารวะพวกเขา เพียงแต่ความหวาดระแวงในดวงตากลับฉายชัดอย่างปิดไม่มิด
ตันซิงจื่อเอ่ยถาม “เด็กน้อย ข้าขอดูโอสถของเจ้าสักครู่ได้หรือไม่?”
มู่เชียนจิ่วก้าวถอยหลังไปทันที ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ได้มาเพราะโอสถของนางอีกอย่างนั้นหรือ หากนางยอมทำตามละก็ เดาได้เลยว่านางไม่มีทางได้โอสถคืนอย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นแววตาหวาดระแวงของศิษย์ตรงหน้า ตันซิงจื่อก็ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงหนึ่งในเจ็ดเจ้ายอดเขา เจ้าเด็กนี่คิดว่าเขาจะแย่งโอสถไปหรืออย่างไรกัน?
“เด็กน้อย เคยมีคนสอนเจ้าหลอมโอสถมาก่อนอย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสสูงสุดมองมู่เชียนจิ่ว พลางถามด้วยแววตาสงสัย
“ขอรับ ข้าเคยพบกับเซียนชราผู้หนึ่ง เขาบอกว่าข้ามีคุณสมบัติพิเศษเหมาะแก่การเรียนรู้เรื่องหลอมโอสถ ก็เลยรับข้าเป็นศิษย์และสอนข้าหลายอย่างเลยขอรับ” มู่เชียนจิ่วแต่งเรื่องขึ้นส่ง ๆ ไม่เช่นนั้นการจะตบตาเจ้าเด็กพวกนี้ที่รู้ทันคน คงเป็นไปได้ยาก
ตันซิงจื่อดวงตาเป็นประกายทันที “เด็กน้อย เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์ของเจ้าผู้นั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
“อาจารย์ไม่เคยบอกเรื่องอื่นให้ข้ารู้เลยขอรับ อีกทั้งแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ปรากฏตัวอย่างไร้ร่องรอยมาตลอดขอรับ” มู่เชียนจิ่วเอ่ยพลางยักไหล่เล็กน้อย “และข้าก็ไม่ได้พบเขามานานมากแล้ว”
คำอธิบายของมู่เชียนจิ่ว เหล่าผู้อาวุโสต่างก็เชื่ออย่างสนิทใจ
โดยเฉพาะตันซิงจื่อ เขาเชื่อว่าเซียนชราที่มู่เชียนจิ่วเอ่ยถึง จะต้องเป็นเทพโอสถหรือไม่ก็ต้องเป็นครึ่งเทพอย่างแน่นอน!
ในดินแดนเสวียนอู่ จนถึงทุกวันนี้มีเทพโอสถเพียงสามท่านเท่านั้น ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับสำแดง แต่เมื่อเจอหน้าเทพโอสถก็ยังต้องให้ความเคารพ!
หากมีวาสนาได้รับการชี้แนะจากเทพโอสถ ย่อมดีกว่าการที่เขาบำเพ็ญเพียรเองหลายร้อยปีอย่างแน่นอน
“เด็กน้อย หากผู้อาวุโสท่านนั้นปรากฏตัวอีกเมื่อใด เจ้าช่วยแนะนำให้ข้ารู้จักด้วยจะได้หรือไม่?” ตันซิงจื่อมองมู่เชียนจิ่วด้วยดวงตาวาววับ แฝงไว้ด้วยการประจบเล็กน้อย
เขาตัดสินใจแล้วว่า ต่อไปหากท่านเจ้าสำนักไม่อยู่ เขาจะเป็นคนคอยปกป้องเด็กคนนี้เอง!
ต่อไปใครกล้าว่าเด็กคนนี้แม้แต่คำเดียว เขาจะไม่ช่วยคนผู้นั้นหลอมโอสถอีก!
“ขอรับ หากอาจารย์ตกลง ศิษย์จะพาท่านไปแนะนำให้รู้จักขอรับ” มู่เชียนจิ่วยอมรับปากอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องที่นางแต่งขึ้นเอง อีกอย่าง เท่าที่นางรู้จักตันซิงจื่อมา หากนางไม่รับปาก เจ้าเด็กนี่ต้องมาตอแยนางทุกเมื่อเชื่อวันอย่างแน่นอน!
ถ้าเป็นเช่นนั้นนางต้องบ้าตายแน่ ๆ ถึงอย่างไรอาจารย์ที่นางเอ่ยถึงก็ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ทำให้เจ้าเด็กนี่สงบลงก่อน ต่อไปค่อยหาเหตุผลมาบอกปัดทีหลังก็แล้วกัน
“เด็กน้อย ถือว่าข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าเสียแล้ว” แววตาของตันซิงจื่อเต็มไปด้วยความดีใจ สายตาที่มองมู่เชียนจิ่วก็ยิ่งชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
จิ่งอี๋อึกอักอยู่หลายครั้ง ให้นางเป็นฝ่ายเอ่ยปากกับเด็กคนหนึ่ง คิดแล้วช่างน่าอับอายยิ่งนัก
ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นท่าทางของศิษย์น้อง ก็เป็นฝ่ายออกหน้าเสียเอง “เด็กน้อย โอสถเลือดมังกรสองเม็ดของเจ้า เจ้าพอจะยอมสละสักเม็ดได้หรือไม่?”
มู่เชียนจิ่ว “???”
“วางใจเถอะ พวกเราไม่เอาของเจ้ามาเปล่า ๆ แน่นอน” ผู้อาวุโสสูงสุดมองออกว่ามู่เชียนจิ่วกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเองก็รู้สึกประดักประเดิดเช่นกัน “เอาอย่างนี้ พวกเราจะขอแลกกับทรัพยากรที่ใช้ในการหลอมโอสถเลือดมังกร เจ้าคิดว่า--”
“ไม่แลกขอรับ!” มู่เชียนจิ่วปฏิเสธทันควัน
แลกกับทรัพยากร แม้จะฟังดูไม่ขาดทุนอะไร แต่หากนำทรัพยากรไปให้คนอื่นหลอม สิบครั้งต้องมีอย่างน้อยแปดครั้งที่ไม่สามารถหลอมเป็นโอสถขั้นสุดยอดได้อย่างแน่นอน
นางไม่ใช่คนโง่ ยิ่งกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสสูงสุดกำลังช่วยพูดแทนจิ่งอี๋ โอสถที่ตัวเองหลอม ต่อให้ต้องนำไปให้สุนัขกิน นางก็ไม่มีทางให้คนชั่วช้าอย่างมู่เทียนเซี่ยเด็ดขาด!
.
.
.