ใบหน้าของเหยียนตี้พลันดำคล้ำ ดวงตาคู่สวยจ้องชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง เธอจับมือลูกสาวแน่น
เห็นบรรยากาศชวนอึดอัด มู่เจาเจารีบพูดว่า “เอ่อ...ลูกศิษย์ของฉันคงดีใจไปหน่อยที่ชนะ ก็เลยพูดอะไรไม่คิด เพราะงั้นพี่อย่าถือสาเขาเลยนะคะ”
เหยียนตี้พลันได้สติ คลี่ยิ้มหวานปานกลีบบุปผา “ไม่เป็นไรจ้ะ เอาเข้าจริงฉันเองก็ชอบลองสิ่งแปลกใหม่ ถ้าหากคุณบอกว่าแมงมุมมันอร่อยจริงๆ ฉันเองก็อยากจะลองกินสักครั้งในชีวิต”
หลินอู๋เฉินหัวเราะว่า “ฮ่าฮ่า งั้นไว้เดี๋ยวจะสั่งให้ผู้จัดการหม่าเตรียมของไว้แล้วกัน หวังว่าจะชอบนะ แล้วอู่จี้ก็ด้วย”
“หนูไม่เคยกินแมงมุม พวกมันน่าขยะแขยง แค่คิดก็สยองแล้ว เพราะงั้นพี่ชายเก็บไว้กินเองเถอะค่ะ” เด็กสาวบุ้ยปาก ท่าทางน่ารักน่าชัง เห็นแล้วบรรยากาศก็ผ่อนคลายลง ทุกคนกลับมาหัวเราะได้อีกครั้ง
หลินอู๋เฉินไปส่งอาจารย์มู่ที่บ้านหลังจากทานข้าวเสร็จ ส่วนเหยียนตี้กลับไปกับลูกสาว ทางด้านเอี้ยเฟยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่คงมีสภาพอับอายขายหน้าไม่กล้าออกไปไหนอีก
หลินอู๋เฉินเดินทางมาถึงโรงพยาบาลชุนเหลียนก็ตอนบ่ายกว่าๆ
เมื่อมาถึงก็ถูกต้อนรับโดยเจ้าของโรงพยาบาล เหวินจิ้งอี
“วันนี้ถ้าหากเป็นอย่างที่เธอบอก อี้หลงจะฟื้นใช่ไหม” เหวินจิ้งอีเดินเคียงคู่กับเขาไปที่ห้องคนไข้ สำหรับผู้ป่วยที่ถูกตะขาบกัดโดยเฉพาะ
“ใช่...ทำไมเหรอ” หลินอู๋เฉินถาม
เหวินจิ้งอีตอบกำกวม “เอ่อ...ก็ไม่ทำไมหรอก ยิ่งเธอแสดงฝีมือได้ดีมากเท่าไหร่ ชื่อเสียงจะยิ่งวิ่งเข้ามาหาเธอ นอกจากนั้นยังทำให้โรงพยาบาลของฉันมีชื่อเสียงขึ้น กลายเป็นโรงพยาบาลอันดับหนึ่งในชุนเหลียน”
“เหรอ นึกว่าจะให้ฝังเข็มให้ซะอีก”
“ฝังเข็ม...แน่นอนสิว่าต้องฝัง” เหวินจิ้งอีกัดฟันตอบ
การฝังเข็มทำให้รู้สึกดีขนาดนั้น ถ้าหากพลาดมันไปแม้แต่วันเดียว เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง
เดินเข้าไปในห้องของอี้หลง ก็พบกับครอบครัวของเธอและคนสกุลอี้ อี้ฉางชุนและหลานสาว
“คุณหลิน ยินดีที่ได้พบครับ วันนี้ผมกับหลานสาวมาเยี่ยมอี้หลง หวังว่าจะไม่ทำให้คุณหลินรู้สึกอึดอัดนะครับ” อี้ฉางชุนเดินมาข้างหน้าด้วยความนอบน้อม ตั้งแต่วันนั้นที่ถูกหลินอู๋เฉินฝังเข็ม เขาดูหนุ่มแน่น มีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย
“แล้วแต่นายเถอะ” หลินอู๋เฉินตอบแบบขอไปที จากนั้นทุกคนออกไปข้างนอกกันหมด เหลือเพียงเหวินจิ้งอีที่เฝ้ามองการแสดงอันน่าอัศจรรย์อยู่ห่างๆ
มองเห็นตะขาบถูกนำออกมาจากร่างกายของอี้หลง ความยาวหนึ่งไม้บรรทัด ลักษณะน่ากลัวสยดสยอง เหวินจิ้งอีเห็นแล้วพลันหน้าซีดเผือด
ไม่นานอี้หลงจึงตื่นจากการหลับใหล ดวงตาคู่สวยเหม่อมองเพดาน ก่อนจะสำรวจรอบด้านระคนเฉื่อยชา
เหวินจิ้งอีเข้าไปอธิบายสถานการณ์
ไม่นานหลังจากนั้นทีมแพทย์จากโรงพยาบาลเข้ามาตรวจสอบร่างกายของเธอเพื่อยืนยันอีกที
“ร่างกายของผู้ป่วยฟื้นตัวไวมาก นี่ต้องเกี่ยวข้องกับเทคนิคการฝังเข็มของคุณหลิน!” เถียนเล่าลงมือตรวจสอบด้วยตัวเอง แม้ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ เด็กหนุ่มอายุไม่ถึง 20 ปีมีความสามารถยิ่งกว่าแพทย์ทุกแขนงรวมตัวกัน
เก่งเกินไปแล้ว!
“แน่นอนอยู่แล้ว อาศัยฝีมือของคุณหลิน มีอะไรบ้างที่ไม่สำเร็จ” อี้ฉางชุนไม่แปลกใจกับผลลัพธ์ ยังไงเสียการลงมือของหลินอู๋เฉินประดุจดังเทพเซียน แล้วจะผิดพลาดได้ยังไง
จากนั้นผู้ป่วยที่ถูกกัดก็ฟื้นขึ้นตามลำดับ หูอี้เทียนแม้จะโกรธเกลียดหลินอู๋เฉินจนถึงขนาดอยากฆ่าให้ตายยังไง ก็ต้องเดินทางมาดูด้วยตัวเอง
ไม่นานการรักษาก็จบ หลินอู๋เฉินนั่งอยู่ในห้องของเหวินจิ้งอีกเช่นทุกวัน เธอรินน้ำชา เสิร์ฟขนมขบเคี้ยว แถมวันนี้ยังเดินเข้ามานวดไหล่
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เขาคิดว่าแม่ของเหวินจิงค่อนข้างแต่งตัวยั่วยวนในวันนี้
“อู๋เฉิน วิธีของเธอยอดเยี่ยมมาก อาศัยทักษะการฝังเข็มไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ลูกสาวของผู้เฒ่าซูกลับมาเดินได้อีกครั้ง”
“ตาเฒ่าซู...ซูเฉียนเฉียนเหรอ”
“ใช่ ลูกสาวคนเล็กอายุ 40 ปี ต้องมาประสบอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อ 10 ปีก่อนทำให้เดินไม่ได้ น่าเสียดายจริงๆ” พูดไปก็ถอนใจไป “ตอนนั้นจำได้ว่าทีมแพทย์ในโรงพยาบาลช่วยกันยื้อชีวิตสุดฝีมือ สุดท้ายรอดมาได้ แต่ร่างกายช่วงล่างดันพิการ...”
“ไม่ใช่ว่าช่วยไม่ได้ แต่เพราะมีการสับเปลี่ยนต่างหากล่ะ”
“สับเปลี่ยน...หมายความว่ายังไง” เหวินจิ้งอีค่อนข้างแปลกใจ ทำไมอยู่ๆ เขาพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง
“มันไม่ใช่อุบัติเหตุ นี่คือสิ่งที่ฉันบอกได้ และคนที่เป็นตัวการพุ่งเป้ามาที่ซูเฉียนเฉียนเพราะต้องการเส้นชีพจรสุดยอดของเธอ...แล้วทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุรถยนต์” หลินอู๋เฉินนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ตอบคำถามสบายๆ
“เธอรู้ได้ยังไง มั่นใจมากน้อยแค่ไหน” เหวินจิ้งอีตกใจ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะลงเอยสลับซับซ้อน
“ร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่มองดูก็รู้แล้ว” เขาแบมือว่า “เอาล่ะมาเริ่มกันเถอะ ฉันจะได้กลับบ้านไปอาบน้ำนอน”
“อื้อ...” เหวินจิ้งอีไม่อยากพูดเรื่องตระกูลซูอีก เพราะเธอเองก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง ตอนนี้จึงนอนอยู่บนโซฟาให้แฟนลูกสาวฝังเข็ม
ไม่นานความสบาย ความรู้สึกซาบซ่าก็ไหลบ่าเข้ามาในเรือนกาย ใบหน้าของเหวินจิ้งอีแดงก่ำ สองขายาวไขว้สลับกันราวกับงูสีขาวกำลังกอดรัดเหยื่อ
หลินอู๋เฉินนำเข็มเงินใส่กระเป๋า
กล่าวด้วยความสัตย์จริงเขาไม่มีความคิดบัดซบแบบนั้นกับแม่แฟน แต่ดูเหมือนเธอจะมีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ดูเหมือนว่าคงต้องรอให้ความรู้สึกเธอมากกว่านี้ ความลับนั้นก็จะเผยออกมาเอง
...........
ตระกูลมู่
ทันทีที่กลับมาถึงบ้านเอี้ยเฟยก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง
ในฐานะลูกน้องหัวกระทิของเทพมังกรขาว ฉีไป๋หลง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้รับความอัปยศอดสู!
“หลินอู๋เฉิน ดูเหมือนว่าแกกับฉันจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ตั้งแต่งานวันเกิดนายผู้เฒ่ามู่แล้วครั้งหนึ่ง มาวันนี้อีกครั้งที่สอง กล้าดียังไงให้ฉันแก้ผ้าโชว์ ไอ้สันดาน! แกไม่ได้ตายดีแน่!”
หลังจากพ่นคำหยาบเอี้ยเฟยก็หยิบกระเป๋าออกมาจากตู้เสื้อผ้า ในนั้นมีมีดพกเล่มสั้น ปืนพก ลวด กุญแจมือ ระเบิด...นี่คือสิ่งที่เขาสามารถนำติดตัวมาได้ แน่นอนว่าในชายแดนอาวุธดังกล่าวดูกระจ้อยร่อยไม่พอเพียงต่อความต้องการฆ่าศัตรู แต่สำหรับการฆ่าลูกหลานคนรวยหนึ่งคน เป็นเรื่องง่ายที่จะใช้มีดแค่ 1 เล่ม!
เอี้ยเฟยที่สวมชุดดำออกจากบ้านสกุลมู่ยามพลบค่ำ เป้าหมายคือฆ่าหลินอู๋เฉิน!
........
ป่านหลงวิลล่า
นอกจากสนุกกับร่างกายของสาวๆ เวลาว่างหลินอู๋เฉินก็นั่งบ่มเพาะพลัง ตอนนี้รากฐานมั่นคง ลูกแก้ววิญญาณมีขนาดใหญ่ราวบอลหนึ่งลูก ต่อให้พบกับยอดยุทธลมปราณ 100 ปี สำหรับเขามันก็งั้นๆ
ไม่ไกลจากตัวบ้าน มีชายคนหนึ่งอยู่ในชุดสีม่วงแอบย่องเข้ามา
เขายืนยันสถานที่ที่ได้รับมอบหมาย ก่อนจะกระชับมีดสั้นแล้วโดดผ่านกำแพง เข้าไปในบ้าน แต่เข้าไปได้ไม่ทันไรก็พบกับชายอีกคนอยู่ในชุดดำ ท่าทางไม่เหมือนกับคนธรรมดา เขาจึงใช้ความเร็ววิ่งเข้าหาเป้าหมาย แทงมีดสั้นเข้าจุดตาย!
เอี้ยเฟยที่เพิ่งลอบเข้ามาในบ้านของหลินอู๋เฉินเดินอยู่บนสนามหญ้า รับรู้ได้ถึงอันตรายจึงเอี้ยวตัวหลบ แต่กระนั้นมีดสั้นได้เฉี่ยวใบหูไปเส้นยาแดงผ่าแปด เลือดเขาไหลริน
“มันมีผู้คุ้มกันด้วย?” เอี้ยเฟยถอยไปตั้งหลัก มองคนในชุดม่วงที่เข้ามาจู่โจมอย่างเงียบงันและมีสติ
จากข้อมูลที่เขาได้ตรวจสอบก่อนหน้านี้หลินอู๋เฉินมีบ้านอยู่สามแห่ง แต่ไม่เคยระบุเกี่ยวกับผู้คุ้มกัน ดังนั้นพอปะทะกันเขาจึงค่อนข้างประหลาดใจ
ทำไมข้อมูลที่สืบมาถึงเล็ดลอดบางจุด?
แต่ช่างเถอะ ยังไงเสียหมอนั่นก็เป็นลูกหลานคนรวย หากจะมีผู้คุ้มกันซ่อนตัวอยู่ก็คงไม่แปลก
เอี้ยเฟยหยิบมีดสั้นตัวเองออกมา ขาตั้งมั่น ทั้งสองยังไม่เข้าไปห้ำหั่น หากแต่ยืนลองเชิง กำลังตรวจสอบว่าคู่ต่อสู้มีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง
เหตุการณ์ดังกล่าวกินเวลาราว 10 วินาที จากนั้นคนในชุดม่วงเริ่มเคลื่อนไหว ร่างกายของเขาไวดังเสือชีตาห์ จู่โจมระยะประชิดแล้วแทงมีดสั้นเข้ามาตรงๆ เอี้ยเฟยใช้มีดปัดป้อง มีดสองเล่มเข้าห้ำหั่นกันปานจับวาง รวดเร็วว่องไวดุดัน ทักษะมีดไวไม่มีใครด้อยกว่ากัน
เอี้ยเฟยอาศัยลมปราณในร่างผลักดันอีกฝ่ายจนถอยร่น ใช้จังหวะนั้นบิดข้อมือคนชุดม่วง มีดในมือจึงหล่นลงพื้น
คนชุดม่วงหน้าตาตื่น ไม่คิดเลยว่าเอี้ยเฟยจะฝีมือดีขนาดนี้ เขาต้องการหนีไปจากที่นี่ แต่เอี้ยเฟยกับไม่ให้โอกาสนั้น แทงมีดในมือเข้าตรงหัวใจคนชุดม่วง ดันตัวเข้าไปติดกำแพง
คนชุดม่วงส่งเสียงร้องอันน่าสังเวชออกมา ก่อนจะเสียชีวิตเขาหยิบห่อผ้าบางอย่างจากช่องลับบนอกแล้วโยนใส่เอี้ยเฟย
เอี้ยเฟยหลบฉากปัดป้องด้วยมีดฟันฉับเข้าที่ห่อผ้าตามสัญชาตญาณ
ผ้าฉีกขาดมีผงสีรุ้งกระจายเป็นวงกว้าง เขารีบกลั้นลมหายใจแล้วออกไปจากบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่หลินอู๋เฉินออกมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
หลินอู๋เฉินรอกระทั่งผงสีรุ้งหายไปในอากาศ ค่อยบรรจงย่างกรายเข้าไปดูที่เกิดเหตุ
“คนชุดม่วงถูกแทงเข้าที่ขั้วหัวใจ ส่วนอีกคนดูท่าจะได้รับบาดเจ็บแต่หนีไปได้”
หลินอู๋เฉินไม่ได้ไล่ตาม แต่กำลังคิดว่าใครกันที่ทำแบบนี้